วันเสาร์ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
เบิกฤกษ์ ปี "แพะมงคล" เปิดโรดแม็ปฟื้นศรัทธาประเทศอย่างยั่งยืน : วัฒนธรรมนำเศรษฐกิจ

เบิกฤกษ์ ปี "แพะมงคล" เปิดโรดแม็ปฟื้นศรัทธาประเทศอย่างยั่งยืน : วัฒนธรรมนำเศรษฐกิจ

  • Share:

ฟื้นประเทศคืนความสุขให้ประชาชน...

ใจความหลัก จากถ้อยแถลงแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนประเทศด้วยวัฒนธรรมในการเข้าทำงานวันแรก วันที่ 15 กันยายน 2557 ของ นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม อดีตลูกหม้อกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ที่ส่งตรงจากรัฐนาวา ภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กับการโคจรกลับมานั่งเป็นหัวหอกคุมกระทรวงวัฒนธรรม มีเป้าหมายสูงสุด คือ การดูแล รักษาและสืบทอดวัฒนธรรมซึ่งเป็นสมบัติของประชาชน ดำเนินการโดยให้ประชาชนมีส่วนร่วม และสุดท้ายผลประโยชน์กลับสู่ประชาชนอย่างแท้จริง

นายวีระ โรจน์พจนรัตน์


โดยมีการจัดสรรองค์ประกอบของแผนปฏิบัติการ ด้วยการพัฒนาคนในชาติให้มีคุณธรรมจริยธรรม ภาคภูมิใจในความเป็นไทย สร้างสังคมให้ความเอื้ออาทร รวมทั้งเสริมสร้าง ความกินดีอยู่ดีและความมั่นคงของชาติ โดยใช้มรดกทางวัฒนธรรมสร้างเกียรติภูมิประเทศ ไทย ก้าวสู่เวทีนานาชาติ ตลอดจนสานและสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอย่างยั่งยืน

และนั่นหมายถึงกระทรวงวัฒนธรรม จะต้องทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน โดยเฉพาะหน่วยงานหลักๆ ได้แก่ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ รวมไปถึงภาคเอกชน และมูลนิธิต่างๆ ตลอดจนคนไทยทั้งประเทศ

หากย้อนกลับไปมองภาพรวมการดำเนินงานวัฒนธรรมในอดีต ตลอดระยะเวลากว่า 12 ปี นับตั้งแต่มีการสถาปนากระทรวงวัฒนธรรม การกำกับดูแลกระทรวง เป็นตามแผนบริหารราชการแผ่นดิน โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมส่งตรงมาจากพรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาล รวม 10 คน ขณะที่อีก 2 คน มาจากการแต่งตั้งหลังมีการปฏิวัติ รัฐประหาร ในปี 2549 คือ คุณหญิงไขศรี ศรีอรุณ และนายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีคนปัจจุบัน

ส่วนงานวัฒนธรรมนั้น เป็นเรื่องที่เกี่ยวพันกับวิถีชีวิตของมนุษย์ ตั้งแต่เกิดไปจนกระทั่งตาย รวมถึงมีความเกี่ยวเนื่องในด้านศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรมบนพื้นฐานความหลากหลาย ดังนั้น สิ่งสำคัญที่สุดที่จะทำให้งานเดินไปข้างหน้าได้ก็คือ “ความต่อเนื่อง”

และเมื่อพิจารณาตามสัดส่วนการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมแล้ว รัฐมนตรีแต่ละคนมีระยะเวลานั่งเก้าอี้เจ้ากระทรวงเพียงคนละประมาณ 1 ปีเศษๆเท่านั้น

แต่ที่ผ่านมาสังคมโดยรวมมองภาพสะท้อนการสานภารกิจงานวัฒนธรรมเหมือนอยู่ในสภาพที่ “ย่ำอยู่กับที่ ไร้จุดยืน ไร้ความต่อเนื่อง และไร้ฝั่งฝัน” ซึ่งสาเหตุหลักๆ เกิดจาก ใช้คนไม่ตรงงาน ทำงานไม่ตรงเป้า เอาแต่ใจนักการเมือง!!!

อย่างที่เห็นหลายโครงการตั้งเป้าหมายการดำเนินงานไว้

สวยหรู แต่น่าเสียดายที่เมื่อได้ลงมือปฏิบัติจริง กลับไม่ประสบผล สำเร็จเท่าที่ควร ซ้ำร้ายยังถูกมองไม่ต่างจาก “การตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ” แถมบางโครงการยังมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ และสร้างความคาใจ ในประเด็นที่ไม่สนใจกับความต้องการของคนในพื้นที่ รวมถึงศักยภาพของชุมชน จนท้ายที่สุดหลายงานก็พับฐานไร้การสานต่อ


อาทิ โครงการการพัฒนาเวียงกุมกามเป็นพื้นที่ทางวัฒนธรรมเพื่อการท่องเที่ยว โครงการส่งเสริมวัฒนธรรมประชาธิปไตย โครงการเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โครงการจัดทำเว็บไซต์การให้บริการสินค้าเชิงวัฒนธรรม โครงการพัฒนาวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเลและชนกลุ่มน้อย การพัฒนาศูนย์วัฒนธรรมเป็นพื้นที่บริการระดับนานาชาติ เป็นต้น

ขณะที่กิจกรรมโครงการงานเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 5 ธันวาคม 2557 ล่าสุดในช่วงวันที่ 1-6 ธ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเจ้ากระทรวงวัฒนธรรม ชื่อ “วีระ” ได้วางยุทธศาสตร์ “ของดีมีให้โชว์” บูรณาการทั้งคนและงานจากทุกสังกัด นำเสนอให้ประชาชนได้รับรู้เนื้องานของกระทรวงให้มากขึ้น ทั้งการจัดนิทรรศการ กิจกรรมวัฒนธรรม การจำหน่ายสินค้า การจัดพิธีทางศาสนา เรียกได้ว่าภาพที่ออกมากลับสมบูรณ์แบบในทิศทางเดียวกัน เช่นเดียวกับ โครงการเทศกาลหุ่นโลก 2014 ซึ่งไทยเป็นเจ้าภาพจัดงาน ก็สร้างปรากฏการณ์ดึงนักท่องเที่ยวเข้ามาชมการแสดงอย่างล้นหลาม

โครงการเทศกาลหุ่นโลก
นักเชิดหุ่นของเมืองสยาม


แม้ผลงานออกมาไม่หรูหรา ฟู่ฟ่า อลังการ แต่ก็มีความครบถ้วนสมบูรณ์แบบและงานเดินหน้าไปได้อย่างไม่สะดุด ซึ่งแน่นอนส่วนหนึ่ง เป็นเพราะ “นายวีระ” เคยเป็นอดีตปลัดกระทรวงวัฒนธรรม จึงรู้จักวิธีการดึงศักยภาพของคนมาใช้ให้ตรงกับงาน และใช้หลักบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง


หันกลับมาที่แผนปฏิบัติการขับเคลื่อนประเทศด้วยวัฒนธรรมใน ปีงบประมาณ 2558 บ้าง ส่วนหนึ่งที่ต้องยอมรับ คือ คอนเซปต์ที่วางไว้ในปี 2558 มีความน่าสนใจ เพราะได้มีจุดเน้น “สานต่องานเดิม ริเริ่มงานใหม่ ร่วมใจบูรณาการ”

เพื่อเดินไปสู่การสร้างคนในชาติให้เป็นคนดีมีวัฒนธรรมก่อน นำไปสู่การสร้างชาติ และการสร้างความหวังในการสร้างภาพลักษณ์ประเทศ คงเป็นอีกหนึ่งความหวังให้กับคนไทยที่อยากจะเห็นการขับ เคลื่อนงานวัฒนธรรมจากรัฐบาลชุดนี้เดินไปข้างหน้าได้อย่างต่อเนื่อง

โดยเฉพาะการขับเคลื่อนงานวัฒนธรรม ได้มีการขยายความให้เกิดความเข้าใจ เริ่มจาก “สานต่องานเดิม” เป็นการขยายผล พัฒนา และต่อยอดงานเดิมให้มีความต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ได้แก่ การเสริมสร้างค่านิยม 12 ประการ นอกจากการรณรงค์ให้คนไทยได้เรียนรู้ เข้าใจ เข้าถึง จะต้องมีการประเมิน ทั้งการวิจัยเชิงสำรวจ เพื่อเป็นตัวชี้วัดผลการดำเนินงาน รู้อุปสรรค ปัญหา สรุปเป็นบทเรียน และแนวทางการพัฒนาการดำเนินงานในระยะต่อไปให้นำไปสู่การปฏิบัติจริง

“ริเริ่มงานใหม่” เป็นการคิดขยายผลการนำทรัพยากรมรดกทางวัฒนธรรมที่เรามีให้นำไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพ ได้แก่ การส่งเสริมการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมในช่วงกลางคืน หรือไนท์ทัวร์ ตามแหล่งโบราณสถาน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สถานที่ทางประวัติศาสตร์ ทั้งทางบก ได้แก่ รอบเกาะรัตนโกสินทร์ และทางน้ำด้วยการล่องแม่น้ำเจ้าพระยา รวมถึงการส่งเสริมการท่องเที่ยวแหล่งมรดกโลก อาทิ อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ศรีสัชนาลัย กำแพงเพชร พระนครศรีอยุธยา และแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมที่กำลังเสนอสู่บัญชีมรดกโลก อาทิ อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท พระบรมธาตุนครศรีธรรมราช เป็นต้น

นอกจากนี้จะมีการ เปิดพื้นที่ทางวัฒนธรรมเป็นแหล่งเรียนรู้ และสร้างสรรค์สำหรับเยาวชน กลุ่มผู้ด้อยโอกาส การเสริมสร้างวัฒนธรรมการใช้ชีวิตของคนเมือง การส่งเสริมสนับสนุนบทบาทของศิลปินแห่งชาติ ศิลปินศิลปาธร และผู้มีผลงานดีเด่นทางด้านวัฒนธรรม ให้สร้างสรรค์ผลงานเผยแพร่องค์ความรู้สู่ประชาชน ตลอดจนผลักดันข้อเสนอการปฏิรูปประเทศด้านสังคมและวัฒนธรรม เข้าสู่กระบวนการปฏิรูปประเทศของรัฐบาล โดยบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่


ส่วนสุดท้าย “ร่วมใจบูรณาการ”

ถือเป็นหัวใจสำคัญของการให้ทุกภาคส่วนร่วมดูแลรักษาวัฒนธรรม โดยมีแผนดำเนินงานแบบ บูรณาการร่วมกับกระทรวงต่างๆ ไปพร้อมๆกัน เพื่อให้เกิดภาพสะท้อนของทีมที่เป็นหนึ่งเดียว ยิ่งใหญ่และสง่างาม ทั้งในด้าน การส่งเสริมการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม งานประเพณีสงกรานต์ ลอยกระทง การพัฒนาพื้นที่มรดกโลกและสนับสนุนแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมที่เข้าสู่บัญชีรายชื่อเบื้องต้น การนำเสนอมรดกโลก การส่งเสริมอุตสาหกรรมภาพยนตร์และวีดิทัศน์ การพัฒนาสินค้าและบริการทางวัฒนธรรมเพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ

ที่สำคัญ ในการดำเนินงานเสริมสร้างภาพลักษณ์และเกียรติภูมิประเทศ เพื่อเตรียมพร้อมเข้าสู่การเปิดประชาคมอาเซียน รวมทั้งพัฒนาศักยภาพนำความเป็นไทยสู่สากลนั้น จะถูกจัดสรรในรูปแบบ การจัดงานเทศกาลไทยในต่างประเทศ บูรณาการงานระหว่างกระทรวงให้เป็นหมู่คณะ ในนาม “ไทย-แลนด์ทีม” นอก จากนี้จะมีการส่งเสริมการผลิต ภาพยนตร์เผยแพร่ความเป็นไทยทั้งในและต่างประเทศ และสนับสนุนการจัดงานภาพยนตร์ระดับนานาชาติ เพื่อสร้างการร่วมทุนในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ระหว่างประเทศด้วย

ซึ่งทั้งหมดนี้ พุ่งเป้าสู่การฟื้นศรัทธาให้กับประเทศไทย ด้วยการใช้วัฒนธรรมนำเศรษฐกิจ หลังประสบวิกฤติมาอย่างยาวนาน จนบ้านเมืองขาดเสถียรภาพ และความเชื่อมั่นจากต่างชาติ

“ในปี 2558 กระทรวงวัฒนธรรมจำเป็นต้องเดินตามแผนการดำเนินงานที่วางไว้โดยมองงานให้ภาพใหญ่ แล้วใช้ทรัพยากรของเราที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด ที่ผ่านมาเรามองข้ามประสิทธิภาพของคนในกระทรวง ซึ่งเป็นบุคลากรที่มีคุณค่า ทั้งความรู้และประสบการณ์ในตัว งานวัฒนธรรม และดีกว่าใช้รูปแบบจ้างเอกเอกชน ที่ไม่มีพื้นฐานมาจัดงานด้านวัฒนธรรม หากเราใช้คนให้ตรงงาน และประสานงานร่วมกัน รับรองว่างานที่วางแผนไว้จะออกมาได้ดีมาก” รมว.วัฒนธรรม ฉายภาพย้ำแนวทางการดำเนินงานวัฒนธรรมให้สัมฤทธิผลเป็นรูปธรรม

สยามเมืองยิ้ม...ยิ้มหวานๆ


นายวีระ กล่าวด้วยว่า ขอยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น เช่น การจัดงานเทศกาลไทยในต่างประเทศ เราต้องมองภาพใหญ่ ทำงานเป็นทีม คิดถึงประโยชน์ส่วนรวม ซึ่งเป็นเรื่องที่รัฐบาลชุดนี้ให้ความสำคัญมาก เริ่มจากใช้วัฒนธรรมปูทางสร้างความเข้าใจ สานสัมพันธ์มิตรไมตรีกับนานาชาติ เพื่อนำไปสู่การแลกเปลี่ยนทางการค้า การลงทุนเพื่อต่อยอดทางธุรกิจ และสร้างมูลค่าเพิ่มด้านการท่องเที่ยวให้กับ ประเทศในอนาคต หรือการส่งเสริมการ ท่องเที่ยวในเมืองไทยเอง วธ.จะมีหน้าที่ดูแล อนุรักษ์แหล่งมรดกทางวัฒนธรรม ส่วนกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จะเข้ามาร่วมประชาสัมพันธ์ ทำการตลาด เพื่อเชิญชวนคนเข้ามาเที่ยวในสถานที่ต่างๆให้มากๆ

ทีมข่าววัฒนธรรม มองว่า การผนึกพลังเพื่อบูรณาการทำงานของหลายหน่วยงานสู่จุดมุ่งหมายฟื้นศรัทธาประเทศอย่างยั่งยืน ถือเป็นนิมิตหมายที่ดี ที่เห็นความตั้งใจจริงที่จะผลักดันงานวัฒนธรรมของหน่วยงานภาครัฐ ในปี “แพะมงคล” นี้ และคงต้องขอฝากไว้ว่า สิ่งที่จะช่วยให้งานก้าวหน้าและสำเร็จลุล่วงไปได้ยิ่งขึ้น ต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจของทุกฝ่าย

แม้วันนี้ อาจมีความหวังริบหรี่ ดังเช่นลำแสงปลายหางหิ่งห้อย แต่ถ้าเราทุกคนที่อยู่บนผืนแผ่นดินปลายด้ามขวานนี้ มาร่วมกันปกป้อง ดูแล รักษา และสืบสานมรดกทางวัฒนธรรมไว้ให้คงอยู่

“วัฒนธรรมนำเศรษฐกิจ” ก็จะไม่ใช่ความหวังลมๆแล้งๆ อีกต่อไป.

ทีมข่าววัฒนธรรม

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้