ข่าว
100 year

โหมกระแสเลือกนายกโดยตรง

ทีมข่าวหน้า18 ธ.ค. 2557 07:20 น.
SHARE

โพลเห็นด้วยท่วมท้น แต่ยังมีหลายฝ่ายติง เพิ่มผูกขาดการเมือง

“สมบัติ” แจงข้อดีเลือกตั้งตรงนายกฯ-ครม. แก้ระบบอุปถัมภ์นักการเมืองสีเทา ตัดผลประโยชน์ต่างตอบแทน โยน กมธ.ปฏิรูปลงมติรับรองก่อนส่ง สปช. “ยะใส” หวันตีขลุมผูกขาดอำนาจ ชทพ. รอ “บวรศักดิ์” ฟันธงถึงจะเชื่อ เพื่อไทยไม่เอาแน่ ส.ส.ลากตั้ง ยกมือเชียร์หั่นวาระ ป.ป.ช. กกต.บอกรับได้ถูกทอนเหลือ 5 ปี เสียงอ่อยร่างมาอย่างไรคนปฏิบัติต้องทำได้ “วิษณุ” แจงแทนนายกฯต้องการปรามพวกพูดมาก เผยอีก 6 เดือนได้ใช้ พ.ร.บ.อำนวยความสะดวก หวังล้างให้เหี้ยนพวกตุกติกรับเงินใต้โต๊ะ คาดโทษเล่นวินัยหากถูกร้องเรียน สปช. สายสื่อดัน ก.ม.คุมซื้อโฆษณา ห้ามนักการเมือง-ขรก.ใช้งบฯแฝง ต้องเปิดตัวเลขต่อ สตง.ทุกปี พร้อมดัน ก.ม.คุ้มครองสิทธิสื่อ ป.ป.ช.จ่อลงดาบโกงข้าวจีทูจีปลาย ธ.ค.

ตามที่คณะกรรมาธิการชุดต่างๆทยอยเสนอโมเดลการปฏิรูปในด้านต่างๆ ล่าสุดคณะกรรมาธิการชุดปฏิรูปสื่อ เตรียมผลักดันให้รัฐบาลออกกฎหมายเพื่อควบคุมหน่วยงานภาครัฐ ในการทุ่มงบโฆษณาประชาสัมพันธ์ ซึ่งเป็นการแทรกแซงทำให้สื่อขาดอิสระในการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร

สปช.สายสื่อดัน ก.ม.คุมซื้อโฆษณา

เมื่อวันที่ 7 ธ.ค.นายประดิษฐ์ เรืองดิษฐ์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เลขานุการคณะกรรมาธิการการปฏิรูปสื่อสารมวลชน ในฐานะนายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย กล่าวถึงการจัดทำกฎหมายควบคุมการซื้อสื่อโฆษณาและประชาสัมพันธ์ของภาครัฐว่า คณะกรรมาธิการฯได้หารือและเตรียมผลักดันให้รัฐบาลออก พ.ร.บ.ควบคุมการซื้อโฆษณาและประชาสัมพันธ์ของภาครัฐ เป็นการเคลื่อนไหวร่วมกันของภาคีเครือข่ายองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) และ 4 องค์กรสื่อ คือ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย และสภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย เนื่องจากผลการวิจัยทีดีอาร์ไอพบว่าหน่วยงานภาครัฐใช้งบประมาณซื้อสื่อโฆษณาและประชาสัมพันธ์ของหน่วยงานตกปีละ 8,000-10,000 ล้านบาท ยังไม่รวมการจัดงานอีเวนต์ต่างๆเป็นการใช้งบประมาณที่ไม่มีประสิทธิภาพ รั่วไหล สร้างปัญหาให้สื่อขาดความเป็นอิสระในการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร

ห้ามนักการเมือง-ขรก.ใช้งบฯแฝง

นายประดิษฐ์กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมามักมีคำขู่ทั้งจากรัฐบาลและนักการเมืองว่า ถ้าไม่เชียร์รัฐบาลก็จะถอนการซื้อพื้นที่โฆษณาประชาสัมพันธ์ในสื่อนั้นๆ ส่งผลกระทบต่อสื่อบางแห่งและมีปัญหาในการนำเสนอข่าวสารต่อสังคม ดังนั้น องค์กรภาคีเครือข่ายจึงเห็นร่วมกันว่าควรมี พ.ร.บ.ดังกล่าว เพื่อให้การซื้อสื่อโฆษณาและประชาสัมพันธ์ภาครัฐมีประสิทธิภาพ โปร่งใสตรวจสอบได้ โดยการเน้นสื่อโฆษณาและประชาสัมพันธ์ในข้อมูลที่ประชาชนควรรับรู้รับทราบ และห้ามมิให้มีภาพและเสียงของบรรดานักการเมือง รัฐมนตรี หรือข้าราชการระดับสูงที่คุมหน่วยงานนั้นๆแอบแฝงประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์ตัวเองเหมือนที่ผ่านมา

ต้องเปิดยอดพีอาร์ต่อ สตง.ทุกปี

นายประดิษฐ์กล่าวอีกว่า ต้องให้หน่วยงานรัฐเปิดเผยข้อมูลการใช้งบประมาณการซื้อสื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์ ว่าแต่ละปีใช้งบประมาณไปจำนวนเท่าใด เป็นงบของหน่วยงานใดบ้าง โดยต้องรายงานต่อสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ทุกปี จากการพิจารณารัฐธรรมนูญ 50 มาตรา 45 ที่บัญญัติถึงเรื่องการใช้งบโฆษณาประชาสัมพันธ์แล้ว พบว่ายังมีการแทรกแซงครอบงำสื่อ จึงเห็นว่าควรมีกฎหมายออกมาควบคุมการใช้งบประมาณของภาครัฐให้รัดกุมและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยจะหารือในที่ประชุมคณะกรรมาธิการฯ อีกครั้งผลักดันเสนอต่อรัฐบาลและสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ต่อไป ถือเป็นกฎหมายเร่งด่วนสำคัญนำไปสู่การปฏิรูปสื่อสารมวลชน

พร้อมดัน ก.ม.คุ้มครองสิทธิสื่อ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะอนุกรรมาธิการจัดทำข้อเสนอแนะในการตราหรือแก้ไขกฎหมายเพื่อให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ ที่มีนายเจษฎ์ โทณะวณิก สปช. เป็นประธานฯ เตรียมพิจารณาร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองสิทธิเสรีภาพและส่งเสริมมาตรฐานผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน หลังจากนายมีชัย ฤชุพันธ์ ประธานคณะกรรมการกฤษฎีกา คณะที่ 1 ได้หารือกับ สปช.สายสื่อมวลชนแล้ว เห็นว่าควรนำร่างกฎหมายดังกล่าวที่ยกร่างมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลที่ผ่านมา มาพิจารณาปรับปรุงเพื่อให้มีผลบังคับใช้อย่างเป็นรูปธรรม และมีประสิทธิภาพในการควบคุมกันเองของสื่อมวลชน รวมถึงพิทักษ์ประโยชน์ให้กับสื่อมวลชน โดยจะพิจารณาปรับปรุงรายละเอียดบางบทบัญญัติให้ทันสมัยกับสถานการณ์ปัจจุบัน

สังคายนายกเครื่อง กสทช.ใหม่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ส่วนประเด็นเรื่องสิทธิเสรีภาพสื่อมวลชนที่จะกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เบื้องต้นมีข้อสรุปคือ จะคงเจตนารมณ์และสาระหลักเหมือนในรัฐธรรมนูญ 2550 แต่จะเพิ่มประเด็นการใช้เสรีภาพอย่างรับผิดชอบ นอกจากนั้นในส่วนของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ที่เป็นกลไกกำกับดูแลสื่อมวลชน จะพิจารณาให้รวมเป็นคณะกรรมการชุดเดียวกัน เพื่อให้การกำกับดูแลมีประสิทธิภาพกว่าปัจจุบัน ที่พบว่า กสทช. ได้แยกเป็นคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) และคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) ทำให้มีปัญหาต่อการทำงาน

“จ้อน” ยันส่วนใหญ่หนุนเลือกตรง

นายอลงกรณ์ พลบุตร สปช. และกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง กล่าวว่า ขณะนี้การพิจารณาแนวทางปฏิรูปการเมืองประเด็นการเลือกนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยตรง การกำหนดให้มี ส.ส. 350 คนที่มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด ไม่มี ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ กำหนดให้เลือกได้ไม่เกินเขตละ 3 คน ในชั้นคณะกรรมาธิการฯถือว่าเป็นอันสิ้นสุดแล้ว ซึ่งเสียงส่วนใหญ่เห็นด้วย แต่ยังมีกรรมาธิการฯ 3-4 คน ที่ขอสงวนความเห็นไปพูดในที่ประชุม สปช. โดยวันที่ 8 ธ.ค. จะมีการประชุมคณะกรรมาธิการฯเพื่อพิจารณาประเด็นทั้งหมดครั้งสุดท้าย ก่อนเสนอต่อคณะกรรมาธิการวิสามัญติดตามให้ข้อเสนอแนะการยกร่างรัฐธรรมนูญ วันที่ 9 ธ.ค.

กกต.รับได้ถูกทอนวาระเหลือ 5 ปี

ด้านนายศุภชัย สมเจริญ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวถึงข้อเสนอให้ลดวาระการดำรงตำแหน่งขององค์กรอิสระ โดยเฉพาะของ กกต.จาก 7 ปีเหลือ 5 ปีว่า ข้อเสนอดังกล่าวยังไม่ตกผลึก แต่ถ้าจะลดก็รับได้เพราะเราทำงานเป็นเทอม เชื่อว่าถ้าชุดเก่าไปชุดใหม่มาก็สามารถทำงานได้ทันที ไม่เหมือนคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่ต้องทำงานต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ต้องแล้วแต่ สปช.และกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นผู้ออกแบบ และการออกแบบก็ต้องดีขึ้นเป็นประโยชน์กับประเทศชาติและประชาชน จึงไม่อยากไปวิพากษ์ วิจารณ์จะกลายเป็นเตะถ่วง เดี๋ยวไม่สำเร็จจะหาว่าเราเห็นแก่ประโยชน์ตัวเอง

เสียงอ่อยคนปฏิบัติต้องทำได้

นายศุภชัยกล่าวว่า หากอนุกรรมาธิการคณะที่ 8 ว่าด้วยภาค 3 หมวด 2 ในการยกร่างรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐและองค์กรภาคประชาชน อยากออกแบบเป็นแบบไหนให้ถามผู้ปฏิบัติด้วยก็ได้ ส่วนข้อเสนอให้นำระบบเลือกตั้งแบบเยอรมันมาใช้โดยเลือกนายกฯและ ครม.โดยตรงนั้น วัฒนธรรมไทยจะเหมาะกับประเทศต้นแบบหรือไม่ เราลองผิดลองถูกมา 80 กว่าปีแล้ว ดังนั้นจะใช้แบบเยอรมันหรือออสเตรเลียหรืออะไร ควรเลือกให้เหมาะสมเมื่อออกแบบมา อย่างไรตามหน้าที่ของผู้จัดการเลือกตั้งต้องทำตามได้หมด

“วิษณุ” บอกนายกฯแค่ปรามๆ

วันเดียวกันเวลา 16.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ด้านกฎหมาย กล่าวถึงกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ห้าม สปช. สนช. และคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เสนอแนวทางอันเป็นการสร้างปัญหาขึ้นมาใหม่ว่า นายกฯพูดมานานแล้วว่า หน่วยงานที่มีหน้าที่ไม่ควรทำตัวเป็นผู้มีปัญหา แต่ไม่ใช่ว่าขณะนี้มีปัญหา นายกฯแค่ต้องการปรามต้องการเตือน เพราะเวลานี้พูดกันมาก ชิงพูดกันจัง ต่างคนต่างพูด ทั้งที่ควรรอให้มีมติออกมาก่อนแล้วค่อยพูดตามมตินั้น วันนี้คณะกรรมการ กรรมาธิการชุดต่างๆมีกี่คนก็พูดกันหมด พูดกันคนละอย่าง คนก็อาจสับสนว่าสุดท้ายเอายังไงกันแน่ แต่ไม่เป็นไรตอนนี้พูดได้เพราะยังไม่เริ่มร่างรัฐธรรมนูญ ยังเป็นการพูดโยนความคิดเข้าไปทั้งนั้น ขายความคิดได้มีคนเอาด้วยจะได้เป็นพลังก็คงไม่ว่ากัน วันนี้ต้องปล่อยให้สับสนไปก่อนเพราะยังไม่ได้เริ่มร่าง ถ้าไม่พูดเสนอความเห็นกันเลย ปล่อยให้คนอื่นพูดจะคล้อยไปตามความเห็นนั้นได้ แต่หลังวันที่ 19 ธ.ค. กำหนดกรอบเริ่มร่างรัฐธรรมนูญแล้ว จะพูดอะไรต้องพูดไปในแผน เดียวกัน

อีก 6 เดือน ได้ใช้ ก.ม.ล้างเงินใต้โต๊ะ

นายวิษณุกล่าวอีกว่า ส่วนกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ระบุว่า รัฐบาลผลักดันร่าง พ.ร.บ.การอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ เพื่อลดขั้นตอนให้บริการภาครัฐ ปิดช่องทุจริตการ จ่ายเงินใต้โต๊ะนั้น ขณะนี้ร่างกฎหมายดังกล่าวผ่านสนช.แล้ว อยู่ระหว่างนำขึ้นทูลเกล้าฯ หากลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วจะทิ้งเวลาไว้อีก 180 วันให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมตัว เมื่อกฎหมายประกาศใช้เมื่อไรต้องเรียกประชุมส่วนราชการทั้ง หมด เพื่อเตรียมทำคู่มือ ต้องรณรงค์ประชาสัมพันธ์สื่อมวลชนและประชาชนให้รู้ถึงสิทธิตรงนี้ หากไม่ได้รับความสะดวกจะร้องเรียนได้อย่างไร กฎหมายฉบับนี้จะมีผลบังคับใช้อีก 6 เดือนข้างหน้า รูปแบบวันสต็อบเซอร์วิสว่าด้วยการติดต่อขออนุญาตอนุมัติการขึ้นทะเบียน จดทะเบียน ทำให้รวดเร็วขึ้น ส่วน ราชการต้องทำคู่มือบอกประชาชนว่าจะใช้เวลาเท่าไร ขั้นตอนอย่างไร มีเอกสารอย่างไรบ้าง ต้อง ตอบภายในกี่วัน ความรวดเร็วของขั้นตอนจะเป็นการป้องกันการทุจริต เพราะการขออนุมัติที่ล่าช้าส่วนหนึ่งมีคนตุกติกต้องการเรียกเงินใต้โต๊ะ

คาดโทษผิดวินัยหากถูกร้องเรียน

นายวิษณุกล่าวว่า ที่สำคัญการกำหนดวัน เวลา ไม่ใช่กำหนดได้ตามใจชอบ กำหนดให้ยาวไว้ก่อนไม่ได้ กรณีนี้เมื่อส่วนราชการจัดทำคู่มือเสร็จต้องส่งให้คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ดู ถ้า ก.พ.ร.เห็นว่าเวลาที่กำหนดนานเกิน ไป มีอำนาจสั่งให้แก้เรื่องวันเวลาเป็นไปตามความเป็นจริง ไม่ใช่กำหนด 1 ปีทุกเรื่อง กรณีนี้ประชาชนสามารถนำไปร้องเรียนหรือร้องอุทธรณ์ได้ ส่วนราชการใดไม่ปฏิบัติตามที่กำหนดเวลา จะเป็นความผิดทางวินัย และอาจถูกดำเนินคดี และถ้าพิสูจน์แล้วพบข้อบกพร่องมีปัญหาซ้ำซาก ครม.จะออก พ.ร.ฎ.จัดตั้งศูนย์รับคําขออนุญาต รวมอำนาจหน่วยต่างๆมาไว้ที่ศูนย์ฯเพื่อเป็นตัวกลางระหว่างผู้ขออนุญาตกับหน่วยงานรัฐ รับเรื่องแทนหน่วยงาน นั้นๆ และเมื่อ ครม.ตั้งศูนย์รับเรื่องเองเมื่อไร เมื่อนั้นเท่ากับว่าหน่วยราชการนั้นบกพร่อง เพราะปล่อยให้งานมาตกที่ศูนย์นี้ หน่วยงานนั้นๆก็ต้องถูกลงโทษ

“ยะใส” หวั่นตีขลุมผูกขาดอำนาจ

นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้อำนวยการสถาบันปฏิรูปประเทศไทย (สปท.) กล่าวถึงข้อเสนอให้เลือกตั้งนายกฯ และ ครม.โดยตรง ว่า เป็นข้อเสนอ ที่ต้องพิจารณากันอย่างรอบคอบ เพราะเป็นเรื่องใหญ่และละเอียดอ่อนมากต่อการเมืองไทย ส่วนตัวมองว่าข้อเสนอนี้มีทั้งจุดอ่อนและจุดแข็ง เราเคยมีบทเรียนตอนรัฐธรรมนูญปี 40 ที่ได้ฝ่ายบริหารที่แข็งแกร่ง แต่พบว่ากลไกอิสระถ่วงดุลอ่อนแอล้มเหลวถูกครอบงำเบ็ดเสร็จเช่นกัน ที่สำคัญคือสภาวะการเมืองไทยเป็นการเมืองแบบผูกขาด โดยกลุ่มทุนขนาดใหญ่ไม่กี่กลุ่ม ที่เป็นเจ้าของพรรคการเมืองและยังมีกลไกราชการที่รวมศูนย์อำนาจเบ็ดเสร็จเป็นเครื่องมือในการบริหารอำนาจ หากให้นายกฯ และ ครม.มาจากการเลือกตั้งโดยตรง ยิ่งจะเพิ่มระดับการผูกขาดทางการเมืองมากขึ้นหรือไม่

บอกยังเร็วเกินไปที่จะฟันธง

นายสุริยะใสกล่าวว่า ดังนั้น ยังเร็วเกินไปที่ จะตัดสินใจ ต้องดูภาพรวมประเด็นอื่นของร่างรัฐธรรมนูญควบคู่กันไป เช่น ระบบเลือกตั้งจะป้องกันการทุจริตได้อย่างไร กลไกตรวจสอบถอดถอน รวมถึงต้องดูสิทธิอำนาจของประชาชนด้วย ว่าจะเพิ่มขึ้นจนมีพลังกำกับและมีส่วนร่วมในการตัดสินใจของฝ่ายบริหารได้ขนาดไหน บทเรียนสำคัญคือเราพยายามแก้ปัญหาทุจริตเลือกตั้งกันมาสารพัดวิธี เปลี่ยนระบบเลือกตั้งกลับไปกลับมากี่แบบก็ตาม แต่กลับพบว่าการทุจริตเลือกตั้งไม่ได้ลดลงเลย ตนเป็นห่วงว่าขณะนี้เรามองรัฐธรรมนูญและออกแบบการเมืองกันเป็นจุดๆ เป็นรายประเด็นมากเกินไป ซึ่งแก้จุดนี้อาจเกิดปัญหาที่จุดอื่นตามมา อยากให้มองในภาพรวมทั้งฉบับ

เพื่อไทยไม่เอาแน่ ส.ส.ลากตั้ง

นายอุดมเดช รัตนเสถียร อดีต ส.ส.นนทบุรี พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ตามที่คณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง สปช. มีข้อสรุปเสนอแนวทางการร่างรัฐธรรมนูญ โดยให้มีการเลือกตั้งนายกฯและ ครม.โดยตรงว่า ยังยืนยันว่าควรเลือกตั้งนายกฯผ่านระบบรัฐสภาเหมือนเดิมจะเหมาะกว่า การเลือกตั้งนายกฯโดยตรงคงไม่เหมาะกับประเทศไทย ที่มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หากเลือกนายกฯโดยตรงจะคล้ายรูปแบบประธานาธิบดีที่หลายคนเป็นห่วงกังวล ส่วนแนวคิดการตัดทิ้ง ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อนั้น ความจริงที่มาของ ส.ส.บัญชีรายชื่อสืบเนื่องจากเรามีคนมีความรู้ความสามารถมาก แต่ไม่มีความถนัดในการลงเลือกตั้ง จึงเปิดช่องให้พรรคการเมืองเลือกคนกลุ่มนี้เข้ามาทำหน้าที่ แต่ถ้าวันนี้จะไม่ให้มี ส.ส.บัญชีรายชื่อก็ไม่ขัดข้อง แต่ไม่เห็นด้วยที่จะเปิดช่องให้มี ส.ส.แบบแต่งตั้งหรือแบบสรรหาเข้ามาทำหน้าที่แทน

ยกมือเชียร์หั่นวาระ ป.ป.ช.

นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เห็นด้วยกับข้อเสนอให้ลดวาระ ป.ป.ช. จาก 9 ปีเหลือ 5 ปี การที่ ป.ป.ช.บางคนบอกว่าขอเป็น 2 สมัย เพื่อความต่อเนื่องนั้น ไม่เป็นเหตุเป็นผล เพราะงานธุรการหรืองานบริหารทั่วไปมีข้าราชการดูแลอยู่แล้ว คณะกรรมการ ป.ป.ช. มาทำหน้าที่เป็นบอร์ด คอยดูนโยบายและความคืบหน้าของคดี การเปลี่ยนตัวกรรมการทุก 5 ปีจะเป็นผลดี เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่มาทำงานแทนคนที่อายุมาก อาจมีแนวคิดที่ดี ความรู้ความสามารถมากกว่า อย่าคิดว่าตัวเองสุดยอดอยู่คนเดียว ขอให้อยู่แค่วาระเดียวพอ เพราะถ้าอยู่ต่อเนื่องจะเกิดผลเสีย เช่น กรรมการ ป.ป.ช.เกลียดใครก็จะดำเนินคดีกับคนนั้นจนเสร็จสิ้นกระบวนความ ไม่อยากเห็นว่ากรรมการ ป.ป.ช.อยากอยู่ยาวเพราะได้เบี้ยประชุมเยอะ หรือมีโอกาสได้ไปเที่ยวต่างประเทศ

“สมบัติ” แจงข้อดีเลือกแบบใหม่

นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ สปช. ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง กล่าวว่าการเสนอให้มีการเลือก ครม.โดยตรง เพราะกรรมาธิการฯเสียงข้างมากพิจารณาแล้วเห็นปัญหาจากรูปแบบเดิม คือระบบรัฐสภาที่ให้ประชาชนเลือก ส.ส. แล้วให้ ส.ส.เลือกนายกฯนั้น หาก ส.ส.มีความสุจริตเที่ยงธรรม ก็จะมีส่วนทำให้ได้นายกฯที่ดี แต่หากว่าได้ ส.ส.ที่มาจากการซื้อสิทธิขายเสียง จะมีปัญหาตามมาว่านายกฯต้องมาดูแลและคอยอุปถัมภ์ ส.ส.ที่ยอมจ่ายเงินจำนวนมากเพื่อซื้อเสียงเข้ามา และหากรัฐบาลมีเสียงข้างมากแบบเด็ดขาดก็จะเข้าครอบงำทั้งฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ ทำให้การตรวจสอบอ่อนแอ ระบบการตรวจสอบโดยการอภิปรายไม่ไว้วางใจไม่เป็นผล เพราะอภิปรายเมื่อใดก็แพ้ทุกครั้ง ทำให้ฝ่ายบริหารยิ่งเหิมเกริมในการทุจริตคอร์รัปชัน

ตัดผลประโยชน์ต่างตอบแทน

นายสมบัติกล่าวต่อว่า ที่ประชุมเสียงส่วนใหญ่จึงเห็นว่าแนวคิดการเลือก ครม.โดยตรงน่าจะแก้ไขปัญหาได้ เพราะ ครม.ก็ไม่ต้องไปพึ่งพา ส.ส.หรือยืมมือทำให้ได้เป็นรัฐบาลอีกต่อไป และยังทำให้ประชาชนได้รู้ว่าคนที่จะมาเป็นนายกฯ และ ครม. มีประวัติมีผลงานน่าเชื่อถือเพียงใด รู้ก่อนตั้งแต่ยังไม่เลือกเข้ามาทำงาน ถ้าไม่พอใจก็ไม่ต้องเลือก หากปล่อยให้นายกฯมาเลือก ครม.ภายหลัง บางครั้งอาจไปเลือกนายทุน ผู้มีอิทธิพล เจ้าของบ่อน เข้ามาเป็น ครม. เพื่อเป็นการตอบแทนกันก็ได้ ดังนั้นการที่ประชาชนได้รู้ประวัติและนโยบายของ ครม. จะเป็นประโยชน์กับประชาชน ซึ่งการประชุมคณะกรรมาธิการฯวันที่ 8 ธ.ค. ต้องลงมติรับรองข้อเสนอดังกล่าวอีกครั้ง

ชทพ.รอ “บวรศักดิ์” ฟันธงถึงเชื่อ

นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวว่า ยังเป็นเพียงข้อเสนอของคณะกรรมาธิการ อนุกรรมาธิการชุดต่างๆ หรือสมาชิก สปช.บางคน ยังไม่ใช่ข้อสรุปหรือเป็นมติที่แท้จริง ตนไม่อยากวิพากษ์วิจารณ์หรือแสดงความเห็น ต้องรอให้ประเด็นต่างๆตกผลึกชัดเจนก่อน หรือให้ประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญอย่างนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นคนพูดจึงจะเชื่อถือได้ ส่วนข้อเสนอของพรรคชาติไทยพัฒนาต่อคณะกรรมาธิการยกร่างฯ เห็นว่านายกฯต้องมาจากรัฐสภาและยึดโยงกับประชาชน เราต้องคิดถึงอนาคตข้างหน้าหากนายกฯไม่ยึดโยงสภา ไม่เข้าสภา ไม่สนใจสภาจะเป็นเช่นไร โดยเฉพาะในภาวะที่เกิดสุญญากาศทางการเมือง ขณะที่ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ และ ส.ว.ยังเห็นว่ามีความสำคัญต้องคงอยู่ ต้องมีนักการเมืองอาชีพ และผู้ทรงคุณวุฒิด้านต่างๆเพื่อให้เกิดความหลากหลาย คนเก่งมีความสามารถควรเข้ามาสภา เพื่อทำประโยชน์ให้กับบ้านเมือง เพราะหากมีเพียงนักการเมืองอาชีพอย่างเดียวก็รู้เพียงผิวเผินไม่ลงลึกในรายละเอียด

อยากเห็น “ซุปเปอร์แมนตู่”

นายสุรพงษ์กล่าวต่อว่า ส่วนกรณี พล.อ.ประยุทธ์ระบุว่าที่ผ่านมานักการเมืองทำไม่ถูกต้อง และการบริหารงานของรัฐบาลที่ผ่านมาไม่ดี กล่าวหาว่ามีการทุจริตคอร์รัปชัน จึงอยากให้ พล.อ.ประยุทธ์พิสูจน์ตัวเองว่าบริหารบ้านเมืองให้เดินหน้าไปได้ อย่าลอกนโยบายรัฐบาลอื่น และหวังว่ารัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์จะไม่มีการทุจริตคอร์รัปชัน ถ้าเป็นไปได้อยากให้นายกฯประกาศให้ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ พนักงานรัฐวิสาหกิจทั้งหมด ต้องยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินตั้งแต่เริ่มทำงานและยื่นทุกปี ถ้าทำได้จะเป็นซุปเปอร์แมน หากมีผลงานแล้วอยากอยู่ยาวประชาชนก็ยอมรับได้ อย่างไรก็ตามไม่อยากได้ยิน พล.อ.ประยุทธ์บ่นว่าเหนื่อย เพราะอาสามาทำงานแล้ว การเป็นผู้นำและเป็นทหารต้องอดทน วันนี้เป็นรัฐบาลที่มาจากการยึดอำนาจมีอำนาจเยอะ ได้เปรียบรัฐบาลและผู้นำคนอื่นเยอะ มีตัวช่วยมาก สามารถเลือกใช้ใครก็ได้ ดังนั้นอย่าบ่นว่าเหนื่อย

แนะหามาตรการใหม่ปลุก ศก.

นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว.พลังงาน คณะทำงานด้านเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า จากการคาดการณ์ของศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ระบุว่าเศรษฐกิจปี 2557 จะโตแค่ร้อยละ 0.8 ซึ่งเป็นไปตามที่ตนเคยเตือนไว้ก่อนหน้านี้ ว่าจะไม่มีทางโตถึงร้อยละ 1.5-2 ตามที่นายสมหมาย ภาษี รมว.คลัง ให้ความเชื่อมั่น สะท้อนให้เห็นว่ามาตรการเศรษฐกิจที่ออกมาไม่ได้ผล จึงอยากให้รัฐบาลคิดมาตรการใหม่ที่จะมากระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างแท้จริง ขณะที่รัฐบาลพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจที่กำลังซบเซา แต่กลับจะเก็บภาษีเพิ่มขึ้น ทั้งภาษีมรดก ภาษีทรัพย์สินและที่ดิน เพิ่มภาษีแวต เพิ่มภาษีสรรพสามิตดีเซล สวนกับแนวทางกระตุ้นเศรษฐกิจ เปรียบเสมือนการขับรถที่เหยียบคันเร่งและเหยียบเบรกไปพร้อมกัน และการที่นายสมหมายออกมาคาดการว่าจะเลื่อนการเลือกตั้งไปเป็นกลางปี 59 ยิ่งทำให้ความเชื่อมั่นของต่างประเทศลดลงมาก ต้องขอบคุณ พล.อ.ประยุทธ์ ที่ออกมาให้ความเชื่อมั่นนักลงทุนต่างประเทศว่าจะไม่เปลี่ยนแปลงกฎหมายการทำธุรกิจของคนต่างด้าว ก่อนที่พวกเขาจะย้ายการลงทุนหนีออกไป ส่วนการประมูลคลื่น 4 จีโดยเร็วนั้น เป็นแนวทางที่ถูกต้องแล้ว

ป.ป.ช.จ่อลงดาบโกงข้าวจีทูจี

อีกเรื่อง นายวิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช. กล่าวถึงความคืบหน้าการไต่สวนนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์และพวก กรณีทุจริตการซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ว่า อยู่ระหว่างการไต่สวนของ ป.ป.ช. โดยขณะนี้ผู้ถูกกล่าวหาเข้าชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาต่อ ป.ป.ช.ครบถ้วนแล้ว คาดว่าจะได้ข้อสรุปปลายเดือน ธ.ค. ยืนยันว่าหากหลักฐานเชื่อมโยงไปถึงใครก็ต้องไปถึงคนนั้น โดยเฉพาะตัวการใหญ่ต้องถูกดำเนินคดีก่อน

ไทยเจ้าภาพถกอนุลุ่มน้ำโขง

นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า วันที่ 19-20 ธ.ค.นี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ จะเข้าร่วมประชุมสุดยอดแผนงานความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ครั้งที่ 5 (จีเอ็มเอส) ที่ไทยเป็นเจ้าภาพจัดขึ้นที่โรงแรมแชงกรีลา กทม. มุ่งเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างกัน เชื่อมโยงประชาชนโดยเฉพาะเส้นทางคมนาคม เพิ่มศักยภาพการใช้ถนนหมายเลข 8-12 และถนนสาย R3A ในการสนับสนุนระบบเศรษฐกิจในภูมิภาคให้มากยิ่งขึ้น สิ่งสำคัญคือการปรับปรุงกฎระเบียบการขนส่งสินค้าให้สะดวกยิ่งขึ้น หรือ One Stop Inspection เพื่อลดขั้นตอนศุลกากรให้เกิดความคล่องตัว

นิด้าโพลชี้คนอยากเลือกผู้นำ

วันเดียวกัน นิด้าโพลเปิดผลสำรวจความคิดเห็นประชาชน เรื่อง “ที่มาของนายกรัฐมนตรีและรัฐบาล” จากประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไปทั่วประเทศ รวม 1,253 ตัวอย่าง พบว่าร้อยละ 66.80 เห็นว่า นายกฯควรมาจากการเลือกตั้งโดยตรง ร้อยละ 20.27 ระบุว่า นายกฯไม่จำเป็นต้องเป็น ส.ส. แต่ต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎร มีเพียงร้อยละ 9.10 ที่ระบุว่า นายกฯต้องเป็น ส.ส.และได้รับความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎร เช่นเดียวกับที่มาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ร้อยละ 72.07 ระบุว่า ควรมาจากการเลือกตั้งโดยตรง ร้อยละ 24.50

ระบุว่า นายกฯควรเป็นผู้เลือก ครม. ส่วนที่มาของ ส.ส. ร้อยละ 48.52 ระบุว่า ควรเลือกแบบเขตละคน (One Man One Vote) ร้อยละ 20.11 ระบุว่า ควรเลือกแบบเขตใหญ่หลายคน แต่ไม่เกิน 3 คนต่อหนึ่งเขต (ระบบพวงใหญ่) และร้อยละ 16.52 ระบุว่า ควรเลือกแบบบัญชีรายชื่อทั้งประเทศร้อยละ 13.41 ระบุว่า ควรเลือกแบบบัญชีรายจังหวัด

ย้ำต้องประชามติให้คนยอมรับ

ขณะที่สวนดุสิตโพล เปิดผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนต่อการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ พบว่า ร้อยละ 56.60 รับรู้เรื่องการร่างรัฐธรรมนูญ มีร้อยละ 43.40 ไม่รู้ โดยร้อยละ 79.64 อยากให้เน้นเรื่องที่มาคุณสมบัติของผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งทางการเมืองทั้ง นายกฯ ส.ส. และ ส.ว. ให้ชัดเจน รัดกุม โดยสิ่งที่ประชาชนอยากฝากถึง คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญมากที่สุด ร้อยละ 78.47 อยากให้มีเนื้อหาเหมาะสม สอดคล้องกับสภาพสังคมในปัจจุบัน เน้นการปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม ร้อยละ 70.88 อยากเห็นรัฐธรรมนูญที่สมบูรณ์ไม่แก้ไขบ่อย ใช้ได้ในระยะยาว ประชาชนให้การยอมรับโดยการทำประชามติ

ประเมินเรตติ้ง “นายกฯตู่” หด

ด้านกรุงเทพโพลเปิดผลสำรวจความคิดเห็นเรื่อง “ประเมินผลงาน 3 เดือน รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” พบว่า ความพึงพอใจในการบริหารงานช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา จากคะแนนเต็ม 10 เฉลี่ยอยู่ที่ 6.52 คะแนน ลดลง 0.38 คะแนน จากผลสำรวจการทำงานครบ 3 เดือนของ คสช. โดยได้คะแนนมากที่สุดในด้านความมั่นคง 7.30 คะแนน แต่ด้านเศรษฐกิจได้น้อยสุด 5.89 คะแนน ส่วนความพึงพอใจในตัวนายกฯ (พล.อ.ประยุทธ์) ได้เฉลี่ย 7.43 คะแนน ลดลง 0.33 คะแนน เมื่อเทียบกับการทำงานครบ 3 เดือนของ คสช. โดยได้คะแนนมากที่สุดคือ ความเด็ดขาดกล้าตัดสินใจ 8.04 คะแนน และน้อย

ที่สุดคือ ความสามารถสร้างสรรค์ผลงานหรือโครงการใหม่ๆ 6.41 คะแนน แต่ส่วนใหญ่ยังมองว่ามีผลงานดีกว่าที่คาดหวังไว้ และหากวันนี้มีสิทธิเลือกนายกฯ ร้อยละ 75 บอกว่ายังคงสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ ลดลงร้อยละ 5.5 เมื่อเปรียบเทียบกับการสำรวจช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ขณะที่ร้อยละ 12.6 ไม่สนับสนุน และร้อยละ 12.4 งดออกเสียง สิ่งที่อยากได้จากรัฐบาลเป็นของขวัญปีใหม่ อันดับ 1 คือ ช่วยทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น รองลงมาคือ ช่วยทำให้ผลผลิตการเกษตร เช่น ข้าว ยางพารา มีราคาสูงขึ้นราคาสินค้าและค่าครองชีพถูกลง

แต่ยังคงพึงพอใจอยู่มาก

ส่วนมาสเตอร์โพลสำรวจความคิดเห็นแกนนำชุมชนต่อผลงานของรัฐบาลและ คสช. จากตัวอย่างแกนนำชุมชน 624 ชุมชน พบว่า ร้อยละ 88.2 ยังคงสนับสนุน คสช. สำหรับคะแนนความพึงพอใจโดยเฉลี่ยต่อผลงานแต่ละด้านมีดังนี้ ด้านการบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนเร่งด่วนของประชาชน คือการเพิ่มเงินเบี้ยเลี้ยงสำหรับผู้พิการจาก 600 บาทเป็น 800 บาท ด้านการเมือง การปราบปรามการทุจริต คอร์รัปชัน ด้านเศรษฐกิจ การส่งเสริมและกระตุ้นการท่องเที่ยว ด้านสังคม การแก้ไขปัญหายาเสพติด โดยแกนนำชุมชนยังคงมีความพึงพอใจอยู่ในระดับ “มาก” ได้คะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 8.53 จากเต็ม 10 คะแนน

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ข่าวหน้า1สมบัติ ธำรงธัญวงศ์สปช.ปฏิรูปการเมืองเลือก ครม.โดยตรง

ข่าวแนะนำ

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้