วันพุธที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ย้อนอดีต "หงสาวดี" "บุเรงนอง"ลั่นกลองรบในศึกรัก

ย้อนอดีต "หงสาวดี" "บุเรงนอง"ลั่นกลองรบในศึกรัก

  • Share:

พระราชวังบุเรงนอง.

อรุณรุ่งที่พระธาตุไจก์ทีโย ให้ความรู้สึกปีติอย่างบอกไม่ถูก ได้มีโอกาสใส่บาตร สวดมนต์ นั่งสมาธิ พร้อมถวายระฆังแขวนไว้ที่ริมรั้วด้านบนองค์พระธาตุ ก่อนกราบนมัสการลา ตั้งจิตอธิษฐานว่า หากบุญวาสนามีพอ คงได้มีโอกาสดั้นด้นขึ้นมาถวายสักการะครั้งใหม่ในเร็ววัน เพราะความเชื่อของคนพม่า เชื่อว่าในชีวิตหนึ่งหากได้มีโอกาสขึ้นมากราบองค์พระธาตุครบ 3 ครั้ง ทำสิ่งใดก็จะสำเร็จ

ผู้คนที่ขึ้นมาปักหลักสักการบูชาพระธาตุไจก์ทีโยตั้งแต่เมื่อวาน เริ่มทยอยเดินทางกลับลงจากลานหน้าพระธาตุตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างดี ขณะที่นักท่องเที่ยวก็เตรียมเก็บสัมภาระ ทั้งแบกเอง ลากเอง และจ้างลูกหาบ เตรียมตัวกลับเข้าสู่หงสาวดีอีกครั้ง

แม่ชีพม่า...เก็บสัมภาระลงจากพระธาตุไจก์ทีโย.


ยังไม่ทัน 9 โมงเช้า เราก็ลงมาถึงเชิงเขาไจก์ทีโย อยาไทย ทราเวล สั่งจองรถ 6 แถวแบบเหมาคัน ให้คณะวีไอพี นั่งรับลมชมแสงแดดอุ่นๆลงจากเขา เพิ่มความอิ่มเอมในหัวใจจากบุญกุศลที่ได้ทำ ทำให้วันนี้ดูเหมือนชาวคณะที่แม้วัยจะล่วงเลยเข้าเลข 6 กระปรี้กระเปร่า เตรียมพร้อมสำหรับการเดินทางท่องเที่ยว ไหว้พระ ทำบุญกันต่อ

รถบัสแล่นผ่านทุ่งนา จากคิมปูนแคมป์ เข้าสู่หงสาวดี ระหว่างทางไกด์ท้องถิ่นชาวพม่า ชี้ให้ดู แม่น้ำสะโตง แม่น้ำที่มีชื่อปรากฏในพระราชพงศาวดารไทย ว่า เป็นสถานที่ที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงพระแสงปืนข้ามแม่น้ำ ยิงสุระกำ กองหน้าทัพพระเจ้าหงสาวดีเสียชีวิต

แม้จะมีข้อถกเถียงกันต่อมาในยุคหลังๆว่า แม่น้ำที่มีความกว้างมากกว่า 600 เมตร นี้เป็นไปได้หรือที่จะยิงปืนข้ามมาได้ แต่ไม่ว่าจะถกเถียงอย่างไร เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่ไม่ได้ถูกลบออกไปจากพระราชพงศาวดารไทยเลยในการชำระพระราชพงศาวดารยุคต่อๆมาอีกหลายครั้ง

ข้ามแม่น้ำสะโตงมาไม่นาน เราก็มาถึง พระเจดีย์ไจ๊ปุ่น (Kyaikpun Pagoda) หรือ พระสี่ทิศ คำว่า “ไจ๊” แปลว่า พระ หรือ เจดีย์ ส่วนคำว่า “ปุ่น” แปลว่า สี่

พระเจดีย์ไจ๊ปุ่น มีอายุราว 500 ปี เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยขนาดใหญ่ 4 องค์หันพระพักตร์ไปทั้ง 4 ทิศ เป็นองค์แทนพระพุทธเจ้า 4 พระองค์ในภัทรกัป อันได้แก่ ทิศเหนือ แทนองค์ พระสมณโคดม สัมมาสัมพุทธเจ้า ทิศใต้ แทน พระพุทธเจ้าโกนา-คมโน ทิศตะวันออก แทนองค์พระพุทธเจ้า กกุสันโธ และทิศตะวันตก แทนองค์ พระพุทธเจ้ามหากัสสปะ

ตามตำนานของชาวมอญ ระบุว่า พระพุทธรูปทั้ง 4 องค์นี้ พระราชธิดาทั้งสี่องค์ของกษัตริย์มอญ ที่อุทิศตนแด่พุทธศาสนา ได้สร้างขึ้นแทนตนเอง โดยสาบานว่าจะไม่ข้องแวะกับบุรุษเพศ แต่ต่อมาน้องสาวคนสุดท้อง พบรักกับชายหนุ่มและแต่งงานกัน จึงเกิดอาเพศฟ้าผ่าพระพุทธรูปที่แทนตัวของน้องสาวคนสุดท้องพังทลายลงมา จนต้องมีการสร้างขึ้นใหม่ในตอนหลัง ทำให้พระพุทธรูปองค์ที่สร้างขึ้นใหม่นี้ มีลักษณะแตกต่างจากองค์อื่นๆ คือ จะเป็นศิลปะแบบพม่า ขณะที่อีก 3 องค์จะเป็นศิลปะแบบมอญ และถ้าสังเกตให้ดี เขาบอกว่า พระพุทธรูปองค์ที่สร้างขึ้นใหม่ จะมีพระพักตร์เศร้ากว่าองค์อื่นๆด้วย

พระเจดีย์ไจ๊ปุ่น...หรือพระสี่ทิศ.


ที่พระเจดีย์ไจ๊ปุ่น คณะของเราหลายคนได้มีโอกาสซื้อ ไม้ทานาคา สมุนไพรประทินผิวสูตรลับผิวสวยของชาวพม่า ว่ากันว่า ไม้ทานาคานั้น เป็นไม้มหัศจรรย์ นอกจากจะใช้เป็นเครื่องสำอางแล้ว ยังใช้เป็นยาป้ายลิ้น หรือแม้แต่ให้เด็กๆกินแก้ปวดท้องได้ด้วย ส่วนใหญ่จะปลูกในเขตภาคกลางของพม่า โดยเฉพาะพื้นที่แห้งแล้ง ที่พุกาม และมัณฑะเลย์ จะมีไม้ทานาคามากกว่าเขตอื่นๆ

ออกจากพระเจดีย์ไจ๊ปุ่น จุดหมายต่อไปของคณะ คือ พระพุทธไสยาสน์ชเวตาเลียว หรือ “ชเวทัลเยือง” ที่คนไทยตั้งชื่อให้ใหม่ว่า “พระนอนยิ้มหวาน” เพราะเหตุที่มีพระพักตร์อมยิ้ม ฉายแววแห่งความเมตตาเป็นอย่างมาก พระนอนองค์นี้ มีความยาว 54 เมตร เล็กกว่า พระพุทธไสยาสน์เจ๊าทัตจี ในเมืองย่างกุ้ง ที่ยาว 70 เมตร

ทานาคา...สูตรลับผิวสวยของพม่า.


ตามประวัติไม่ปรากฏว่าใครเป็นผู้สร้างพระนอนองค์นี้ มีบันทึกไว้แต่เพียงว่า เมื่อครั้งในช่วงที่อังกฤษสร้างทางรถไฟ สมัยที่เข้ามาปกครองพม่า ได้พบพระองค์นี้อยู่ในป่ารก มีต้นไม้คลุมอยู่อย่างหนาแน่น สภาพองค์พระชำรุดทรุดโทรม ต่อมาจึงได้มีการบูรณะพระพุทธไสยาสน์ชเวตาเลียวขึ้นมาใหม่อย่างงดงาม พร้อมกับสร้างหลังคาคลุมองค์พระไว้ด้วย

พระพุทธไสยาสน์ชเวตาเลียว.


ด้านหน้าวิหารพระพุทธไสยาสน์ชเวตาเลียว มีตลาดชุมชนเล็กๆของชาวหงสาวดี ที่ดูเหมือนชาวคณะจะสนุกสนานกับการช็อปปิ้ง ที่สามารถต่อรองราคาได้แบบครึ่งต่อครึ่ง สินค้าส่วนใหญ่เป็นไม้แกะสลัก โดยเฉพาะไม้จันทน์หอม ที่นำมาแกะสลักเป็นองค์พระ ผู้มีประสบการณ์บอกว่าถ้านำไปตั้งไว้บนหิ้งหรือในห้องพระ จะมีกลิ่นหอมจรุงอยู่ตลอดเวลา ทำให้เย็นกาย เย็นใจ อีกอย่างที่เป็นสินค้ายอดนิยม เห็นจะเป็นตะเกียบไม้ประดู่ที่ราคาไม่แพงนัก แต่แม่ค้าชาวมอญ

มักบอกราคาเป็นดอลลาร์ ซึ่งถ้าจะจ่ายเป็นเงินไทยหรือเงินจ๊าตต้องดูอัตราแลกเปลี่ยนให้ดี เพราะบางทีแม่ค้าจะพูดราคาเป็นเงินหลายสกุลจนเรางง แต่ยังไงก็ถือว่าราคาถูกกว่าที่ขายในเมืองไทยแน่นอน

เสร็จจากไหว้พระและจับจ่ายใช้สอยกันแบบสนุกสุขใจแล้ว ได้เวลาเข้าสู่ใจกลางหงสาวดี เมืองแห่งพุทธทำนายที่ว่า จะเป็นเมืองที่ยิ่งใหญ่ และเป็นศูนย์กลางในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในกาลต่อมาจากพุทธกาล

นอกจากนี้ยังมีเรื่องราวของหงสาวดีที่ปรากฏในหนังสือราชาธิราชของไทย ทำให้คนไทยรู้จักชื่อเมืองนี้มากกว่าเมืองอื่นๆในพม่า

แผ่นดินหงสาวดีนั้น จริงๆแล้วเป็นแผ่นดินของชาวมอญ ในสมัยของพระเจ้าธรรมเจดีย์ เป็นยุคสมัยหนึ่งที่มีการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก โดยได้รับอิทธิพลลัทธิเถรวาทจากลังกา

เมืองหงสาวดีถูกพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ กษัตริย์พม่าตีแตก เข่นฆ่าชาวมอญล้มตายเป็นอันมาก ต่อมากษัตริย์องค์สำคัญซึ่งเป็นพี่เขยของพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ คือ “บุเรงนอง” หรือ “ไบเยงนอง” ขึ้นครองราชย์ ได้ย้ายเมืองหลวงจากอังวะมาที่หงสาวดี และสถาปนาหงสาวดีเป็นราชธานีของพม่า ทำให้หงสาวดีในยุคนั้นมีความรุ่งเรืองอย่างมาก เราได้มีโอกาสเดินทางไปเที่ยวพระราชวังบุเรงนอง ในหงสาวดี ซึ่งแม้จะเป็นพระราชวังที่สร้างขึ้นใหม่เกือบทั้งหมด แต่ยังคงความอลังการ ยิ่งใหญ่ สมดังที่ประวัติศาสตร์บันทึกไว้ ว่า พระเจ้าบุเรงนอง ซึ่งมีพระนามเต็ม ว่า “บาเยนองจอเดงนรธา” กษัตริย์พม่าองค์ที่ 3 แห่งราชวงศ์ตองอู ได้โปรดให้สร้างพระราชวังบุเรงนองขึ้นในปี พ.ศ.2109 เพื่อใช้เป็นศูนย์กลางทางการปกครองและใช้ออกว่าราชการ คนไทยรู้จักพระราชวังแห่งนี้ จากตำนานพระสุพรรณกัลยา ที่ระบุว่า พระนางเคยประทับอยู่ในพระราชวังแห่งนี้เมื่อครั้งถูกต้อนไปเป็นตัวประกันหงสา

ราชรถจำลอง...ในพระราชวังบุเรงนอง.


ปัจจุบันพระราชวังส่วนที่เปิดให้เข้าชม มีเพียงท้องพระโรงใหญ่ และพระตำหนักที่ประทับที่เรียกว่า บัลลังก์ผึ้ง ภายในท้องพระโรงมีภาพและเสาไม้ ที่แสดงให้เห็นการขุดพบซากของพระราชวังเดิม ที่นี่มีราชรถจำลองและบานประตูไม้สักขนาดใหญ่ของพระราชวังเดิมไว้ให้ชม ซึ่งก็เพียงพอที่จะทำให้จินตนาการถึงความยิ่งใหญ่ของมหากษัตริย์ผู้นี้ได้เป็นอย่างดี

ดีขนาดที่มองเห็นความรักในแววตาของ “นักรบ” และ “นักรัก” อยู่ในดวงตาคู่เดียวกัน เลยทีเดียว.

เสาไม้ที่ขุดได้บริเวณที่ตั้งพระราชวังในหงสาวดี.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้