ข่าว
100 year

คลี่กฎหมาย "ปลดล็อก" ค้ำประกันหนี้ ดาบสองคมสั่นคลอนการเงินไทย

ทีมข่าวเศรษฐกิจ8 ธ.ค. 2557 05:01 น.
SHARE

ฉับพลันที่ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ “พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 20) พ.ศ.2557” โดยกำหนดให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด 90 วันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป หรือมีผลบังคับใช้วันที่ 12 ก.พ.2558 อีกเพียง 2 เดือนจากวันนี้

ดูผิวเผินก็ไม่น่าจะมีอะไรแอบแฝง ในเมื่อบทบาทของ “สภานิติบัญญัติแห่งชาติ” (สนช.) นั้น มีหน้าที่ตรากฎหมายที่จะยังประโยชน์ต่อการจัดระเบียบสังคม และประโยชน์ต่อประเทศ ชาติอยู่แล้ว

แต่เมื่อพิจารณาเหตุผลในการตรากฎหมายฉบับนี้ ที่ปรากฏแนบท้ายพระราชบัญญัติ โดยระบุว่า บทบัญญัติของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันยังไม่เพียงพอที่จะคุ้มครองสิทธิและให้ความเป็นธรรมแก่ผู้ค้ำประกันและผู้จำนองซึ่งมิใช่ลูกหนี้ชั้นต้น แต่เป็นเพียงบุคคลภายนอกที่ยอมผูกพันตนต่อเจ้าหนี้ ในการที่จะชำระหนี้แทนลูกหนี้เท่านั้น

แต่ในทางปฏิบัติกฎหมายดังกล่าว ได้ส่งผลกระทบในวงกว้างที่ยังผลให้การทำธุรกรรมการเงิน การปล่อยสินเชื่อและจะส่งผลรุนแรงต่อภาพรวมการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยได้ จนถึงขั้นที่สมาคมธนาคารไทยออกโรงเตือนอาจถึงขั้นทำให้ระบบเศรษฐกิจปั่นป่วน หรือ “พังครืน” เอาได้

“ทีมเศรษฐกิจ” จึงเปิดพื้นที่นี้สะท้อนมุมมอง และความกังวลจากทุกภาคส่วนเพื่อให้ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบได้ตระหนัก การมุ่งผลสำเร็จจะเอาแต่การเร่งสร้างผลงานหรือ “ตีปี๊บ” ผลงานโดยไม่ได้ตระหนักไปถึงผลกระทบในวงกว้างที่จะเกิดตามมาอีกกลายเป็นดาบ 2 คมที่ทำให้เศรษฐกิจปั่นป่วนถึงขั้น “ล้มตึง” เอาง่ายๆ ดังนี้...

บสย.แจง 4 ประเด็นกระทบหนัก

หลังจากพิจารณาข้อกฎหมายที่เปลี่ยน แปลงไปข้างต้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่าง “กุมขมับ” นับตั้งแต่กระทรวงพาณิชย์ ซึ่งจับพลัด จับผลูมาเป็น “ผู้รักษาการกฎหมาย” ดังกล่าว เพราะโดยเนื้องานแล้ว ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการให้กู้หนี้ยืมสิน หรือให้สินเชื่อแม้แต่น้อย!

ขณะที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงทั้งกระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ธนาคารพาณิชย์ และสถาบันการเงิน บริษัทประกัน ต่างระบุเป็นเสียงเดียวกันว่าเมื่อกฎหมายดังกล่าวมีการบังคับใช้จริงจะส่งผลกระทบต่อกระบวนการปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินอย่างรุนแรง ส่งผลให้การปล่อยกู้ที่มี “บุคคลค้ำประกัน” ทำได้ยากขึ้น และอาจส่งผลโดยรวมต่อเนื่องไปถึงระบบเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวม

นายวัลลภ เตชะไพบูลย์ กรรมการและผู้จัดการทั่วไปบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) กล่าวว่า หลังจากให้ฝ่ายกฎหมายของ บสย.เข้าไปศึกษาแล้ว พบว่ากฎหมายดังกล่าวจะมีผลกระทบต่อการดำเนินธุรกรรมของสถาบันการเงิน บริษัทห้างร้านทั่วไป รวมถึงรัฐวิสาหกิจด้วย

เพราะคำว่า “ค้ำประกัน” ไม่ได้หมายถึงผู้ค้ำประกันในการปล่อยกู้ของสถาบันการเงินเท่านั้น แต่ยังมีความหมายเชิงกว้างรวมไปถึงการค้ำประกันพนักงานเข้าทำงานให้บริษัทต่างๆด้วย “เมื่อมีการแก้ไขการค้ำประกันตามกฎหมายนี้ จะทำให้การใช้บุคคลค้ำประกันเพื่อป้องกัน หรือลดความเสี่ยงเป็นอันต้องยุติลงทำให้กระบวนการค้ำประกันต่างๆ ในอดีตต้องเปลี่ยนแปลงกันหมด ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีใครประเมินได้ว่าจะมีทางออกอื่นหรือแก้ไขได้อย่างไร”

ส่วนประเด็นที่สถาบันการเงินเป็นห่วงจากผลพวงของการแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ มีอยู่ 2 ส่วนด้วยกัน คือ 1. การค้ำประกัน และ 2. การจำนอง ซึ่ง บสย.พบว่าจะส่งผลกระทบใน 4 เรื่องหลัก ดังนี้

1. กรณีลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้ เจ้าหนี้ต้องทำหนังสือบอกกล่าวผู้ค้ำประกันภายใน 60 วัน

มิเช่นนั้นผู้ค้ำจะไม่ต้องรับผิดชอบ ดังนั้น เพื่อป้องกันความเสียหายจากการไม่ได้ชำระคืนหนี้ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต สถาบันการเงินคงต้องวางกฎเกณฑ์ที่เข้มข้นขึ้น โดยรีบยุติเรื่องและส่งฟ้องศาลโดยเร็ว ซึ่งในทางปฏิบัติจะส่งผลเสียทั้งต่อเจ้าหนี้และลูกหนี้

2. กรณีที่เจ้าหนี้มีการปรับโครงสร้างหนี้ หรือขยายระยะเวลาการชำระหนี้ให้กับลูกหนี้ เจ้าหนี้ต้องให้ผู้ค้ำประกันยินยอมด้วยทุกครั้ง ก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่จะสร้างความยุ่งยากให้แก่สถาบันการเงินในฐานะเจ้าหนี้ที่ต้องเรียกผู้ค้ำประกันมายินยอมด้วยทุกครั้ง หากผู้ค้ำประกันไม่ยินยอมการค้ำประกันก็เป็นอันยุติลง ซึ่งอาจทำให้กระบวนการปรับโครงสร้างหนี้ไม่เกิดขึ้น

3. กรณีที่เจ้าหนี้ลดหนี้ให้ลูกหนี้เป็นจำนวนเท่าใดก็ให้ภาระของผู้ค้ำประกันลดลงไปด้วยเท่านั้น ดังนั้น หากลูกหนี้ไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามเงื่อนไข (ที่ปรับโครงสร้างหรือยืดหนี้แล้ว) ผู้ค้ำประกันจะรับผิดไม่เกินมูลหนี้ที่ปรับลดลงแล้ว จากเดิมหากมีภาระดอกเบี้ยเพิ่มในช่วงที่ยังไม่จ่ายหนี้ ผู้ค้ำต้องรับผิดชอบร่วมด้วย และ 4. ผู้จำนองรับผิดไม่เกินราคาขายทรัพย์ที่จำนอง และห้ามกำหนดให้ผู้จำนองที่เป็นบุคคลภายนอกเป็นผู้ค้ำประกันด้วย

“ภายใต้กฎหมายที่แก้ไขใหม่นี้ จะทำให้สถาบันการเงินพิจารณาการให้สินเชื่อที่เข้มงวดมากขึ้น เพราะการเรียกร้องหลักประกันจะลำบากมากยิ่งขึ้น อีกทั้งสถาบันการเงินยังต้องเพิ่มขั้นตอนการทำงานมากขึ้น และอาจต้องปรับกระบวนการทำงานในการปล่อยสินเชื่อ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอีได้”

สศค.ยัน ก.ม.มี “ข้อดี” มากกว่า “เสีย”

แม้การแก้ไขกฎหมายดังกล่าวจะถูกตั้งแง่จากทุกภาคส่วนว่าอาจสร้างความปั่นป่วนให้ระบบการเงิน การปล่อยสินเชื่อ ตลอดจนเศรษฐกิจโดยรวม แต่ในมุมมองของภาครัฐได้ชี้ให้เห็นถึง “ข้อดี” ที่แฝงอยู่ภายใต้กฎหมายฉบับนี้

โดย นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กล่าวว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ปพพ.) ที่แก้ไขใหม่ดังกล่าวยังคงมีความสับสนอยู่มาก แม้กระทั่ง สศค.เองก็เพิ่งจะนำกฎหมายฉบับนี้มาวิเคราะห์ศึกษาถึงข้อดีและข้อเสีย
โดยเบื้องต้นสรุปว่ากฎหมายมีข้อดีอยู่ประมาณ 80% มีข้อเสีย 20% โดย “ข้อเสีย” เกือบทั้งหมดนั้นน่าจะเป็นเรื่องของการสร้างภาระและกระบวนการทำงานที่ยุ่งยากให้แก่สถาบันการเงินมากกว่าที่จะมีผลกระทบต่อประชาชน

“ในภาพของกฎหมายใหม่ที่จะบังคับใช้ แบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ กรณีค้ำประกันทั่วไป และกรณีการจำนองเพื่อประกันหนี้ ซึ่งบางเรื่องบางกรณี สศค.มองว่าเป็นปัญหาที่เรื้อรังมานาน เนื่องจากกฎหมายเดิมไม่สอดคล้องกับเหตุการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป”

เช่นเรื่องของการค้ำประกัน ที่แต่เดิมกฎหมายกำหนดว่า “การค้ำประกันในหนี้สามารถทำได้ในกรณีที่หนี้สมบูรณ์แล้ว หรือหนี้อนาคต” ซึ่งเป็นการเขียนแบบ “ปลายเปิด” เพราะนิยามคำว่า “หนี้” ในความหมายเดิมนั้นจะเหมารวมทั้งหนี้ในปัจจุบันและอนาคต โดยไม่มีการขีดเส้นหรือกำหนดระยะเวลาที่ชัดเจน“แต่ในกฎหมายใหม่ กำหนดให้สัญญาค้ำประกันต้องระบุหนี้ที่ค้ำประกันไว้ให้ชัดเจนลงไป โดยผู้ค้ำประกันจะรับผิดเฉพาะในส่วนที่ระบุไว้เท่านั้น”

นอกจากนี้ ในกฎหมายเดิมระบุว่า “เจ้าหนี้มีสิทธิเรียกให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้เมื่อลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้” ขณะที่กฎหมายฉบับใหม่ได้เขียนให้ชัดเจนมากขึ้นว่า “เมื่อลูกหนี้ผิดนัดให้เจ้าหนี้ต้องแจ้งให้ผู้ค้ำประกันเป็นหนังสือภายใน 60 วัน และห้ามเจ้าหนี้เรียกหนี้เอากับผู้ค้ำก่อน จะต้องไปไล่เบี้ยเอากับลูกหนี้ก่อน” เป็นต้น

“กฎหมายเดิมมีลักษณะที่เปิดกว้างค่อนข้างมาก จึงทำให้เกิดการปรับปรุงและแก้ไขเสียใหม่ ไม่เช่นนั้นผู้ค้ำประกันก็ต้องรับภาระหนี้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยอย่างไม่มีที่สิ้นสุด”

ส่วนเรื่องของการจำนองทรัพย์ กฎหมายใหม่ได้เพิ่มความชัดเจนลงไป เช่น “ผู้จำนอง เมื่อถูกบังคับจำนองแล้ว ไม่ต้องรับผิดในหนี้ที่เกินราคาทรัพย์จำนอง และกรณีข้อตกลงให้ผู้จำนองต้องรับผิดเกินกว่าราคาทรัพย์ที่จำนอง หรือให้รับผิดเสมือนผู้ค้ำให้สัญญาจำนองตกเป็นโมฆะ”

หรือมาตรา 729/1 “ผู้จำนองมีสิทธิแจ้งเป็นหนังสือไปยังผู้รับจำนองให้ดำเนินการขายทอดตลาดโดยไม่ต้องฟ้องเป็นคดีต่อศาล ทั้งนี้ ผู้รับจำนองต้องดำเนินการขายทอดตลาดภายใน 1 ปี นับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งจากผู้จำนอง” ซึ่งมาตรานี้ถือว่า “ดีมาก”

เพราะที่ผ่านมาหากทรัพย์สิน เช่น ที่ดินมีมูลค่า 100 ล้านบาท ติดจำนองเพียง 50 ล้านบาท แต่เนื่องจากคดีความเรื้อรังไป 5 ปี 10 ปี หรือ 15 ปี ทำให้มูลหนี้บวกกับดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นตามระยะเวลาของคดีจาก 50 ล้านบาท เพิ่มเป็น 100 ล้านบาท หรือ 120 ล้านบาทได้

“ที่ดินที่เคยมีราคาสูงกว่ามูลหนี้ ก็กลับมีราคาน้อยกว่ามูลหนี้และดอกเบี้ยรวมกัน กฎหมายใหม่จึงปลดล็อกให้สามารถขายที่ดินได้ทันที และเมื่อขายที่ดินได้ 100 ล้านบาทใช้คืนหนี้เจ้าหนี้ 50 ล้านบาท เงินที่เหลืออีก 50 ล้านบาทต้องคืนให้แก่ผู้จำนอง เป็นต้น”

แบงก์เสนอแนวทาง “ปลดล็อก”

ขณะที่ นายบุญทักษ์ หวังเจริญ ประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า “กฎหมายใหม่ที่ออกมาถือว่าเป็นการจัดระเบียนการค้ำประกันให้ดีขึ้น และคุ้มครองผู้ค้ำประกันมากขึ้นก็จริงอยู่ แต่ก็มีข้อเสียในทางปฏิบัติด้วย ดังนั้นเมื่อมองไปข้างหน้า เห็นแล้วว่าเมื่อบังคับใช้กฎหมายแล้วจะมีปัญหา ก็ควรแก้ไขให้ดีขึ้น”

โดยสินเชื่อเอสเอ็มอีจะเป็นสินเชื่อที่มีผลกระทบ เพราะการปล่อยสินเชื่อให้ลูกค้าในกลุ่มนี้ถือว่ามีความเสี่ยง ดังนั้น สถาบันการเงินจึงมักให้เจ้าของธุรกิจเอสเอ็มอีร่วมค้ำประกัน เพราะเมื่อธุรกิจมีปัญหาก็สามารถเรียกร้องเอากับเจ้าของได้ เพื่อป้องกันไม่ให้สินเชื่อที่ปล่อยไปเป็นหนี้สูญ เมื่อมีการแก้ไขหลักเกณฑ์ใหม่ที่ไม่เป็นไปตามครรลองเดิมนี้ จึงอาจทำให้เอสเอ็มอีเข้าถึงสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ได้ยากขึ้น

อีกประเด็นหนึ่งที่น่าห่วงในมาตรา 2 ของกฎหมายที่แก้ไขใหม่ที่กำหนดว่า “กำหนดให้ข้อตกลงที่ให้ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดชอบอย่างเดียวกับลูกหนี้ร่วม หรือในฐานะเป็นลูกหนี้ร่วมเป็นโฆฆะ” นั้น เมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้ในเดือน ก.พ.58 จะส่งผลกระทบในวงกว้างทันที เนื่องจากปัจจุบันธนาคารพาณิชย์ และรัฐบาลเองถือเป็น “ผู้ค้ำประกันรายใหญ่สุด” ของประเทศ

เพราะการที่กฎหมายกำหนดให้เจ้าหนี้เรียกร้องเอากับลูกหนี้ให้สิ้นสุดก่อน จึงจะมาเรียกร้องเอากับผู้ค้ำประกันได้นั้น กระบวนการเรียกร้องกับลูกหนี้ต้องใช้เวลานาน ต่างกับกฎหมายเดิมที่ให้ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดชอบอย่างเดียวกับลูกหนี้ร่วม “ปัญหาที่จะเกิดขึ้นกับโครงการขนาดใหญ่ของรัฐบาล ตลอดจนรัฐวิสาหกิจของรัฐบาลที่มีฐานะการเงินไม่ดี เช่น การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ก็จะไม่มีสถาบันการเงินไหนปล่อยสินเชื่อ”

ขณะที่หนังสือค้ำประกันทางการเงิน ที่ธนาคารพาณิชย์ออกให้ลูกค้า เพื่อใช้เป็นหลักค้ำประกัน ไม่ว่าจะเป็นงานของภาครัฐบาล หรือของภาคเอกชน ก็จะหมดความน่าเชื่อถือไปทันที หรือไม่มีใครรับหนังสือค้ำประกันทางการเงินเนื่องจากตามกฎหมายให้เรียกร้องไปที่ตัวคู่สัญญาก่อน จึงเรียกร้องกับธนาคารพาณิชย์ ที่เป็นผู้ออกหนังสือค้ำประกันทางการเงินซึ่งต่างกับกฎหมายเดิมคือเมื่อคู่สัญญาทำผิดสัญญาสามารถมาเบิกเงินที่ธนาคารพาณิชย์ได้ทันที

นอกจากนี้ ในส่วนของการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ก็จะได้รับผลกระทบในลักษณะเดียวกัน เพราะหากผู้ใช้ไฟฟ้าไม่จ่ายค่าไฟฟ้าก็ต้องไปเรียกร้องกับผู้ใช้ไฟฟ้าก่อน เมื่อได้ข้อสิ้นสุดแล้วลูกค้าไม่สามารถชำระค่าไฟฟ้าได้ จึงมาเบิกจากหนังสือค้ำประกันที่ธนาคารพาณิชย์ออกให้ประสานเสียงแก้ พ.ร.บ.ก่อนไฟลามทุ่ง

อย่างไรก็ตาม เมื่อกฎหมายออกมาแล้ว และส่วนหนึ่งธนาคารพาณิชย์เห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ธนาคารพาณิชย์จึงได้พิจารณาแนวทาง “ปลดล็อก” ประเด็นออกหนังสือค้ำประกันทางการเงิน ส่วนที่ธนาคารพาณิชย์เป็นผู้ค้ำประกันไว้แล้ว

โดยที่ประชุมสมาคมธนาคารไทยได้มีมติร่วมกันพิจารณาเห็นว่า “หากเป็นกรณีที่ธนาคารพาณิชย์เป็นผู้ออกหนังสือค้ำประกันและหากเกิดกรณีไม่สามารถทำตามสัญญาได้ ธนาคารพาณิชย์จะเป็นผู้จ่ายเงินให้กับคู่สัญญาทันที ไม่ต้องรอขบวนการเรียกคืนจากลูกหนี้แล้วเสร็จ”

ดังนั้น กรณีลูกหนี้ที่ธนาคารพาณิชย์ค้ำประกันจะไม่ได้รับผลกระทบ แต่ในส่วนของกระทรวงการคลัง ในฐานะที่ผู้ค้ำประกันนั้น คงต้องดูว่ากระทรวงการคลังจะหาทางออกเรื่องนี้อย่างไร!

เปิดสาระสำคัญกฎหมายใหม่

“ทีมเศรษฐกิจ” ขอสรุปบางมาตราของ พ.ร.บ.แก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ฉบับที่ 20 ซึ่งกำลังสร้างความสับสนในระบบการเงินของไทยอยู่ในขณะนี้

เริ่มจากส่วนแรก การค้ำประกันหนี้ มาตราแรกที่เป็นสาระสำคัญ คือ มาตราที่ 3 แก้ไขมาตรา 681 ตาม พ.ร.บ.เดิม ซึ่งปรับส่วนของการค้ำประกันหนี้ในอนาคต โดยให้ระบุวัตถุประสงค์การก่อหนี้ที่จะค้ำประกัน ลักษณะของมูลหนี้ในการค้ำประกัน จำนวนสูงสุดที่ค้ำประกัน และระยะเวลาในการก่อหนี้ที่ค้ำประกัน

....โดยสัญญาค้ำประกันต้องระบุหนี้หรือสัญญาที่ค้ำประกันไว้โดยชัดแจ้ง และผู้ค้ำประกันย่อมรับผิดชอบเฉพาะหนี้หรือสัญญาที่ระบุไว้เท่านั้น

กรณีนี้เป็นการแก้ไขจากเดิมที่เจ้าหนี้ต้องรับภาระหนี้ของลูกหนี้ทั้งหมด ซึ่งในทางปฏิบัติเจ้าหนี้จำนวนมากจะใช้บทบัญญัติดังกล่าวเป็นช่องทางทำให้การค้ำประกันหนี้เป็นการรับประกันหนี้ไม่มีขอบเขตที่จำกัด รวมทั้งหนี้สินที่เกิดขึ้นในอนาคตด้วย

มาตราที่ 4 เป็นการยกเลิกการเป็นลูกหนี้ร่วมของผู้ค้ำประกัน โดยเพิ่มมาตรา 681/1 ข้อตกลงใดที่ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดชอบอย่างเดียวกับลูกหนี้ร่วม หรือในฐานะลูกหนี้ร่วมเป็นโมฆะ

มาตราที่ 6 แก้ “มาตรา 686 เป็นเมื่อลูกหนี้ผิดนัด ให้เจ้าหนี้มีหนังสือบอกกล่าวไปยังผู้ค้ำประกันภายใน 60 วันนับแต่วันที่ลูกหนี้ผิดนัด...จะเรียกให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้ก่อนที่หนังสือบอกกล่าวจะไปถึงผู้ค้ำประกันมิได้ แต่ไม่ตัดสิทธิผู้ค้ำประกันที่จะชำระหนี้เมื่อหนี้ถึงกำหนดชำระ

ในกรณีที่เจ้าหนี้มิได้มีหนังสือบอกกล่าวภายในกำหนดให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิดในดอกเบี้ยและค่าสินไหมทดแทน ตลอดจนค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้รายนั้นหลังจากพ้นกำหนด 60 วัน

โดยเหตุผลที่มีการแก้ เพราะที่ผ่านมากฎหมายไม่ได้กำหนด “ระยะเวลา” การแจ้งการผิดนัดชำระหนี้ให้ผู้ค้ำทราบ จึงทำให้ในทางปฏิบัติกว่าเจ้าหนี้จะแจ้งให้ผู้ค้ำประกันทราบว่าจะต้องชดใช้หนี้แทน มักเลยกำหนดระยะเวลาชำระหนี้มานานแล้ว ทำให้ผู้ค้ำประกันต้องรับภาระค่าปรับและดอกเบี้ยตามมา ซึ่งเป็นภาระส่วนเกินที่ไม่ได้อยู่ในสัญญาตั้งแต่ต้นจำนวนมาก

มาตรา 7 ยกเลิกความในมาตรา 691 เป็นในกรณีที่เจ้าหนี้กระทำการใดๆ อันมีผลเป็นการลดจำนวนหนี้ที่มีการค้ำประกัน รวมทั้งดอกเบี้ย ค่าสินไหมทดแทน หรือค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้รายนั้น ถ้าลูกหนี้ได้ชำระหนี้ตามที่ได้ลดแล้ว หรือผู้ค้ำประกันได้ชำระหนี้ส่วนที่เหลือนั้นแล้ว ทั้งนี้ ไม่ว่าจะล่วงเลยกำหนดเวลาชำระหนี้ตามที่ได้ลดดังกล่าวแล้วหรือไม่ก็ตาม ให้ผู้ค้ำประกันเป็นอันหลุดพ้นจากการค้ำประกัน...ข้อตกลงใดที่มีผลเป็นการเพิ่มภาระแก่ผู้ค้ำประกันเป็นโมฆะ”

ขณะที่มาตรา 8 ยกเลิกความในมาตรา 700 ถ้าค้ำประกันหนี้อันจะต้องชำระ ณ เวลามีกำหนดแน่นอน และเจ้าหนี้ยอมผ่อนเวลาให้แก่ลูกหนี้ ผู้ค้ำประกันย่อมหลุดพ้นจากความรับผิด เว้นแต่

ผู้ค้ำประกันจะได้ตกลงด้วยในการผ่อนเวลานั้น...ข้อตกลงที่ผู้ค้ำประกันทำไว้ล่วงหน้าก่อนเจ้าหนี้ผ่อนเวลาอันมีผลเป็นการยินยอมให้เจ้าหนี้ผ่อนเวลา ข้อตกลงนั้นใช้บังคับมิได้”

โดยกรณีนี้จะกระทบต่อการปรับโครงสร้างหนี้ของธนาคารพาณิชย์ได้ เพราะหากธนาคารพาณิชย์จะยืดการผ่อนชำระหนี้ให้กับลูกหนี้ต้องให้ผู้ค้ำประกันยินยอม ไม่เช่นนั้นจะหลุดจากความรับผิดชอบ

ส่วนต่อไปเป็นสาระการแก้ไขในเรื่องของการจดจำนอง มาตรา 11 ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา 727/1 เป็นไม่ว่ากรณีใด ผู้จำนอง ซึ่งจำนองทรัพย์สินของตนไว้เพื่อประกันหนี้อันบุคคลอื่นจะต้องชำระ ไม่ต้องรับผิดในหนี้นั้นเกินราคาทรัพย์สินที่จำนองในเวลาที่บังคับจำนองหรือเอาทรัพย์จำนองหลุด

และ มาตรา 14 ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา 729/1 เวลาใดๆ หลังจากที่หนี้ถึงกำหนดชำระ ถ้าไม่มีการจำนองรายอื่นหรือบุริมสิทธิอื่นอันได้จดทะเบียนเหนือทรัพย์สินอันเดียวกัน ผู้จำนองมีสิทธิแจ้งเป็นหนังสือไปยังผู้รับจำนองเพื่อให้ผู้รับจำนองดำเนินการให้มีการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนองโดยไม่ต้องฟ้องเป็นคดีต่อศาล โดยผู้รับจำนองต้องดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนองภายในเวลาหนึ่งปีนับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้ง

ในกรณีที่ผู้รับจำนองไม่ได้ดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์สินในระยะเวลาที่กำหนดให้ผู้จำนองพ้นจากความรับผิดในดอกเบี้ยและค่าสินไหมทดแทนซึ่งลูกหนี้ค้างชำระ ตลอดจนค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้รายนั้นบรรดาที่เกิดขึ้นภายหลังวันที่พ้นกำหนดเวลาดังกล่าว

โดยกรณีนี้ ธนาคารพาณิชย์เห็นว่าการขายทรัพย์สินเป็นเรื่องยากและอาจจะขายไม่ได้ภายใน 1 ปี.

ประสานเสียงแก้ พ.ร.บ.ก่อนไฟลามทุ่ง

ประสานเสียงแก้ พ.ร.บ.ก่อนไฟลามทุ่ง

เตรียมถก ธปท.แก้ไข 2 มาตรา

แต่อย่างไรก็ตาม นายบุญทักษ์กล่าวว่า ในความเห็นของธนาคารพาณิชย์ พ.ร.บ.ดังกล่าวมีความจำเป็นต้องแก้ไขในบางมาตรา เพื่อให้กระบวนการปล่อยสินเชื่อ และการปรับโครงสร้างหนี้สามารถดำเนินการต่อไปได้

“ที่ประชุมสมาคมธนาคารไทย มีข้อสรุปร่วมกันเพื่อนำไปหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในสัปดาห์นี้ เพื่อขอให้มีการแก้ไขกฎหมายค้ำประกัน 2 มาตราคือ มาตรา 700 ที่ระบุให้การปรับโครงสร้างหนี้ด้วยการยืดระยะเวลาชำระหนี้ใดๆ ต้องได้รับความยินยอมจากผู้ค้ำประกัน และหากผู้ค้ำประกันไม่ยินยอม จะไม่สามารถปรับโครงสร้างหนี้ได้ โดยจะขอแก้ไขให้การปรับโครงสร้างหนี้ดังกล่าว ไม่ต้องผ่านความยินยอมของผู้ค้ำประกัน”

อีกมาตราคือ มาตรา 729/1 ที่สมาคมธนาคารไทยต้องการให้เขียนให้ชัดเจนลงไปในกฎหมายว่า “การขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนอง ต้องผ่านขบวนการของกรมบังคับคดี” จากเดิมที่กฎหมายระบุเพียงว่า “การขายทรัพย์สินที่จำนอง โดยไม่ต้องฟ้องเป็นคดีต่อศาล”

โดยแนวทางการแก้ไขกฎหมายดังกล่าว นายสมหมาย ภาษี รมว.คลัง กล่าวว่า การจะเสนอแก้ไขปรับปรุงกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ในประเด็นการค้ำประกัน ได้มีการรายงาน ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี รวมถึงแจ้งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)ไปตั้งแต่ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา โดยจะปรับปรุงให้ดีขึ้นทั้งในส่วนที่กระทบกับประชาชน ธนาคารพาณิชย์และภาครัฐ

ทั้งนี้ ในฐานะผู้กำกับดูแลธนาคารพาณิชย์ และดูแลตลาดการเงินของประเทศ นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ได้มีการหารือกับธนาคารพาณิชย์แล้ว แต่เป็นการหารือด้วยวาจาในช่วงที่ผ่านมา โดยธนาคารพาณิชย์จะนำเสนอความกังวลต่างๆ และข้อเสนอขอปรับแก้ พ.ร.บ.ดังกล่าวมาเสนอ ธปท.ในสัปดาห์นี้

“ความกังวลของธนาคารพาณิชย์ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการเรียกร้องสิทธิจากผู้ค้ำประกันเงินกู้ ตามกฎหมายใหม่นี้มีขอบเขตการค้ำประกันไม่เต็มจำนวน ทำให้ฝ่ายกฎหมายของธนาคารพาณิชย์มองว่า หากจะปล่อยสินเชื่อลักษณะนี้ ทั้งผู้กู้และผู้ค้ำอาจจะต้องเป็นลูกหนี้ทั้งสองคน ซึ่งผมเชื่อว่า ผู้ค้ำคงจะไม่ยินยอม ซึ่งก็อาจจะทำให้ผู้กู้รายนั้นไม่ได้รับสินเชื่อไปเลย ซึ่งกลายเป็นไม่ดีกับทุกฝ่าย เพราะธนาคารพาณิชย์ก็ทำธุรกิจยาก ขณะที่ผู้กู้กู้เงินไม่ได้ ซึ่งในที่สุดจะไม่เป็นผลดีต่อระบบเศรษฐกิจไทยในภาพรวม”

เมื่อธนาคารพาณิชย์ส่งประเด็นปัญหาและสิ่งที่ต้องการให้แก้ไขมาแล้ว ธปท.คงจะต้องหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดอีกครั้ง เพื่อหาแนวทางการปรับระบบการให้กู้แบบสร้างสรรค์ ซึ่งไม่ใช่การบังคับให้ธนาคารปล่อยกู้ หรือบังคับผู้ค้ำ เพราะส่วนหนึ่ง ธปท.เห็นด้วย ที่ผู้ค้ำจะต้องรับรู้ความเป็นไปของผู้ที่ตนเองค้ำ และมูลหนี้อย่างใกล้ชิด แบงก์ต้องแจ้งให้ชัดตลอดเวลา ไม่ใช่ผ่านไป 4-5 ปีมาเรียกร้องให้ใช้หนี้ไม่ใช่ทางที่เหมาะสม

“พาณิชย์” ถูกลากเข้าไปรับหน้าเสื่อ

สำหรับความคิดเห็นส่งท้าย เป็นของกระทรวงพาณิชย์ นางสาวผ่องพรรณ เจียรวิริยะพันธ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึง พ.ร.บ.แพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยเรื่องการค้ำประกันและจดจำนองว่า กรมไม่ได้เป็นผู้เสนอให้มีการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายนี้

แต่เป็นเรื่องที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเป็นผู้เสนอ เพราะเป็นกฎหมายกลางที่ยังไม่มี เจ้าภาพดูแลส่วนที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์เป็นผู้รับผิดชอบกฎหมายนี้ กระทรวงมาทราบภายหลังเมื่อผ่าน สนช.และประกาศในราชกิจจานุเบกษาไปแล้ว ซึ่งจากการหารือร่วมกับ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.พาณิชย์ และนางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมช.พาณิชย์ แล้วเห็นว่า กระทรวงพาณิชย์คงต้องดูแลรับผิดชอบกฎหมายนี้ไปก่อน แม้ว่าเนื้อหา

ส่วนใหญ่ของกฎหมายไม่ค่อยเกี่ยวข้องกับงาน หรือการปฏิบัติหน้าที่ของกรมก็ตาม เพราะไม่อยากให้เกิดภาพโยนกันไปโยนกันมา
อย่างไรก็ตาม หากจะมีการแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ใหม่อีกครั้ง กระทรวงพาณิชย์คงเป็นเพียงผู้เสนอแก้ไขต่อสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเท่านั้น รายละเอียดในการแก้ไขคงต้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เป็นผู้จัดทำ

“ถ้ากฎหมายเขียนให้กระทรวงพาณิชย์รับผิดชอบก็ต้องเป็นหน้าที่ของกรม แต่ไม่ได้หมายความว่ากรมจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกรณีมีปัญหาระหว่างเจ้าหนี้ ลูกหนี้ การค้ำประกัน หรือการจดจำนองอะไรต่างๆ เพราะเป็นเรื่องในทางปฏิบัติ เป็นไปตามขั้นตอนตามกฎหมาย แต่กรม จะเกี่ยวข้องกรณีที่หากจะมีการปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย หรือออกระเบียบปฏิบัติภายใต้กฎหมาย ก็จะใช้อำนาจของกรมในการยกร่างขึ้นมา และประกาศบังคับใช้”

*********

ทั้งหมดนี้คือ มุมมองและเสียงสะท้อนที่มีต่อ “พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์ (ฉบับที่ 20) พ.ศ.2557” กฎหมายที่มีความสำคัญต่อระบบการเงินการคลังและสถาบันการเงิน รวมทั้งต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในภาพรวม

ซึ่งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เร่งรีบทำคลอดออกมาด้วยคาดหวังแต่ผลสัมฤทธิ์
แต่ด้วยมุมมอง “ด้านเดียว” ทำให้ความตั้งใจดีกลับกลายเป็นดาบ 2 คมที่กำลังสั่นคลอนเศรษฐกิจในวงกว้าง

ก้าวพลาดไปแล้วก็ควรจะเร่งหันเยียวยาแก้ไข หาไม่แทนจะได้เสียงชื่นชมก็อาจได้ก้อนอิฐแทน!!!

ทีมเศรษฐกิจ

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

สกู๊ปเศรษฐกิจกฎหมายค้ำประกันหนี้สินการเงินสนช.พ.ร.บ.บทบัญญัติบุคคลค้ำประกันบุญทักษ์ หวังเจริญกฤษฎา จีนะวิจารณะผ่องพรรณ เจียรวิริยะพันธ์ประสาร ไตรรัตน์วรกุลวัลลภ เตชะไพบูลย์

ข่าวแนะนำ

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้