ข่าว
100 year

ออกก่อนเกษียณ! 3พลเอก นั่งรมต.อย่างเดียว

ทีมข่าวหน้า 11 ม.ค. 2558 04:03 น.
SHARE

‘ไพบูลย์-ฉัตรชัย-สุรเชษฐ์’ แก้ปัญหางานกองทัพชะงัก เปิดทางปรีชา-ธีรชัยชิงดํา!

“เทียนฉาย” ปลื้มผลงาน สปช.เข้าเป้า เอาแน่ ตั้งสมัชชาคุณธรรมคุมกฎเหล็ก ตัดห่วงโซ่ทุนครอบประเทศ หลังปีใหม่เรียกระดมกึ๋นร่างวิสัยทัศน์ประเทศไทย สนใจปฏิรูปกองทัพ “ดิเรก” ย้ำชุดยกร่างฯอย่ายึดอคติ “บัญญัติ” ฟันธงการเมืองปี 58 ยังร้อน กฎอัยการศึกเสื่อม-ม็อบมา ปชป.อ้อน คสช.ขอทำกิจกรรมพรรค “บรรหาร” ลั่นพลิกฟื้น “ชาติไทย” คืน ยก “บิ๊กตู่” เก่งสุดยอด ขวาง กมธ.ยกร่างฯประหารซ้ำกลุ่มนักการเมืองติดบ่วง “บิ๊กป้อม” ส่งซิกอาจมีปรับ ครม. โยนนายกฯชี้ขาด เต้นผางกระแสซุบซิบจ่ายใต้โต๊ะ เชื่อคุมมั่นคงอยู่-เศรษฐกิจผงกหัว ข่าวสะพัด 3 บิ๊กทหาร “บิ๊กต๊อก-บิ๊กนมชง-บิ๊กน้อย” จ่อทิ้งเก้าอี้ในกองทัพ เปิดช่องปรับย้ายกลางปี 58 ให้ “บิ๊กติ๊ก-บิ๊กหมู” ชิงดำจ่อ ผบ.ทบ. รอวัดใจ “บิ๊กตู่” เลือดข้นกว่าน้ำหรือไม่ “ทักษิณ” ส่งการ์ดอวยพรปีใหม่คนใกล้ชิด รอฉลองคนในครอบครัว

ถนนทุกสายยังคงมุ่งหน้าไปสู่การปฏิรูปยกเครื่องประเทศ โดยหลังเปิดศักราชใหม่ สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) นัดประชุมระดมสมองครั้งใหญ่ เพื่อวางวิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์ประเทศไทย

“เทียนฉาย” พอใจผลงาน สปช.

เมื่อวันที่ 31 ธ.ค. ที่รัฐสภา นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กล่าวถึงภาพรวมการทำงานของ สปช.ปี 2557 ว่า น่าพอใจ แต่การทำงานยังไม่ลงลึกเรื่องการปฏิรูป เพราะต้องหาวิธีตั้งหลักอยู่สักพัก และทำข้อเสนอแนะการยกร่างรัฐธรรมนูญส่งให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ส่วนประเด็นการปฏิรูป สปช.จะเริ่มทำตั้งแต่ต้นปีหน้าไปตลอดทั้งปี กำลังประเมินว่ามีโครงสร้างใดบ้างที่ต้องปฏิรูปยกเครื่องใหญ่จะทยอยทำให้ลุล่วงไป ที่สำคัญต้องเป็นที่ยอมรับของประชาชน และเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมเต็มที่ เพราะบทเรียนจากวิกฤติที่ผ่านมา จุดอ่อนของประเทศคือประชาชนเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ การคอร์รัปชันที่เกิดขึ้นขนาดนี้ เพราะคำว่าธุระไม่ใช่ การปฏิรูปครั้งนี้ต้องเป็นธุระที่ใช่ของประชาชนที่ต้องร่วมกัน

เอาแน่สมัชชาคุณธรรมผู้คุมกฎ

เมื่อถามว่า จะจัดตั้งองค์กรพิเศษมาดำเนินการปฏิรูปประเทศต่อหรือไม่ นายเทียนฉายตอบว่า คงมีบางกรณีเพื่อผลักดันให้พลังประชาชนมีน้ำหนัก เช่น การให้ข้อมูล คำปรึกษา กำกับดูแลให้เป็นไปตามแนวทางปฏิรูป สิ่งที่ สปช.กำลังดำเนินการคือการตั้งสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ มาทำหน้าที่กำหนดมาตรฐานคุณธรรม จริยธรรม และธรรมาภิบาลของบุคคลและหน่วยงานสาธารณะ ทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลสาธารณะ เช่น ข้อมูลบุคคลที่ลงสมัครเลือกตั้งทั้งด้านการศึกษา อายุ เปิดเผยให้สาธารณะช่วยตรวจสอบผู้สมัครก่อนการเลือกตั้ง เพื่อให้ประชาชนใช้วิจารณญาณว่าจะเลือกบุคคลนั้นหรือไม่ และดูแลไม่ให้ใช้งบประมาณแบบกระจัดกระจายอีก อยากให้กำหนดเรื่องสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติเอาไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่องค์กรนี้ไม่มีอำนาจลงโทษใคร ทำหน้าที่แค่ให้ข้อมูลต่อสาธารณะเท่านั้น ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะทำให้คนไทยหูตาสว่าง และข้อมูลที่นำมาเปิดเผยไม่สามารถนำไปฟ้องร้องได้

ตัดห่วงโซ่ทุนครอบงำประเทศ

นายเทียนฉายกล่าวต่อว่า ส่วนแนวทางการปฏิรูปสื่อ ตนเป็นห่วงเรื่องการผูกขาดและครอบงำสื่อผ่านนายทุน ปัจจุบันธุรกิจสื่อพัฒนาเป็นธุรกิจมหาชนในตลาดหลักทรัพย์ จุดนี้น่าเป็นห่วง เพราะในที่สุดแล้วเสรีภาพการแสดงความคิดเห็นจะถูกบดบังด้วยระบบธุรกิจผูกขาด และไม่ใช่แค่ธุรกิจสื่อแต่ถ้าธุรกิจใดเกิดการผูกขาดย่อมกระทบต่อเสรีภาพ ทำให้กระบวนการทางเศรษฐกิจของประเทศถูกกระทบ ซึ่ง สปช.พยายามหาแนวทางป้องกันไม่ให้เกิดการผูกขาด

ยังลังเลทำประชามติดีหรือไม่

ประธาน สปช.กล่าวอีกว่า หลังจากคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญพิจารณายกร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้วส่งมาให้ สปช.พิจารณา สปช.จะช่วยสะท้อนความเห็นซึ่งถือเป็นช่วงสำคัญ เพราะคงบอกทิศทางได้พอสมควรว่า สปช.จะให้ความเห็นชอบหรือไม่ ส่วนร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องทำประชามติหรือไม่ ยังเร็วเกินไปที่จะให้ความเห็น ตอนนี้ยังเป็นวุ้นอยู่ ถ้าในภาพรวมเป็นที่น่าพอใจไม่มีข้อติติงมาก อาจไม่ต้องทำประชามติ แต่ถ้ามีตัวแปรอื่นมาเกี่ยวข้องก็อาจต้องทำ แต่การทำประชามติมีจุดอ่อนคือต้องทอดเวลาเลือกตั้งออกไป ถ้าไม่ผ่านยิ่งยุ่งไปใหญ่ เป็นเรื่องของ คสช.และรัฐบาลตัดสินใจ หากจะให้ทำประชามติต้องส่งเรื่องให้ สนช.พิจารณาออกกฎหมาย

ระดมกึ๋น สปช.ร่างวิสัยทัศน์ชาติ

นายเทียนฉายกล่าวว่า วันที่ 19-21 ม.ค.58 ได้นัดประชุม สปช.ระดมสมองครั้งใหญ่เพื่อวางวิสัยทัศน์ประเทศไทย โดยจะนำความเห็นจากหลายแหล่งมาประมวลกำหนดเป็นวิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์ประเทศ เมื่อถามว่า ควรมีการปฏิรูปกองทัพด้วยหรือไม่ นายเทียนฉายตอบว่า เป็นไปได้ แต่ยังไม่คิดเลย แต่ก็น่าสนใจ ขอบคุณที่แนะนำ

เตือนชุดยกร่างฯอย่ายึดอคติ

นายดิเรก ถึงฝั่ง สปช.กล่าวว่า การร่างรัฐธรรมนูญ กมธ.ยกร่างฯต้องไม่มีอคติ ไม่เอาคนและพรรคการเมืองเป็นตัวตั้ง ควรยึดหลักการเป็นตัวตั้ง โดยหลักการสำคัญคือ 1.จำกัดอำนาจผู้ปกครองประเทศ และคุ้มครองสิทธิเสรีภาพประชาชน ไม่ให้รัฐบาลใช้อำนาจเกินขอบเขตจนเป็นเผด็จการ 2.สร้างความเป็นธรรมในสังคม 3.สร้างเสถียรภาพให้รัฐบาลเพื่อให้มีอำนาจทำตามนโยบายได้ ไม่ให้ อำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร และฝ่ายตุลาการก้าวก่ายกัน รัฐบาลต้องมีอำนาจโยกย้ายข้าราชการได้ เพื่อให้ข้าราชการเป็นมือไม้ของรัฐบาลไปบริการประชาชน หากข้าราชการแข็งข้อ หรือเป็น ใหญ่ใครจะแตะต้องได้ ใครจะไปบริการประชาชน แล้วประชาชนจะอยู่ได้อย่างไร ถ้ารัฐบาลไม่ดีสังคมเขาเห็นเองและไม่เลือกมาบริหารอีก ไม่มีพรรคใดเป็นรัฐบาลได้ถาวร แต่ถ้าเป็นเช่นนั้นก็แสดงว่าอีกพรรคหนึ่งห่วย จึงสู้เขาไม่ได้ 4.ต้องเขียนรัฐธรรมนูญให้ชัดเจน อย่าให้ตีความไปคนละทาง

ออกจุลสารแจงปฏิรูปทุกช่องทาง

ด้านนายมานิจ สุขสมจิตร รองประธาน กมธ. ยกร่างรัฐธรรมนูญ และประธานคณะทำงานสื่อสารกับสังคมกล่าวว่า คณะทำงานสื่อสารกับสังคมจะจัดทำสื่อสิ่งพิมพ์ชื่อ “รัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปประเทศเป็นอย่างไร” เพื่อทำความเข้าใจกับสังคมในวงกว้าง นอกเหนือจากสื่อสารมวลชน โดยจัดทำเป็นรูปแบบจุลสารออกประจำทุกเดือน จนกว่าจะยกร่างรัฐธรรมนูญแล้วเสร็จกระทั่งนำขึ้นทูลเกล้าฯถวาย เพื่อชี้แจงขั้นตอนของการยกร่างรัฐธรรมนูญ มติและกรอบแนวคิดทั้งหมด รวมถึงชี้แจงในข้อสงสัยต่างๆของสังคม ซึ่งจุลสารดังกล่าวเขียนโดยนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธาน กมธ.ยกร่างฯ และนายปกรณ์ ปรียากร กมธ.ยกร่างฯ สำหรับฉบับแรกจะจัดพิมพ์นำร่อง 3 หมื่นฉบับ เริ่มแจกวันที่ 12 ม.ค.58 และจะเปิดให้สื่อมวลชนเข้าร่วมรับฟังการพิจารณาการยกร่างฯ นอกจากนี้ บริษัท บางจาก จำกัด (มหาชน) ยังอาสาจัดพิมพ์จุลสารฉบับนี้เพื่อแจกจ่ายตามปั๊มน้ำมันบางจากทั่วประเทศ ขณะที่บริษัท ไมโครซอฟท์ ประเทศไทย รับอาสาจัดทำเป็นแอนิเมชั่นเผยแพร่ในสื่อออนไลน์และสื่อสาธารณะด้วย

ยกเครื่องระบบงบประมาณ

นายธีรยุทธ์ หล่อเลิศรัตน์ ประธาน กมธ.ปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน สปช.กล่าวว่า การจัดทำแนวทางปฏิรูปประเทศของ กมธ. จะเน้น 5-6 ด้าน อาทิ เรื่องคุณธรรมจริยธรรมในการบริหารราชการ แผ่นดิน เรื่องโครงสร้างระบบบริหารงานบุคคล การคัดกรองคนเข้าสู่ตำแหน่ง รวมถึงการป้องกันนัก การเมืองเข้ามาแทรกแซงข้าราชการประจำ ประสิทธิภาพการให้บริการของรัฐ และเรื่องสำคัญที่สุดคือระบบงบประมาณการคลังที่ต้องปฏิรูป ต้องให้ท้องถิ่นมีส่วนร่วมคิด ต้องกำหนดว่าจะนำงบประมาณไปดำเนิน การอะไร คาดว่าจะเสร็จประมาณกลางปี 58 แต่ต้องรอฟังความเห็นของสมาชิก สปช.ในการประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการ ครั้งที่ 2 วันที่ 19-21 ม.ค.ด้วย

ศปป.เดินหน้าลุยงานปรองดอง

วันเดียวกัน พล.ท.พิสิทธิ์ สิทธิสาร รองเสนาธิการทหารบก (รอง เสธ.ทบ.) ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป (ศปป.) กล่าวถึงแผนงานเสริมสร้างความปรองดองคนในชาติปี 2558 ว่า โครงการใหญ่ในปี 2558 ยังคงเป็นการเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นภายใต้ชื่องาน “คนไทยหัวใจเดียวกัน” และงาน “มหกรรมเอกลักษณ์ไทยหัวใจสี่ภาค” ใน 16 จังหวัด ระหว่างวันที่ 29 ธ.ค.2557 ถึงวันที่ 2 ม.ค.2558 โดยจัดกิจกรรมพร้อมกัน 4 จังหวัด คือ ลพบุรี นครราชสีมา เชียงใหม่ และนครศรีธรรมราช ส่วนกรณีที่กลุ่มนักศึกษายังไม่เข้าร่วมเท่าที่ควรนั้น ต้องทำความเข้าใจกับนักศึกษาว่ารัฐบาลเปิดเวทีให้เสนอความเห็นให้แล้ว ดังนั้นต้องมาคุยกันแล้วสรุปประเด็นทั้งหมดให้ ศปป. ภายใน 3 วัน จากนั้น ศปป.จะส่งรายงานให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ทันที มั่นใจว่าการเดินหน้างานปรองดองปี 58 จะไม่มีอุปสรรค อยากให้เข้าใจร่วมกันว่าคำว่าหัวใจเดียวกัน หมายถึงหัวใจที่จงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ หัวใจที่ต้องการจะปฏิรูปร่วมกัน

“บัญญัติ” ชี้การเมืองปี 58 ยังร้อน

ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายบัญญัติ บรรทัดฐาน กรรมการสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงสถานการณ์การเมืองในปี 58 ว่า ความสับสนวุ่นวายยังคงมีอยู่ และน่าจะร้อนแรงกว่าที่เป็นอยู่จาก 3 ตัวแปร คือ 1.การลงโทษนักการเมืองที่ทำผิดที่ยังล่าช้า หากหลังปีใหม่ยังเป็นไปในทางลบในความรู้สึกของสังคม ความผิดหวังตรงนั้นจะทำให้อุณหภูมิการเมืองร้อนขึ้นมากพอสมควร 2.กลุ่มคลื่นใต้น้ำยังคงมีอยู่และเคลื่อนไหวมากขึ้น 3.ภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งถือว่าสำคัญที่สุด ปัญหาปากท้องค่าครองชีพ ขณะนี้มีปัญหามาก โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกรที่บอบช้ำมากที่สุดคือชาวสวนยางพารา นอกจากนี้ ยังมีเรื่องเศรษฐกิจรากหญ้า กำลังซื้อของคนในประเทศลดน้อยลง โดยเฉพาะหัวเมืองใหญ่หรือจังหวัดต่างๆ ทั้งเงียบและซบเซา

ฟันธงกฎอัยการศึกเสื่อม-ม็อบมา

นายบัญญัติกล่าวต่อว่า ถึงคนจะอึดอัดเรื่องการเมืองมาก แต่ถ้าเศรษฐกิจมันไปได้ ก็ยังไม่ตึงเครียดมาก แต่ถ้าความอึดอัดทางการเมืองที่สะสมอยู่แล้ว มาเจอปัญหาเศรษฐกิจปากท้องอีก จะยิ่งทำให้คนเกิดอารมณ์ได้ง่าย จึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลต้องมีแผนงานเด็ดๆมาคลี่คลาย มาตรฐานการจัดการกับคลื่นใต้น้ำ กับความต้องการแสดงออกของผู้คน ถ้าจัดการสิ่งเหล่านี้ไม่ดีร้อนแรงแน่นอน เชื่อว่าอาจถึงขั้นคนมารวมตัวกันอีกครั้ง กฎอัยการศึกจะศักดิ์สิทธิ์น้อยลง สังคมจะกลับมาสู่กฎเกณฑ์เมื่อมีแรงกดดันมากก็มีแรงต่อต้านมาก เข้าใจว่ารัฐบาลจะเร่งออกกฎหมายเรื่องการชุมนุมให้เสร็จก่อนจะประกาศเลิกใช้กฎอัยการศึก

อ้อน คสช.ขอทำกิจกรรมพรรค

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า กังวลถึงอุปสรรคในการขับเคลื่อนของพรรคการเมือง คือประกาศ คสช.ที่สั่งห้ามพรรคดำเนินกิจกรรม ทั้งที่ควรเปิดโอกาสให้ทำกิจกรรมได้ตามความเหมาะสม เท่าที่ไม่กระทบต่อการทำหน้าที่ของ คสช. จะช่วยให้พรรคทำหน้าที่ของพรรคการเมืองได้ระดับหนึ่ง แถมยังซ้ำเติมโดยห้ามรับเงินบริจาคเข้าพรรค และงดเงินอุดหนุนจากกองทุนพัฒนาพรรคการเมืองของ กกต. ทั้งที่เราเป็นพรรค การเมืองจริง ไม่มีเจ้าของ ยังมีค่าใช้จ่ายประจำ ทั้งค่าจ้างเจ้าหน้าที่ ค่าดำเนินการสาขาพรรค

จี้ กกต.ทบทวนตัดท่อน้ำเลี้ยง

นายจุรินทร์กล่าวว่า อยากให้ กกต.ทบทวนหากแนวคิดที่ให้กรรมการบริหารพรรคต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในพรรค เพราะจะทำให้การปฏิรูปไม่บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ สุดท้ายทุกพรรคจะกลายเป็นของกรรมการบริหารพรรค กรณีนี้ยิ่งกว่าถอยหลังเข้าคลอง สวนทางความจริง ถ้าคิดผิดคิดใหม่ได้ ไม่ควรเดินหน้าแนวคิดที่เป็นอันตรายต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยเช่นนี้ และสิ่งที่รัฐบาลควรเร่งทำหลังปีใหม่คือ แก้ไขปัญหาปากท้องคนรากหญ้า โดยเฉพาะชาวสวนยางพารา เร่งจัดการเรื่องทุจริตคอร์รัปชัน ต้องสานต่อให้เห็นเป็นรูปธรรม และการปฏิรูป ต้องดำเนินการเริ่มต้นให้เห็นเป็นรูปธรรม จับต้องได้มากกว่าแค่กำหนดหัวข้อ

“บรรหาร” ลั่น เอา “ชาติไทย” คืนมา

เมื่อเวลา 07.00 น. นายบรรหาร ศิลปอาชา ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา เปิดบ้านศิลปอาชา จรัญสนิทวงศ์ 55 ให้กลุ่มบุคคลเข้าอวยพรปีใหม่ อาทิ นายธีระ วงศ์สมุทร หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล นายนิกร จำนง ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรค กรรมการบริหารพรรคและสมาชิกพรรคโดยนายบรรหารกล่าวกับสมาชิกพรรคฯว่า ในทางการเมืองเรามีทั้งความสุขและความทุกข์ สิ่งที่เราทำเพื่อบ้านเมืองได้ คือความสุข ส่วนเรื่องที่ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ คือความทุกข์ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะต้องเอาพรรคชาติไทยกลับมาอีกครั้งเพื่อเตรียมตัวในการเลือกตั้ง

ยก “บิ๊กตู่” เก่งกว่าตัวเอง

จากนั้นนายบรรหารให้สัมภาษณ์ว่า ปีที่ผ่านมาเป็นปีที่คนไทยลำบากกันพอสมควรแต่เรื่องก็สงบเรียบร้อยด้วยดี ต้องขอบคุณพระเจ้าที่ดลบันดาลให้เกิดความเรียบร้อยประเทศสงบ หวังว่าปี 2558 ทุกอย่างจะดีขึ้นโดยเฉพาะเศรษฐกิจ เป็นหน้าที่รัฐบาลที่จะแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ เมื่อถามว่ามีข้อแนะนำถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าคสช.หรือไม่ นายบรรหารตอบว่า คงไม่ต้องแนะนำอะไร พล.อ.ประยุทธ์เก่งกว่าตนหลายสิบเท่า ทราบดีหมดทุกอย่างตามที่นายกฯได้ให้สัมภาษณ์ครบถ้วน นายกฯทำดีอยู่แล้ว

ถ้ายังหวังปรองดองต้องตัดอคติ

เมื่อถามว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่จะออกมาต้องการให้มีหน้าตาอย่างไร นายบรรหารตอบว่า ขออย่างเดียวอย่าให้เป็นรัฐธรรมนูญที่มีอคติต่อกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ไม่เช่นนั้นการปรองดองจะไม่เกิดขึ้นอย่างเด็ดขาด ต้องละต้องให้อภัยกันบ้าง มีข้อสังเกตว่าหากผู้ลงสมัครฯไม่สังกัดพรรคจะมีปัญหาในอนาคตแน่ ขอทายไว้เลย เพราะเมื่อปี 2524-2525 เคยมีปัญหามาแล้ว วุ่นวายมาก เมื่อถามถึงประเด็นข้อเสนอเรื่องนายกฯคนนอก นายบรรหารปฏิเสธว่า เรื่องนี้ไม่มีความเห็น เมื่อถามย้ำว่าแต่ประเด็นนี้อาจทำให้เกิดความวุ่นวายขึ้นอีก นายบรรหารตอบว่า เป็นเรื่องอนาคต ตอบไม่ได้ จะเอาอย่างไรก็ได้ จะให้มาจาก ส.ส.หรือไม่ก็ได้ ตนรับได้ทุกเรื่อง และหากตนว่างก็จะไปนั่งฟังการเปิดเวทีรับฟังความเห็นของ กมธ.ยกร่างฯที่ จ.สุพรรณบุรี เป็นแห่งแรกด้วย

ขวางประหารซ้ำพวกที่ติดบ่วง

เมื่อถามว่าอาจมีการบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตัดสิทธินักการเมืองซ้ำในคดีทุจริต นายบรรหารตอบว่า เรื่องที่ผ่านแล้วก็ควรผ่านไป อย่าหยิบยกขึ้นมาบัญญัติลงโทษในอดีตที่ถูกลงโทษไปแล้ว คงไม่ถูกต้อง และทำไมถึงชอบใจแบบเยอรมันกันนัก ทำไมไม่ทำให้เป็นแบบไทย เอาที่แล้วมาปรับแก้ไขให้ดีขึ้น “จะเอารูปแบบแกงส้มไส้กรอกเยอรมัน มาเอาแกงส้มไส้กรอกไทยดีกว่าหรือไม่ ผมเคยบริหารงานมา การเป็นนายกฯไม่ง่าย อยู่บนหอคอยงาช้าง ข้างบนสูงมาก บางทีไม่ค่อยรู้ข้างล่าง ทำผิดถูกยังไง สมัยผมเป็นนายกฯสะบักสะบอมทุลักทุเล แต่ตอนนี้งานดีเพราะมี คสช.สั่งได้โดยตรงและเด็ดขาด นายกฯก็ลงมาดูอยู่แล้ว” นายบรรหารกล่าว

“ชัยเกษม” เย้ยประชามติสูญเปล่า

นายชัยเกษม นิติสิริ อดีต รมว.ยุติธรรม กล่าวว่า ไม่สนใจว่า กมธ.ยกร่างฯจะร่างรัฐธรรมนูญออกมาอย่างไร ปล่อยให้เขาคิดไป ทำไป พูดไป เพราะเราแทบไม่มีสิทธิมีเสียง เมื่อยังคงใช้กฎอัยการศึกอยู่ทำให้ไม่มีใครกล้าให้ความเห็น พูดไปอาจถูกกล่าวหาว่าเป็นฝ่ายตรงข้ามไม่ตามใจแป๊ะได้ ส่วนการทำประชามติคิดว่าคงไม่ได้อะไรเท่าไหร่ แน่นอนว่าเป็นสิ่งจำเป็นและเป็นเรื่องดี แต่ในภาวะที่ยังประกาศใช้กฎอัยการศึกอย่างนี้ ถามว่าคนออกเสียงประชามติทำด้วยความเต็มใจหรือไม่ สมมติตนไม่เห็นด้วยกับ คสช. ก็ต้องลงประชามติเห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญ ถ้าไม่เห็นด้วย คสช.ต้องอยู่ต่ออีก 3 ปีเพื่อปฏิรูปใหม่ มันไม่ได้ประโยชน์อะไร แถมต้องใช้งบประมาณถึง 3,000 ล้านบาท การทำประชามติมันดีถ้าอยู่ในภาวะปกติ แต่ในภาวะอย่างนี้ไม่เกิดประโยชน์ และความจริงรัฐธรรมนูญปี 50 ก็ไม่ได้เลวร้ายอะไร ถ้าไม่ตีความเบี่ยงเบนมากเกินไป

จี้ถือไม้เรียวคุมเกมร่าง รธน.เอง

นายวรชัย เหมะ อดีต ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เข้าสู่ปีใหม่ 2558 แล้วถือเป็นการเริ่มต้นสิ่งใหม่สิ่งดีๆ ดังนั้นสิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ต้องเร่งเดินหน้าเพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้ประชาชน คือการยกเลิกกฎอัยการศึก ถ้ายังไม่ยกเลิกเชื่อว่าประเด็นนี้จะสร้างปัญหาทิ่มแทงรัฐบาลเอง ที่สำคัญต้องเดินหน้าประเทศสู่การปฏิรูปตามโรดแมป ร่างรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง เพื่อคืนอำนาจอธิปไตยให้กับประชาชน นายกฯต้องเข้าไปตรวจสอบกำกับดูแลด้วยตัวเอง อย่าปล่อยให้ สปช.ลากตั้งที่ไปนั่งเป็น กมธ.ยกร่างฯ เสนอแนวทางการร่างรัฐธรรมนูญแบบวางยา ไม่เป็นประชาธิปไตย สวนทางกับชาวโลก พล.อ.ประยุทธ์จะต้องระวังวิกฤติครั้งใหญ่ แต่ไม่ต้องกลัวว่าใครจะออกมาชุมนุมประท้วงอีก พวกตนไม่ทำแน่นอนพวกเราเป็นลูกผู้ชายพอ เมื่อท่านบอกว่า 1 ปีจะมีการเลือกตั้งก็ต้องตามนั้น

ส่งซิกนายกฯตั้งลำปรับ ครม.

วันเดียวกัน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวอาจมีการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) หลังปีใหม่ว่า ไม่ใช่ว่าไม่มี แต่การปรับ ครม.ขึ้นอยู่กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. เป็นคนประเมิน นายกฯรู้ว่าทุกคนทำงาน แต่ใครยังทำไม่เข้าตาคงต้องใช้เวลา และต้องบอกตรงๆว่านโยบายรัฐบาลต้องการอะไร ซึ่งนายกฯชี้แจงตลอดผ่านรายการนายกฯพบประชาชนทุกวันศุกร์ เมื่อถามว่าทำงานรู้สึกเหนื่อยหรือไม่ พล.อ.ประวิตรตอบว่า ไม่เหนื่อยใจแต่เหนื่อยกายมากกว่า เพราะอายุเยอะแล้ว เมื่อถามว่าเมื่อรัฐบาลอยู่นานๆไปเริ่มมีกระแสคนรอบข้างนายกฯเริ่มคอร์รัปชัน จะปราบปรามอย่างไร พล.อ.ประวิตรตอบว่า ไม่จริง อยากให้รู้ว่ารัฐบาลชุดนี้ รัฐมนตรีทุกคนตั้งใจทำงานซื่อสัตย์ ไม่ได้คิดจะเข้ามาทำอะไร

คุมมั่นคงอยู่–เศรษฐกิจผงกหัว

เมื่อถามว่ารัฐบาลเป็นห่วงปัญหาด้านเศรษฐกิจในปี 58 อย่างไร พล.อ.ประวิตรตอบว่า เรื่องเศรษฐกิจเป็นปัญหาที่ พล.อ.ประยุทธ์คิดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษเพื่อกระตุ้นให้เศรษฐกิจแข็งแกร่ง โดยนายกฯต้องการให้ตนเข้าไปดูว่ายุทธศาสตร์ด้านไหนมันหย่อนหรือตึงเกินไป ส่วนจะถึงขั้นต้องตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ด้านต่างๆหรือไม่ ขึ้นอยู่กับนายกฯ ขณะนี้แค่เปรยเฉยๆ แต่จะให้ทำคนเดียวคงไม่ได้ ต้องมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและบุคลากรเก่งๆมารองรับ เมื่อถามว่าการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองทั่วโลกส่วนใหญ่เริ่มต้นจากปัญหาเศรษฐกิจ รัฐบาลจะแก้ปัญหาเศรษฐกิจอย่างไร พล.อ.ประวิตรตอบว่า เรื่องนี้รัฐบาลทราบว่าเงินยังไม่ไหลลงไปถึงชาวบ้าน จึงพยายามหาทางแก้ปัญหาโดยเฉพาะการช่วยเหลือชาวนา ถ้าด้านความมั่นคงดี เศรษฐกิจจะเดินไปได้ แต่ขณะนี้ความมั่นคงไม่มั่นคงตรงไหนให้บอกมา จะได้แก้ปัญหา

ทุ่ม 2 หมื่นล้านหวังฟื้น 3 จว.ใต้

เมื่อถามถึงการตั้งความหวังในการแก้ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ พล.อ.ประวิตรตอบว่า พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. รายงานว่าสถานการณ์ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และตนไปเปลี่ยนวิธีการบอกทหารตำรวจที่ถือปืนทั้งหมดว่าไม่ได้ไปทำร้ายใคร ไม่ได้ไปสู้รบกับใคร แต่เอาไว้ดูแลประชาชนให้ประกอบอาชีพได้ รัฐบาลเน้นแนวทางสันติและการพัฒนา ตนเป็นประธานคณะกรรมการพัฒนาและขับเคลื่อน 55 หน่วยงาน 15 กระทรวง ได้งบประมาณกว่า 2 หมื่นล้านบาท จะทำตามสิ่งที่ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ทำไว้ทั้งหมด 8 เล่ม เป็นคัมภีร์ว่าประชาชนต้องการอะไร และวันนี้เราค่อยๆถอนกำลังพลออก เราใช้ทหารพรานและอาสาสมัครที่เป็นชาวบ้านช่วย ส่วนการพูดคุยเราพร้อมจะคุยกับทุกคนว่าทำอย่างไรให้อยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข ไม่ใช่คุยเพื่อสันติภาพ เมื่อถามว่าในส่วนของคนร้ายจำเป็นต้องคุยด้วย พล.อ.ประวิตรตอบว่า คุยได้เลย เพราะสมัยก่อนยังใช้มาตรการ 66/23 ยกเลิกให้ทั้งหมด ดังนั้นเราต้องค่อยๆทำ รัฐบาลไม่ได้มีความแค้นกับใคร ไม่ได้ไล่ล่าใคร ตอนนี้ตามสถิติสงบสุขมาตั้งแต่เดือน พ.ค.57 แล้ว

สะพัด 3 บิ๊กทหารจ่อทิ้งเก้าอี้

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) ว่า หลังจากนายทหารระดับสูงของกองทัพเข้า ไปมีบทบาทร่วมบริหารประเทศเป็นรัฐมนตรีพร้อมกันหลายตำแหน่ง ในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ทำให้การบริหารงานของกองทัพเกิดปัญหาในบางเรื่อง ขาดการเอาใจใส่งานประจำ เพราะบรรดานายทหารแต่ละนายต้องไปทำงานที่รับผิดชอบในตำแหน่งรัฐมนตรีที่ค่อนข้างหนัก จึงทำให้งานในตำแหน่งหลักของกองทัพเกิดชะงักจนกระทั่งมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง ซึ่งขณะนี้มีนายทหารที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีรวม 4 คน คือ พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร ผบ.ทบ. เป็น รมช.กลาโหม พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รอง ผบ.ทหารสูงสุด เป็น รมว.ยุติธรรม พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รอง ผบ.ทบ. เป็น รมว.พาณิชย์ และ พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ หัวหน้าคณะนายทหารฝ่าย เสธ.ประจำผู้บังคับบัญชา เป็น รมช.ศึกษาธิการ

“บิ๊กติ๊ก-บิ๊กหมู” ชิงดำจ่อ ผบ.ทบ.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในระดับรัฐบาลมีการพูดคุยในเบื้องต้น ขอร้องให้นายทหารระดับสูงลาออกก่อนเกษียณเดือน ก.ย.58 จำนวน 3 นาย คือ พล.อ.ไพบูลย์ พล.อ.ฉัตรชัย และ พล.อ.สุรเชษฐ์ เพื่อไม่ให้มีปัญหาในการบริหารงานกองทัพ ดังนั้นการโยกย้ายนายทหารกลางปี 58 หรือเดือน เม.ย.ที่จะถึงนี้จึงมีโอกาสที่ทั้ง 3 นายจะตัดสินใจลาออกก่อนเกษียณ เพื่อเอาเวลาทั้งหมดไปบริหารงานสนองนโยบายรัฐบาล ทำให้ในส่วนของกองทัพบก โดย พล.อ.อุดมเดช ต้องพิจารณาขยับนายทหารที่มีอาวุโสขึ้นมารับตำแหน่งแทน พล.อ.ฉัตรชัย ในตำแหน่งรอง ผบ.ทบ.ที่ว่างลง ซึ่งมีชื่อ 2 แคน-ดิเดตสำคัญ คือ “บิ๊กติ๊ก” พล.อ.ปรีชา จันทร์-โอชา และ “บิ๊กหมู” พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผู้ช่วย ผบ.ทบ. โดย พล.อ.ปรีชารับราชการเติบโตตามเส้นทางในกองทัพภาคที่ 3 กระทั่งขึ้นเป็นแม่ทัพภาคที่ 3 และยังเป็นน้องชาย พล.อ.ประยุทธ์ด้วย จึงมีความได้เปรียบมาก

วัดใจ “บิ๊กตู่” เลือดข้นกว่าน้ำหรือไม่

ด้าน พล.อ.ธีรชัยเป็นนายทหารสาย “บูรพาพยัคฆ์” เติบโตมาจากกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ร.2 รอ.) จนมาเป็นแม่ทัพภาคที่ 1 และเป็นน้องรักของ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ที่ให้การสนับสนุนมาอย่างต่อเนื่อง หากเปรียบเทียบกันแล้วนายทหารทั้ง 2 รายมีความเหมาะสมจะขยับจ่อเป็นรอง ผบ.ทบ.ได้ทั้งคู่ เพื่อรอขึ้นเป็น ผบ.ทบ.ต่อจาก พล.อ.อุดมเดช ที่จะเกษียณปลายปี 2558 ซึ่งทั้งหมดขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของ พล.อ.ประยุทธ์ ว่าจะผลักดันน้องชายตัวเองขึ้นเป็น ผบ.ทบ.หรือไม่ เพื่อเป็นการสร้างประวัติศาสตร์กองทัพบกที่มีคนใน ตระกูลเดียวกันเป็น ผบ.ทบ.ในเวลาไล่เลี่ยกัน และหากตำแหน่ง ผช.ผบ.ทบ.ว่างลง มีการคาดการณ์ว่า น่าจะขยับ พล.ท.กัมปนาท รุดดิษฐ์ แม่ทัพภาคที่ 1 มาเป็น ผช.ผบ.ทบ.แทน เพื่อเปิดทางให้ พล.ท.เทพพงศ์ ทิพยจันทร์ แม่ทัพน้อยที่ 1 นายทหารบูรพาพยัคฆ์อีกคน ขยับขึ้นมาเป็นแม่ทัพภาคที่ 1 แทนในคราวเดียวกัน

วางทายาท “บูรพาพยัคฆ์” รุ่นสู่รุ่น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ส่วนตำแหน่งรอง ผบ.ทหารสูงสุด ซึ่งหาก พล.อ.ไพบูลย์ตัดสินใจลาออกปรากฏว่ามีการวางตัวนายทหารบูรพาพยัคฆ์เอาไว้ล่วงหน้าคือ พล.อ.วลิต โรจนภักดี รอง เสธ.ทหาร ซึ่งได้รับการผลักดันจาก พล.อ.ประวิตร ขยับขึ้นมาแทนก่อนเกษียณเดือน ก.ย.58 ทั้งที่ก่อนหน้านี้ พล.อ.วรพงษ์ สง่าเนตร ผบ.ทหารสูงสุด วางตัว พล.อ.สมหมาย เกาฎีระ เสธ.ทหาร เอาไว้เป็นทายาทในตำแหน่งนี้เรียบร้อยแล้ว แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่ที่การพิจารณาความเหมาะสมของคณะกรรมการพิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารชั้นนายพล ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานฯว่าจะเลือกใครขึ้นดำรงตำแหน่งสำคัญในกองทัพต่อไป

วอนเว้นอัยการศึกให้ ลต.ท้องถิ่น

อีกเรื่อง นายวีระวัฒน์ ภักตรนิกร นายกเทศมนตรีเมืองยโสธร และอดีตนายกสมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย กล่าวถึงกรณี พล.อ.ประยุทธ์ใช้อำนาจรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว มาตรา 44 ให้สมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่นที่จะครบวาระการดำรงตำแหน่งในช่วงสิ้นปี 2557 ได้รับการต่ออายุให้ทำงานต่อไปว่า ส่วนตัวเห็นว่าการใช้มาตรา 44 ต่ออายุผู้บริหารท้องถิ่นออกไปจนกว่าจะมีการเลือกตั้งใหม่นานเกินไป อยากเสนอว่าท้องถิ่นใดที่มีความพร้อมจัดการเลือกตั้ง ควรให้มี การเลือกตั้งผู้บริหารท้องถิ่นชุดใหม่แทนชุดเดิมที่หมดวาระไป เนื่องจากบางพื้นที่ชาวบ้านอยากเปลี่ยน ตัวผู้บริหารเพราะทำงานไม่ดี จึงอยากให้ยกเว้นกฎ อัยการศึกเพื่อเปิดโอกาสให้มีการเลือกตั้งท้องถิ่นในพื้นที่มีความพร้อม ไม่มีการต่อต้านรุนแรง ให้ประชาชนได้เลือกผู้บริหารที่ตัวเองอยากได้ แต่พื้นที่ใดยังมีการต่อต้านรุนแรงอยู่ ก็ให้คงกฎอัยการศึกไว้ก่อน

นายกฯหนุนจ่าย 400 บ. เด็กแรกเกิด

นายยงยุทธ ยุทธวงศ์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการพัฒนาคนตลอดช่วงชีวิต กล่าวว่า ตามที่มีการกำหนดนโยบายแผนพัฒนาเด็กปฐมวัยว่าด้วยการคุ้มครองเด็กแรกเกิด โดยรัฐบาลจะจ่ายเงินสนับสนุนเด็กแรกเกิดจนถึง 1 ปี เดือนละ 400 บาทต่อคน ในครอบครัวที่ยากจน ล่าสุด ได้นำเรื่องนี้แจ้ง พล.อ.ประยุทธ์แล้ว โดยนายกฯสนับสนุน บอกอะไรที่ไม่ใช่เป็นการโปรยเงินแต่เป็นความจำเป็นไม่ต้องห่วงว่าจะโดนเรียกว่าประชานิยม ซึ่งสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (ศสช.) จะเป็นผู้ประเมินหลักเกณฑ์ คาดว่าวันที่ 9 ม.ค.แผนจะมีความชัดเจน เพื่อนำเสนอขอที่ประชุม ครม.อนุมัติวันที่ 13 ม.ค. และคาดว่าจะเริ่มจ่ายเงินได้เดือน ต.ค.58 งบประมาณที่ใช้ไม่เกิน 1 พันล้านบาทต่อปี และจะมีการตั้งคณะกรรมการติดตามประเมินผล โดยคนกลางเป็นผู้ประเมิน อย่างสถาบันวิจัยและมหาวิทยาลัยที่ทำวิจัยเรื่องนี้

“ทักษิณ” ฉลองปีใหม่กับครอบครัว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าช่วงเทศกาลปีใหม่ 2558 พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ส่งการ์ด สวัสดีปีใหม่ให้กับคนรู้จักและคนสนิทบางคนผ่านไลน์ส่วนตัว โดยเป็นภาพ พ.ต.ท.ทักษิณยืนยิ้ม ณ สถานที่แห่งหนึ่งในประเทศจีน พร้อมข้อความระบุว่า “Happy New Year 2015” สำหรับในช่วงปีใหม่นี้ยังไม่มีใครหรือคณะบุคคลใดเดินทางไปพบ พ.ต.ท.ทักษิณ เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณต้องการอยู่เงียบๆ และฉลองเทศกาลปีใหม่กับลูกๆ ที่จะเดินทางไปยังกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เท่านั้น

“พิชัย” คาดเศรษฐกิจไทยซึมยาว

นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว.พลังงาน คณะทำงานด้านเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า 3 เดือนที่ผ่านมา แม้รัฐบาลมีความตั้งใจอย่างแน่วแน่ในการแก้ปัญหาของประเทศ แต่ผลงานยังไม่ปรากฏ โดยเฉพาะผลงานทางเศรษฐกิจที่ยังไม่ประสบความสำเร็จ แนวโน้มเศรษฐกิจปี 58 น่าจะไม่สดใสนัก เพราะเศรษฐกิจโลกยังไม่ดี ประเทศไทยยังต้องพึ่งพา ต่างประเทศสูง สำหรับการท่องเที่ยวที่เป็นรายได้หลักปีละกว่าล้านล้านบาท ปรากฏว่าจำนวนนักท่องเที่ยวตกลงมากถึง 7-8% ในปี 57 และในปี 58 ก็ไม่น่าจะดีนัก สืบเนื่องจากการคงกฎอัยการศึก ส่วนการลงทุนจากต่างประเทศก็น่าจะลดลง ทางด้านการบริโภคภายในประเทศยังคงมีแนวโน้มที่ลดลง เนื่องจากราคาผลผลิตทางการเกษตรที่ตกต่ำ สรุปคือปี 58 จะเป็นอีกปีที่เศรษฐกิจซบเซา ไทยอาจเป็นประเทศที่มีการเจริญเติบโตต่ำสุดในอาเซียนเป็นปีที่ 3 ติดกัน วิธีสร้างความเชื่อมั่นที่ดีที่สุดคือการกลับมาสู่ระบอบประชาธิปไตยโดยเร็ว ยิ่งมีการเลือกตั้งเร็วเท่าไหร่ เศรษฐกิจไทยจะยิ่งฟื้นตัวเร็ว และควรยกเลิกกฎอัยการศึกที่เป็นตัวถ่วง

ป.ป.ช.จ่อคุ้ยทุจริตจำนำมันเส้น

นายวิชา มหาคุณ กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวว่า จากการไต่สวนการทุจริตระบายข้าวแบบจีทูจีของนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ พบหลักฐานเชื่อมโยงเช็คที่จ่ายให้บางบริษัท มีส่วนเกี่ยวข้องกับโครงการรับจำนำมันเส้น (มันสำปะหลัง) ดังนั้นป.ป.ช.จึงรับเรื่องไว้พิจารณาเป็นอีกคดี โดยส่วนใหญ่ผู้เกี่ยวข้องและหลักฐานที่พบเป็นกลุ่มเดียวกัน ซึ่งจะเสนอเข้าที่ประชุม ป.ป.ช.ชุดใหญ่ต้นเดือน ม.ค. เพื่อตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนโดยเร็ว เพราะคดีนี้เป็นมหากาพย์ขบวนการใหญ่มาก ต้องทยอยทำต่อในปีหน้า นอกจากนี้อีกเรื่องที่ ป.ป.ช.จะดำเนินการในปี 58 คือ การทุจริตโครงการปลูกปาล์มน้ำมันในประเทศอินโดนีเซีย ของบริษัทในเครือ ปตท. จำกัด (มหาชน) ที่มีการร้องเรียนให้ ป.ป.ช.ไต่สวน ขณะนี้อยู่ในความรับผิดชอบของ พล.ต.อ.สถาพร หลาวทอง กรรมการ ป.ป.ช. โดยความคืบหน้าต่างๆจะมีออกมาในช่วงต้นเดือน ม.ค.

ทอ.เตรียมแผนจัดหายุทโธปกรณ์

อีกเรื่อง พล.อ.อ.ตรีทศ สนแจ้ง ผบ.ทอ. กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ นายกฯและหัวหน้า คสช. ให้กระทรวงกลาโหมและเหล่าทัพทำแผนการพัฒนาและจัดหายุทโธปกรณ์ ตามแผนพัฒนากองทัพปี 59 มาเสนอให้รัฐบาลพิจารณากลางเดือน ม.ค.นี้ โดยกองทัพอากาศมีโครงการที่ต้องพัฒนาหลายโครงการ สำหรับระบบ network centric จะทำงานครบสมบูรณ์ทั้งระบบในเร็วๆ นี้ ตอนนี้มีการเชื่อมต่อแล้วกับเครื่องบินขับไล่ gripen ส่วนเครื่องบิน F-16 และ F-5 กำลังพัฒนาให้มีความเชื่อมโยงกันต่อไป โดย network centric center ตั้งที่โรงเรียนนายเรืออากาศ ดอนเมือง โดยโรงเรียนนายเรืออากาศแห่งใหม่จะย้ายไปอยู่ที่ อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี ขณะนี้อยู่ระหว่างการก่อสร้าง และมีความคืบหน้าประมาณ 30% ซึ่งกำลังเร่งดำเนินการอยู่ สำหรับยุทโธปกรณ์หรือเครื่องบินเก่าที่ประจำการอยู่นั้น เน้นการซ่อมบำรุงและดูแลตามขั้นตอนให้สมบูรณ์ก่อนขึ้นทำการบินเสมอ ทั้งนี้ในต้นปี 2558 คณะกรรมการพิจารณาคัดเลือกแบบเครื่องบินฝึกขับไล่ใหม่ แทนเครื่องบินรุ่น L-39 ที่กำลังจะปลดประจำการ โดยยืนยันว่าการพิจารณาจะเป็นไปอย่างรอบคอบและตัดสินใจเลือกแบบที่ดีที่สุด ซึ่งกองทัพอากาศได้รับการจัดสรรงบประมาณปี 2558 วงเงิน 3,700 ล้านบาท ในการจัดหาเครื่องบินฝึกรุ่นใหม่

ทร.ขอเรือดำน้ำ 3 ลำ-ทบ.เล็ง ฮ.

ขณะที่กองทัพเรือเสนอโครงการการจัดหาเรือดำน้ำมือหนึ่งเข้าประจำการ 2-3 ลำ โดยพิจารณาแบบจากเกาหลีใต้ จีน รัสเซีย ฝรั่งเศส ซึ่งแต่ละประเทศมีราคาแตกต่างกันไป โดยเรือดำน้ำชั้น U-209 ของเกาหลีใต้มีราคาต่ำสุด ส่วนกองทัพบกเตรียมเสนอรัฐบาลเพื่อจัดหาเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไป (ฮ.ท.) ระยะที่ 3 เพื่อทดแทน ฮ.ท.1 UH-1H (ฮิวอี้) ที่จะปลดประจำการกว่า 30 ลำ วงเงิน 2,800 ล้านบาท โดยคาดว่าจะมีการพิจารณาเลือกเฮลิคอปเตอร์ รุ่น UH-72 (Lakota) ในระบบ FMS จากสหรัฐฯ

เปิดโพลข่าวที่ประชาชนสนใจ

ขณะที่สวนดุสิตโพลเปิดผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนที่ติดตามข่าว โดยเน้นข่าวที่ตนเองสนใจมาก และติดตามการนำเสนอข่าวนั้นต่อเนื่องมากที่สุด พบว่า ข่าวการเมือง สนใจข่าวการทำรัฐประหาร 22 พ.ค.มากที่สุด ส่วนข่าวเศรษฐกิจ สนใจเรื่องสินค้าแพง-ค่าครองชีพสูง ข่าวสังคม สนใจข่าวการจับกุมคดี พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ ข่าวอาชญากรรม เป็นคดีฆ่า 2 นักท่องเที่ยวอังกฤษที่เกาะเต่า ข่าวการศึกษา เรื่องการทุจริต 1,600 ล้านบาท ที่มหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ข่าวกีฬา คือฟุตบอลไทยได้แชมป์ซูซูกิคัพ 2014 ข่าวบันเทิง เรื่องเจนี่เตียงหักแยกทางกับชนม์สวัสดิ์ ข่าวสาธารณสุข เรื่องการระบาดของอีโบลาในแอฟริกา และข่าวต่างประเทศ เรื่องอุบัติเหตุเครื่องบินของมาเลเซียแอร์ไลน์สูญหาย

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ฉัตรชัย สาริกัลยะไพบูลย์ คุ้มฉายาออกก่อนเกษียณสุรเชษฐ์ ชัยวงศ์เทียนฉายพอใจผลงานสปช.ปี57เดินเครื่องแผนปฏิรูปหลังปีใหม่เล็งผุดสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติตรวจสอบจริยธรรมนักการเมืองแฉข้อมูลเลือกตั้งลังเลประชามติข่าวการเมืองเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติสปช.

ข่าวแนะนำ

MOST VIEWED

คุณอาจสนใจข่าวนี้