วันจันทร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
"สมอ." อุ้มเอกชนลุย "เออีซี"

"สมอ." อุ้มเอกชนลุย "เออีซี"

  • Share:

สมอ.การันตี ผู้ประกอบการประเทศไทยพร้อมเกือบ 100% เข้าสู่สมรภูมิเออีซีปี 2558 เร่งปรับปรุง พ.ร.บ.สมอ. เพื่อติดเขี้ยวเล็บเพิ่มอำนาจหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภค เพราะเออีซีทำให้มีสินค้าจากเพื่อนบ้านที่ไม่ได้ มอก.เข้ามาขายตามแนวชายแดนหรือตลาดนัดต่างจังหวัด ที่เป็นความเสี่ยงต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้บริโภค ตั้งตัวแทนตรวจสอบสินค้าผ่านเครือข่ายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมทั้งเด็กและเยาวชนภายใต้แผนอัศวิน มอก.

นายหทัย อู่ไทย เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 31 ธ.ค.2558 จะเป็นวันที่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) เริ่มมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ ซึ่งคาดว่าจะทำให้เศรษฐกิจการค้า การลงทุนของอาเซียน 10 ประเทศ เกิดการขยายตัว เพราะสินค้าและธุรกิจบริการต่างๆจะเปิดกว้างในการค้าขายมากขึ้น

ดังนั้น ในเรื่องของมาตรฐานสินค้าทุกผลิตภัณฑ์ที่อาเซียนผลิตขึ้นมา ก็จะถูกซื้อขายไปมาในอาเซียนด้วยกัน จึงเป็นประเด็นที่อาเซียนจะต้องร่วมกันสร้างมาตรฐานสินค้าให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน หรือใกล้เคียงกันให้มากที่สุด เพื่อป้องกันไม่ให้สินค้าประเภทเดียวกันของประเทศหนึ่งที่อาจไม่ได้มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) เข้ามาจำหน่ายในประเทศของตนเอง และ ป้องกันไม่ให้สินค้าของตนเองถูกห้ามนำเข้าไปจำหน่ายในประเทศของสมาชิกอาเซียนด้วยเหตุผลเดียวกัน


“สมอ.เป็นหน่วยงานหลักในการกำหนดและตรวจสอบมาตรฐาน มอก.ทั้งที่ผลิตได้ในประเทศและที่มีการนำเข้า ที่ต้องมีมาตรฐานตามที่กำหนดไว้โดยได้ร่วมมือกับหน่วยงานที่มีหน้าที่คล้ายกับ สมอ.ของสมาชิกอาเซียนด้วยกัน เพื่อร่วมกันกำหนดมาตรฐาน มอก.ขึ้นมา โดยในส่วนของประเทศไทย ล่าสุด สมอ.อยู่ในขั้นตอนบังคับให้ผู้ประกอบการจะต้องนำเข้าหรือจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่เป็นไปตามมาตรฐานที่ มอก.กำหนดไว้ ในระยะแรกรวม 8 รายการ ได้แก่ 1. สินค้าประเภทไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ 2. อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน 3. สินค้าในอุตสาหกรรมก่อสร้าง 4. เครื่องสำอาง 5. ยารักษาโรค 6. สินค้าที่เกี่ยวข้องกับอาหาร 7. เครื่องมือทางการแพทย์ และ 8. ยาโบราณและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร”

ล่าสุด สมอ.ได้เริ่มตรวจสอบมาตรฐานสินค้า 3 รายการแรกจากผู้ผลิตในประเทศไปแล้ว 70% คาดว่าจะทดลองใช้มาตรฐาน มอก.อย่างเป็นทางการ ได้ภายในวันที่ 30 ก.ย.นี้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคในอาเซียน

นายหทัยกล่าวว่า จากการตรวจสอบมาตรฐาน มอก.ของสินค้าส่งออกสำคัญๆของประเทศไทย ปรากฏว่าผู้ประกอบการมีความพร้อมเกือบ 100% ในการเข้าสู่ตลาดสินค้าส่งออกไปเออีซีที่เป็นตลาดขนาดใหญ่ มีประชากรกว่า 600 ล้านคน มีมูลค่าซื้อขายสินค้าระหว่างกันหลายล้านล้านบาทต่อปี ซึ่งถือว่าไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงในเรื่องมาตรฐาน มอก.ของภาคเอกชน

ทั้งนี้ ที่ผ่านมา สมอ.ได้ดำเนินการปรับปรุงกระบวนการด้านมาตรฐาน และการตรวจสอบรับรองมาตรฐาน มอก.โดยได้มีการหารือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้องจนได้ข้อสรุปที่ชัดเจน ก่อนจะออกมาตรฐาน มอก.สินค้าประเภทใดประเภทหนึ่ง และยังได้สร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านการตรวจสอบรับรอง โดยการจัดซื้อครุภัณฑ์วิทยาศาสตร์ที่ใช้ในการทดสอบสินค้าให้กับสถาบันเครือข่ายของกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อให้ผู้ประกอบการนำสินค้ามาทดสอบก่อนส่งออก ทำให้มั่นใจได้ว่าผู้ประกอบการสามารถทำการค้าได้โดยไม่ติดขัดอุปสรรคใดๆในเออีซี


นายหทัยกล่าวว่า แม้ว่า สมอ.ได้เตรียมความพร้อมร่วมกับภาคเอกชนเพื่อส่งผู้ประกอบการก้าวเข้าสู่เออีซีสำเร็จลงแล้ว สมอ.ก็ยังมีภารกิจที่ต้องดำเนินการเพื่อรับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังการเปิดเออีซี โดยเฉพาะบทบาทของการคุ้มครองผู้บริโภค เรื่องแรกที่จะดำเนินการคือ การยกเครื่องพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ.2511 ที่ใช้งานมากว่า 40 ปีแล้ว ที่จะต้องปรับปรุงให้แล้วเสร็จมีความทันสมัยรองรับเออีซีภายใน 6 เดือนแรกของปีนี้

“การแก้ไข พ.ร.บ.ดังกล่าว ก็เพื่อติดเขี้ยวเล็บให้ สมอ.สามารถทำหน้าที่ช่วยคุ้มครองผู้บริโภคได้เพิ่มมากขึ้น เช่น การจัดลำดับสินค้าที่มีความเสี่ยงไร้มาตรฐาน (คอมเมอร์เชียลเกรด) ที่จะต้องเข้าไปตรวจสอบเป็นอันดับต้นๆ เพราะถือว่าเป็นกลุ่มสินค้าที่ประชาชนไม่สามารถตรวจสอบได้ด้วยตัวเองว่ามีมาตรฐาน มอก.หรือไม่ อาทิ เครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์ อิเล็กทรอนิกส์ พัดลม หม้อหุงข้าว เครื่องทำน้ำอุ่น เตารีด กาต้มน้ำไฟฟ้า โทรทัศน์ โทรศัพท์มือถือ เพราะสินค้ากลุ่มนี้หากนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้านก็สามารถจำหน่ายได้ในราคาถูกกว่าสินค้าที่ผลิตได้ในประเทศ ทำให้ประชาชนหาซื้อมาใช้งานได้ง่าย เพราะส่วนใหญ่จำหน่ายในตลาดนัดในต่างจังหวัด หรือตลาดตามแนวชายแดน ซึ่งมีแนวโน้มจะมีปริมาณเพิ่มมากขึ้นหลังเปิดเออีซี”

ทั้งนี้ ตามปกติแล้ว สมอ.ก็ได้ตรวจสอบร้านจำหน่ายสินค้าในกลุ่มดังกล่าวเป็นประจำอยู่แล้วแต่ด้วยอัตรากำลังที่มีจำกัด ทำให้ สมอ.ต้องสร้างเครือข่ายร่วมกับภาครัฐและเอกชนในการช่วยกันดูแลผู้บริโภค ล่าสุดได้สร้างเครือข่ายกับสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด 76 จังหวัด ผ่านการฝึกอบรมและแต่งตั้งให้เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ ทำงานแทน สมอ.รวมทั้งประสานงานกับกรมศุลกากรเพื่อส่งข้อมูลสินค้าด้อยคุณภาพที่ตรวจสอบพบไปให้กรมศุลกากร เพื่อขอให้ช่วยเข้มงวดกวดขัน และระงับยับยั้งการนำเข้าสินค้าด้อยคุณภาพจากประเทศต้นทาง หากเป็นสินค้าที่นำเข้าผ่านด่านศุลกากร

ขณะเดียวกัน สมอ. ยังได้ขยายความร่วมมือไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวม 143 องค์กรทั่วประเทศ เพื่อให้ช่วยทำหน้าที่เป็นหูเป็นตาในการสอดส่อง ดูแลการวางจำหน่ายสินค้าที่ไม่ได้ มอก.ให้กับ สมอ.เพื่อที่ สมอ.หรือตัวแทนเครือข่าย สมอ.จะได้ออกไป ตรวจสอบผู้กระทำผิดและแจ้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการตามกฎหมาย

“สมอ.ยังได้ออกเดินสายเพื่อให้ความรู้เรื่อง มอก.ไปสู่ภาคการศึกษา ในทุกระดับชั้นตั้งแต่ประถมศึกษาไปจนถึงอุดมศึกษา ด้วยรูปแบบที่สอดคล้องเหมาะสมในแต่ละกลุ่มเป้าหมายและระดับชั้น เช่น โครงการ “อัศวิน มอก.” เพื่อสร้างโรงเรียนต้นแบบการเผยแพร่มาตรฐาน เพื่อคุณภาพชีวิต ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อม เพราะหากมีการสร้างความรู้ความเข้าใจในเรื่อง มอก.ตั้งแต่เด็ก จะทำให้ในอนาคตเมื่อเด็กเหล่านี้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ ก็มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องการเลือกซื้อหาสินค้าที่มี มอก. ทำให้เกิดความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินของตนเองอีกด้วย.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้