ข่าว
100 year

ตีกรอบศาลรธน. แก้สองมาตรฐาน

ทีมข่าวหน้า16 ธ.ค. 2557 06:16 น.
SHARE

ลดวาระเหลือแค่5ปี พ่วงรื้อกกต.-ป.ป.ช. ป้องผูกขาดอำนาจ

กรรมาธิการ-อนุกรรมาธิการฯ สาย สปช.ประสาน เสียงรื้อใหญ่องค์กรอิสระ หั่นเหี้ยนวาระ “ป.ป.ช.- ศาล รธน.” จาก 9 ปี เหลือ 5 ปี กกต.โดนด้วย 7 ปีให้แค่ 5 ปี ป้องกันนั่งยาวฝังรากลึก “ไพบูลย์” แจงเพิ่ม กก.สรรหาเปิดกว้างหลากหลาย ตั้งสมัชชาธรรมาภิบาลประเมินผลองค์กรตาม รธน. ขณะที่ กมธ.ปฏิรูป ก.ม.ตีกรอบอำนาจ สกัดตุลาการศาล รธน.วินิจฉัยเกินหน้าที่ ลบครหาสองมาตรฐาน ห้ามลงมติงดออกเสียง “เสธ.อู้” เปิดซองความเห็น 23 พรรคยืนกรานนายกฯต้องมาจากระบบสภา ส่ายหน้าเมิน ส.ส.อิสระไร้สังกัด พท.ไล่ส่งเลือกตั้งโดยตรงนายกฯ-ครม. ซัดเข้าข่ายกึ่งระบอบประธานาธิบดี ขัดประเพณีไทย “นิพิฏฐ์” เย้ยแก้ผิดจุด ร่าง รธน.ส่อล้มเหลว “บิ๊กต๊อก” โยนสนช.ดูลู่ทางนิรโทษ ย้ำนายกฯไม่ขัดข้องถ้าคนส่วนใหญ่ของประเทศเห็นด้วย

กรณีนายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กำหนดให้มีการนำเสนอความคิดเห็นและข้อเสนอแนะในการยกร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อนำเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุม สปช.วันที่ 15 ธ.ค. โดยกรรมาธิการคณะต่างๆ เร่งทยอยนำเสนอแนวทางกันอย่างต่อเนื่อง ทั้งประเด็นระบบการเลือกตั้งและองค์กรอิสระ

“เสธ.อู้” เผย 23 พรรคเห็นด้วย 2 สภา

เมื่อวันที่ 5 ธ.ค. พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช ในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการ (กมธ.) ประสานเพื่อรับความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และองค์กรอื่นๆ ในคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เปิดเผยถึงผลการรับฟังความเห็นจาก 74 พรรคการเมืองและองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ผ่านทางจดหมายว่า ขณะนี้มีพรรคการเมืองต่างๆ ตอบรับและส่งความเห็นตามชุดคำถามที่ อนุ กมธ.ประสานเพื่อรับฟังความเห็นมารวม 23 พรรคการเมือง ได้แก่ พรรคเพื่อไทย พรรคชาติพัฒนา พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคภูมิใจไทย พรรคพลังชล พรรคมาตุภูมิ พรรคความหวังใหม่ พรรคประชาธิปไตยใหม่ พรรคมหาประชาชน พรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า พรรคพลังคนกีฬา พรรคเพื่อฟ้าดิน พรรคเพื่อสหกรณ์ พรรคไทยรักธรรม พรรคปฏิรูปไทย พรรคเพื่อชีวิตใหม่ พรรคประชาสันติ พรรคเมืองไทยของเรา พรรคพลังไทยรักชาติ พรรคพลังท้องถิ่นไทย พรรคชาติสามัคคี พรรคเพื่อธรรม และพรรคกิจสังคมซึ่งส่วนใหญ่เห็นด้วยกับรูปแบบ 2 สภา

เสียงก้ำกึ่งจำกัดวาระ ส.ส.

พล.อ.เลิศรัตน์ กล่าวว่า ทั้งนี้สรุปผลประเมินตามแบบสอบถามได้ดังนี้ 1.รูปแบบของสภาพรรค การเมืองต่างเห็นด้วยกับรูปแบบ 2 สภา คือ วุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร มากที่สุด 15 พรรคการเมือง รองลงมาเห็นด้วยกับรูปแบบ 3 สภา คือ วุฒิสภา สภาผู้แทนราษฎร และสภาประชาชน มี 6 พรรค 2.จะให้มีจำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อ 125 คนหรือไม่ มี 13 พรรคการเมืองเห็นด้วยบางส่วน และอีก 8 พรรคระบุว่าเห็นด้วยทั้งหมด 3.วาระดำรงตำแหน่งของ ส.ส. มี 11 พรรค ไม่เห็นด้วยกับการจำกัดวาระการดำรงตำแหน่ง อีก 10 พรรค ระบุว่าควรกำหนดให้ไม่เกิน 2 วาระติดต่อไป

ส่ายหน้า ส.ส.อิสระไม่สังกัดพรรค

พล.อ.เลิศรัตน์ กล่าวต่อว่า 4.รูปแบบของการเลือกตั้ง ส.ส.แบบเขต มี 11 พรรคเห็นว่า ควรเป็นแบบเขตเดียวเบอร์เดียว มี 7 พรรคให้เป็นแบบเขตละไม่เกิน 3 คน 5.คุณสมบัติของผู้สมัครรับเลือกตั้ง ที่ไม่จำเป็นต้องสังกัดพรรคการเมือง พรรคการเมืองส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยรวม 13 พรรค ระบุเหตุผลคัดค้าน เพราะต้องการสร้างพรรคการเมืองให้มีความมั่นคง และเป็นสถาบันที่น่าเชื่อถือ ซึ่งเป็นหลักของระบอบประชาธิปไตย และอีก 4 พรรคเห็นด้วยกับที่ ส.ส.ไม่ต้องสังกัดพรรคการเมือง โดยให้เหตุผลว่าที่ผ่านมาพรรคการเมืองไม่มีนโยบายที่ชัดเจน และ ส.ส.ขาด อิสระในการนำเสนอร่างกฎหมายหรือสิ่งที่เป็น ประโยชน์ 6.คุณสมบัติของผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์ ในวันที่ 1 ม.ค.ของปีที่มีการเลือกตั้ง มี 13 พรรคเห็นด้วย ขณะที่อีก 5 พรรคเห็นด้วยบางส่วน

หัวชนฝานายกฯมาจากระบบสภา

ประธานอนุ กมธ.ประสานรับฟังความเห็นฯ กล่าวอีกว่า 7.การกำหนดวาระดำรงตำแหน่งของ ส.ว. มี 11 พรรคเห็นว่า ต้องกำหนดไม่เกิน 1 วาระส่วนอีก 7 พรรค ระบุว่าไม่ควรกำหนดวาระ 8.การกำหนดให้ ส.ว.มาจากการเลือกตั้งและสรรหาเหมือนกับรัฐธรรมนูญ 2550 มี 10 พรรคเห็นด้วยบางส่วน โดยเห็นว่าควรปรับกระบวนการเลือกตั้งและสรรหาใหม่ โดยเฉพาะ ส.ว.สรรหา ขอให้แบ่งตามสายวิชาชีพ และอีก 9 พรรค ไม่เห็นด้วย 9.การกำหนดให้จำนวน ส.ว.ในแต่ละจังหวัดขึ้นอยู่กับจำนวนประชากร มี 14 พรรคเห็นด้วย แต่อีก 6 พรรคไม่เห็นด้วย 10. กระบวน การสรรหา ส.ว.ที่ยึดตามรัฐธรรมนูญ 2550 มี 14 พรรคไม่เห็นด้วย เพราะต้องให้ปรับกระบวนการสรรหา โดยเฉพาะกรรมการสรรหาที่ต้องเปิดกว้างและหลากหลาย โดยให้ยึดโยงกับประชาชน และมี 5 พรรคเห็นด้วยทั้งหมด 11.ถามถึงการเลือกบุคคลเพื่อดำรงตำแหน่งนายกฯเป็นคำถามปลายเปิด ซึ่งสรุปภาพรวมคือ ต้องการให้นายกฯมาจากระบบสภา

บี้องค์กรอิสระรื้อ กก.สรรหา-ลดวาระ

พล.อ.เลิศรัตน์กล่าวอีกว่า ส่วนคำถามข้อที่ 12-21 เป็นประเด็นว่าด้วยกระบวนการสรรหา และวาระการดำรงตำแหน่งของกรรมการในองค์กรอิสระ เช่น คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ผู้ตรวจการแผ่นดิน คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งพรรคการเมืองส่วนใหญ่เห็นว่าต้องเปลี่ยนแปลงกระบวนการสรรหา โดยมีข้อเสนอให้เปิดกว้างในการคัดเลือกคณะกรรมการสรรหาต้องมีความหลากหลายมากขึ้น และมีจำนวนมากขึ้น ขณะที่วาระการดำรงตำแหน่ง เสียงส่วนใหญ่เห็นว่าควรลดวาระดำรงตำแหน่งลง เช่น กรรมการ ป.ป.ช. เห็นว่าควรปรับลดจากวาระดำรงตำแหน่ง 9 ปี เป็น 5 ปี เป็นต้น

ตัดเหี้ยน ป.ป.ช.-ศาล รธน.-กกต.

ด้านนายไพบูลย์ นิติตะวัน สมาชิก สปช.ในฐานะประธานอนุ กมธ.คณะที่ 8 ว่าด้วยภาค 3 หมวด 2 ในการยกร่างรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการตรวจ สอบการใช้อำนาจรัฐและองค์กรภาคประชาชน กล่าวว่า คณะอนุ กมธ. เห็นพ้องในการลดวาระการดำรงตำแหน่งของกรรมการในองค์กรอิสระ และองค์กรตามรัฐธรรมนูญบางองค์กร เช่น กรรมการ ป.ป.ช. ที่มีวาระเดิม 9 ปี ให้ลดลงเหลือ 5 ปี หรือ กกต.กลางจากเดิมมีวาระ 7 ปี ให้เหลือวาระแค่ 5 ปีเดียวกัน เพราะที่ผ่านมามีข้อทักท้วงว่าอยู่ในตำแหน่งนานเกินไป

ชงของใหม่สมัชชาธรรมาภิบาล

นายไพบูลย์กล่าวอีกว่า คณะกรรมการสรรหาบุคคลที่จะมาเป็นกรรมการในองค์กรตามรัฐธรรมนูญจะมีไม่น้อยกว่า 15 คน โดยไม่เน้นว่าต้องเป็นตัวแทนจากองค์กรตุลาการ ศาล และเสนอให้ตัดตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านและประธานรัฐสภาออกจากกรรมการสรรหา แต่ให้เพิ่มจากตัวแทนหลายด้านที่หลากหลายยิ่งขึ้น ผู้ที่ได้รับการเลือกมาเป็นกรรมการในองค์กรตามรัฐธรรมนูญจะมีการประเมินผลทุกปี โดยเสนอให้มีการตั้งสมัชชาคุณธรรม จริยธรรมและธรรมาภิบาล ทำหน้าที่คัดเลือกองค์กรภาคประชาสังคม อาจเป็นมูลนิธิทำหน้าที่คล้ายองค์กรกลางในอดีต แต่มีหน้าที่มาประเมินผลงานขององค์กรและกรรมการในองค์กรตามรัฐธรรมนูญ พร้อมทั้งต้องเผยแพร่ผลงานในสื่อ ฝ่ายรัฐมีหน้าที่ต้องจัดหรือสนับสนุนงบประมาณให้ตามแผนงานงบประมาณประจำปี

ตั้ง 7 อรหันต์คุมอัยการสูงสุด

ประธานคณะอนุ กมธ.คณะที่ 8 กล่าวต่อว่า สำหรับองค์กรอัยการและสำนักงานอัยการสูงสุดซึ่งยังถือเป็นองค์กรตรวจสอบของรัฐ จะมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบองค์กรอัยการและอัยการสูงสุดด้วย โดยผู้ที่จะมาเป็นกรรมการชุดนี้ต้องไม่เคยเป็นอัยการมาก่อน ต้องเป็นผู้ทรงคุณวุฒิทางกฎหมาย 4 คน และเป็นตัวแทนจากภาคประชาสังคม 3 คน รวมเป็น 7 คน มีวาระในตำแหน่ง 2 ปี ทำหน้าที่กำกับดูแล และรับพิจารณาคำอุทธรณ์การใช้ดุลพินิจในการวินิจฉัยของอัยการสูงสุดด้วย และต้องเผยแพร่ผลการประเมินในสื่อให้สาธารณะทราบด้วย และยังเสนอให้ห้ามอัยการหรืออัยการสูงสุดไปเป็นบอร์ดของรัฐวิสาหกิจต่างๆ เช่นที่ผ่านมา ข้อเสนอทั้งหมดได้เสนอไปยัง กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญแล้ว รอเพียงการพิจารณาในหลักการและกรอบดังกล่าวในวันที่ 11-12 ธ.ค.

สปช.หดอายุตุลาการศาล รธน.อยู่ 5 ปี

ด้านนายวันชัย สอนศิริ สปช.ในฐานะกรรมาธิการ ปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม กล่าวถึงข้อเสนอการยกร่างรัฐธรรมนูญว่า คณะกรรมาธิการฯได้ข้อสรุปให้แก้ไขเรื่องอำนาจหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญ โดยให้ลดระยะเวลาการดำรงตำแหน่งของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจาก 9 ปี เหลือ 5 ปี เนื่องจากเห็นว่าเวลา 9 ปี นานเกินไป ไม่อยากให้มีการฝังรากลึกจนคิดว่าจะทำอย่างไรก็ได้ เพราะไม่มีใครกล้าปลด

หั่นอำนาจสกัดทำเกินหน้าที่

นายวันชัยกล่าวอีกว่า ส่วนเรื่องอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ คณะกรรมาธิการฯเห็นตรงกันว่าต้องกำหนดให้ชัดเจนว่า จะให้มีอำนาจพิจารณาเรื่องใดบ้างให้ชัดเจน ไม่ให้มาถกเถียงกันว่า มีการวินิจฉัยเกินอำนาจหน้าที่อีก รวมถึงเรื่องที่มาของศาลรัฐธรรมนูญ ควรมีความหลากหลายมากขึ้นกว่าในปัจจุบัน โดยให้มีตัวแทนจากนักกฎหมายมหาชนมาร่วมเป็นด้วย ซึ่งในวันที่ 8 ธ.ค. คณะกรรมาธิการฯ จะประชุมให้ได้ข้อสรุปในเรื่องดังกล่าว และจะส่งข้อเสนอทั้งหมดไปให้นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธาน สปช. เพื่อส่งต่อให้คณะ กมธ. ยกร่างฯ ต่อไป

ออกกฎห้ามลงมติงดออกเสียง

นายวันชัยกล่าวว่า คณะกรรมาธิการฯเห็นตรงกันว่า หลักการสำคัญในการปรับปรุงการทำงานของศาลรัฐธรรมนูญคือ 1.ไม่ให้สังคมเกิดความเคลือบแคลงสงสัยเรื่องสองมาตรฐาน 2.ต้องปลอดจากการถูกแทรกแซงทางการเมือง 3.ไม่ให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญอยู่ในตำแหน่งฝังรากลึกนานจนเกินไป 4.การลงมติขององค์กรอิสระ จะใช้วิธีงดออกเสียงไม่ได้ เพราะองค์กรอิสระถูกตั้งขึ้นมาเพื่อให้แสดงความเห็น และชี้ขาดในการลงมติ เพื่อตัดสินลงโทษ จะมางดออกเสียง ลอยตัวเหนือปัญหาไม่ได้ การลงมติงดออกเสียงในองค์กรอิสระจากนี้ต้องไม่มี

พท.ค้านเลือกตรงนายกฯ-ครม.

วันเดียวกัน นายอำนวย คลังผา อดีตประธานวิปรัฐบาล และอดีต ส.ส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า เชื่อว่าหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และรัฐบาล คงมีธงเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญในใจอยู่แล้ว แต่ส่วนตัวอยากให้นำรัฐธรรมนูญปี 40 และปี 50 มาผสมกันอย่างละครึ่ง สำหรับข้อเสนอให้มีการเลือกตั้งนายกฯและ ครม.โดยตรงไม่เห็นด้วย เพราะไม่เหมาะสมกับประเพณีไทย เป็นลักษณะการปกครองแบบกึ่งประธานาธิบดี ให้ประชาชนเลือกนายกฯผ่าน ส.ส.ในปัจจุบันเหมาะสมแล้ว ขณะที่ข้อเสนอให้ลดจำนวน ส.ส.เหลือกว่า 300 คน ก็ไม่เหมาะสม น้อยเกินไป ไม่สามารถรับฟังปัญหาของประชาชนได้ทั่วถึง นอกจากนี้ควรให้ ส.ส.สังกัดพรรคการเมือง ไม่ควรปล่อยให้มีอิสระมากเกินไป เพราะจะทำให้ขาดความเป็นระเบียบวินัย สิ่งสำคัญที่อยากให้เพิ่มในรัฐธรรมนูญคือ หากพรรคการเมืองใดไม่ยอมส่งผู้สมัคร ส.ส.ลงเลือกตั้ง ต้องถูกยุบพรรค และสมาชิกพรรคต้องถูกตัดสิทธิทางการเมือง 10 ปีด้วย เพราะเป็นการทำผิดกติกาประชาธิปไตยอย่างร้ายแรง มีเจตนาไม่ดี

เชียร์โละทิ้งองค์กรอิสระหลังมี รธน.

นายอำนวยกล่าวว่า ในส่วนองค์กรอิสระ ควรลดอำนาจลง ที่ผ่านมาการพิจารณาคดีขององค์กรอิสระมีอำนาจมากเกินไป โดยเฉพาะ ป.ป.ช.และศาลรัฐธรรมนูญ สร้างความเสียหายให้กระบวนการยุติธรรมอย่างมาก ควรลดวาระการดำรงตำแหน่งจาก 9 ปี เหลือ 5 ปี เพราะเวลา 9 ปี ถือว่ามากเกินไป ควรให้เกษียณอายุที่ 65 ปี ถ้าอายุมากไปกว่านี้คงทำงานไม่ไหวแล้ว นอกจากนี้เมื่อมีรัฐธรรมนูญใหม่แล้ว ควรกำหนดกติกาให้องค์กรอิสระในปัจจุบันทั้งหมด ต้องหมดหน้าที่ไปด้วย เพื่อเปิดโอกาสให้องค์กรอิสระชุดใหม่เข้ามาทำหน้าที่แทนชุดเก่า เพราะเมื่อมีรัฐธรรมนูญใหม่ถือว่ามีกติกาใหม่ ก็ควรให้คนใหม่เข้ามาทำหน้าที่แทน

ค้านสุดลิ่มโชว์ทรัพย์สินก่อนลง ลต.

นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีตรองนายกฯและ รมว.ต่างประเทศ แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ข้อเสนอให้เลือกนายกฯโดยตรง ผู้เสนอใช้อะไรคิดอยากเห็นแนวทางการเลือกประธานาธิบดีใช่หรือไม่ สังคมไทยยอมรับได้หรือไม่ การให้เลือก ครม.โดยตรงยิ่งไปกันใหญ่ ประเทศที่เป็นประชาธิปไตยเต็มที่ยังไม่คิดจะทำกัน สำหรับข้อเสนอลดวาระดำรงตำแหน่ง ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจาก 9 ปี เหลือ 5 ปี ขอเสนอให้อยู่แค่ 4 ปี ไม่ใช่นั่งอยู่ในตำแหน่งจนสร้างฐานอำนาจ ทำให้กระบวนการยุติธรรมบิดเบี้ยว ส่วนข้อเสนอให้ผู้ลงรับสมัครรับเลือกตั้งทุกระดับ ต้องแสดงบัญชีทรัพย์สินและรายการเสียภาษีย้อนหลัง 5 ปี คงไม่จำเป็นต้องเปิดบัญชีทรัพย์สินก่อนเลือกตั้ง เมื่อได้รับเลือกตั้งแล้วถึงยื่นเปิดเผยต่อสาธารณะ แต่มีข้อเสนอให้ สปช.ออกกฎหมายให้ข้าราชการ ทหาร ตำรวจทุกคนต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินทุกปีเริ่มตั้งแต่วันที่เข้ารับราชการ ถึงจะป้องกันการทุจริตในแวดวงราชการและนักการเมืองได้ฉมัง

“นิพิฏฐ์” หยันแก้ผิดจุด รธน.ส่อเหลว

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่ กมธ.ปฏิรูปการเมือง สปช. และอนุ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญเสนอให้ลดวาระการดำรงตำแหน่งของกรรมการในองค์กรอิสระว่า ตนมองข้ามจุดนี้ไป เพราะเป็นเพียงเรื่องเล็กหรือส่วนหนึ่งของรัฐธรรมนูญไม่ใช่สาระ แก้ไม่ถูกจุดไม่ตรงปัญหา เพราะปัญหาหลักไม่ได้เกิดจากเรื่องเหล่านี้ แต่เกิดการไม่ยอมรับการตรวจสอบ การใช้อำนาจที่ละเมิด หรือใช้อำนาจเกินตัวของผู้มีอำนาจ เปรียบเทียบการยกร่างรัฐธรรมนูญปี 50 กับที่กำลังทำกันอยู่ ยุคปี 50 มีระบบและตัวแทนของฝ่ายยกร่างฯให้ข่าวผ่านสื่อสารมวลชนจึงมีน้ำหนัก และมีแนวคิดตกผลึกไปในแนวทางเดียวกัน ไม่ใช่มั่ว ให้ข่าวขัดแย้งกันเองทั้งที่เป็น กมธ. สปช. หรือ อนุ กมธ.ยกร่างฯ การยกร่างรัฐธรรมนูญปี 50 แนวคิดการทำประชามติต่างกันชัดเจนว่าพรรคประชาธิปัตย์หนุนให้ผ่าน พรรคเพื่อไทยประกาศไม่หนุน แต่เมื่อมีการดีเบตของผู้ยกร่าง ต่างพูดไปในแนวทางเดียวกัน มีน้ำหนักจนโน้มน้าวคนอยู่ตรงกลาง ให้หันมาโหวตหนุนจนรัฐธรรมนูญปี 50 ผ่าน

ฟันธงทำประชามติไม่ผ่านแน่

นายนิพิฏฐ์กล่าวว่า แต่ครั้งนี้แค่การเสนอระบบเลือกตั้งของ กมธ.ชุดต่างๆ หรือแม้แต่ในชุดเดียวกันยังขัดแย้งกันเอง ไม่ไปในทิศทางเดียวกัน ต่างคนต่างแย่งกันพูดเพื่อเป็นข่าว เช่น ระบบการเลือกตั้งโมเดลเยอรมัน หรือการเลือกนายกฯและ ครม.โดยตรง พูดจนคนสับสนไม่สร้างความประทับใจให้คนฟัง ไม่มีการชี้แจงอธิบาย ที่สำคัญ สปช.ไม่ให้ความสำคัญกับพรรคการเมือง จึงเหมือนอยู่บนทางสองแพร่ง คือพรรคการเมืองใหญ่ 2 พรรคคือ เพื่อไทยและประชาธิปัตย์ ไม่เห็นด้วยกับ สปช. เช่น กรณีโมเดลระบบเลือกตั้งเยอรมันหรือการเลือกตั้งนายกฯ-ครม.โดยตรง 2 พรรคที่เคยเห็นต่างเมื่อปี 50 วันนี้เห็นพ้องว่ารัฐธรรมนูญที่จะออกมาน่าจะสร้างปัญหา ถ้ารัฐบาลหรือ สปช.ใจดียอมให้ทำประชามติก็เหมือนเปิดถ้วยแทงแล้ว คือ ไม่ผ่านแน่นอน หรือถ้าไม่ให้ทำประชามติ ประกาศบังคับใช้เลย จะถือว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ซ่อนความขัดแย้งของคนในสังคม อาจใช้ได้แต่มีอายุสั้น แม้คนยกร่างจะรู้ทางอาจเขียนดักไว้ว่าห้ามแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้ก่อน 4-8 ปี จะยิ่งทำให้สังคมอึดอัดเหมือนต้มน้ำไม่มีรูพวยกาให้ระบาย ไม่นานหม้อก็ระเบิด เมื่อมีแรงกดดันต่อรัฐบาล ก็ต้องมีการฉีกรัฐธรรมนูญนี้อยู่ดี จึงเป็นเรื่องที่น่ากลัวในอนาคต

คนไทยต่างแดนแนะปฏิรูปศึกษา

ด้านนายเสข วรรณเมธี อธิบดีกรมสารนิเทศ และโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงการเปิดเว็บไซต์เพื่อเป็นช่องทางรวบรวมความคิดเห็นของคนไทยในต่างประเทศในการปฏิรูปประเทศว่า ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการจัดทำเว็บไซต์เพื่อรวบรวมความเห็นอย่างเป็นระบบ ที่ผ่านมา สถานเอกอัครราชทูตไทย และสถานกงสุลใหญ่ของไทยหลายประเทศ อาทิ สถานเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สถานกงสุลใหญ่ไทยประจำนครลอสแอนเจลิส นิวยอร์ก ชิคาโก สถานเอกอัครราชทูตไทย ประจำกรุงแคนเบอร์รา สถานกงสุลใหญ่ไทยประจำนครซิดนีย์ จัดทำรายงานสรุปความคิดเห็นกลับมายังกระทรวงการต่างประเทศ หลังจากได้พบปะนักเรียนไทยและชุมชนไทย ซึ่งให้ความสนใจต่อการปฏิรูปของไทยเป็นอย่างมาก และมีมุมมองกว้างขวางหลากหลาย โดยเฉพาะประเด็นการปฏิรูปการศึกษา

“บิ๊กต๊อก” โยน สนช.คลำทางนิรโทษ

อีกเรื่อง พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม กล่าวถึงข้อเสนอการออกกฎหมายนิรโทษกรรมว่า ตนมาทำงานหลังวันที่ 22 พ.ค.ที่ คสช.เข้ามา และต่อด้วย ครม.ที่ต้องทำสัญญาประชาคมที่ประกาศไว้กับประชาชนให้ดีที่สุด เรื่องการนิรโทษกรรม เป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ก่อนวันที่ 22 พ.ค.เป็นเรื่องเก่า อย่างที่นายกฯบอกเรื่องนิรโทษกรรมต้องถามไปทาง สนช. ต้องถามฝ่ายที่รับผิดชอบ รัฐบาลจะออกมาบอกว่าเห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วยเลยไม่ได้ ถ้ารัฐบาลเห็นด้วยแล้ว สนช.ไม่เห็นด้วยจะว่าอย่างไร เมื่อเป็นเรื่องของกฎหมายให้เป็นหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติทำหน้าที่ว่ากันไป ถ้าจะถามความเห็นส่วนตัวคงไม่ได้ ต้องถามในภาพรวม คสช. คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นว่าอย่างไร ซึ่งนายกฯบอกแล้วเป็นเรื่อง สนช.ว่าไป ท่านเองไม่ได้บอกว่าขัดข้อง แต่ขอให้เป็นเรื่องของฝ่ายกฎหมายว่ากัน พร้อมสนับสนุน ถ้าคนในประเทศส่วนใหญ่เห็นว่าจะทำให้ประเทศเดินไปสู่ความปรองดองได้อย่างแท้จริง

ชทพ.ให้จับเข่าคุยอย่าลุยสุดซอย

นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) กล่าวถึง แนวคิดที่หลากหลายเรื่องการนิรโทษกรรมเพื่อนำไปสู่การปรองดองว่า วันนี้ทุกคนเห็นด้วยเรื่องการปรองดอง ซึ่งโยงไปถึงการนิรโทษกรรม แต่ความคิดเห็นยังไม่ตรงกันว่าจะจบที่ตรงไหน ทั้งนี้เห็นว่าหากไม่มีนิรโทษกรรมจะไม่มีทางเปิดโล่ง และทำอะไรต่อไม่ได้ แต่ไม่เห็นด้วยกับการทำแบบสุดซอย เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาตามมาเหมือนในอดีต ดังนั้นเราควรจะหันหน้าเข้าหากัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเคยมีพระราชดำรัส อยากเห็นคนไทยปรองดอง อยากให้เรากลับไปคิด เริ่มจากวันพ่อวันดีๆเช่นนี้หันหน้ามาคุยกันว่าเราจะให้คนไทยในชาติปรองดองอย่างไร นิรโทษกรรมในขอบเขตแค่ไหนที่ไม่ใช่สุดซอยหรือต้นซอย

“เอนก” รอวัดใจผู้มีอำนาจกดปุ่ม

ขณะที่นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ ในฐานะประธานคณะอนุ กมธ.พิจารณากรอบการจัดทำรัฐธรรมนูญ คณะที่ 10 ว่าด้วยการสร้างความปรองดองในคณะ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวถึง กรณีนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ระบุถึงการออกกฎหมายนิรโทษกรรมทำได้ 4 รูปแบบว่า ส่วนตัวเห็นว่าสามารถทำได้ทั้ง 4 แนวทาง หากแนวทางไหนผู้มีอำนาจเห็นว่าเหมาะสมก็ทำได้ รองนายกฯพูดแบบนี้แล้วต้องทำได้ทั้งหมด แต่จะทำแบบใดก็ได้ที่ไม่นำไปสู่การความขัดแย้ง ทะเลาะเบาะแว้งหรือบาดหมางกัน และก่อให้เกิดความเข้าใจผิด การสร้างความปรองดองทุกคนต้องช่วยกัน เป็นเรื่องของคนในสังคมต้องช่วยกัน ยืนยันอีกครั้งว่าเรื่องนี้ไม่ใช่อำนาจหน้าที่ความรับผิดชอบของตน แนวทางจะทำกันแบบไหน อย่างไร เป็นเรื่องของผู้มีอำนาจ ลองไปถามคนที่ติดคุก คนที่ลำบากดูว่าอยากให้นิรโทษกรรมหรือไม่ คงไม่ต้องมาถามตน

ผู้ตรวจการชี้ “ฤทธิเทพ” ยังมีลุ้น

นายรักษเกชา แฉ่ฉาย รองเลขาธิการ และโฆษกสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน กล่าวถึงกรณีที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ลงมติไม่ให้ความเห็นชอบให้ ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล ดำรงตำแหน่งเป็นผู้ตรวจการแผ่นดินตามที่คณะกรรมการสรรหาเสนอว่า สนช.ต้องส่งเรื่องกลับมายังคณะกรรมการสรรหาฯ เพื่อให้พิจารณาว่า ม.ล.ฤทธิเทพ ยังเหมาะสมหรือไม่ หากมีเสียงเป็นเอกฉันท์ว่า ม.ล.ฤทธิเทพยังเป็นผู้เหมาะสมก็ส่งเรื่องให้ประธาน สนช.เพื่อนำขึ้นทูลเกล้าฯต่อไป แต่หากคณะกรรมการสรรหาฯเสียงไม่เป็นเอกฉันท์ต้องเริ่มกระบวนการสรรหาใหม่ เสร็จสิ้นกระบวนการสรรหาจึงส่งเรื่องไปยัง สนช.พิจารณาต่อไป โดยที่ยังใช้คณะกรรมการสรรหาชุดเดิมอยู่

เมื่อถามว่า สนช.ไม่ให้ความเห็นชอบให้ ม.ล.ฤทธิเทพดำรงตำแหน่งผู้ตรวจการแผ่นดินจะส่งผลกระทบกับการทำงานของผู้ตรวจการแผ่นดินหรือไม่ นายรักษเกชากล่าวว่า ไม่กระทบ เพราะตำแหน่งดังกล่าวจะมาแทนนางผาณิต นิติทัณฑ์ ประภาศ ซึ่งตามกฎหมายแล้วนางผาณิตต้องทำหน้าที่จนกว่าจะมีผู้ตรวจการคนใหม่ ดังนั้น จึงไม่กระทบกับการทำหน้าที่ของผู้ตรวจการแผ่นดินแต่อย่างใด

สั่ง มท.–กษ.กัดติดโกงเงินช่วยชาวนา

วันเดียวกัน พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม กล่าวถึงกรณีพบเหตุส่อจะมีการทุจริตในการจ่ายเงินช่วยเหลือชาวนาว่า ผลจากการลงพื้นที่สุ่มตรวจของคณะการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) รายงานส่งสัญญาณว่า เริ่มส่อว่ามีการทุจริตแล้ว ในขั้นตอนการแสดงหลักฐานเอกสารแจ้งจำนวนไร่ไม่ตรงความเป็นจริง ป.ป.ท.จะตรวจสอบ 3 ขั้นตอน คือ 1.มีการสวมสิทธิ์จากนายทุนหรือไม่ 2.เป็นพื้นที่ทำการปลูกข้าวจริงหรือไม่ แต่ผสมโรงว่าทำนา 3.จากข้อกฎหมายไม่เกิน 15 ไร่ มีการแบ่งยื่นหรือไม่ ผลสอบนี้ยังไม่ได้ลงรายละเอียดต้องให้เจ้าหน้าที่ทำงานตรวจสอบอีกสักระยะ ให้ได้หลักฐานชัดเจน เพื่อความถูกต้อง และการตรวจสอบเพื่อให้ทุกอย่างเป็นไปตามระเบียบ ตนจะส่งสัญญาณไปที่กระทรวงมหาดไทยและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ว่าพบบางพื้นที่ส่อทุจริตแล้วขอให้ระมัดระวัง ที่ผ่านมาพยายามบอกกับทุกหน่วยงานว่าต้องการป้องกันมากกว่าการปราบปราม ถ้ามีการปราบปรามคนผิดต้องถูกลงโทษ และถ้าเข้าสู่ขั้นการปราบปรามเจ้าหน้าที่จะโดนอีก ถ้าไม่ตรวจสอบกัน เพราะฉะนั้นอยากให้ช่วยกัน เพื่อไม่ให้เม็ดเงินที่ส่งลงไปตกหล่นระหว่างทาง

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

เทียนฉาย กีระนันทน์สภาปฏิรูปแห่งชาติสปช.ยกร่างรัฐธรรมนูญตีกรอบอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ

ข่าวแนะนำ

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้