วันศุกร์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
'บิ๊กตู่' คืนความสุขคนรักจักรยาน ขยายเส้นทางปั่นทั่วกรุง

'บิ๊กตู่' คืนความสุขคนรักจักรยาน ขยายเส้นทางปั่นทั่วกรุง

  • Share:

'บิ๊กตู่' คืนความสุขคนรักจักรยาน ขยายเส้นทางปั่นทั่วกรุง เชื่อมต่อฝั่งธนบุรี เสริมการท่องเที่ยว แนะ แม่ค้าขายของให้นักปั่นแทน ชี้ ห่วงน้ำท่วมใต้ ยัน ไม่ได้นิ่งดูดายสั่งภาครัฐช่วยเหลือพร้อมแก้ไข

เมื่อเวลา 20.15 น. วันที่ 2 ม.ค.58 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ "คืนความสุขให้คนในชาติ" ออกอากาศทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย ว่า "สวัสดีปีใหม่ ครับ พี่น้องประชาชนที่รักทุกคนช่วงเทศกาลปีใหม่นี้ หลายท่านคงยังอยู่ระหว่างการเฉลิมฉลองกับครอบครัวและญาติมิตรเป็นช่วงแห่งความสุข ตลอดห้วงระยะเวลาที่ผ่านมารัฐบาลมุ่งมั่นทุ่มเทและพยายามอย่างเต็มที่จะแก้ปัญหาความเดือดร้อนต่างๆ ให้กับพี่น้องประชาชน

รวมทั้งการวางรากฐานที่สำคัญเพื่อให้เกิดการพัฒนาประเทศไปสู่ความเจริญก้าวหน้าอย่างยั่งยืน ห้วงเวลานี้ หลายๆ คนมีความสุขกับเทศกาลปีใหม่ แต่ขอให้ส่งกำลังใจให้กับพี่น้องบางพื้นที่ ที่ประสบปัญหาความเดือดร้อน ทั้งปัญหาน้ำท่วมในหลายจังหวัดภาคใต้ ปัญหาภัยหนาวในภาคเหนือและภาคอีสาน ปัญหาสินค้าเกษตรราคาตกต่ำ ความเดือดร้อนของพี่น้องชาวสวนยาง และอื่นๆ ซึ่งรัฐบาลกำลังเร่งเดินหน้าแก้ไขให้อยู่

สำหรับพี่น้องประชาชนคนไทยหลายท่านก็มีน้ำใจ ช่วยเหลือสังคม แสดงความมีน้ำใจด้วยการให้กำลังใจ ให้รอยยิ้ม ซึ่งหนึ่งในนั้นที่ผมอยากจะกล่าวถึงอีกครั้ง และขอให้พวกเราทุกคนได้ยึดถือเป็นแบบอย่าง ได้แก่ โครงการ “ผูกปิ่นโตข้าว” ตามที่ผมได้เคยกล่าวไว้ในรายการ “คืนความสุขฯ” เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งผมคิดว่าเป็นโครงการจิตอาสาที่คืนความสุขให้กับพี่น้องชาวเกษตรกรจริงๆ เป็นโครงการที่ได้รับแรงบันดาลใจจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เน้นความพอเพียง เน้นความเป็นชุมชนที่เข้มแข็ง เน้นความเสียสละเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และเป็นโครงการที่สามารถเข้าถึงประชาชนคนไทยทุกคนที่ต้องการจะเห็นข้าวไทยกลับมามีเอกลักษณ์ มีคุณภาพ สะอาดและปลอดภัยสำหรับการบริโภคอีกครั้งหนึ่งโครงการนี้ เป็นกลไกเชื่อมระหว่างครอบครัวคนในเมืองกับครอบครัวชาวนาที่ปลูกข้าวอินทรีย์ หรือข้าวปลอดสารโดยตรง ซึ่งได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ มาเป็นลำดับ

ทั้งนี้ ทางโครงการกำลังพยายามจะขยายขอบเขตของความร่วมมือนี้ให้ครอบคลุมถึงธุรกิจต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น บริษัทห้างร้าน ร้านอาหาร โรงแรม โรงเรียน หรือหน่วยงานราชการใดๆ ที่ต้องการสนับสนุนส่งเสริมพี่น้องชาวนา และข้าวไทยควบคู่ไปกับการพัฒนาสุขภาพของบุคลากรให้แข็งแรง ทางโครงการได้เล่าให้ผมฟังว่าเมื่อชาวนาเลิกใช้ปุ๋ยเคมี และหันมาใช้สารธรรมชาติในการกำจัดศัตรูพืช พวกเขาพบว่าที่ดินทำกินของเขาสามารถรองรับการปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์อื่น ๆ ได้อีก ถือว่าเป็นการสร้างรายได้เสริมไปอีกทางหนึ่ง ตัวอย่างที่ผมอยากนำมาเล่าให้ฟังอีกตัวอย่างหนึ่ง คือฟาร์ม “บ้านชัดเจน” ที่จังหวัดพิจิตร ของคุณชัชชนะ ปรารถนารักษ์ หรือ “คุณชัดเจน” และครอบครัวเริ่มจากการทำนาบนพื้นที่ 50 ไร่ จากเดิมเป็นพื้นที่นาที่พึ่งสารเคมี แต่หลังจากที่ได้ศึกษาค้นคว้าเรื่องการทำนาอินทรีย์อย่างจริงจัง จึงกลับมาคิดใหม่เรื่องการผลิตและเริ่มลงมือทำแบบอินทรีย์อย่างเต็มตัวตั้งแต่ปี 2553 เป็นต้นมาสำหรับคุณชัดเจนถือเป็นเกษตรกรที่มีวิสัยทัศน์ในเรื่องของการลดต้นทุน และการเพิ่มมูลค่าการทำนาแบบไม่ฝืนธรรมชาติทำให้สามารถประหยัดต้นทุนได้มาก

พี่น้องชาวนาคงทราบดีว่าการทำนาแบบเคมีนั้นใช้ต้นทุนสูงไร่ละ 6,000 ถึง 7,000 บาท ในขณะที่ทำนาอินทรีย์ใช้ต้นทุนเพียง 2,000 ถึง 3,000 บาท เรียกว่าประหยัดไป 50-60% ในส่วนของการเพิ่มมูลค่านั้นข้าวทุกสายพันธุ์ที่ทางฟาร์มเลือกปลูกจะเป็นข้าวคุณภาพ มีราคาจำหน่ายในท้องตลาดสูง เป็นที่ต้องการของผู้บริโภคจำนวนมากที่ใส่ใจในสุขภาพ นอกจากจะผลิตข้าวอินทรีย์ของตัวเองแล้ว ทางฟาร์มยังต่อยอดไปถึงกลุ่มเกษตรกรอื่นๆ ที่มีแนวคิดจะลดต้นทุนการผลิตข้าว โดยการจัดอบรมกลุ่มเกษตรกร ทั้งที่อยู่ในจังหวัดพิจิตร และจากจังหวัดอื่นๆ โดยไม่คิดค่าสอน ถือเป็นการช่วยกันในการสร้างชุมชมที่เข้มแข็งให้สามารถพึ่งพาซึ่งกันละกันได้

คนไทยหากมีความสามัคคีกันแบบนี้ คนอื่นก็ไม่สามารถจะมาทำร้ายหรือเอาเปรียบเราได้อีกต่อไปนอกจากข้าวแล้วยังมีผลผลิตอื่นๆ อีก เช่น ชาใบข้าว ปัจจุบันทางฟาร์มกำลังอยู่ระหว่างการศึกษา ทดลอง และรวบรวมข้อมูลวิธีการเลี้ยงผึ้งชันโรง หรือผึ้งจิ๋วจากศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งผึ้งชันโรงนี้ถือเป็นสุดยอดแมลงผสมเกสรพืช เลี้ยงได้ในนาอินทรีย์เท่านั้น ผลิตภัณฑ์จากชันโรงเป็นที่ต้องการของตลาด ที่มีราคาสูงกว่าน้ำผึ้งทั่วไปหลายเท่า นับเป็นการเพิ่มรายได้ที่ดี

นอกจากนี้ ทางโครงการและฟาร์มชัดเจนนี้ได้นำเทคโนโลยีการสื่อสาร หรือโซเชียลมีเดียมาใช้ประโยชน์ในการประชาสัมพันธ์ จัดตั้งกลุ่มเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ความคิดเห็นระหว่างชาวนากับคนกรุงอีกด้วย ผมทราบมาว่าหลายครอบครัวคนในเมืองได้เดินทางไปเยี่ยมเยือนชาวนาที่ปลูกข้าวอินทรีย์ให้เขา พาลูกหลานไปเรียนรู้วิถีชีวิตชาวนาไทยจนกลายเป็นเพื่อนสนิทกันไปตอนนี้เลยผมขอแสดงความชื่นชมโครงการผูกปิ่นโตข้าว โครงการฟาร์มบ้านชัดเจน และอีกหลายๆ โครงการดีๆ เหล่านี้ ที่จะผสมผสานปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ภูมิปัญญาชาวบ้าน และการผลิตการตลาดสมัยใหม่ ร่วมกับเทคโนโลยีได้อย่างลงตัว ช่วยส่งเสริมพี่น้องเกษตรกรของไทยให้แข่งขันได้ในตลาดโลก เราต้องอย่าลืมว่าการเกษตรอินทรีย์นั้น สามารถประยุกต์ใช้ได้หลากหลาย ทั้งการทำนา การปลูกพืชผักผลไม้ ดอกไม้หรือแม้แต่การทำโคนม ก็สามารถพัฒนาตามแนวทางเกษตรอินทรีย์มาประยุกต์ใช้ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และเป็นการผลิตตามความต้องการของตลาดในปัจจุบัน ซึ่งมุ่งเน้นในเรื่องสุขภาพอีกด้วย

จากภาคการเกษตรของเรามีผลิตผลมากมายที่น่าส่งเสริม เช่น กล้วยไม้ของเรานั้น ถือเป็นเอกลักษณ์ สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศมายาวนาน นานาชาติต่างชื่นชมถึงความสวยงามของกล้วยไม้พันธุ์ไทย ปัจจุบันได้มีการพัฒนาให้มีหลากหลายพันธุ์และสีสัน อย่างเช่น พันธุ์ “ชมพูนครินทร์” พันธุ์ “รักตสิริน” พันธุ์ “ม่วงราชกุมารี” หรือ พันธุ์ “โสมสวลี” ที่ได้รับพระราชทานชื่อจากพระบรมวงศานุวงศ์ สวยงามมาก ผมก็ได้สั่งการในคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้ดูแลช่วยเหลือเกษตรกรที่ปลูกกล้วยไม้ ดอกไม้ ในเรื่องของการเปิดตลาดกลางกล้วยไม้ ดอกไม้ ส่งเสริมให้ระบบสหกรณ์เข้ามาช่วยเหลือเกษตรกร และจะให้มีการเปิดตลาดกล้วยไม้ ดอกไม้ ในบริเวณทำเนียบรัฐบาล โดยรอบ หรือในพื้นที่ที่เหมาะสม ในช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ และอาจจะจัดทำเป็นสัปดาห์รณรงค์กล้วยไม้ ดอกไม้ ของไทยด้วย

ทั้งนี้ เพื่อเปิดการตลาดให้มากขึ้น สร้างความนิยม โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนไทยด้วยกัน ได้อุดหนุนกันเอง และมีชื่อเสียงไปถึงต่างประเทศด้วย จะได้มีผลในเรื่องของการส่งออก จะเพิ่มรายได้ให้ประเทศอีกเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้ ต้องขอฝากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมไปถึงขอความร่วมมือจากเกษตรกรพี่น้องปราชญ์ชาวบ้าน และปราชญ์ชุมชน ช่วยกัน ร่วมกันเผยแพร่ความรู้ ในเรื่องของการเพาะปลูกพืชเหล่านี้ ให้แก่เกษตรกรในชุมชนตนเอง เพื่อยกระดับการทำการเกษตรของประเทศเราด้วย ต้องเป็นเกษตรสมัยใหม่ เกษตรอินทรีย์

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 28 ธันวาคมที่ผ่านมา ผมได้ไปเปิด “โครงการพัฒนาเส้นทางจักรยานในพื้นที่เกาะรัตนโกสินทร์” ในการจัดทำช่องทางจักรยานและส่งเสริมและการสนับสนุนให้ประชาชนหันมาใช้จักรยานแทนการใช้รถยนต์ในการสัญจรไปมา อำนวยความสะดวกและความปลอดภัยให้แก่ประชาชน ลดปัญหาการจราจร ปัญหามลพิษและสภาพแวดล้อมในพื้นที่เกาะรัตนโกสินทร์ ซึ่งส่งผลกระทบต่อความสวยงามของโบราณสถานที่สำคัญของชาติ อาจจะทำให้เสื่อมโทรมก่อนเวลาอันควร รวมทั้งสนับสนุนการท่องเที่ยว การออกกำลังกาย แล้วก็เป็นของขวัญปีใหม่ 2558 ให้กับประชาชนด้วย

วันนั้น ผมได้ร่วมปั่นจักรยานกับพี่น้องประชาชน เพื่อดูแลความเรียบร้อยของเส้นทางจักรยานตามโครงการดังกล่าว ได้ชื่นชมทัศนียภาพเกาะรัตนโกสินทร์ของเรา เป็นระยะทาง 8 กิโลเมตร ซึ่งเป็นระยะแรก ของการดำเนินการปรับปรุงเส้นทางจักรยาน จำนวน 12 เส้นทาง และในระยะที่ 2 ก็จะดำเนินการปรับปรุงเพิ่มอีก 5 เส้นทางในปี 2558 นี้ ระยะทางรวมอีก 10 กิโลเมตร และในอนาคตก็มีแผนที่จะขยายเส้นทางจักรยานไปยังฝั่งธนบุรี รวมถึงเส้นทางอื่นๆ ให้ครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) ปัจจุบัน กทม. มีเส้นทางจักรยานรวม 31 เส้นทาง ระยะทาง 232 กิโลเมตร

สำหรับการดำเนินการปรับปรุงเส้นทางจักรยานดังกล่าว เป็นการปรับปรุงด้านกายภาพ อาทิ ปรับผิวจราจรให้มีความเรียบ ปรับระดับรางรับน้ำและฝาท่อระบายน้ำ ปรับช่องทางเดินถนนให้มีความเหมาะสม ปรับช่องทางจักรยานให้มีความชัดเจน เปลี่ยนตะแกรงฝาบ่อพักเป็นแนวขวาง รวมทั้งตีเส้นจราจรช่องทางจักรยานเป็นเส้นคู่และทาสีพื้นผิวช่องจักรยานเป็นสีเขียว ติดตั้งสัญลักษณ์ทางจักรยานและอุปกรณ์เพิ่มความปลอดภัย เป็นต้น

ขอขอบคุณทาง กทม. เป็นแม่งานหลัก อย่างไรก็ตาม การบริหารจัดการ ก็คงต้องคำนึงถึงพ่อค้าแม่ค้า วินมอเตอร์ไซค์ การจราจร ผู้ใช้รถใช้ถนน การจอดรถต่าง ๆ เหล่านี้ มีความจำเป็นในการใช้พื้นที่ร่วมกัน ก็เผื่อแผ่แบ่งปันกันในเรื่องของการใช้ถนนให้เหมาะสมด้วยนะครับ อย่าทะเลาะเบาะแว้งกัน รวมถึงการจอดรถในเส้นทางจักรยาน อันนี้ต้องคำนึงถึงความมีวินัย ความปลอดภัย ความเป็นระเบียบเรียบร้อยของคนในชาติด้วย เราต้องแสดงออกให้เห็นว่า เราพึ่งพาอาศัยกันและกันอยู่ร่วมกันได้ เข้าถึงทรัพยากรได้อย่างไม่มีความเหลื่อมล้ำ แต่อย่างไรก็ตาม อาจจะมีความขัดแย้งอยู่บ้าง เรามีวัฒนธรรมที่เกื้อหนุนกันอยู่แล้ว ต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน

สำหรับการปรับภูมิทัศน์และขยายเส้นทางจักรยานของ กทม. อาจต้องกระทบกับคนบางกลุ่ม แต่ก็จะให้ประโยชน์กลับมาต่อคนหมู่มาก ซึ่งต้องอาศัยการปรับตัวเข้าหากัน เช่น พ่อค้าหาบเร่แผงลอย อาจปรับเปลี่ยนวิธีการ หรือขายสินค้า สำหรับบริการให้กับนักปั่น นักท่องเที่ยว ที่จะมีมากขึ้นในอนาคต และผมเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงนี้จะนำมาสู่การพัฒนาในแนวทางที่ดีขึ้น สำหรับทุก ๆ ฝ่าย หากเราช่วยกันบางครั้งก็จำเป็นต้องเสียสละประโยชน์ส่วนตนเพื่อประโยชน์ส่วนรวมบ้าง

เส้นทางจักรยานเหล่านี้ เป็นเพียงจุดเริ่มต้น ที่ยังมีข้อจำกัดอีกหลายอย่างประการ อาจจะยังไม่สามารถใช้ได้เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์แต่ก็เป็นการริเริ่มที่ดี เพื่อให้นำไปสู่การพัฒนาที่สมบูรณ์ อันจะช่วยยกระดับความสุขในการเดินทาง การปรับวิถีชีวิตให้กับคนกรุง ประชาชนในเขตเมือง นอกจากนั้น ผมอยากให้เส้นทางจักรยานนี้ นำไปสู่การสร้างโอกาสและรายได้ให้แก่ชุมชนท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นการค้าขายสินค้าให้แก่ผู้ขับขี่จักรยาน นำเสนอผลิตภัณฑ์ในท้องถิ่น ณ จุดแวะพัก ซึ่งสิ่งเหล่านี้สามารถพัฒนาต่อยอดเป็นเส้นทางการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน เพื่อจะดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติต่อไปได้ครับ

ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุงเส้นทางจักรยาน หรือการปรับปรุงสภาพแวดล้อมและภูมิทัศน์ในชุมชนสิ่งเหล่านี้ จะช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวไปได้อีกทางหนึ่ง เน้นย้ำในเรื่องของความปลอดภัย เรื่องความสะอาดด้วย ความสวยงาม ความเป็นระเบียบเรียบร้อย ช่วงนี้เป็นช่วงฤดูกาลที่นักท่องเที่ยวต่างชาติจะเข้ามาเที่ยวในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก ถือว่าเป็นสิ่งดีจะมาช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของเรา ทุกคนก็ต้องช่วยกันดูแลในทุกๆ มิติ ในด้านของความสงบเรียบร้อย ความเป็นระเบียบแล้วก็ความเป็นเจ้าของบ้านที่ดี แล้วก็ช่วยกันส่งเสริมให้นักท่องเที่ยวเหล่านั้น ได้เรียนรู้วัฒนธรรมไทยที่ดีงาม ได้เข้ามาสัมผัสชีวิตวิถีไทยที่เป็นเอกลักษณ์อย่างน่าชื่นชมด้วยนะครับ

สำหรับในเรื่องค่านิยม 12 ประการ ที่รัฐบาล และ คสช. ได้นำเสนอให้ปวงชนชาวไทยตระหนักกันไปแล้วนั้น ก็เป็นแนวทางที่ทำให้ชาวต่างชาติได้รับรู้รับทราบถึงความเป็นเอกลักษณ์วัฒนธรรมที่ดีงามของคนไทยได้เป็นอย่างดี ปัจจุบันทุกประเทศในโลก ได้เผชิญกับกระแสคลื่นแห่งวัฒนธรรมที่ผสมผสานกัน จนอาจจะหาแก่นสาร หาความเป็นตัวของตัวเองได้ยาก หากเราหลงลืมตัวเอง ลืมประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรมอันดีงามของชาติ ที่บรรพบุรุษของเราได้สร้างมาเป็นระยะเวลาหลายร้อยปี ก็เป็นสิ่งที่น่าเสียดาย

ผมไม่อยากให้ไปใช้จ่ายงบประมาณที่ฟุ่มเฟือยมากเกินความจำเป็นในการรณรงค์ในเรื่องค่านิยม แต่อยากให้มีการประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน สร้างกิจกรรม กระบวนการเรียนรู้ต่าง ๆ ให้เข้าใจ มันอยู่ในทุกคนอยู่แล้ว เพียงแต่บางเวลาหลงลืมกันไป ก็เพียงแต่ไปเตือนเขา ไปบอกเขา ไม่ได้หมายความว่าให้ไปท่องให้ได้ คงไม่ใช่ คงให้รู้ว่าแต่ละข้อ แต่ละการปฏิบัตินั้นจะมีผลดีกับตัวเองอย่างไร กับสังคมอย่างไร เป็นเพียงการพลิกฟื้นจิตสำนึกความเป็นไทยของเรา

ฉะนั้นโรงเรียนต่างๆ ก็กรุณานำไปใช้ให้ถูกต้อง ไม่ใช่เพียงแค่ท่องจำ เพียงแต่ช่วยกันทำความเข้าใจ ส่งเสริม ปลูกฝังลูกหลาน นิสิต นักศึกษา ผ่านการกระทำให้ได้ ให้ซึมซับเข้าไปในวิถีการดำเนินชีวิต ทั้งที่ “บ้าน–วัด–โรงเรียน” หรือ “บวร” ที่เป็นแหล่งอบรมสั่งสอนให้เยาวชนของไทย เป็นทั้ง “คนดีและคนเก่ง” เราต้องการทั้งคนดีและคนเก่ง รวมความไปถึงเรื่องซื่อสัตย์ด้วย ตามแนวทางพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ที่บ้าน พ่อแม่ก็ต้องช่วยกันอบรมสั่งสอนลูกหลานให้เกิดความเข้าใจ ซึ่งสามารถทำกันในครอบครัวได้ง่ายๆ เวลาที่กินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากัน ก็สามารถพูดคุยให้คำแนะนำ ปลูกฝังสิ่งดีๆ ให้เขาเป็นคนที่มีวินัย มีสัมมาคารวะ อ่อนน้อมถ่อมตน ที่โรงเรียนคุณครูก็ต้องปลูกฝังทักษะการใช้ชีวิตสอดแทรกอยู่ในวิชาเรียนต่างๆ ให้ลูกศิษย์เป็นคนดี มีความรู้ คู่คุณธรรม มีความรับผิดชอบที่ดีต่อสังคมและตนเอง ผมรู้สึกว่าจะกลับกันอยู่นะ บางทีพ่อแม่ก็ต้องไปสอนหนังสือลูก ครูก็ไปสอนวิธีการอยู่บ้าน ผมว่าต้องกลับมาเป็นแบบเดิม พ่อแม่ก็สอนลูก ชีวิตในครอบครัว การเคารพผู้หลัก ผู้ใหญ่ ไปโรงเรียนก็หาวิชาความรู้เพิ่มเติม ทั้งครูและพ่อแม่ ผู้ปกครองก็มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน แบ่งเบาหน้าที่กันไป

ถ้าเกิดว่าต่างคนต่างสอนกันคนละอย่างสองอย่าง ในงานที่ไม่ค่อยตรงกัน ความผูกพันก็จะไม่เกิดขึ้น ทำให้ค่านิยมเปลี่ยนแปลงไปอีก ที่วัดก็เช่นเดียวกัน ถ้าหากว่าครู ผู้ปกครองพาเยาวชนไปสัมผัส เข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ทางศาสนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งทุกๆ ศาสนานั้นล้วนมุ่งปลูกฝังให้เราทำความดี เป็นคนดี สมัยนี้อาจจะเน้นวัตถุนิยม เทคโนโลยีที่รวดเร็ว พ่อแม่ลูกไม่ค่อยได้คุยกัน กลายเป็นสังคมก้มหน้า เด็กๆ ก็เสพสื่ออินเทอร์เน็ต เกม โซเชียลมีเดียต่างๆ ซึ่งหากไม่มีคนดูแล ปลูกฝังให้เขาเป็นคนดีในสังคม ก็จะทำให้เขาหลงไปในทางที่ผิดได้ง่าย ทั้งในเรื่องของยาเสพติด การใช้ความรุนแรง การลักขโมย

แต่หากทุกคนนั้นปลูกฝังค่านิยมที่ดี เน้นในเรื่องของการสร้างจิตสำนึก “ความสำนึกและความเข้าใจ” ในชีวิตประจำวัน เขาจะรู้สึกละอายใจ ผมเคยพูดไปแล้ว “หิริโอตตัปปะ” คือทุกครั้งที่เวลาเราทำสิ่งไม่ดี ก็จะมีความละอายต่อบาป รู้ว่าบาปคืออะไร บาปอยู่ในทุกการกระทำใด ๆ ไม่ว่าจะเป็นทางกาย ทางวาจา ทางใจ ทำให้คนอื่น พ่อแม่ พี่น้องหรือบุคคลที่มีอุปการคุณ เขาไม่มีความทุกข์อะไรกับบาป ฉะนั้นเราอาจจะไม่ต้องสร้างหลักสูตรอะไรใหม่เท่าไรนัก เพียงแค่ปลูกฝังจิตสำนึกให้กลมกลืนเป็นธรรมชาติในวิถีชีวิตของเรา เหมือนที่บรรพบุรุษเราได้สั่งสอนมาเป็นคนไทย

วันนี้เราเพียงแต่วิวัฒนาการ สร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาให้ดี สร้างความรู้ความสามารถให้ทัดเทียมอารยประเทศก็จะเป็นอนาคตของชาติที่ดี กลายเป็นสังคมที่น่าอยู่ สังคมแบบไทย ๆ ไม่มีการเบียดเบียนกัน มีวินัย เคารพตนเองและผู้อื่น มีการรู้จักใช้เหตุผล รับฟังความคิดเห็นซึ่งกันและกัน อยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ สังคมไทยเราก็จะปราศจากสิ่งเลวร้ายต่างๆ ในเรื่องการทุจริต ความเห็นแก่ตัว เห็นแก่พวกพ้อง ความแตกแยก ความเหลื่อมล้ำ ไม่เป็นธรรม ปัญหาหลักๆ คือเรื่องยาเสพติดห้วงปัจจุบัน สถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ รวมทั้งภัยหนาวในภาคเหนือและภาคอีสาน ยังคงรบกวนการใช้ชีวิตประจำวันของพวกเรา ของประชาชนในพื้นที่ และก็ทำให้รัฐบาลไม่สบายใจด้วย มีผลกระทบต่อการประกอบอาชีพของพี่น้องประชาชนในวงกว้าง

รัฐบาลให้ความห่วงใยอย่างต่อเนื่อง สั่งการให้แก้ไข ช่วยเหลือ ฟื้นฟูในทุกพื้นที่อย่างรวดเร็ว ต้องขอขอบคุณข้าราชการ ทั้งฝ่ายพลเรือน ตำรวจ ทหาร และภาคเอกชนทุกคน ที่ช่วยเสียสละ ไม่นิ่งดูดาย ร่วมมือ ร่วมแรง ร่วมใจกันดูแลทุกข์สุขของพี่น้อง โดยเฉพาะในพื้นที่ประสบภัย พื้นที่ห่างไกล ผลักดันบริการของรัฐรูปแบบต่างๆ ให้ถึงมือผู้ประสบภัยอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นการบริจาคเงิน เครื่องอุปโภคบริโภค เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค การบริการสาธารณสุข ป้องกันโรคติดต่อ รวมไปถึงการอำนวยความสะดวกด้านต่างๆ ด้วยในช่วงเสาร์-อาทิตย์นี้

พี่น้องประชาชนที่เดินทางกลับภูมิลำเนา เยี่ยมเยือนครอบครัว รวมทั้งที่ไปท่องเที่ยวในห้วง “เทศกาลส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่” ก็จะเดินทางกลับมาทำงาน เริ่มต้นศักราชใหม่ ช่วยกันเดินหน้าประเทศไทย ทำให้ปีใหม่นี้ เป็นปีแห่งความสดชื่น แจ่มใส มีพลังกาย มีความหวัง มีกำลังใจ ขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ของรัฐทุกฝ่าย ตำรวจทางหลวง ตำรวจท่องเที่ยว อาสาสมัครที่เสียสละ อดทนในการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อให้พี่น้องของเราเดินทางไปสู่จุดหมายปลายทางโดยสวัสดิภาพ ขอขอบคุณกระทรวงคมนาคม และทุกส่วนราชการที่ได้ดำเนินการซ่อมแซมถนน ปรับปรุงหลายเส้นทาง อำนวยการจราจร ดูแลการติดตั้งป้ายบอกทาง ทางเลี่ยง ทางอ้อม และทางกลับรถต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับพี่น้องประชาชนสำหรับการเดินทางในช่วงปีใหม่

การเดินทางกลับขอให้ปลอดภัยทุกคน พลขับรถโดยสาร ขับด้วยความระมัดระวัง พลขับรถส่วนตัวก็ระมัดระวัง ทุกคนทุกพวกอย่าดื่มสุราเวลาขับรถสุดท้ายนี้ ในวารดิถีขึ้นปีใหม่ 2558 ขอให้ประชาชนชาวไทยทุกคนได้ร่วมแรง ร่วมใจกัน สร้างประเทศไทยให้เป็นประเทศที่ร่มเย็น น่าอยู่ มั่นคง แข็งแรง อย่างยั่งยืนในทุกมิติต่อไปด้วย ขอให้ทุกคนร่วมกันตั้งจิตอธิษฐานถวายพระพรชัยมงคล ขอให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ตลอดจนพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ จงทรงพระเจริญมีพระชนมายุยิ่งยืนนานเป็นมิ่งขวัญของชาวไทยทั่วทั้งประเทศตลอดไป ขอบคุณครับ สวัสดีครับ"

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้