วันอังคารที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
แลหน้าการเมืองปี 2558 : ปีฝ่าด่านปฏิรูป

แลหน้าการเมืองปี 2558 : ปีฝ่าด่านปฏิรูป

  • Share:

กาลเวลาผันผ่านไปอีกปี เข้าสู่วงรอบใหม่แล้ว วันที่ 1 มกราคม นับเป็นวันแรกของศักราชใหม่ คนทั่วโลกถือเป็นวันดี

เป็นวันเริ่มต้นการดำเนินชีวิตใหม่และกิจกรรมทั้งหลายทั้งปวง

“ทีมข่าวการเมืองไทยรัฐ” จึงขอใช้โอกาสในวันเริ่มต้นปีใหม่ 2558 มองไปข้างหน้า ประเมินสถานการณ์ วิเคราะห์แนวโน้มการเมืองที่จะเป็นไปใน 365 วันจากนี้ไป

ซึ่งตามโปรแกรมเปิดฉากมาก็ได้ลุ้นระทึกกันตั้งแต่ต้นปี

กับปมตกค้างมาจากปีกลาย กรณีถอดถอนที่จ่ออยู่ในกระบวนการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ทั้งคิวของนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร และนายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา จากกรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นที่มาของ ส.ว.ขัดรัฐธรรมนูญ

และคิวของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กรณีถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ลงดาบ ฐานปล่อยปละละเลยให้เกิดการทุจริตโครงการรับจำนำข้าว

โดยที่ประชุม สนช.กำหนดวันแถลงเปิดสำนวนการถอดถอนนายสมศักดิ์และนายนิคมในวันที่ 8 มกราคม 2558 และวันแถลงเปิดสำนวนการถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ในวันที่ 9 มกราคม 2558

รวบรัด 2 ช็อตต่อเนื่องกันไปเลย

ตามรูปการณ์น่าจะรู้ผลออกหัวออกก้อยในเวลาไม่ช้าไม่นาน ซึ่งนั่นไม่สำคัญเท่ากับไม่ว่าหวยจะออกหน้าไหนก็หนีไม่พ้นมีปัญหา

ยังไงก็ปั่นป่วนวุ่นวายทั้งนั้น

ในกรณีถ้ายกประโยชน์ให้จำเลย ไม่มีใครติดบ่วงถอดถอน ก็คงจะกระตุกเสียงโห่จากฝ่ายต้าน “ทักษิณ” ไม่ยอมรับผลที่เข้าทางขั้วการเมืองฝ่าย “นายใหญ่”

พาลถึงทีมงาน คสช.มีหวังโดนข้อหา “ซูเอี๋ย”

ในมุมตรงกันข้าม ถ้าผลออกมาว่ามีคนต้องโดนถอดถอน จะเหมาทั้งหมด 3 คน หรือโดนเฉพาะ ไฮไลต์อยู่ที่อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ หากติดบ่วงอาการหนักกว่าใคร

เพราะจะโดน 2 เด้ง ทั้งคดีอาญาพ่วงด้วยโทษตัดสิทธิ์ทางการเมือง

ตามท้องเรื่องก็จะเข้าเค้าเกมล้างบาง ขุดรากถอนโคนเครือข่าย “ทักษิณ”

นั่นก็คงจะกระตุกเสียงโวยจากพรรคเพื่อไทยและแนวร่วมเสื้อแดง นปช. โห่ฮากระบวนการยุติธรรมสองมาตรฐาน จุดชนวนเกมปะทะระหว่างขั้วอำนาจ “นายใหญ่” กับแนวร่วมฝ่ายต้าน “ทักษิณ”

ตั้งป้อมประจัญบานกันอีกรอบ

การเมืองส่อเค้าร้อนตั้งแต่ต้นปี ขณะที่ปัจจัยด้านเศรษฐกิจก็ไม่สู้ดีสักเท่าไหร่

ตามภาวะเศรษฐกิจที่ระส่ำไปทั่วโลก บล็อกประเทศไทยขยับไม่ออก

ทั้งปัญหายางพาราที่หล่นลงไปเหลือ “3 โล 100” น้อยกว่ายุครัฐบาล “ยิ่งลักษณ์” จนม็อบชาวสวนยางประกาศระดมพลใหญ่ต้นปีนี้

ในจังหวะพอดีกับพืชผลทางการเกษตรอื่นๆทั้ง ข้าว มันสำปะหลัง อ้อย ฯลฯ ก็ถึงฤดูเก็บเกี่ยวผลผลิตออกสู่ตลาด ซึ่งนั่นก็คงหนีไม่พ้นปัญหาเรื่องราคาตกต่ำตามภาวะเศรษฐกิจ ยังไม่นับปัญหาที่ตามมาในช็อตต่อไปเรื่องภัยแล้งที่คาดว่าจะหนักหนาสาหัสในปีนี้

สารพัดปัจจัยยั่วม็อบ ก่อชนวนหัวเชื้อมวลชน

คนเดือดร้อนพาลหงุดหงิดง่ายๆ

นั่นก็จะเป็นปัจจัยแปรผันตรงกับอารมณ์ร่วมในโหมดการปฏิรูปยกเครื่องประเทศไทย ที่เข้าสู่ห้วงสำคัญตามโรดแม็ปขั้นที่สองของ คสช.

ตามกระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ที่ส่อเค้าปั่นป่วนตั้งแต่ขั้นชงไอเดีย

กับสารพัดสูตรที่ถูกจุดพลุออกมาเรียกแขก กระตุกแรงเสียดทาน โดยเฉพาะไฮไลต์ก็คือโมเดลการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีโดยตรง ตามธงที่นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ ประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูปด้านการเมือง ออกโรงดันสุดตัว

แต่ก็ต้องเจอกับกระแสต่อต้านที่มาจากทุกทิศทุกทาง โดยบางฝ่ายมองว่า เกินพิกัดปฏิรูป

ระแวงว่า อาจถึงขั้นเปลี่ยนแปลงการปกครอง

กลายเป็น “ของร้อน” ต้องชิ่งหนีกันอุตลุด

นั่นยังไม่นับประเด็นของการนิรโทษกรรมที่อย่างไรเสียก็หนีไม่พ้นอาการยื้อยุดฉุดกระชากจากพวกที่มีส่วนได้ส่วนเสีย

โดยเงื่อนไขยากๆเคลียร์ให้ลงตัวไม่ง่าย

สุดท้ายก็ยังมีปมของ “พิมพ์เขียว” หรือ “พิมพ์ชมพู” ตามกระแสการวิพากษ์วิจารณ์ในหมู่พวกขี้ระแวง

ที่เชื่อว่า รัฐธรรมนูญใหม่มีการวางธงไว้แล้ว

ทั้งหมดทั้งปวงยึดเอาตามที่นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ

กางปฏิทินโชว์ขั้นตอนการร่างรัฐธรรมนูญ

ไล่จากวันที่ 5-11 มกราคม คณะอนุกรรมาธิการจัดทำกรอบรัฐธรรมนูญ 11 คณะ จะนำร่างรัฐธรรมนูญมาพิจารณา วันที่ 12-16 มกราคม จะพิจารณารายละเอียดทั้งหมดในกรรมาธิการยกร่างฯ

วันที่ 1-3 เมษายน ตรวจทานร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ วันที่ 17 เมษายน ส่งให้ สปช.พิจารณา ก่อนส่งคืนกรรมาธิการยกร่างฯภายในวันที่ 25 พฤษภาคม จากนั้นคณะกรรมาธิการยกร่างฯพิจารณาคำขอแก้ไขเพิ่มเติมที่ สปช. คณะรัฐมนตรีและ คสช.เสนอ

และส่งให้นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปฯ เรียกประชุม สปช. เพื่อลงมติภายในวันที่ 6 สิงหาคม จากนั้นภายในวันที่ 4 กันยายน ต้องนำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นทูลเกล้าฯ

แต่หากมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวเพื่อให้ทำประชามติ จะต้องนับจากวันที่ 6 สิงหาคม ไปอีก 3 เดือน เพื่อทำประชามติก่อน
ช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อ ไปจ่ออยู่ปลายปี 2558

และในขณะที่รัฐธรรมนูญใหม่คือปัจจัยหลักที่โยงถึงโอกาสการปฏิรูปจะไปถึงหรือไม่ถึงจุดหมาย ก็ยังมีปัจจัยสองข้างทางเข้ามาเกี่ยวข้อง
ที่ตัดออกไปไม่ได้ก็คือเรื่องของแรงเสียดทานจากต่างประเทศ

ตามฟอร์มกระแสนานาชาติที่เรียกร้องให้ประเทศไทยกลับสู่ความเป็นประชาธิปไตยโดยไว หลายประเทศไม่สะดวกใจที่จะดีลกับรัฐบาลทหาร

อาจพาลถึงปมเศรษฐกิจจากมาตรการกีดกันทางการค้า

และนั่นก็เชื่อมโยงเป็นเงื่อนไขกับการเคลื่อนไหวจากพวกหนีคดีที่ไปตั้งป้อมอยู่ต่างประเทศ ตามสถานการณ์ล่าสุด นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ อดีตหัวหน้าพรรค

เพื่อไทย และอดีต รมว.มหาดไทย ประกาศจัดตั้ง “องค์กรเสรีไทย” ที่ได้รับการรับรองจากทางการสหรัฐอเมริกา

เดินหน้ายุทธศาสตร์โลกล้อมประเทศไทย ใช้เวทีนอกประเทศกดดัน คสช.

เป็นโจทย์ยากอีกข้อที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ หนีไม่ออก

นอกจากปมการเมือง เงื่อนไขเศรษฐกิจ คิวแทรกจากต่างประเทศที่โยงกันอย่างแยกไม่ออก

ยังมีปัจจัยนอกเหนือการเมือง ตามท้องเรื่องอย่างที่เกิดปรากฏการณ์ “แบล็กมันเดย์” เมื่อวันจันทร์ที่ 15 ธันวาคม ที่หุ้นร่วงระเนระนาดเป็นประวัติการณ์

วันเดียวทะลุไปเกือบ 140 จุด ก่อนเด้งกลับมาในช่วงเวลาสั้นๆ

ด้วยสาเหตุตามการยืนยันจากปากของ พล.อ.ประยุทธ์ เพราะ “ข่าวลือส่งเดช”

โดยปรากฏการณ์สะท้อนความ “อ่อนไหว” ของสถานการณ์ในห้วงของการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยครั้งประวัติศาสตร์ภายใต้อำนาจพิเศษ

ในขณะที่ต้นทุนของ คสช.ค่อยๆลดน้อยถอยลงกว่าวันยึดอำนาจ

ตามฟอร์มของรัฐบาลทหารที่อ่อนเชิงด้านบริหาร ปั่นผลงานไม่ค่อยออก จนถึงขนาดที่ต้องมอบดาบให้พี่ใหญ่อย่าง “บิ๊กป้อม”

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม

เป็นหัวหอกไล่บี้ไขนอตรัฐมนตรีรายกระทรวง

นั่นเพราะ พล.อ.ประยุทธ์ก็ประเมินอารมณ์สังคมออกว่า ถ้ารัฐบาลยังไม่โชว์ให้เห็นผลงานเป็นชิ้นเป็นอัน ไม่เป็นไปตามที่อ้างเหตุปฏิวัติขออำนาจพิเศษเพื่อคืนความสุขให้ประชาชนคนไทย

ยิ่งนานไปกลับปล่อยให้ประชาชนอมทุกข์

จากกระแสหนุนจะพลิกเป็นกระแสต้านแบบวูบวาบเลย

ที่อันตรายกว่านั้น โดยโอกาสที่จะเกิดโรคแทรกจากปมทุจริตคอร์รัปชันก็มีได้ตลอดเวลา อย่างที่คนระดับ

นายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี ออกมากระตุกเสียงซุบซิบนินทาเรื่องคอร์รัปชันไม่เว้นแม้แต่ในยุครัฐบาลทหาร

ยั่วอาการหวาดระแวงของสังคม

แน่นอน ถ้ามีเหตุโดนจับได้ไล่ทัน ตามรูปการณ์ที่ฟ้องประจานรายการทุจริตเกิดขึ้นในรัฐบาล คสช. ทำให้ผู้คนในสังคมรู้สึกว่า “สมบัติผลัดกันชม”

ใครมาก็โกงกินกันทั้งนั้น

มันก็จะเป็น “ฟางเส้นสุดท้าย”

และไฟจากความไม่พอใจของประชาชนก็จะลามไปกับหัวเชื้อจากแนวต้านที่สุมไว้จากปรากฏการณ์ “3 นิ้วต้านรัฐประหาร” โดยแนวร่วมนักศึกษา นักวิชาการ คนรุ่นใหม่ ที่ปฏิเสธอำนาจทหาร

ม็อบต้านรัฐบาล คสช.จะลุกพรึบโดยอัตโนมัติ

นั่นก็จะบีบให้ทหารต้องงัดกระบองมาคุมเกม ขั้นแรกก็คือกฎอัยการศึกบล็อกมวลชนไม่ให้อาละวาด

แต่ถ้ากฎอัยการศึกยังเอาไม่อยู่ก็ต้องยกระดับไปถึงการบังคับใช้รัฐธรรมนูญชั่วคราว มาตรา 44 ที่เปิดทางให้ดึงอำนาจเด็ดขาดกลับไปอยู่ในมือของหัวหน้า คสช.

ถืออำนาจสั่งการแบบข้าพเจ้ารับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว

และเมื่อถึงจุดนั้นก็มีโอกาสได้ลุ้นเสียว กับสถานะของ พล.อ.ประยุทธ์ที่ขาลอยออกมาจากกองทัพ

ประกอบกับความเป็นเอกภาพในหมู่ผู้คุมเกมอำนาจที่มีร่องรอยสะท้อนออกมาภายนอกเป็นระยะในทำนองพี่จ้องเสียบแทนน้อง น้องไม่ค่อยไว้ใจพี่

ไม่ชัดว่าดุลอำนาจแท้จริงอยู่ที่ใคร

สถานการณ์ก็จะไหลไปสู่สิ่งที่ทหารเฒ่ายี่ห้อ “บิ๊กจิ๋ว” พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกฯ ทักไว้ดังๆ

ให้ระวังปฏิวัติซ้ำ รัฐประหารซ้อน

จากภาพรวมที่ทีมของเราเห็นปัญหาอุปสรรคเรียงรายอยู่ข้างหน้า ท่ามกลางการขับเคลื่อนโรดแม็ปของ คสช.

เราขอชี้ว่า ปีนี้คือปีฝ่าด่านปฏิรูป.

“ทีมการเมือง”

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้