วันอาทิตย์ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ขับ หลับ เหล้า ทัวร์เฝ้ายมทูต

ขับ หลับ เหล้า ทัวร์เฝ้ายมทูต

  • Share:

ศาสตร์การแพทย์จีนโบราณ มีบันทึกสืบทอดกันมายาวนานว่า สภาพเล็บคนเรา สามารถบ่งบอกโรค หรือความผิดปกติของร่างกายภายในได้อย่างแม่นยำ

อาทิ ผู้มีผิวเล็บเป็นร่องขวาง บ่งชี้ว่า ผู้นั้นเคยได้รับผลกระทบด้านอารมณ์มาก่อนอย่างรุนแรง

ผู้ที่มีเล็บกว้างแต่สั้น บ่งชี้ว่า ผู้นั้นมีหัวใจค่อนข้างอ่อนแอ มักเกิดโรคบริเวณท้องหรือเอว หรือช่วงล่างของร่างกายได้ง่าย

หากปลายเล็บเรียบและลึกเข้าไปถึงในเนื้อ มักมีอาการป่วยเป็นโรคเกี่ยวกับระบบประสาทและข้อ หากเจ้าของเล็บเป็นหญิง มักป่วยเกี่ยวกับมดลูก ยิ่งผิวเล็บด้าน ไม่แวววาว ยิ่งชี้ชัด หญิงผู้นั้นตั้งครรภ์ได้ยาก

ผู้ที่มีโคนเล็บเล็ก ปลายเล็บใหญ่ พึงระวังโรคเกี่ยวกับกระดูกสันหลัง อาการชา และปวดง่าย เล็บใครเป็นรูปคล้ายจันทร์เสี้ยว ตำราว่า มีโอกาสเป็นโรคเกี่ยวกับเนื้องอกง่าย ผู้มีฐานและปลายเล็บเล็ก ตรงกลางใหญ่ คล้ายลูกหนำเลี้ยบ มักบ่งชี้ว่า เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ ดังนี้เป็นต้น

ฉันใดก็ฉันนั้น ตามทฤษฎีเมรัยศาสตร์ หรือหลักสากลของการดื่มเหล้าที่ทั่วโลกให้การยอมรับ แม้ว่าแต่ละคนเมื่อดื่มเข้าไปอาจเมามายมากน้อยไม่เท่ากัน ขึ้นกับความทนทานของร่างกาย

เช่น พวกที่ไม่ค่อยได้ดื่ม หรือไม่เคยดื่มมาก่อน ร่างกายจะดูดซึมแอลกอฮอล์เข้าไปได้เร็วกว่าผู้ที่ดื่มจนชิน หรือกรณีคนอ้วน-ผอมที่

เมาเร็ว-เมาช้าแตกต่างตามความสามารถในการดูดซึมสารอาหาร และความสามารถในการขับถ่ายของเสียของแต่ละคนก็ตาม

แต่โดยประมาณแล้ว ขีดระดับความเมาตามมาตรฐานสากล หรือที่ฝรั่งเรียกว่า Standard Drink ก่อนที่จะนำคนเราเข้าสู่ความหลับใหลหลังการดื่มนั้น แบ่งได้เป็น 4 ระยะหลักๆ

ระยะแรก เป็นช่วงของการดื่มที่นำไปสู่ความสนุกสนาน คึกคะนอง หรือที่ฝรั่งเรียกว่าช่วง jocose หมายถึง การดื่มแอลกอฮอล์เข้าไปประมาณ 30 ซีซี หรือราว 1-2 แก้ว (เช่น วิสกี้แก้วละ 15 ซีซี ผสมกับโซดาหรือน้ำ) หากเป็นเบียร์ ดื่มไม่เกิน 550 ซีซี หรือหากเป็นไวน์ ดื่มไม่เกิน 2-3 แก้วไวน์

การดื่มปริมาณขนาดนี้ ปฏิกิริยาของแอลกอฮอล์ จะทำให้สมองของผู้ดื่มรู้สึกผ่อนคลาย เริ่มสนุกสนาน ครื้นเครง คุยจ้อ อ้อแอ้ พอ จะพูดได้ว่า การดื่มเหล้ายังพอมีประโยชน์บ้าง ถ้าดื่มไม่เกินระยะนี้

ระยะที่สอง เริ่มเข้าสู่ความมึน พร้อมจะก่อเรื่อง ฝรั่งเรียกช่วงนี้ว่า bellicose หมายถึง การกระดกเบียร์เข้าไปประมาณ 5-8 ขวด หรือดื่มเหล้าผสมโซดาหรือผสมน้ำเข้าไปประมาณ 7-10 แก้วมาตรฐาน

ผลที่ตามมา สมองส่วนกลางเริ่มมีปัญหา หรือเริ่มครองสติไม่ได้ การตัดสินใจ และใช้เหตุผลเริ่มผิดพลาด บางรายเริ่มมีอารมณ์หงุดหงิด และชวนผู้อื่นทะเลาะวิวาท ซึ่งมักจะเกิดขึ้นในช่วงที่ดื่มขนาดนี้

ระยะสาม ฝรั่งเรียกว่า lachrymose มักเกิดขึ้นหลังจากดื่มเบียร์ตั้งแต่ 8 ขวดขึ้นไป หรือดื่มเหล้าผสมตั้งแต่ 10 แก้วขึ้นไป จะส่งผลให้ผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์เริ่มเกิดอาการซึม สมองส่วนหน้าและส่วนกลาง เริ่มได้รับผลกระทบ ทำให้สูญเสียความคิดอ่าน และการควบคุมตนเอง

เป็นระยะที่ชาวบ้านเรียกว่า เริ่มเมาปลิ้นแล้ว นั่นเอง

แต่หากยังคงดื่มต่อไม่เลิก จนอาการลากยาวถึงระยะที่สี่ ฝรั่งเรียกว่า comatose หรือเข้าขั้น โคม่า ซึ่งมักจะเกิดขึ้นกับผู้ที่นั่งดื่มเหล้าทั้งวันทั้งคืน โดยไม่กินอาหารรองท้อง ร่างกายจะขาดกลูโคสและสารอาหาร อย่างแรง แอลกอฮอล์จะเริ่มไปกดศูนย์ประสาท ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมการหายใจ ท้ายสุดผู้ดื่มอาจถึงกับสลบ หรือตายได้ในที่สุด

เป็นที่รู้กันดีว่า เทศกาล เหล้า กับ คนไทย เป็น 3 สิ่งที่เคียงคู่กันตลอด การใช้สุราหรือเหล้าเพิ่มอรรถรสในการเข้าถึงความสนุกสนาน ครื้นเครง เป็นสิ่งที่หลายชนชาติทั่วโลกกระทำกันก็จริง แต่การดื่มฉลองอย่างไรให้ถูกวิธี เพื่อไม่ให้เป็นภัยต่อตนเองและผู้อื่น ถือเป็นความรับผิดชอบที่สำคัญยิ่ง

เรื่องนี้ พ.ต.อ.วีระวิทย์ วัจนะพุกกะ ผู้กำกับการ 5 กองบังคับการตำรวจจราจรเจ้าของไอเดีย “ตรวจเมาหน้าผับ ไม่จับ แต่ให้กลับแท็กซี่” บอกว่า หากตรวจวัดแล้วพบปริมาณแอลกอฮอล์เกินกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ จะไม่จับ แต่ขอให้กลับแท็กซี่แทน ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวก็เพื่อตัดไฟแต่ต้นลมเพราะไม่ต้องการให้ไปเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนเมืองกรุง

ผู้กำกับฯวีระวิทย์แนะนำว่า หากจำเป็นต้องดื่ม ควรคำนวณเวลาการขับรถกลับไว้ด้วย นั่นคือ ก่อนการขับรถ 1 ชั่วโมง หมายความว่าในกรอบเวลา 1 ชั่วโมง ควรจะดื่มในระดับพอควร คือ หากเป็นเหล้า ควรจะผสมโซดาหรือน้ำ สัดส่วนเหล้าในอัตรา 1 ฝา (ฝาละ 15 ซีซี) ไม่เกิน 6 แก้ว

“อย่าดื่มเพียว และห้ามมีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อื่นผสมสลับกันดื่ม รวมทั้งห้ามใช้หลอดดูด เพราะจะยิ่งทำให้ดื่มเหล้าแล้วเมาเร็วขึ้นโดยไม่รู้ตัว”

ถ้าเป็นเบียร์ ผกก.วีระวิทย์ แนะนำ ในกรอบเวลาเดียวกัน ไลท์เบียร์ ดื่มได้ไม่เกิน 4 กระป๋อง หรือ 4 ขวดเล็ก เบียร์ธรรมดา อย่าดื่มเกิน 2 กระป๋อง หรือ 2 ขวดเล็ก ส่วนไวน์ ดื่มในแก้วปริมาณ 80 ซีซี ได้ไม่เกิน 2 แก้ว

นอกจากเมาแล้วไปขับขี่ยานพาหนะ เป็นสาเหตุหลักของการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนในช่วงเทศกาล ไม่ว่าขาไปหรือขากลับ การขับขี่รถโดยประมาทบนเส้นทางอันตราย ยังเป็นอีกสาเหตุการบาดเจ็บและตายที่สำคัญ

ช่วงเทศกาลปีใหม่ 2558 นี้ เอกซเรย์สภาพถนนหนทางแล้ว พบว่า 4 ภาคทั่วประเทศ ยังคงมีถนนบางช่วง ที่ต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ ไม่ว่าขาไปหรือขากลับ รวมทั้งสิ้น 8 จุดเสี่ยงเริ่มจาก ภาคเหนือ ให้ระวังทางหลวง หมายเลข 32 ช่วงผ่าน จ.อุทัยธานีและนครสวรรค์ เพื่อขึ้นไปยังจังหวัดอื่น

ภาคตะวันออก ให้ระวังช่วงทางเบี่ยง เข้าสู่ถนนเลี่ยงเมือง บริเวณทางเข้านิคมอมตะนคร เพราะสภาพถนนสร้างความสับสนให้แก่ผู้สัญจรไป-มา ทำให้เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง

ถัดมา ระวังถนนสาย 344 ทางลัดไปสู่ จ.ระยอง สภาพถนนเป็นหลุมเป็นบ่อ อาจทำให้รถที่ขับมาด้วยความเร็วเสียหลักได้ นอกจากนี้ ให้ระวังถนนมอเตอร์เวย์ ช่วง กม.ที่ 53 หรือช่วงเขาเขียว เป็นจุดที่เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง

ภาคใต้ ให้ระวังทางหลวงหมายเลข 35 เส้นพระราม 2 มักเป็นช่วงที่เกิดอุบัติเหตุชนท้าย หรือรถตกข้างทางบ่อย อีกเส้น คือ ทางหลวง หมายเลข 41 ช่วงประจวบฯ-ชุมพร บางคนเรียกช่วงปราบเซียน เพราะสภาพผ่านภูเขาและทางโค้ง ทำให้เกิดอุบัติเหตุได้บ่อย

สุดท้าย สายอีสาน ยังคงต้องระวังทางหลวงเส้นวังน้อย-อยุธยา ช่วง กม.ที่ 70 กับอีกช่วงคือ ทางขึ้นเขาแก่งคอย สระบุรี ซึ่งเป็นจุดที่มักเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้งมานานแล้ว แต่ยังแก้ไม่หาย

สวัสดีปีใหม่ 2558 ขออวยพรให้ทุกท่านเดินทางกลับสู่ที่หมายโดยสวัสดิภาพ.

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้