วันจันทร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
จากใจคอลัมนิสต์กระจก 8 หน้า

จากใจคอลัมนิสต์กระจก 8 หน้า

  • Share:

ปีนี้โต๊ะข่าวเศรษฐกิจลงมติให้บรรดาผู้รับหน้าที่เป็นคอลัมนิสต์จำเป็นใน “กระจก 8 หน้า ” เขียนประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจในปีหน้ากันเอง โดยไม่ต้องสัมภาษณ์ “กูรู” เช่นที่เคยทำกันเป็นปกติในทุกปี

เพราะไหนๆคอลัมนิสต์จำเป็นทั้ง 4 คนก็ต้องสลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันเขียนเป็นประจำอยู่แล้ว ครั้งนี้ก็เพียงทำหน้าที่เป็น “กูรู้” หรือกูก็รู้อยู่แล้วในการประเมินภาพรวมเศรษฐกิจเท่าที่ได้ติดตามทำข่าวมาอย่างใกล้ชิดตลอดเวลา

เราขอเริ่มต้นจากข้อเขียนของ “มิสเตอร์พี” ที่ว่าด้วยหัวข้อ “โหรเศรษฐกิจปี 58” เป็นอันดับแรก ตามด้วย “มิสไฟน์” ที่จะบอกท่านผู้อ่านว่า “จีดีพี สำคัญไฉน” จากนั้นเราจะมาติดตามข้อเขียนของ “ฟันนี่เอส” ในหัวข้อ “งัดสารพัดมาตรการลดค่าครองชีพ”

ปิดท้ายด้วยเรื่องราวของคนเดินดินกินข้าวแกงในฐานะผู้สัมผัสกับชีวิตเกษตรกรไทย และกระดูกสันหลังของประเทศมาอย่างใกล้ชิดตลอดช่วงเวลาของการทำข่าวกว่า 15 ปีจากข้อเขียนของ “คนชายขอบ” เรื่อง “ฝ่าวิกฤติสินค้าเกษตรปีแพะ”

ทั้งหมดเหล่านี้อยู่ในหัวเรื่องรวม “จากใจคอลัมนิสต์กระจก 8 หน้า” ในมือท่านผู้อ่านอยู่แล้ว

มิสเตอร์พี
“โหรเศรษฐกิจปี 58”

“มิสเตอร์พี” ขอเปิดศักราชปีแพะ ส่งความสุขปีใหม่ให้กับคนไทยด้วยการมอง “เศรษฐกิจไทย” ไปข้างหน้า ซึ่งจากการรวบรวมผลการประมาณการของหน่วยงานวิเคราะห์วิจัยเศรษฐกิจทั้งไทยและเทศ ขณะนี้ยังออกมาในแง่ดีว่า “เศรษฐกิจไทยปี 2558” มีแนวโน้มกลับมาขยายตัวได้ดีกว่าปีม้าที่เพิ่งผ่านมา

ทั้งนี้ จากการรวบรวมการประมาณการเศรษฐกิจของหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน 14 แห่ง ในรายงานนโยบายการเงินของแบงก์ชาติ ล่าสุดวันที่ 26 ธ.ค.ที่ผ่านมา พบว่าค่าเฉลี่ยของการขยายตัวปี 2558 ประเทศไทยจะเติบโตได้ที่ 4.11% แม้จะยังต่ำกว่าศักยภาพของเศรษฐกิจไทยที่เคยขยายตัวเฉลี่ยที่ 5% แต่ถ้าทำได้ก็ถือได้ว่า “เศรษฐกิจไทยพ้นจากวิกฤติ”

ส่วนเฮาส์ไหน “โหรเศรษฐกิจ” รายใด ทำนายทายทักพยากรณ์ “เศรษฐกิจปีแพะ” ไว้เท่าไหร่กันบ้าง จะแม่นยำแค่ไหน มาเริ่มจาก “โหรเศรษฐกิจ” รายแรกที่ทำนายเศรษฐกิจไทยปีนี้ไว้ในอัตราที่สูงที่สุดก่อน นั่นคือ สแตนดาร์ด ชาร์เตอร์ด มองเศรษฐกิจไทยปีหน้าไว้ที่ 6%
รองลงมามี 2 แห่งที่มีความเห็นตรงกัน คือ ธนาคารฮ่องกง แอนด์ เซี่ยงไฮ้ หรือเอช เอสบีซี และบริษัทหลักทรัพย์ทิสโก้ ซึ่งให้ประมาณการเศรษฐกิจไทยปีแพะว่าจะขยายตัวที่ 4.5%

อันดับ 3 เป็นเจพี มอร์แกน ซึ่งมองภาพเศรษฐกิจไทยในปีใหม่นี้ว่าจะขยายตัวได้ในระดับ 4.2% ขณะที่สำนักวิจัยหนึ่งเดียวของกระทรวงการคลัง สศค.หรือสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ให้ภาพรวมของเศรษฐกิจไทยปีแพะลดลงมาอีกนิดที่การขยายตัว 4.1%

ต่ำลงมาอีกหนึ่งสเต็ป ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยปี 2558 ที่จะถึงนี้ ว่าจะขยายตัวได้ในระดับ 4% และตัวเลขนี้ถือเป็น “ตัวเลขยอดนิยมประจำปี” ที่หน่วยงานวิเคราะห์เศรษฐกิจประเมินออกมาได้ตรงกันมากที่สุดถึง 5 แห่ง ประกอบด้วยศูนย์วิจัยกสิกรไทย บริษัทหลักทรัพย์ธนชาต บริษัทหลักทรัพย์เมย์แบงก์ กิมเอ็ง

และ 2 รายสุดท้ายเป็นหน่วยงานวิเคราะห์วิจัยเศรษฐกิจหลักของภาครัฐ ซึ่งก็คือ สำนักงานพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สศช. ซึ่งประมาณการเศรษฐกิจไทยเป็นช่วงที่ 3.5-4.5% ซึ่งเท่ากับมีค่ากลางที่ 4% และอีกรายคือ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่เพิ่งปรับลดประมาณการเศรษฐกิจปีนี้ลงจาก 4.8% มาเหลือ 4% เมื่อวันที่ 26 ธ.ค.ที่ผ่านมา

คราวนี้ ลงมาที่หน่วยงานวิจัยที่มองเศรษฐกิจไทยต่ำกว่า 4% มีด้วยกันทั้งสิ้น 4 แห่ง โดยธนาคารดีบีเอส มองเศรษฐกิจไทยในปีใหม่ว่าจะต่ำกว่า 4% ไม่มากนัก ทำให้คาดว่าปีนี้เศรษฐกิจบ้านเราจะเติบโตได้ที่ 3.8% ตามมาที่ธนาคารเกียรตินาคินที่มองเศรษฐกิจไทยปีใหม่นี้ไว้ว่าจะขยายตัว 3.7%

ส่วน 2 รายสุดท้ายที่ประเมินเศรษฐกิจไทยปีนี้ต่ำที่สุด เริ่มจาก Capital Economics ที่ให้ตัวเลขภาพรวมเศรษฐกิจไทยว่าจะขยายตัวได้ประมาณ 3.5% และรายสุดท้ายคือ บริษัทหลักทรัพย์โนมูระ ที่มองตัวเลขการขยายตัวเศรษฐกิจในขณะนี้ไว้ต่ำสุดที่ 3.3%

“แบงก์ชาติ” ยังคงแสดงความเป็นห่วงถึงการเติบโตของเศรษฐกิจไทย โดยมองว่าการเร่งใช้จ่ายและการลงทุนของรัฐบาลในโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถ และรักษาศักยภาพเศรษฐกิจไทยไว้ เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดในปีนี้ เพราะในขณะนี้นับวัน “ศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยมีแต่ถดถอยลง”

ส่วนอัตราเงินเฟ้อปีหน้ายังคงอยู่ในระดับต่ำๆ ซึ่งไม่น่าจะมีผลต่อต้นทุนการผลิตของประเทศอย่างน่าเป็นห่วง โดยหน่วยงานวิเคราะห์วิจัยเศรษฐกิจ 14 แห่งที่ว่ามาข้างต้น ให้ค่าเฉลี่ยการขยายตัวของอัตราเงินเฟ้อทั่วไปปีหน้าไว้ที่ 1.86% โดยอัตราเงินเฟ้อต่ำที่สุด และสูงที่สุดอยู่ระหว่าง 1.1-2.6%

ดังนั้น เราไม่จำเป็นต้องห่วง “เงินเฟ้อ” จะเป็นตัวเร่งให้อัตราดอกเบี้ยของไทยเพิ่มขึ้น แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงและน่าจับตาน่าจะเป็น “ภาวะเงินฝืด” ที่อาจจะมาเยี่ยมเยือนเศรษฐกิจไทยได้ หากเราใส่ยากระตุ้นได้ไม่แรงพอ

อย่างไรก็ตาม ประมาณการเศรษฐกิจครั้งนี้ยังเป็นครั้งแรกของปี 2558 ซึ่งในโลกไร้พรมแดนที่การเชื่อมโยงเศรษฐกิจโลกและเราแทบไม่มีเส้นบางๆขวางกั้น พัฒนาการของเศรษฐกิจไทยยังเปลี่ยนแปลงได้ตลอด ยกตัวอย่างมรสุมเศรษฐกิจในปีที่ผ่านมา ซึ่งทำให้ตัวเลขเศรษฐกิจไทยที่ประมาณการไว้ครั้งแรกในช่วงต้นปีม้าว่าจะขยายตัว 3-4% ดิ่งลงเหลือเพียง 1% บวกลบเท่านั้น

ทางที่ดีติดข่าวตามสาร “หน้าเศรษฐกิจ” ไว้เชื่อว่าคุณผู้อ่านจะไม่มีวัน “ตกกระแส” อย่างแน่นอน.

มิสไฟน์
“จีดีพี สำคัญไฉน”

ก่อนจะพูดถึงความสำคัญของจีดีพี (มูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ) หรือ Gross Domes tic Product เราน่าจะทำความรู้จักกับจีดีพีก่อนว่าคืออะไร

จีดีพี คือ อัตราการเติบโต (หรือหดตัว) ของรายได้หรือผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ เช่น ประชากรในประเทศมีรายได้เพิ่มขึ้นหรือลดลง การจ้างงานขยายตัวหรือหดตัว มีผลให้ความเป็นอยู่ของคนในชาติดีขึ้นหรือเลวลง ความมั่ง- คั่งเพิ่มขึ้นหรือไม่ ที่สำคัญผลผลิตที่เกิดขึ้นในประเทศขายได้มากน้อยเพียงใด

ถ้าเศรษฐกิจเติบโตในระดับ 5% ของจีดีพี ซึ่งเป็นระดับมาตรฐานสากลด้วยเครื่องยนต์เศรษฐกิจ 4 ตัวอันได้แก่ การลงทุนภาคเอกชน การใช้จ่ายภาครัฐ การบริโภคภาคประชาชน และการส่งออก ยังคงดำเนินไปด้วยดี ขณะที่เงินเฟ้ออยู่ในอัตราที่ควบคุมได้คือ 1.5-4.5% สภาพคล่องทางการเงินอยู่ในเกณฑ์ปกติท่านให้ถือว่า เป็นการเติบโตที่มีเสถียรภาพ

แต่ถ้าเศรษฐกิจขยายตัวเกินไปถึง 7-8% นักเศรษฐศาสตร์อาจจะเห็นว่าเศรษฐกิจประเทศนั้นๆกำลังเดินเข้าสู่สภาวะที่เรียกว่า Over
Heat หรือเริ่มร้อนแรงไปแล้ว และอาจต้องหามาตรการออกมาฉุดรั้งเศรษฐกิจไม่ให้เติบโตเร็วเกินไป

สำหรับตัวเลขเศรษฐกิจที่เติบโตไม่ถึง 5% หรืออาจจะลดต่ำเหลือแค่ 1% เผลอๆอาจติดลบเช่นที่ประเทศไทยกำลังประสบอยู่ในเวลานี้
จะเห็นได้ชัดว่าเครื่องยนต์ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปข้างหน้าซึ่งได้แก่ การส่งออก การลงทุน การใช้จ่ายภาครัฐ และการบริโภคภาคประชาชนหยุดนิ่งจากหลายปัจจัย

ทั้งที่ควบคุมได้ และที่อยู่เหนือการควบคุม เช่น การส่งออกที่ลดลง การที่ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวต่ำลงอย่างรวดเร็วทำให้สินค้าเกษตร และสินค้าโภคภัณฑ์ทุกรายการราคาร่วงกราวรูด ส่งผลให้กำลังซื้อของผู้บริโภคโดยเฉพาะในภาคเกษตรกรรมซึ่งเป็นคนกลุ่มใหญ่หดหายไป ในขณะที่การลงทุนเพื่อการสร้างงานสร้างรายได้จากรัฐ และเอกชนยังไม่เกิดขึ้นอย่างจริงจัง

เครื่องยนต์เศรษฐกิจที่ดับไปเกือบ 1 ปี จึงดูจะจุดติดได้ยาก ตราบเท่าที่รัฐบาลยังไม่รับรู้ว่ากำลังเกิดสภาวการณ์ใดในระบบเศรษฐกิจประเทศอยู่

จริงๆสภาพคล่องในระบบธนาคารอาจจะยังมีอยู่มากพอสมควรที่จะช่วยเหลือผู้ที่ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ แต่สภาพคล่องในตลาดกลับเหือดหายไป ไม่มีเงินเพื่อการจับจ่ายใช้สอย ขณะที่คำสั่งซื้อสินค้า และการผลิตจากโรงงานอุตสาหกรรมในปีหน้ายังไม่มีเข้ามา
ซ้ำร้ายการค้าขายชายแดนที่เคยทำรายได้ให้คนไทยจำนวนมาก ยังมีอันต้องยุติลงจากคำสั่งกวาดล้างการค้าขายชายแดนไปด้วย

ภายใต้สภาพการณ์เช่นว่านี้ นักการเงินเรียกขานกันว่า “เงินฝืด”

ที่สำคัญ อีกไม่นานผู้คนจำนวนไม่น้อยโดยเฉพาะผู้ใช้แรงงาน และบรรดาผู้จบการศึกษาใหม่ปีละกว่า 400,000 คน อาจจะต้องถูกปลดออกจากงาน และไม่มีงานทำ

แม้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก และราคาขายปลีกในประเทศจะปรับตัวลดลงมาก แต่อานิสงส์ที่เกิดขึ้นกับการปรับตัวของราคาน้ำมันไม่ได้ส่งผลต่อราคาสินค้าต่างๆที่มีต้นทุนสูงอยู่ก่อนหน้านี้นัก สินค้าหลายประเภทจึงไม่สามารถปรับราคาลงได้

จะมีก็แต่ค่าไฟฟ้า ค่ารถเมล์ที่รัฐบาลสั่งการไป แต่ค่าแท็กซี่ หรือทางด่วนยกระดับ ก็ยังคงปรับขึ้นไปอยู่ดี

โดยสรุป แม้ตัวเลขจีดีพีจะเป็นมาตรวัดผลิตภาพทางเศรษฐกิจที่บ่งชี้ความก้าวหน้าของเศรษฐกิจ หรือทำให้ต่างประเทศนำไปจัดเครดิตเรตติ้งประเทศได้

กระนั้นก็ตาม จีดีพีก็ยังไม่สามารถสะท้อนภาพความจริงให้ปรากฏได้ โดยเฉพาะในการกระจายรายได้

ถ้าตัวเลขจีดีพีดี คนที่ได้อานิสงส์ไปก็คือคนร่ำรวย ขณะที่คนจนยังคงไม่ได้รับผลจากการกระจายรายได้ที่เป็นธรรมอยู่ดี.

ฟันนี่เอส
“งัดสารพัดมาตรการลดค่าครองชีพ”

“สวัสดีปีใหม่ 2558” แฟนๆ “กระจก 8 หน้า” และขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัย พระสยามเทวาธิราช สิ่งศักดิ์สิทธิ์ และคุณพ่อแม่ ครูบาอาจารย์ ดลบันดาลให้ทุกท่านมีสุขภาพแข็งแรง มีความสุข และสมประสงค์ในทุกสิ่ง

ปี 58 นี้ คนไทยทุกคนหวังว่าประเทศไทยน่าจะดีขึ้นในทุกด้าน ทั้งเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม รวมถึงความรักใคร่กลมเกลียว และความสามัคคีจะบังเกิดขึ้นในหมู่คนไทยทุกคน เพราะการบริหารงานของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี น่าจะเริ่มเห็นผลสัมฤทธิ์ได้บ้าง โดยเฉพาะในการกระตุ้นเศรษฐกิจ

หากเป็นจริง เศรษฐกิจไทยน่าจะกระเตื้องขึ้นตั้งแต่ปลายไตรมาส 1 ต่อเนื่องไตรมาส 2 และทั้งปี 58 น่าจะขยายตัวได้ตามเป้าหมาย 4% ใกล้เคียงศักยภาพการขยายตัวเศรษฐกิจไทยในภาวะปกติ

แต่สิ่งหนึ่งที่น่าจะดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดคือ ค่าครองชีพ ที่กระทรวงพาณิชย์คาดว่า ราคาสินค้าจะทรงตัวในระดับเดียวกับช่วงกลางปี 57 เป็นต้นมา เพราะได้ขอความร่วมมือผู้ผลิตตรึงราคาสินค้าไปจนถึงสิ้นเดือน ก.พ.58

ที่สำคัญ จนถึงขณะนี้ยังไม่มีปัจจัย ใดที่กดดันให้ต้นทุนการผลิต และการขนส่งสินค้าสูงขึ้น!!

โดยเฉพาะราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ลดลงเหลือเพียง 50-60 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล ทำให้สินค้าอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่อง และสินค้าสำเร็จรูปนำเข้าลดราคาลงตาม ทั้งสารเคมี ปุ๋ยเคมี เม็ดพลาสติก เหล็ก ดีบุก ตะกั่ว ทองแดง ฯลฯ

ขณะเดียวกัน ราคาน้ำมันดีเซลในประเทศก็ลดลงมากถึงลิตรละ 3-4 บาท จากราคาที่รัฐบาลก่อนๆ คุมไว้ที่ไม่เกินลิตรละ 29.99 บาท ทำให้ต้นทุนการขนส่งลดลง และน่าจะมีผลให้ราคาสินค้า โดยเฉพาะสินค้าที่มีน้ำหนักในการบรรทุกมาก และเสียค่าขนส่งมากต้องปรับลดลงด้วย

จากการวิเคราะห์ต้นทุนสินค้ากรณีราคาน้ำมันดีเซลลดลงจากลิตรละ 29.99 บาท เหลือลิตรละ 26.89 บาท โดยกรมการค้าภายใน พบว่ามีผลให้ต้นทุนลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับราคาขายปลีก เพราะน้ำมันดีเซลมีสัดส่วนเพียง 40% ของต้นทุนค่าขนส่งสินค้า

โดยปูนซีเมนต์ต้นทุนลดลงมากที่สุด 0.713% และถุงพลาสติกลดลงน้อยที่สุดที่ 0.0114% ส่วนสินค้าอื่นๆ เช่น ปลากระป๋องลดลง 0.08% น้ำมันปาล์มลดลง 0.16% ยาสีฟันลดลง 0.06% น้ำปลาลดลง 0.12% เป็นต้น

แต่ราคาสินค้าจะลดลงหรือไม่ และลดลงเมื่อไร ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของกรมการค้าภายใน ซึ่งจากการพูดคุยกับ “นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร” อธิบดีกรมการค้าภายใน

ทำให้ทราบว่าคงอีกสักพักที่ราคาจะลดลง หรือต้องให้ราคาน้ำมันดีเซลลดลงมากกว่านี้ก่อน อีกทั้งต้นทุนการผลิตสินค้าไม่ได้มีเพียงน้ำมันดีเซลเท่านั้น แต่ยังมีต้นทุนอื่นๆอีก

“การดูแลราคาสินค้าคงไม่ได้ดูแค่ปัจจัยใดปัจจัยเดียว เพราะการผลิตสินค้ามีต้นทุนหลายอย่าง ทั้งต้นทุนวัตถุดิบ ซึ่งมีสัดส่วนต่อต้นทุนการผลิตถึง 80% อีก 20% เป็นค่าแรง ค่าบริการจัดการ และค่าขนส่ง ซึ่งน้ำมันดีเซลเป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนค่าขนส่งเท่านั้น แต่ต้องมองภาพรวม ทั้งต้นทางคือผู้ผลิต กลางทางคือขายส่ง และปลายทางคือขายปลีก นำมาประเมินร่วมกัน จึงกำหนดมาตรการดูแลให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย”

อย่างไรก็ตาม ในปี 58 ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามคือ ค่าเงินบาท ซึ่งหากอ่อนค่าลงมากก็อาจทำให้วัตถุดิบนำเข้ามีราคาแพงขึ้น และอาจไม่ได้รับอานิสงส์จากราคาน้ำมันที่ลดลงก็เป็นได้!!

สำหรับมาตรการดูแลราคาสินค้าปี 58 กรมการค้าภายในดูแลราคาตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง โดยต้นทาง หรือหน้าโรงงาน แบ่งการดูแลเป็น 4 กลุ่มคือ สินค้าที่ใช้วัตถุดิบนำเข้า สินค้าที่ใช้วัตถุดิบในประเทศ สินค้าที่ใช้วัตถุดิบทั้งในประเทศและนำเข้า และอาหารสด หากจำเป็นต้องขึ้นราคาจะพิจารณาให้ตามต้นทุนที่เพิ่มขึ้น สำหรับอาหารสดที่ราคาสูงขึ้นตามฤดูกาล อาจประกาศราคาแนะนำ

ส่วนราคากลางทาง หรือจากตัวแทน จำหน่ายและผู้ค้าส่ง จะดูแลให้สอดคล้องกับราคาหน้าโรงงาน ขณะที่ราคาขายปลีกต้องสอดคล้องกับต้นทุนการผลิต โดยกำหนดสินค้าที่ดูแลใกล้ชิด 205 รายการ และบริการ 20 รายการ รวมถึงสินค้าและบริการควบคุมอีก 43 รายการ ทั้งหมดนี้จะดูแลให้เพียงพอและไม่มีการกักตุนด้วย โดยจัดโครงการธงฟ้าร่วมกับกระทรวงมหาดไทย จัดตลาดนัดชุมชน และตลาดนัดตามเขตต่างๆใน กทม.

คนเดินดินกินข้าวแกงอย่างเราได้แต่ หวังว่าทั้งหมดนี้จะลดค่าครองชีพได้ และทำให้คนไทยมีเงินเหลือในกระเป๋ามากขึ้นอีก!!

คนชายขอบ
“ฝ่าวิกฤติสินค้าเกษตรปีแพะ”

“สวัสดีปีใหม่” ขอให้ทุกท่านสุขสดใสรับปีแพะ...ก่อนอื่นต้องขอกราบขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ได้ติดตามเป็นแฟนประจำกัน บางท่านก็ส่งความคิดเห็น และข้อมูลที่เป็นประโยชน์มาแลกเปลี่ยน ช่วยเติมเต็มความรู้ เสริมความคิดทำให้ “คนชายขอบ” ทำหน้าที่ได้สมบูรณ์ครบถ้วนมากยิ่งขึ้น

สถานการณ์เศรษฐกิจปี 2557 ที่ผ่านมา ประเมินภาพรวมในมุมมองของผมขอให้นิยามสั้นๆว่าเป็นปี “ม้าหงอย” เศรษฐกิจหงอยซึมกันไปถ้วนทั่วทั้งการส่งออก การบริโภค การลงทุน สวนทางกับสถานการณ์ทางการเมืองที่คึกเป็น “ม้าพยศ” มาตั้งแต่ต้นปี ต่อเนื่องมาจากปลายปี 2556

ขณะที่จุดเปลี่ยนด้านนโยบายเกษตรที่ส่งผลกระทบสั่นไหวมากที่สุดในรอบปีที่ผ่านมา ผมขอยกให้การประกาศยกเลิกนโยบายการรับจำนำสินค้าเกษตรของ “รัฐบาลประยุทธ์” และหันมาใช้วิธีการบรรเทาผลกระทบระยะสั้นด้วยการแจกเงินช่วยเหลือชาวนาไร่ละ 1,000 บาท ไม่เกินครัวเรือนละ 15 ไร่ หรือคิดเป็นเงินไม่เกินครัวเรือนละ 15,000 บาท และใช้อัตราเดียวกันนี้ในการจ่ายเงินช่วยเหลือชาวสวนยางด้วย

นอกจากนี้ ยังมีมาตรการในการผลักดันราคาทั้งข้าว ยางพารา และมันสำปะหลัง ส่วนใหญ่ใช้วิธีปล่อยเงินกู้เพื่อไปรับซื้อผลผลิต โดยมีรัฐบาลสนับสนุนชดเชยดอกเบี้ยให้ 3%

นับจากวันที่ 12 ก.ย.2557 ที่รัฐบาลประยุทธ์แถลงนโยบายต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นการบริหารงานพบว่า นโยบายด้านข้าวได้จัดทำโครงการปล่อยสินเชื่อให้ผู้ประกอบการซื้อข้าวเก็บในสต๊อกเป้าหมาย 6 ล้านตัน วงเงินประมาณ 60,000 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่ พ.ย.2557-ก.ย.2558 นอกจากนี้ ยังมีโครงการรับจำนำยุ้งฉางหรือที่รัฐบาลใช้คำเรียกว่าสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี 2557/2558 วงเงิน 34,788 ล้านบาท

ส่วนยางพารา มีโครงการสนับสนุนสินเชื่อเป็นทุนหมุนเวียนแก่สถาบันเกษตรกรเพื่อรวบรวมยาง วงเงิน 10,000 ล้านบาท ตามมาด้วยโครงการสร้างมูลภัณฑ์กันชนเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายางวงเงิน 6,000 ล้านบาท และโครงการสนับสนุนสินเชื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนแก่ผู้ประกอบการยาง วงเงิน 10,000 ล้านบาท รวมทั้งมาตรการในระยะยาว โดยการสนับสนุนสินเชื่อเกษตรกรชาวสวนยางรายย่อยเพื่อประกอบอาชีพเสริม วงเงิน 10,000 ล้านบาท

ขณะที่มันสำปะหลัง ไม่มีการจ่ายเงินช่วยเหลือไร่ละ 1,000 บาท แต่มีโครงการปล่อยสินเชื่อโดยรัฐบาลชดเชยดอกเบี้ยให้ 3% เหมือนข้าวและยางพารา โดยให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ปล่อยสินเชื่อให้เกษตรกรชะลอการเก็บเกี่ยว วงเงินกู้รายละไม่เกิน 50,000 บาท วงเงินกู้ 25,000 ล้านบาท และสินเชื่อสำหรับผู้ประกอบการซื้อมันสำปะหลังวงเงิน 10,000 ล้านบาท

ครับ...มาตรการปล่อยสินเชื่อเพื่อแก้ไขปัญหาสินค้าเกษตรทั้ง 3 ชนิด แม้จะมีข้อดีที่รัฐใช้งบประมาณจ่ายขาดไม่มากเพื่อชดเชยดอกเบี้ย 3% แต่ประสิทธิภาพในการดึงราคาให้ขยับสูงขึ้นก็ยังต่ำ เพราะไม่ได้ดำเนินการแบบพร้อมเพรียง มีน้ำหนักมากพอที่จะเกิดผลในระยะสั้นๆได้ สะท้อนจากราคายางและข้าวไม่ได้ขยับสูงขึ้นอย่างที่ตั้งใจ

สำหรับทิศทางสินค้าเกษตรปีแพะ “คนชายขอบ” มองว่าเป็น “ปีแพะอดทน” ราคายางคาดว่าจะยังไม่รุ่งตามทิศทางราคาน้ำมันที่ร่วงต่ำลง ส่วนราคาข้าว ผลจากสต๊อกรับจำนำข้าวที่รัฐบาลยังแบกข้าวสารไว้ 17 ล้านตัน ก็ยังจะเป็นตัวกดดันราคาข้าวในตลาดอยู่

หนทางที่เกษตรกรจะฝ่าวิกฤติปีแพะไปได้ จึงต้องอาศัยความอดทนและปรับตัว ปรับวิถีชีวิตเสียใหม่เพื่อให้อยู่รอดด้วยตัวเองแบบยั่งยืนในอนาคต ไม่ต้องแบมือรอความช่วยเหลือจากนโยบายขายฝันของนักการเมืองอีกต่อไป

เกษตรกรสมัยใหม่ที่รู้จักปรับตัว เช่น ขายข้าวผ่านเว็บไซต์ เลือกปลูกข้าวพันธุ์ที่มีคุณภาพทางโภชนาการสูง ปลูกแบบปลอดภัยจากสารเคมี แพ็กส่งขายทางไปรษณีย์หรือขับรถบรรทุกข้าวเข้ามาส่งขายตามออเดอร์เป็นรายเดือนให้ผู้บริโภคในเมือง ขายข้าว กก.ละเป็น 100 บาท หรือตันละ 100,000 บาท สามารถสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ ปลดหนี้สินได้

ส่วนภาครัฐเองถ้าจะสนับสนุนเกษตรกรปรับเปลี่ยนการผลิต ก็ควรเข้าไปช่วยเหลือด้านเทคโนโลยีการผลิต พันธุ์พืชที่เหมาะสมและตลาดมีความต้องการ พร้อมทั้งหาตลาดรองรับ เอาแบบเห็นผล ปฏิบัติได้ทันทีเป็นรูปธรรม

สรุป...ปีแพะนี้เกษตรกรไทยคงจะต้องอดทนรอการปรับเปลี่ยน สร้างฐานให้มั่นคง เพื่อโจนทะยานในปีหน้า ซึ่งคาดว่าจะเป็น “ปีลิงโลด” ได้สมใจ.

ทีมเศรษฐกิจ

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้