เลือกตั้งสูตร "ขาหมู+ไส้กรอก"

ข่าว

    เลือกตั้งสูตร "ขาหมู+ไส้กรอก"

    สายล่อฟ้า

      8 ธ.ค. 2557 05:01 น.

      ต้องยอมรับว่าบรรยากาศการเมือง เพื่อไปสู่การปฏิรูปประเทศในขณะนี้ เป็นไปในทิศทางที่ดี เพราะมีการเสนอความคิดเห็น การถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง ทั้งใน สปช.เองและมาจากความเห็นจากนอกสภา ทำให้เกิดประเด็นที่หลากหลาย

      จากความเห็นที่นำเสนอต่อสังคมนั้น มาจากหลายส่วน ทั้งจากทฤษฎี แนวคิดจากต่างประเทศ ประสบการณ์ทางการเมืองที่ผ่านมา และเป็นการจินตนาการว่าน่าจะเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้

      ไม่ว่าจะเป็นระบบการเลือกตั้ง นายกฯควรมาจากการเลือกตั้งโดยตรงหรือจากสภา ส.ส.ควรมีจำนวนเท่าใด เลือกตั้งแบบไหน มีแบบปาร์ตี้ลิสต์หรือไม่ ส.ว.ควรมาจากสรรหาด้วยหรือไม่

      “นิรโทษกรรม” ก็เป็นประเด็นที่ไม่ธรรมดา

      ว่ากันถึงระบบเลือกตั้งที่พูดถึงกันมาก ก็คือการเสนอให้เอาสูตรของเยอรมันมาใช้ เป็นแบบขาหมูผสมไส้กรอกทำนองนั้น

      คือการเน้นไปเสียงของประชาชนเป็นสำคัญ

      ปกติการเลือกตั้งของไทยที่ผ่านมาจะมี 2 ส่วนคือ เลือก ส.ส.โดยตรงและเลือกพรรคไปพร้อมๆกัน ได้ ส.ส.เขตเท่าใดให้บวกกับ
      จำนวนเปอร์เซ็นต์ที่ได้จากคะแนนนิยมที่ประชาชนเลือกพรรค

      ปรากฏว่าที่ผ่านมาก็คือพรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งขาดลอยทิ้งขาดประชาธิปัตย์ไม่เห็นฝุ่น เพียงแต่สัดส่วนคะแนนที่เพื่อไทยได้ไม่สัมพันธ์กับเสียงที่ประชาชนลงคะแนน

      พูดง่ายๆก็คือไม่สอดคล้องกับจำนวนที่นั่งในสภากับคะแนนนิยมที่ได้จริงจากประชาชน เพราะได้คะแนนเลือกพรรคน้อยกว่าเลือก ส.ส.เขต

      การเลือกตั้งแบบเยอรมันจะเริ่มต้นจากการกำหนดจำนวน ส.ส.

      ขั้นต่ำก่อน สมมติว่า 500 คน ตัวเลข 500 คือตัวเลขขั้นต่ำ ส.ส.ที่ได้จริงอาจจะมากกว่านี้ก็ได้

      จำนวน 500 แบ่ง ส.ส.เป็น 2 ประเภท คือ ส.ส.เขต-ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ อย่างละครึ่งก็แบบละ 250 คน การลงคะแนนจะเลือกส.ส.แบบแบ่งเขต 1 คน ในเขตของผู้เลือกและเลือกพรรค

      การนับคะแนนจะดูที่คะแนนของพรรคก่อน คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ออกมาเมื่อเปรียบกับจำนวนเต็ม สมมติพรรค ก ได้แบบปาร์ตี้ลิสต์ 40% แปลว่าพรรคนี้จะได้ ส.ส.ขั้นตํ่าประมาณ 200 ที่นั่ง ในการเลือกตั้งแบบแบ่งเขต

      จากนั้นไปดูว่าชนะแบบแบ่งเขตเท่าใด สมมติว่าได้ 180 เขต พรรค ก จะได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อเพิ่มอีก 20 คน เป็น 200 คน (จากจำนวนขั้นต่ำที่คิดจากเปอร์เซ็นต์คะแนนปาร์ตี้ลิสต์)

      แต่ถ้าพรรค ก ชนะการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตถึง 220 เขต ซึ่งเท่ากับเกิน 200 ที่นั่งไปแล้วก็ให้ถือว่าพรรคนี้ได้ ส.ส. 220 คนไปเลย โดยจะไม่ได้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์เพิ่มอีก

      เหตุผลสำคัญก็คือให้ถือความนิยมของประชาชนเป็นหลัก

      จะทำให้ช่องว่างพรรคการเมืองคู่แข่งสูสีกันมากขึ้น หรือจะพูดว่าให้พรรคการเมืองใหญ่มีคะแนนเสียงที่ไม่ต่างกันมากนัก

      มีการท้วงติงกันว่าจะทำให้พรรคเสียเปรียบและจะได้มีพรรคการเมืองแบบพรรคเล็กพรรคน้อย ทำให้เมื่อจัดตั้งรัฐบาลแล้วจะไม่มีความมั่นคงในเสถียรภาพ และจะทำให้พรรคใหญ่ที่มีเงินซื้อพรรคเล็กให้มาสนับสนุน

      แต่มีข้อโต้แย้งว่าไม่น่าจะเป็นปัญหาเพราะพรรคใหญ่ก็สามารถชนะ เลือกตั้งเกินครึ่งอยู่แล้ว ไม่ต่างกับเลือกตั้งแบบเดิมที่เคยใช้มาอยู่แล้ว

      นี่เป็นเพียงแค่ “ตุ๊กตา” ที่มีการนำเสนอแต่จะต้องมีการถกเถียงกันอีกหลายยก

      ข้อดีก็คือเป็นการสะท้อนความนิยมของประชาชนที่มีต่อพรรค การเมือง เพราะบางพรรคได้คะแนนปาร์ตี้ลิสต์ดีแต่เสียง ส.ส. ในสภาไม่ได้เป็นไปเช่นนั้น

      ทว่ามีการมองกันในมุมอื่นด้วยว่า หากเอาสูตรนี้มาใช้น่าจะเป็นการตัดตอนพรรคการเมืองใหญ่ที่เชื่อว่าจะชนะเลือกตั้งอย่างแน่นอนให้ได้ ส.ส.น้อยลง

      ที่สำคัญก็คือจะทำให้การเมืองดีขึ้นจริงหรือไม่...เท่านั้นเอง!?

      อ่านเพิ่มเติม...

      แท็กที่เกี่ยวข้อง

      คุณอาจสนใจข่าวนี้

      thairath-logo

      ApplicationMy Thairath

      ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
      Trendvg3 logo
      Sonp logo
      inet logo
      วันจันทร์ที่ 25 ตุลาคม 2564 เวลา 15:24 น.
      ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
      เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์