วันเสาร์ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ประเพณีการเมืองไทย

ประเพณีการเมืองไทย

  • Share:

เสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่กำลังอื้ออึงอยู่ในขณะนี้ เนื่องจากมติของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ หลายประเด็นถูกมองว่าเป็นการก้าวถอยหลังค่อนข้างแรง เช่น ตีกลับจากให้นายกรัฐมนตรีมาจากเลือกตั้งโดยตรง มาเป็น “ใครก็ได้” รวมทั้งให้ ส.ว.200 คน มาจากการแต่งตั้งทั้งหมด และเพิ่มอำนาจให้อีกมาก และการริบอำนาจกกต.ในหลายประเด็น

คณะกรรมาธิการฯ ชี้แจงว่ามติให้คนนอกเป็นนายกรัฐมนตรีได้ มิใช่วาระซ่อนเร้นเพื่อเปิดทางอ้าซ่าให้ใคร แต่เปิดช่อง ไว้รับสถานการณ์วิกฤติ อีกทั้งมีแค่ 26 ประเทศ ที่บังคับให้นายกฯ มาจาก ส.ส. ส่วนของไทย เพิ่งจะมาตื่นตัวเมื่อปี 2535 เพราะรัฐธรรมนูญขณะนั้นให้ประธานวุฒิสภาเป็นประธานรัฐสภา เป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ แต่งตั้งนายกรัฐมนตรี

แต่ละประเทศอาจจะเป็นระบบรัฐสภาเหมือนกัน แต่วัฒนธรรมหรือประเพณีทางการเมืองอาจต่างกัน ประเทศระบบรัฐสภาส่วนใหญ่ไม่ได้บังคับว่านายกฯต้องมาจาก ส.ส. แต่ยึดถือ “ประเพณี” ของระบบรัฐสภา คือนายกฯ ต้องมาจาก ส.ส.ผู้เป็นหัวหน้าพรรคเสียงข้างมาก แม้แต่อังกฤษซึ่งเป็นแม่บทระบบรัฐสภาก็ไม่ได้บังคับ แต่นายกฯ ทุกคนล้วนแต่มาจาก ส.ส.

แต่ประเพณีการเมืองของไทย ขึ้นชื่อลือชาเรื่องเสือสิงห์กระทิงแรด และศรีธนญชัย และมีรัฐประหารบ่อยครั้งจนกลาย เป็น “ประเพณี” การเมืองซ้อนประเพณี ระบบรัฐสภา มีการสืบทอดอำนาจโดยบุคคลซึ่งมิใช่ ส.ส.เป็นส่วนใหญ่และอยู่ในอำนาจด้วยการสนับสนุนของสภาสมาชิกรัฐสภาที่มาจากการแต่งตั้ง ระยะแรกเป็น ส.ส.ประเภท 2 ต่อมาเป็นสมาชิกวุฒิสภา

การเมืองไทยเป็นเช่นนี้เป็นเวลายาวนาน นายกรัฐมนตรีส่วนใหญ่ไม่ได้เป็น ส.ส.และไม่ยึดโยงกับประชาชน ฉะนั้น รัฐธรรมนูญ 2517 ซึ่งเป็นผลของการลุกฮือต่อสู้ของนักศึกษาประชาชน ในเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 จึงเขียนบังคับไว้ชัดเจนว่า “นายกรัฐมนตรีจะต้องเป็น ส.ส.” ไม่ใช่เพิ่งจะมาตื่นตัวเมื่อปี 2535 ดังที่บางฝ่ายเข้าใจ

แต่รัฐธรรมนูญ 2517 ก็มีอายุแค่ 2 ปี เพราะถูกฉีกทิ้ง การเมืองไทยถอยหลังกลับคืนสู่ระบบเดิม นั่นก็คือการสืบทอดอำนาจ ด้วยการสนับสนุนของสมาชิกรัฐสภาที่มาจากการแต่งตั้ง (ขณะนี้เรียกว่าการสรรหา) ประชาชนจึงลุกขึ้นมาต่อต้านอีกครั้ง ในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535 รัฐธรรมนูญ 2540และ 2550 จึงกลับคืนสู่นายกฯ ต้องมาจากส.ส.

คณะผู้จัดทำร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ซึ่งมาจากคณะรัฐประหารเช่นเดียวกัน เคยชูคำขวัญว่า “ลดอำนาจนักการเมืองเพิ่มอำนาจประชาชน” รัฐธรรมนูญ 2558 จึงไม่ควรจะพลิกกลับเป็น “ลดอำนาจประชาชน เพิ่มอำนาจข้าราชการ” มิฉะนั้นประชาธิปไตยที่มุ่งหวัง อาจกลายเป็น “อำมาตยาธิปไตย” สวนทางกับการปกครองของประชาชน โดยประชาชนและเพื่อประชาชน.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้