วันพฤหัสบดีที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ควาย..นะ ไม่ใช่ 'คน' ที่เรียกว่า 'ควาย'

ควาย..นะ ไม่ใช่ 'คน' ที่เรียกว่า 'ควาย'

  • Share:

พ.ศ.2558...ถึงจะเป็นปีแพะ จะเป็นแพะรับบาปหรือ แพะตะกละ ใครจะให้ร้ายยังไง ยังไม่เจ็บเท่าถูกปรามาสว่าเป็นควาย สัตว์เท้ากีบเล็มหญ้าอยู่คู่เกษตรกรไทยด้วยความสัตย์ซื่อมาช้านาน

แม้จะเป็นสัตว์เลี้ยงไว้ใช้งาน มีบุญคุณช่วยมนุษย์ดำรงชีพ รวมทั้งเป็นพาหนะลำเลียงสิ่งของและผู้คนให้สัญจรไปมานานโข กระนั้นก็ตาม ด้วยต้องทำงานหนัก ตากแดด กรำฝน ถูกมนุษย์ตะโกนก่นด่าทุกเช้าค่ำ ควายมิเคยปริปากพร่ำบ่นทั้งต่อหน้าและลับหลัง ยังคงยืนเดินก้มหน้ารับสภาพ มิต่างทาสในเรือนเบี้ย คำเรียกขาน “ควาย” เลยถูกนำไปใช้เปรียบเทียบในความหมายของคำว่า “โง่” ยอมด้านทนทำงานรับใช้มนุษย์อยู่ได้เยี่ยงไร

จริงๆแล้ว ควายโง่อย่างที่คนนำมาใช้ว่าคนจริงหรือ

“ถ้าเปรียบเทียบกับสัตว์เลี้ยงที่นำมาใช้งานร่วมกับคน ไม่ว่าจะเป็นช้าง ม้า วัว ถ้าให้เข้าห้องสอบแข่งกันเหมือนนักเรียน ควายต้องได้ A+ เพราะฉลาดที่สุด”

นายกิตติ กุบแก้ว ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาพันธุ์กระบือ กรมปศุสัตว์ อธิบายถึงความฉลาดของควายให้ฟังว่า แค่เอามาสอนไถนาไม่กี่วัน มันก็ไถนาได้และไถเป็นตลอดชีวิต แถมยังสอนง่ายไม่ต้องจ้ำจี้จ้ำไชซ้ำซาก มันก็จำได้ และต่อให้จะผ่านร้อนไปกี่หน หนาวจะกี่ครั้ง เมื่อฝนแรกมาถึง ถ้าเอาแอกใส่หลัง มันจะรู้ว่าถึงเวลาต้องทำงานไถนา...จะกลางแดด กลางฝนที่ตกพรำ ถ้าเจ้าของสู้ ควายก็เอาด้วย ไม่เคยเกี่ยงงอนงานในหน้าที่

แต่ถ้าเป็นวัว ต้องมาสอนทบทวนความจำใหม่กันทุกปี แถมบางตัวยังดื้อไม่เอางาน จนทำให้คนเอาไปเปรียบดื้อเหมือน วัว (ควายเลยซวย พลอยฟ้าพลอยฝนทั้งที่ไม่ได้ทำผิด)

“ควายยังรู้ดีว่าหลังแอกถูกปลด ต้องอาบน้ำชำระโคลนตมตามร่างกาย หลังกรำแดดกรำงานมาทั้งวัน เพื่อเรียกความสดชื่นให้กลับคืนมา ที่เป็นเช่นนี้เพราะควายมีความจำเป็นเลิศ เคยสังเกตกันไหม ช้าง ม้า วัว ถ้าปล่อยให้กินหญ้า หากเจ้าของไม่มารับกลับบ้าน มันจะยืนคอยอยู่อย่างนั้น ต่างกับควายตกเย็นตะวันโพล้เพล้ เจ้าของไม่มา ควายจะชักแถวเดินกลับบ้านเข้าคอกอย่างเป็นระเบียบ บางหมู่บ้านโดยเฉพาะแถบทางภาคเหนือ ซึ่งเลี้ยงควายจำนวนมาก ในช่วงหน้าแล้งหญ้ามีน้อย ชาวบ้านหลายๆรายจะต้อนควายให้รวมฝูง เอาไปเลี้ยงในป่า พอเข้าสู่ฤดูฝน ถึงจะต้อนกลับ มาถึงหมู่บ้าน ควายจะรู้ว่าใครเป็นเจ้าของ เดินแยกกลับบ้านใครบ้านมันเอง แต่ถ้าเป็นวัว ม้า เวลาแค่ข้ามคืน ก็หลงฝูงแล้ว”

นอกจากนั้นควายยังฉลาดในการปกป้องตัวเอง ไม่ให้เหลือบ ริ้น ไรมาเกาะกินดูดเลือด เราเคยสังเกตเห็นควายชอบลงไปนอนเล่นแช่โคลนตม นั่นแหละวิธีการที่ควายรู้จักเอาวัสดุเอาธรรมชาติใกล้ตัวมาเป็นเครื่องป้องกันแมลงดูดเลือด ไม่มีสัตว์ชนิดไหนคิดทำได้เหมือนควาย อย่างเก่ง แค่ใช้หางสะบัดไล่ ส่ายหัวให้แมลงบินหนีเท่านั้น

ไม่เพียงคนไทยที่ยอมรับควายฉลาด พม่ายังเอาไปฝึกช่วยผ่อนแรงในไร่นา ถึงเวลากินข้าว เจ้าของบอกให้รอ ให้คอยนานแค่ไหน มันไม่เคยเกี่ยงงอนหนีงานเลย...ใครๆคิดว่าควายโง่ ถ้าจับมาวัดทดสอบไอคิวแข่งกัน ดีไม่ดีอาจฉลาดกว่าคนซะอีก
ยิ่งเรื่องความสัตย์ซื่อ คนเทียบไม่ติด เพราะควายสอนให้ทำงานครั้งเดียวเป็นรู้เรื่อง ไม่บิดพลิ้ว ไม่แหกคอก...เลยไม่ต้องร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ให้ซ้ำซากจำเจ.

โหงวเฮ้ง...ควายบ่าว-สาว

ด้วยใช้ชีวิตคลุกคลีอยู่กับคนมานาน ไม่เพียงแต่ทำให้คนไทยยุคก่อนจะได้รู้ว่า ควายฉลาดกว่าสัตว์เลี้ยงใช้งานพันธุ์อื่น ในเรื่องการผสมพันธุ์ คัดพ่อแม่พันธุ์ คนไทยโบราณได้สะสมภูมิปัญญาไว้ไม่น้อย ถึงขั้นที่เรียกได้ว่า กว่าจะได้ควายชายงาม และ ควายนางงาม มาร่วมหอลงคอกเดียวกัน ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาพันธุ์กระบือ กรมปศุสัตว์ บอกว่า คนโบราณพิถีพิถันในการคัดเลือกยิ่งกว่าหาเจ้าบ่าวเจ้าสาวให้ลูกตัวเองซะอีก

ครอบครัวควาย

เพราะจะใช้ตำราแค่ ดูช้างให้ดูหาง ดูนางให้ดูแม่ ดูให้แน่ต้องดูถึงยาย นั้นไม่พอ เพราะดูกันแค่ฝ่ายสาวเท่านั้น ไม่เห็นความสำคัญของเจ้าบ่าวเลย

ไม่เหมือนเลือกควายให้มาแต่งงาน จะดูทั้งสองฝ่าย ดูละเอียดกันถึงผิวพรรณ หน่วยก้าน อากัปกิริยาท่าทาง ทั้งการเดิน ยืน เคี้ยว รับประทานอาหาร ยิ่งกว่าดูโหงวเฮ้งของคนซะอีก

“ถ้าจะแบ่งประเภทควาย สามารถแบ่งได้ใน 2 ลักษณะ คือ ควายใช้ประโยชน์กับ ควายสวยงามหรือควายสำหรับทำเป็นพ่อแม่พันธุ์ สำหรับควายเลี้ยงไว้ใช้ประโยชน์ เอามาใช้งาน ไว้ขายเพื่อการบริโภค ไม่ต้องพิถีพิถันคัดเลือกแต่อย่างใด ดูแค่ผิวหนังกับแววตา

หนังต้องบาง ถึงจะเลี้ยงดีโตไว แต่ถ้าหนังหนา หยิกไม่ติดนิ้ว เลี้ยงไปเสียเวลาเปล่า ไม่โตแถมยังเป็นลูกแหง่ เงอะงะ เอาแต่ส่งเสียงร้องให้ฝูงแตกตื่น ส่วนแววตาควายนั้นต้องหวานฉ่ำ ประเภทตาขวาง แข็งกร้าว ห้าวเป้ง คนโบราณไม่เลี้ยงไว้ เพราะโตขึ้นมันจะมีนิสัยดุร้าย ไม่เชื่อฟัง”

ส่วนควายสวยงาม เพื่อเอามาทำเป็นพ่อแม่พันธุ์ล่ะก็ กิตติ กุบแก้ว บอกว่า ต้องดูกันละเอียดยิบ

ควายเจ้าบ่าว...ดูกันตั้งแต่รอยเท้า เท้าหลังต้องไม่เหยียบรอยเท้าหน้า เพราะถ้าเหยียบรอยเท้าตัวเอง นั่นหมายถึงควายเดินขาขวิด ข้อขาไม่ดี ขาไม่แข็งแรง เป็นพ่อพันธุ์ได้ไม่นาน...ท่าเดินต้องหรูเร่ิด เชิดหน้า เขาไม่บิดงอ คอตก เพื่อคนเลี้ยงจะได้สื่อสารภาษาตาได้แบบมองตาก็รู้ใจ ไม่ต้องพร่ำบ่นมากเหมือนสอนคน

โคนหางต้องใหญ่-ยาวเลยข้อขา จะได้มีขีดความสามารถในการไล่แมลงดูดเลือดได้ดี ไม่ต้องยกขาหลังมาปัดไล่บ่อย จนทำให้ข้อเข่าเสื่อม...แผ่นหลังใหญ่ ควายตัวนี้จะให้เนื้อสันมาก ลูกที่ออกมาขายได้ราคาดี

มองจากด้านหน้า ไล่กันตั้งแต่จมูก สีต้องดำสนิท รูจมูกไม่บานกว้างใหญ่ ถ้าจมูกบานแถมดั้งแอ่นแหงนชี้ขึ้นฟ้า โหงวเฮ้งควายบ่งบอก เหนื่อยง่าย ไม่สู้งาน...

เขาโค้งงอเหมือนคันช้อนแกงวางซ้อนกัน จะโก่งเป็นรูปวงพระจันทร์ หรือเหมือนตาชั่งที่เรียกว่าเขาตาซิงก็ได้ ถือเป็นควายเจ้าบ่าวเกรดดี....และความสูงสมัยนี้ต้องไม่ต่ำกว่า 140 ซม.

ควายเจ้าสาว...ดูละเอียดยิ่งกว่าเจ้าบ่าว นอกจากหน้าจะต้องสวย ตาหวานฉ่ำเหมือนควายใส่ขนตาปลอม จะเป็นลักษณะที่ชวนเชิญให้เจ้าบ่าวขยันผสมพันธุ์ ให้ลูกดก ได้ถึงปีละ 2 ครั้ง

รูจมูกต้องไม่บานใหญ่ ดั้งไม่หักแบบเดียวกับเจ้าบ่าว...ปากใหญ่กว้าง ขนปากล่างเกลี้ยง บ่งบอกว่า ขยันหากินเก่ง ร่างกายจะสมบูรณ์แข็งแรง ยามให้ลูกจะได้น้ำนมเยอะ

การอนุรักษ์ควายไทย

อากัปกิริยาท่วงท่าการเล็มหญ้าสำคัญไม่น้อย เวลาแทะเล็มต้องกัดกินติดโคนกอหญ้า และต้องเลือกกินไม่ซ้ำที่ควายตัวอื่น บ่งบอกถึงนิสัยเรียบร้อย รักสงบ ไม่ชอบหาเรื่อง ไม่สร้างปัญหาให้กับควายตัวอื่น เพื่อเจ้าของและตัวผู้จะได้คุมฝูงง่าย เพราะควายตัวผู้ต้องมีตัวเมียไว้ดูแล ในอัตรา 1 ต่อ 10

และเวลากินต้องค่อยๆเคี้ยวเอื้องไม่มูมมาม นี่เป็นนิสัยที่เห็นได้ชัดว่า หล่อนเป็นควายอารมณ์ดี เลี้ยงลูกเก่ง...สุดท้ายความสูงของเธอ นับแต่เท้าถึงแผ่นหลังต้องไม่ต่ำกว่า 130 ซม. ถือว่าเข้าเกณฑ์มาตรฐานแม่พันธุ์ควายไทย ยุคเศรษฐกิจดิจิตอล.

ทุยไทย..หายไปไหน

ปี 2525 สถิติกรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์รวบรวมไว้ ประเทศไทยมีควายอยู่ประมาณ 6 ล้านตัว แต่มาถึงวันนี้ลดลงเหลือแค่ 840,000 ตัว มีคำถามตามมา 32 ปีที่ผ่านไป ควาย 5 ล้านกว่าตัวหายไปไหน ทั้งที่ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมามีการอนุรักษ์ควายไทยมากขึ้นแล้วก็ตาม

สาเหตุหลักที่เป็นตัวจุดชนวนให้ควายไทยหายไปมากที่สุด กิตติ กุบแก้ว บอกว่ามาจากควายถูกนำมาใช้เป็นเครื่องวัดฐานะทางสังคม ที่เริ่มเห็นชัดเจนในปี 2526 เมื่อควายเหล็กได้เข้ามาทำหน้าที่แทนควายจริง...ใครใช้แรงงานควาย ถือเป็นคนจน คนล้าหลัง ชาวนาที่เคยเลี้ยงควายจริง จึงขายควายมาใช้ควายเหล็กแทน

ประกอบกับในยุคเดียวกันนั้น รัฐบาลได้หันมาส่งเสริมให้เกษตรกรเลี้ยงโคเนื้อ เพื่อหวังจะส่งขายเข้าห้างซุปเปอร์มาร์เกต เกษตรกรเลยหันไปเลี้ยงวัวมากกว่าเลี้ยงควาย เพราะในยุคนั้น วัวเนื้อมีราคาแน่นอนกว่าควาย

แต่กระนั้นก็ตาม แม้ภาครัฐจะส่งเสริมให้เลี้ยงวัว แต่ความต้องการบริโภคเนื้อควายยังคงอยู่ และเติบโตไปตามสัดส่วนประชากรที่เพิ่มขึ้น

หลายคนอาจจะสงสัย ประชากรที่เพิ่มขึ้นจะกินเนื้อควายมากตามไปด้วยได้อย่างไร?

ในเมื่อระยะหลังมานี่ เกิดประเพณี ค่านิยม ความเชื่อเรื่องไม่กินสัตว์ใหญ่ไปทั่วสังคม จึงแทบจะหาคนมากินเนื้อควายไม่ได้อยู่แล้ว จะมีก็เพียงแต่กลุ่มน้อยนิด ควายไม่น่าจะหายไปเพราะการบริโภคในประเทศ

นั่นเป็นเพียงความรู้สึก...แต่ในโลกแห่งความจริงที่หลายคนไม่เคยรู้ เนื้อควายไม่ได้มีขายแบบขึ้นเขียงชำแหละ ชั่งขายเป็นขีดเป็นกิโลตามตลาดเท่านั้น

เนื้อควายมีคุณสมบัติพิเศษ ถ้านำมาทำเป็นลูกชิ้นแล้ว ลูกชิ้นจะฟูสวย เด้งนุ่ม ลวกน้ำร้อนแล้วไม่เหี่ยวแฟบ มันเลยถูกนำไปเป็นส่วนผสมชั้นดีในลูกชิ้นเนื้อสัตว์บกประเภทอื่น

ที่บอกกันว่า นับถือลัทธินั่น ถือศีลไม่กินสัตว์ใหญ่ หารู้ไม่ว่า มีเนื้อควายผสมอยู่...ด้วยเหตุนี้ไม่น่าแปลกใจว่าทำไมควายไทยหายไปไหน

หายไปเป็นแสนตัวต่อปี...ด้วยเหตุผลนี้นี่แหละ.

ทีมข่าวเกษตร

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้