วันอาทิตย์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
โฟกัสสีกากีใต้ปีก คสช. "สมยศ พุ่มพันธ์ุม่วง" ปีแห่งการปฏิรูปตำรวจ

โฟกัสสีกากีใต้ปีก คสช. "สมยศ พุ่มพันธ์ุม่วง" ปีแห่งการปฏิรูปตำรวจ

  • Share:

เป็นอีกครั้งของการเปลี่ยนแปลงในวงการตำรวจ....

ภายใต้การบริหารสถานการณ์พิเศษของ คสช. ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

สำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นอีกหน่วยงานที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการปฏิวัติรัฐประหารของ คสช. พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร. โยกไปนั่งประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ขยับ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง รอง ผบ.ตร. ที่รับผิดชอบงานด้านความมั่นคงขึ้นเป็น ผบ.ตร.

เป็นการเปิดตัวผู้นำตำรวจคนใหม่เข้ามาสะสางปัญหาคลี่คลายสถานการณ์ทุกเรื่อง.....

สายสัมพันธ์ในอดีตที่แนบแน่น พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร. และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล เป็นแรงสนับสนุนการก้าวเข้ามาคุมหน่วยงานตำรวจกว่า 2.3 นายทั่วประเทศ

ชีวิตรับราชการของ พล.ต.อ.สมยศ ที่อยู่ท่ามกลางพี่ๆน้องๆในทุกวงการ ทั้งทหาร ตำรวจ นักธุรกิจ และนักการเมือง ทำให้มีความโดดเด่นในการประสานงาน

บุคลิกที่แตกต่างนายตำรวจคนอื่นที่มีความ เด็ดเดี่ยว จริงจัง ตรงไปตรงมา คำไหนคำนั้น

การทำงานภายใต้ความกดดันอย่างที่สุด สมัยเป็นผู้ช่วย ผบ.ตร.ที่ได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบการสอบสวนคดีพันธมิตรฯปิดล้อมสนามบินสุวรรณภูมิและสนามบินดอนเมือง พล.ต.อ.สมยศ แสดงความเป็นผู้นำ เป็นเสาหลักให้ทีมพนักงานสอบสวน มีความเห็นสั่งฟ้องคดี
มีบทบาทสำคัญในการผลักดันนโยบายปราบปรามยาเสพติดได้ผลสมัยที่เป็น รอง ผบ.ตร.

ผลงานจับกุมเครือข่ายก่อความไม่สงบในช่วงการชุมนุมของกลุ่ม กปปส.ทั้งที่ใช้อาวุธสงครามก่อเหตุรุนแรงและแกนนำที่เคลื่อนไหวสร้างเหตุวุ่นวาย ทำให้บ้านเมืองกลับสู่ภาวะปกติเช่นเดิม

เป็นความเหมาะสมเข้ามารองรับสถานการณ์ ความไม่นิ่งทางการเมือง....

ช่วงที่รับตำแหน่งไม่กี่เดือน พล.ต.อ.สมยศ มุ่งมั่นชูนโยบายทำให้ตำรวจเป็นที่รักของพี่น้องประ-ชาชนให้ได้มากที่สุด ฝ่าฟันอุปสรรคใหญ่ “ขวัญและกำลังใจ” ในคำสั่งโยกย้ายที่บั่นทอนตำรวจ

แสดงความเป็นผู้นำประคับประคองหน่วยงาน บช.ก. ในคดีที่ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ ผบช.ก. โดนคำสั่งย้ายฟ้าผ่าพัวพันผลประโยชน์ซื้อขายตำแหน่งและเรียกรับผลประโยชน์

เป็นเสมือน “มะเร็งร้าย” ที่ทำลายความเชื่อมั่นและศรัทธาของตำรวจ

เป็นสิ่งที่ยากลำบากของคนที่เป็นผู้นำตำรวจต้องหาทางบรรเทาความรุนแรงเพื่อเดินหน้าขับเคลื่อน นโยบายตำรวจในอีก 1 ปีที่เหลือท่ามกลางความคาดหวังของพี่น้องประชาชน

โดยเฉพาะการปฏิรูปตำรวจที่กำลังดำเนินการกันอย่างเข้มข้นในสภาปฏิรูปแห่งชาติหรือ สปช.ตามนโยบายของ คสช.ตั้งแต่เริ่มแรก อยู่ ขณะนี้

แต่สิ่งที่ พล.ต.อ.สมยศ หลีกเลี่ยงไม่ได้ก็คือแรงกดดันของผู้มีอำนาจเข้ามาแทรกแซงกิจการตำรวจ

ต้องอาศัยการเจรจาต่อรองเพื่อนำพานาวาตำรวจที่นับวันยิ่งผุพังฝ่าคลื่นลมมรสุมที่ถาโถมเข้ามา

เป็นอีก 1 ปี ที่ต้องเหน็ดเหนื่อย ตรากตรำและกดดันอย่างหนักของ พล.ต.อ.สมยศ

“สิ่งที่ต้องเพิ่มพูนแก้ไขอย่างเร่งด่วนคือขวัญกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจ เนื่องจากมีผลกระทบในหลายด้านที่เกี่ยวข้อง ได้มีนโยบายชัดเจนโดยตลอดว่า การกระทำใดๆ ยึดถือหรือตั้งอยู่ในกรอบของกฎหมาย ข้อบังคับและพยานหลักฐาน โดยให้ความยุติธรรมกับข้าราชการตำรวจอย่างเท่าเทียมกัน ไม่มีการแบ่ง ฝักฝ่าย ให้ร้ายป้ายสีอย่างเด็ดขาด ในส่วนของความศรัทธาและความเชื่อมั่นของประชาชน จะต้องทำให้ประชาชนเห็นว่าการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจในปัจจุบัน จะต้องยึดหลักการและความถูกต้องและเป็นธรรมาภิบาลอย่างแท้จริง จะเห็นได้จากคดีหรือการดำเนินการใดๆจะเป็นแนวทางหรือวิธีการที่ถูกต้องบนหลักของความชอบธรรมและตามกฎหมาย”

เป็นสิ่งแรกในความรู้สึกของผู้นำตำรวจที่ยึดในเรื่องขวัญและกำลังใจระดับผู้ปฏิบัติ

“สิ่งที่ตั้งใจหรือคิดว่าจะทำให้พี่น้องประชาชนได้รับความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน และได้รับความสะดวกสบายในงานบริการ สิ่งที่คิดทำมานานและจะต้องเดินหน้าให้ได้ผลมากที่สุดคือ การแก้ไขปัญหาจราจร จะวางมาตรการหาเครื่องไม้ เครื่องมือที่ทันสมัยมาแก้ไขปัญหาจราจรติดขัดที่ บก.02 โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพมหานครและพื้นที่ปริมณฑลต่อเนื่อง จะนำเทคโนโลยีในการควบคุมสัญญาณไฟจราจรตามแยกต่างๆ 240 จุด เพื่อแก้ไขปัญหาโดยเร่งด่วน เชื่อว่าจะแก้ปัญหาจราจรติดขัดในระดับหนึ่ง จะนำกำลังตำรวจจราจรที่ไปช่วยงานควบคุมฝูงชนกลับมาอยู่ประจำแยกต่างๆ และการแก้ไขปัญหาสายด่วน 191 ทั่วประเทศ โดยจะนำเครื่องมือที่ทันสมัย และจัดหาพนักงานเพื่อให้บริการประชาชนเต็มรูปแบบ ไม่มีคนรับสายหรือสายติดไม่มีคนรับ และร่วมกับ สสส.ร่วมกันแก้ไขอุบัติเหตุบนท้องถนนอย่างยั่งยืนเป็นระบบ แก้ไขป้อมยามตำรวจให้เป็นรูปแบบเดียวกันเพื่อรองรับประชาคมอาเซียน”

พล.ต.อ.สมยศ ยังมองปัญหาจราจรเป็นเรื่องใหญ่จำเป็นเร่งด่วนที่ต้องทำ ตั้งแต่สมัยที่เป็นผู้ช่วย ผบ.ตร.รับผิดชอบงานจราจร ได้ปรับระบบ งานจราจรและแก้ไขปัญหา “ส่วยจราจร” ที่ทำลายองค์กรตำรวจ

“เชื่อว่าการให้บริการประชาชน ซึ่งในอดีต เป็นจุดด้อยจุดอ่อนทำให้ประชาชนไม่พึงพอใจ ไม่เชื่อมั่นศรัทธา จะทำทุกอย่างเพื่อประชาชน ทุกมิติ การจราจร ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ลดอุบัติเหตุจราจร แต่ไม่ลืมหรือทอดทิ้งเพื่อนข้าราชการตำรวจ ได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความทุ่มเท เสียสละ ทั้งสติปัญญา แรงกาย แรงใจ และมีบางส่วนต้องเสียสละเลือดและเนื้อ รักษาความสงบเรียบร้อย รักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินให้กับพี่น้องประชาชน มีความห่วงใย ความเป็นอยู่ ทุกข์สุข มีคำสั่งให้ผู้บังคับบัญชาแต่ละระดับชั้นดูแลเอาใจใส่ตำรวจ ทำให้จำนวนตำรวจเครียดฆ่าตัวตายลดน้อยที่สุด โดยเฉพาะข้าราชการตำรวจที่เสียสละปฏิบัติ หน้าที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยภยันตราย ได้จัดหาทุน จากผู้ที่มีจิตศรัทธาและเพื่อนตำรวจจัดสร้างโรงพยาบาลสนามที่มีเครื่องมือทางการแพทย์ที่ทันสมัยเท่าโรงพยาบาลทันสมัยในพื้นที่ จ.ยะลา เพื่อรักษาชีวิตตำรวจ ทหาร พลเรือน และประชาชน จากเหตุรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้”

เป็นความตั้งใจที่แน่วแน่ของผู้นำตำรวจในการขับเคลื่อนนโยบายเพื่อนำไปสู่เป้าหมาย

ยังเชื่อมั่นระบบงานตำรวจที่ทุกคนพร้อมใจกันปฏิบัติหน้าที่ทุกสถานการณ์

ขวัญกำลังใจ เป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนงานตำรวจ

นำไปสู่เป้าหมายที่คาดหวังคือ การทำให้ตำรวจเป็นที่รักของประชาชนให้ได้มากที่สุด

“นโยบาย 8 ข้อ ภายใต้วิสัยทัศน์ “พิทักษ์ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เป็นที่รักของประชาชน” ขอให้ปฏิบัติอย่างจริงจัง เพื่อให้ได้ผลอย่างเป็นรูปธรรม ขอย้ำเรื่องการปฏิบัติภารกิจ “ผู้พิทักษ์ สันติราษฎร์” ขอให้ท่านปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต เป็นไปตามระเบียบและกฎหมาย ยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาล ตั้งอยู่บนพื้นฐานความยุติธรรม ความเสมอภาค เปิดโอกาสให้ประชาชนและองค์กรส่วนท้องถิ่น เข้ามามีส่วนร่วมในการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการตำรวจด้วยความโปร่งใสและยุติธรรม เราจะพร้อมกันมอบความรัก สร้างความศรัทธา และความผาสุกแก่พี่น้องประชาชน เพื่อนำพาองค์กรบรรลุถึงเป้าหมาย”

“การปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม การเมืองและ เทคโนโลยีที่รวดเร็วและสลับซับซ้อนในโลกยุคดิจิตอล ทำให้ประ-ชาชนเข้าถึงข้อมูลต่างๆได้ง่ายดาย และมีการติดตาม ตรวจสอบ การทำงานของตำรวจอย่างเข้มข้นเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งประเทศไทยกำลังเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน AEC ในปลายปี พ.ศ.2558 สิ่งที่ตามมาคือ ภาระหน้าที่และความรับผิดชอบของตำรวจ จะเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ข้าราชการตำรวจต้องปรับปรุงและพัฒนาตนเองให้เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ต้องทุ่มเทเสียสละความสุขส่วนตัวเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม เพื่อสนองตอบความคาดหวังของประชาชนในสังคม อันจะนำไปสู่ความยอมรับและเป็นที่รักของประชาชน รวมถึงความเชื่อถือ ศรัทธาในองค์กรตำรวจ ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุด”

“ในช่วงเวลาที่เหลือไม่ถึงปี ผมจะขอทำแต่สิ่งดีๆ ถ้าผมทำอะไรไม่ดี ผมพร้อมจะรับฟังคำติชม และพร้อมจะปรับปรุงแก้ไข โอกาสอย่างเดียวไม่เพียงพอที่ผมจะทำงานให้สำเร็จได้ ความร่วมมือของพี่น้องตำรวจทั้งประเทศเท่านั้นที่จะทำให้ผมทำงานไปสู่ความผาสุกของพี่น้องประชาชน เมื่อนั้นความศรัทธาที่มีต่อตำรวจจะคืนกลับมา”

ขวบปีต่อจากนี้ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ อาจกล่าวได้ว่าเป็นปีที่ข้าราชการตำรวจต้องปรับตัวปรับพฤติกรรมรองรับการปฏิรูปตำรวจที่จะเกิดขึ้นในไม่ช้า เป็นการเกิดขึ้นตามนโยบายของรัฐบาลที่อยากเห็นองค์กรสีกากีเป็นหน่วยงานของประชาชนอย่างแท้จริง

ไม่ใช่รับใช้นักการเมืองหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเหมือนอดีตที่ผ่านมา

พล.ต.อ.สมยศก็เห็นชัดเจนจึงได้มีมาตรการสำคัญๆออกมาเป็นระยะๆ เป้าหมายเดียวก็คือให้ตำรวจทั้งหลายสามารถยืดอกอยู่ในสังคมได้อย่างสง่างามสมเกียรติ.

ทีมข่าวอาชญากรรม

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้