วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
คาดการณ์ ราคาน้ำมัน เงินบาท หุ้น ทองคำ ผ่าน 4 กูรู

คาดการณ์ ราคาน้ำมัน เงินบาท หุ้น ทองคำ ผ่าน 4 กูรู

  • Share:

มนูญ,ธิติ,ไพบูลย์,จิตติ

โลกที่เต็มไปด้วยนวัตกรรมใหม่ๆ และเทคโนโลยีที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ขณะเดียวกันก็มีคนฉลาดๆเกิดขึ้นทุกวันนั้น

เอาเข้าจริง กลับไม่สามารถควบคุมความผันผวนของราคาน้ำมัน อัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา ดัชนีหุ้น และทองคำ จากสิ่งที่มนุษย์เป็นผู้ออกแบบกฎ คิดค้น และสร้างมาตรการเพื่อควบคุมมันได้

การหยั่งรู้ และคาดการณ์ในเรื่องของแนวโน้ม “ราคา” จึงเป็นเรื่องยาก–ยากมากขึ้นทุกวัน แม้จะพยายามสดับรับฟังแนวคิด พร้อมเหตุและผลจากบรรดาผู้รู้ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาอย่างโชกโชนในวัฏจักรเหล่านี้แล้วก็ตาม

กระนั้น ทีมเศรษฐกิจก็ยังไม่ละความพยายามที่จะหา “กูรู” มาให้ข้อมูลเพื่อการตัดสินใจที่ดีกว่ามาเป็นของขวัญในวันขึ้นปีใหม่ 2558 นี้แก่ท่านผู้อ่าน

มนูญ ศิริวรรณ

นายมนูญ ศิริวรรณ
นักวิชาการอิสระด้านพลังงาน
อดีตรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.บางจาก ปิโตรเลียม

กลุ่มโอเปกซึ่งนำโดย ซาอุดีอาระเบีย และพันธมิตรในอ่าว (GULF CORPORATION COUNCIL-GCC) กำลังเล่นเกม “จ้องตากันว่าใครจะกะพริบก่อนกัน” ระหว่างประเทศนอกกลุ่มโอเปก ซึ่งนำโดยสหรัฐฯ กับรัสเซีย จนเป็นที่มาของการลดราคาน้ำมันชนิดถล่มทลายจากระดับสูงสุดที่ 100-115 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล เมื่อกลางเดือน มิ.ย.2557 ลงมาอยู่ที่ 53-61 เหรียญต่อบาร์เรลเมื่อช่วงเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา

“ซาอุดีอาระเบีย และพันธมิตร มีความมั่นใจว่า ต้นทุนการผลิตของพวกตน ต่ำกว่าผู้ผลิตนอกกลุ่มโอเปก โดยเฉพาะผู้ผลิตน้ำมันจากหินดินดานจากสหรัฐฯที่ส่งผลให้สหรัฐฯกลายเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ไปอีกประเทศหนึ่งของโลก ด้วยกำลังการผลิตวันละ 8-9 ล้านบาร์เรล และคิดว่าเป็นการไม่ยุติธรรมที่กลุ่มโอเปกต้องเป็นฝ่ายลดการผลิตเพื่อดึงราคาน้ำมันให้สูงขึ้น ขณะที่กลุ่มนอกโอเปก ก็ขยายการผลิตเพิ่มขึ้นตลอดเวลา และได้รับผลพวงจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นบนการเสียสละของกลุ่มโอเปก”

ดังนั้น ตราบใดที่กลุ่มนอกโอเปก โดยเฉพาะสหรัฐฯ และรัสเซีย ยังไม่ยอมลดการผลิตน้ำมันดิบลงก่อน กลุ่มโอเปกก็จะไม่ลดการผลิตลงเช่นกัน และจะปล่อยให้กลไกราคาในตลาดเป็นผู้บีบให้ผู้ผลิตที่มีต้นทุนสูงกว่า ต้องออกจากสนามแข่งขันไปในที่สุด

“ถ้าเราเข้าใจความจริงข้อนี้ ก็จะคาดเดาแนวโน้มราคาน้ำมันดิบปีนี้ได้ว่า คงอยู่ในระดับต่ำอย่างนี้ หรืออาจลดลงได้อีก อย่างน้อยๆก็ในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ หรืออาจยืดเยื้อจนถึงกลางปี ก่อนจะกระเตื้องขึ้นในช่วง 6 เดือนสุดท้าย โดยระยะสั้นๆนี้อาจได้เห็นตัวเลขลงไปทดสอบระดับต่ำสุดที่ 49 เหรียญทีเดียว”

เหตุผลที่ราคาน้ำมันตลาดโลกยังปรับตัวลดลงในช่วง 3 เดือนแรก ก็มาจากสถานการณ์ด้านการจัดหาน้ำมัน ซึ่งต้องใช้เวลาปรับตัว ไม่ใช่จะลดหรือเพิ่มได้ในเวลาสั้นๆ ดังนั้น การที่ประเทศนอกกลุ่มโอเปกจะลดการผลิตลง นอกจากราคาจะเป็นปัจจัยหนึ่งแล้ว การวางแผนลงทุนยังเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ต้องทำล่วงหน้า และไม่สามารถยกเลิกได้กะทันหัน ต้องอาศัยเวลาอย่างน้อย 2-3 เดือนจึงจะปรับแผนการลงทุนให้สอดคล้องกับสถาน การณ์ที่เปลี่ยนไปได้

นี่คือสาเหตุที่กลุ่มโอเปกระบุว่า จะขอเวลาอย่างน้อย 3 เดือนเพื่อประเมินสถานการณ์ก่อนจะพิจารณาว่า มีความจำเป็นต้องเรียกประชุมฉุกเฉินในไตรมาสแรกปีหน้าเพื่อทบทวนเรื่องโควตาการผลิตหรือไม่

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยอื่นๆที่อาจส่งผลต่อราคาน้ำมันอีก เช่น 1.การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของประเทศผู้ใช้น้ำมันรายใหญ่ อย่าง จีน ญี่ปุ่น และอียู จะทำให้ความต้องการน้ำมันสูงขึ้น จากเดิมที่ประเมินว่าจะอยู่ที่ 93.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน และปริมาณน้ำมันดิบที่คาดว่าจะล้นตลาดมากที่สุดในไตรมาส 2 ที่ระดับ 1.95 ล้านบาร์เรลต่อวันก็จะลดลง

2.ปัจจัยทางการเงิน เช่น การปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของเฟดซึ่งจะมีผลต่อค่าเงินดอลลาร์ และเศรษฐกิจโลก กระทบต่อการลงทุน และราคาสินค้า เช่น น้ำมัน ที่อาจปรับลดลงอีก แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้าเฟดเลื่อนการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายออกไป ก็จะทำให้เงินดอลลาร์อ่อนค่าลง และการเก็งกำไรราคาน้ำมันจะกลับมาสูงขึ้นได้อีก

ที่สำคัญ ถ้าราคาน้ำมันลดลงมากจนทำให้เศรษฐกิจรัสเซียกลับไปอยู่ในภาวะถดถอย และผิดนัดชำระหนี้อีก วิกฤติการเงินจะเกิดขึ้นอีกครั้ง และอาจลุกลามไปไกล ซึ่งจะมีผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นได้ ถ้าบริษัทน้ำมันในรัสเซียขาดสภาพคล่อง ไม่สามารถผลิตน้ำมันดิบออกสู่ตลาดโลกได้ เพราะรัสเซียเป็นผู้ผลิตน้ำมันดิบนอกกลุ่มโอเปกอันดับหนึ่งของโลกที่ปริมาณ 10.6 ล้านบาร์เรลต่อวัน ขณะที่ซาอุดีอาระเบียผลิตราว 10 ล้านบาร์เรลต่อวัน

“ผมฟันธงว่า แนวโน้มราคาน้ำมันดิบตลาดโลกจะยังทรงตัวในระดับต่ำ หรือเฉลี่ย 50–60 เหรียญ ในระยะ 3–6 เดือนข้างหน้านี้ และอาจปรับราคาสูงขึ้นได้ในช่วงครึ่งปีหลังสู่ระดับ 70–80 เหรียญ ถ้าโอเปกและกลุ่มนอกโอเปกทำความตกลงกันเกี่ยวกับตัวเลขการผลิตได้ในระดับหนึ่ง”

นายธิติ ตันติกุลนันท์
ผู้บริหารธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)

ค่าเงินบาทปีนี้ประเมินเบื้องต้นไว้ที่ 34.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ จากสิ้นปี 2557 ที่ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ แต่การเคลื่อนไหวค่าเงินบาทตลอดทั้งปีนี้จะมีความผันผวนมากกว่าปี 2557 ที่ผ่านมา โดยมีสาเหตุหลักๆจากราคาน้ำมันในตลาดโลก พร้อมเปลี่ยนฐานมาอยู่ที่ 50-60 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล

ธิติ ตันติกุลนันท์

ราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับลดลง มีผลให้หุ้นในกลุ่มของพลังงานของทุกตลาดทั่วโลกปรับลดลง ขณะที่หุ้นกลุ่มพลังงานมีสัดส่วนค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับมูลค่าตลาดรวมของทุกๆตลาดหลักทรัพย์ทั่วโลก ดังนั้น เมื่อราคาหุ้นพลังงานลด ย่อมกดให้ดัชนีของตลาดหลักทรัพย์ปรับลดลงด้วย

“สิ่งที่ต้องติดตามและจับตาดูอย่างใกล้ชิดเมื่อราคาน้ำมันลดลงก็คือ บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ข้ามชาติทั้งหลาย มีการระดมทุนด้วยการออกหุ้นกู้เป็นจำนวนมากในช่วงที่ราคาน้ำมันมีราคาสูง ผลประกอบการดี เนื่องจากมีต้นทุนต่ำกว่าการกู้เงินจากธนาคาร เมื่อราคาน้ำมันลดลง รายได้ของบริษัทเหล่านั้นก็ลดลงไปด้วย สิ่งที่ต้องติดตาม คือ การชำระหนี้เมื่อหุ้นกู้ครบกำหนดจะมีปัญหาหรือไม่”

ขณะเดียวกัน ราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับลดลงยังมีผลต่อประเทศที่เศรษฐกิจต้องพึ่งพารายได้จากการส่งออกน้ำมัน เช่น รัสเซีย ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำมันรุนแรง ค่าเงินรูเบิลร่วงอย่างหนักจนธนาคารกลางต้องเทขายเงินดอลลาร์สหรัฐฯออกมาเพื่อพยุงค่าเงินรูเบิลพร้อมขึ้นดอกเบี้ยทันที 6.50% หรือจาก 10.50% เป็น 17.00% หากรัสเซียกับประเทศที่พึ่งพารายได้จากน้ำมันเกิดปัญหาเศรษฐกิจ ก็ย่อมมีผลกระทบต่อตลาดเงิน และตลาดทุนทั่วโลกแน่ๆ

“เรื่องของบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ข้ามชาติ ที่ต้องติดตามว่าจะมีปัญหาชำระหนี้หุ้นกู้ได้หรือไม่ และเศรษฐกิจของประเทศที่พึ่งพารายได้จากน้ำมัน จะมีปัญหาเศรษฐกิจหรือไม่ ทั้ง 2 เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องที่อ่อนไหวมาก และมีผลทำให้การเคลื่อนไหวของค่าเงินตลอดทั้งปีมีความผันผวน”

ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาท คือ การที่ธนาคารกลางสหรัฐฯกำลังจะปรับขึ้นดอกเบี้ย เชื่อว่าเฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ยในช่วงไตรมาส 3 หรือไตรมาส 4 ปีนี้ ดังนั้น การที่เฟดปรับขึ้นดอกเบี้ย ทำให้เงินลงทุนไหลกลับไปยังสหรัฐฯ เพื่อรับผลตอบแทนที่สูงกว่า ส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯแข็งค่าขึ้น ส่วนประเทศอื่นๆ รวมทั้งเงินบาทจะอ่อนค่าลง ส่งผลให้ทิศทางค่าเงินบาทในปีหน้าเคลื่อนไหวในลักษณะของการอ่อนค่าลง

สำหรับแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบายของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้เชื่อว่าจะทรงอยู่ที่ 2% คือ ไม่มีการเปลี่ยนแปลง หลังการประชุม กนง.นัดส่งท้ายปี 2557 มีมติ 5 ต่อ 2 เสียง ให้คงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 2% เนื่องจากคณะกรรมการ กนง.ส่วนใหญ่เห็นว่าการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายไม่มีผลต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ ขณะที่ดอกเบี้ยนโยบายของ กนง.ในช่วง 6 เดือนหลังของปีหน้า เชื่อว่าจะปรับขึ้นดอกเบี้ย หลังจากเฟดปรับขึ้นดอกเบี้ย เพื่อสกัดไม่ให้เงินทุนไหลออก

“คณะกรรมการ กนง. จะคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ และเดินตามสหรัฐฯคือ เมื่อเฟดขึ้นดอกเบี้ยเมื่อไหร่ กนง.ก็จะขึ้นดอกเบี้ยด้วย เพื่อป้องกันเงินทุนไหลออก”

ไพบูลย์ นลินทรางกูร
ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้
นายกสมาคมนักวิเคราะห์

ผมยังคงมีมุมมองเชิงบวก ว่าหุ้นไทยจะสามารถปรับตัวขึ้นได้ โดยมีปัจจัยหลักๆจากวงจรเศรษฐกิจโลกที่อยู่ในช่วงการฟื้นตัวสนับสนุน ขณะที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจโลกปีนี้ จะขยายตัวดีขึ้นเป็น 3.8% จากปี 2557 ที่คาดว่าจะขยายตัว 3.3% นำโดยเศรษฐกิจสหรัฐฯ และเศรษฐกิจในอาเซียน ที่คาดว่าจะเติบโตเพิ่มขึ้นจาก 2.2% ในปี 2557 เป็น 3.1% ในปี 2558 และจาก 4.7% เป็น 5.4% ตามลำดับ

ไพบูลย์ นลินทรางกูร

สำหรับเศรษฐกิจไทย สำนักวิจัยทิสโก้คาดว่าจะโตขึ้นจากระดับต่ำ 0.7% ในปี 2557 เป็น 4.5% ในปี 2558 ส่งผลให้กำไรของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ คาดว่าจะเติบโตได้ราว 15–16% ในปีนี้ จากที่คาดว่าจะทรงตัวหรือเป็นบวกเพียงเล็กน้อยเท่านั้นในปีที่ผ่านมา

ส่วนการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ธนาคารกลางสำคัญของโลก ยังคงดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย ส่งผลให้ยังมีแรงขับเคลื่อนด้านสภาพคล่องอย่างต่อเนื่อง แม้ธนาคารกลางสหรัฐฯได้ยุติมาตรการผ่อนคลายการเงินเชิงปริมาณ (QE) ไปแล้วเมื่อเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา แต่ธนาคารกลางสำคัญอื่นๆของโลก อาทิ สหภาพยุโรป (ECB) และญี่ปุ่น (BOJ) ยังอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเพิ่ม โดย ECB มีเป้าหมายชัดเจนที่จะเพิ่มงบดุลขึ้นอีก 1 ล้านล้านยูโร สู่ระดับ 3 ล้านล้านยูโร หรือเทียบเท่ากับช่วงปี 2555 ส่งผลให้คาดว่า ECB จะออกมาตรการ QE ในไม่กี่เดือนข้างหน้านี้

ขณะที่ BOJ ตั้งเป้าขยายงบดุลเพิ่มจากเดิมปีละ 60-70 ล้านล้านเยน เป็นปีละ 80 ล้านล้านเยน เรื่อยไปจนกว่าเงินเฟ้อจะขยายตัวถึงระดับเป้าหมายที่ 2% ด้านธนาคารกลางจีน (PBOC) ก็มีโอกาสผ่อนคลายการเงินเพิ่มเติมด้วยเช่นกัน จากอุปสงค์ภายในประเทศจีนที่ชะลอตัวต่อเนื่อง โดยคาดว่า ธนาคารกลางจีนจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 2 ครั้งในปี 58 หลังจากที่ปรับลดลงครั้งแรกในรอบ 2 ปีเมื่อเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา รวมทั้งคาดว่าจะมีการลดอัตราการกันสำรองของภาคธนาคารพาณิชย์ (RRR) ลง 2 ครั้งด้วยเช่นกันในปี 58

ส่วนเป้าหมายของดัชนีหุ้นไทยในปีนี้ ผมประเมินว่า จะปรับขึ้นไปได้ถึงระดับ 1,710 จุด อ้างอิงจาก Forward PER ที่ 13.5 เท่าในปี 2559 แต่การปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นไทย คงไม่ราบรื่นเป็นทิศทางเดียว และจะยังคงผันผวนรุนแรง ซิกแซกขึ้นลงเหมือนที่เกิดขึ้นในปี 2557

เนื่องจากแนวโน้มที่ธนาคารกลางสหรัฐฯจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในปีนี้ ซึ่งปกติมักจะมีผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลกเกิดความผันผวน ประกอบกับประเทศไทยขณะนี้กำลังอยู่ในช่วงการปฏิรูปประเทศ ทำให้รัฐบาลชุดปัจจุบันมีงานหลายด้านที่ต้องทำเพื่อปูรากฐานประเทศส่งให้รัฐบาลเลือกตั้ง จึงไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้เพียงอย่างเดียว

กลยุทธ์ปีนี้ จึงแนะให้หาจังหวะการลงทุน และการเลือกหุ้นเป็นรายตัว (Selective Buy) โดยเน้นให้เลือกลงทุนในหุ้นที่ได้ประโยชน์จากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน (แนะนำ CK, STEC, SCC) และการส่งเสริมจากภาครัฐ เช่น นโยบาย Digital Economy กับการประมูล 4G (แนะนำ AIT, INTUCH, SIM) รวมทั้งนโยบายไมโครไฟแนนซ์ (แนะนำ AEONTS)ด้วย

นายจิตติ ตั้งสิทธิภักดี
นายกสมาคมค้าทองคำ

ทิศทางราคาทองคำปี 2558 น่าจะซบเซา และอยู่ในขาลงต่อเนื่องจากปี 2557 โดยอาจปรับลดลงมากกว่าปี 2557 ด้วยซ้ำ แต่จะค่อยๆปรับขึ้น และลง ไม่ผันผวนมากนัก ก็คงได้เห็นแน่ๆ 1,100-1,300 เหรียญสหรัฐฯต่อออนซ์ในราวไตรมาส 2 เพราะภาพรวมของเศรษฐกิจทั้งภายใน-ภายนอกยังไม่ดี โดยเฉพาะการปรับขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐฯ ซึ่งน่าจะเป็นตัวการทำให้ตลาดทองคำซบเซา หากราคาทองคำในตลาดโลกปรับลดลงมาอยู่ที่ 1,100 เหรียญ และค่าเงินบาทอยู่ที่ระดับ 33 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาทองคำในตลาดประเทศไทยน่าจะอยู่ที่บาทละ 16,500-20,000 บาท

จิตติ ตั้งสิทธิภักดี

“ตั้งแต่ต้นปีถึงเดือน พ.ย.มา ราคาทองคำร่วงลงต่ำสุดแตะ 1,130 เหรียญต่อออนซ์ จากช่วงสูงสุดเดือน มี.ค.ที่ระดับ 1,390 เหรียญ ถือว่าราคาร่วงลงมามากกว่า 200 เหรียญ ทำให้ยอดซื้อขายทองคำในประเทศตกลง 50-60% ยอดส่งออกตกลง 50% เมื่อเทียบกับปีก่อนๆ โดยมียอดการซื้อขาย (นำเข้าและส่งออก) ทองคำเหลือแค่ 100 กว่าตัน จากปีก่อนๆที่มีสูงถึงปีละมากกว่า 300 ตัน เหตุการณ์นี้ทำให้เหมืองทองคำทั่วโลกต้องปิดตัวลงถึง 40% แต่หากปีนี้ราคาร่วงลงไปถึง 1,100 เหรียญ เหมืองทองคำทั่วโลกต้องปิดตัว 100% แน่ๆ”

หลายคนอาจจะมองว่า ภาวะเศรษฐกิจย่ำแย่ ทำให้การซื้อขายทองคำลดลง แต่ผมมองว่า ไม่เกี่ยวกัน มันเป็นเพราะที่ผ่านมานักลงทุนไม่มีกำไรมากกว่า จึงทำให้เกิดความเบื่อหน่ายที่จะลงทุนอีก เพราะปกติตลาดทองคำ หากราคาปรับขึ้นเยอะ คนก็จะแห่นำเอาออกมาขายเยอะ หากราคาลงเยอะก็จะแห่มาซื้อเยอะ ทั้งเก็บและเก็งกำไร

แต่วันนี้ไม่ใช่แล้ว ตลาดทองคำไม่หอมหวานเหมือนที่ผ่านๆมาแล้ว

นอกจากนี้ ยังมีอีกปัจจัยคือ นักลงทุนไม่มีเงินที่จะมาลงทุนใหม่ เนื่องจากยังขาดทุน และติดอยู่จำนวนมาก บางรายก็ซื้อในช่วงที่ราคาสูงถึงบาทละ 27,000 บาท แต่ที่มีติดอยู่ในตลาดจำนวนมากคือ ซื้อในช่วงที่ราคาทองคำ อยู่ที่บาทละ 23,000 บาท

เพราะฉะนั้นหากจะให้ตลาดทองคำกลับมาคึกคัก และสดใสอีกครั้ง ต้องทำให้ตลาดทองคำปรับราคาขึ้นมาบ้าง เพื่อให้นักลงทุนที่ติด และขาดทุนอยู่มีกำไร และขายออกมาได้ เพื่อให้มีเม็ดเงินเข้ามาหมุนเวียนในระบบ แต่ก็คงทำได้ยาก เพราะปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อตลาดทองคำ คือ ตลาดต่างประเทศ และกองทุนต่างชาติที่ชอบสร้างกระแสข่าวออกมาให้เกิดความสับสน รวมถึงเรื่องมาตรการผ่อนคลายนโยบายการเงิน (QE) ของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ส่วนปัจจัยในประเทศมีเรื่องเดียว คือ ค่าเงินบาท

“หากจะให้แนะนำ ปีหน้าถ้าราคาทองคำปรับตัวลดลงต่ำกว่านี้อีก สามารถซื้อเก็บยาว เพื่อเป็นสมบัติให้ลูกหลานได้ แต่หากจะซื้อเพื่อการลงทุน หวังเก็งกำไร ให้เข้าเร็วออกเร็ว เหมือนเล่นหุ้น อย่าถือยาว เพื่อลดความเสี่ยง”

จริงๆช่วงนี้ ใกล้เทศกาลคริสต์มาส และปีใหม่ ทองคำน่าจะขายดี ตลาดคึกคัก เพราะเป็นช่วงฤดูกาลขาย ความต้องการในตลาดทั้งยุโรป สหรัฐอเมริกา เอเชีย อินเดีย และจีน มีเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอินเดีย นี่เป็นช่วงฤดูกาลแต่งงาน น่าจะช่วยดึงให้ราคาทองคำในตลาดปรับตัวขึ้นมามากกว่านี้ แต่ ณ วันนี้ แม้ราคาจะปรับเพิ่มขึ้นมาบ้างแล้ว ก็ยังไม่ถึงต้นทุนอยู่ดี ปัจจุบันต้นทุนจากเหมืองทองคำอยู่ที่ 1,200 เหรียญบวกลบเท่านั้น.

ทีมเศรษฐกิจ

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้