ข่าว
100 year

งานของเจ้าฟ้า

กิเลน ประลองเชิง6 ธ.ค. 2557 05:01 น.
SHARE

หนึ่งในหลายคำเรียกขานของชาวบ้าน...ในหลวงของเรา ทรงเป็นทั้งเจ้าฟ้า เจ้าแผ่นดิน

ในหัวข้อ ตบะ ความเพียร ความอุตสาหะ (หนังสือ มงคลชีวิต จากทศพิธราชธรรม เครืออมรินทร์พิมพ์ เซเว่น อีเลฟเว่น จำหน่าย) มีภาพทรงมองก้อนเมฆบนท้องฟ้า และมีคำบรรยาย

ทุกครั้งที่แผ่นดินประสบความแห้งแล้ง สิ่งที่ประชาชนจะนึกถึงก็คือ ฝนหลวงของในหลวง

ภาคอีสานได้ชื่อว่าเป็นแผ่นดินที่แห้งแล้งที่สุดของประเทศ ทรงสังเกตเห็นเมื่อครั้งเสด็จฯเยี่ยมราษฎร เมื่อปี 2498 ว่า แม้ท้องฟ้าจะเต็มไปด้วยเมฆ แต่เมฆเหล่านั้นก็ลอยพัดผ่านโดยไม่ตกมาเป็นฝน

และนั่นคือจุดเริ่มต้นของโครงการฝนหลวง ที่เรียกขานกันในครั้งนั้นว่าฝนเทียม

กว่าจะสำเร็จเป็นรูปธรรม ใช้เวลานานนับสิบปี โดยมี ม.ร.ว.เทพฤทธิ์ เทวกุล เป็นผู้สนองพระราชดำริ

โครงการฝนเทียมมีการทดลองอย่างต่อเนื่อง โดยไม่ท้อต่ออุปสรรคและความล้มเหลว จนประสบความสำเร็จในวันที่ 19 ต.ค.2515 ทรงสาธิตการทำฝนเทียม เหนือเขื่อนแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี

ฝนหลวงมิใช่หล่อเลี้ยงเฉพาะพืชผลทางการเกษตร แต่ยังหล่อเลี้ยงจิตใจของเกษตรกร...จนทำให้ชาวบ้านได้รู้ซึ้งถึงที่มาของคำว่า “เจ้าฟ้า”

อีกภาพเจนตา ไม่ว่าจะเสด็จไปที่ไหน ทรงมีแผนที่ติดพระหัตถ์ คนทั่วไปใช้แผนที่เป็นเครื่องมือไปให้ถึงจุดหมาย แต่แผนที่ของในหลวง ทรงใช้เพื่อศึกษาความแตกต่างของภูมิประเทศ

ความแตกต่างของภูมิประเทศ มีผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน เพราะจะรู้จักประชาชน ก็ต้องรู้จักแผ่นดิน

นี่คือความหมายที่แท้จริงของคำว่า พระเจ้าแผ่นดิน

4 ธ.ค.2535 ทรงมีพระราชดำรัสตอนหนึ่งว่า “ถ้าเราทำอะไรที่เราเสีย แต่ในที่สุด ที่เราเสียนั้น เป็นการได้ทางอ้อม ตรงกับงานของรัฐบาล เงินของรัฐบาล อีกนัยหนึ่งคือเงินของประชาชน ถ้าอยากให้ประชาชนอยู่ดีกินดี ก็ต้องลงทุน ต้องสร้างโครงการ ซึ่งต้องใช้เงินเป็นร้อย พัน หมื่นล้าน

แต่ในไม่ช้าประชาชนจะได้รับผล ราษฎรอยู่ดีกินดีขึ้น ราษฎรได้กำไรไป ถ้าราษฎรมีรายได้ รัฐบาลก็จัดเก็บภาษีได้สะดวก เพื่อให้รัฐบาลได้ทำโครงการต่อไป เพื่อความก้าวหน้าของประเทศ

ถ้ารู้รักสามัคคี รู้ว่าการเสียคือการได้ ประเทศชาติจะก้าวหน้า การที่คนอยู่ดีมีสุขนั้น เป็นการนับเป็นมูลค่าเงินไม่ได้”

นี่คือสิ่งที่พระองค์เรียกว่า “ขาดทุนคือกำไร”

แม้จะทรงทุ่มเทกับโครงการมากมาย ผู้ถวายงานใกล้ชิด ไม่เคยเห็นในหลวงทรงกริ้ว แต่จะทรงเตือน ทรงย้ำให้ตระหนักถึงหน้าที่ด้วยความเมตตา อีกทั้งยังมีพระอารมณ์ขัน

ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เล่าว่า คราวหนึ่งทรงมอบหมายให้เป็นผู้แทนไปขออนุญาตจดทะเบียนตั้งมูลนิธิชัยพัฒนา เจ้าหน้าที่ราชการถามว่า

เจ้าของมูลนิธิ ชื่ออะไร อยู่ที่ไหน มีอาชีพอะไร

เมื่อนำความกราบบังคมทูล ตรัสว่า ถ้าต่อไปมีใครถาม มีอาชีพอะไร ให้ตอบว่า มีอาชีพทำราชการ แต่ทรงต่างกว่าราชการทั่วไป ทำงานไม่มีวันหยุดเทศกาล ไม่มีวันหยุดเสาร์ อาทิตย์ ไม่มีเวลา เช้าสาย บ่ายค่ำ

เหตุผลที่ทำให้ทรงงาน อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ปรากฏในพระราชนิพนธ์เรื่อง เมื่อข้าพเจ้าจากสยามมาสู่สวิตเซอร์แลนด์ บันทึกเหตุการณ์ วันที่ 19 ส.ค.2489

ถึงวัดเบญจมบพิตรรถแล่นเร็วขึ้นได้บ้าง ตามทางที่ผ่านมา ได้ยินเสียงใครคนหนึ่งร้องขึ้นดังๆว่า “อย่าละทิ้งประชาชน” อยากจะร้องบอกเขาลงไปว่า “ถ้าประชาชนไม่ทิ้งข้าพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้าจะ “ละทิ้ง” อย่างไรได้ แต่รถวิ่งเร็วและเลยไปไกลเสียแล้ว”

อีกยี่สิบปีต่อมา คนผู้นั้นได้มีโอกาสเข้าเฝ้าฯ ในหลวงมีรับสั่งถามว่า “เราน่ะรึที่ร้อง”

เขาตอบว่า “ใช่ครับ ตอนนั้นเห็นหน้าท่านเศร้ามาก กลัวจะไม่กลับมา จึงร้องไปเหมือนคนบ้า”

ตรัสตอบว่า “นั่นแหละที่ทำให้เรานึกถึงหน้าที่ จึงต้องกลับมา”

ถึงวันนี้ ในหลวงก็ยังทำทั้งหน้าที่ เจ้าฟ้า เจ้าแผ่นดิน ของพวกเรา แม้โลกนี้จะมีความเปลี่ยนแปลงมากมาย แต่ในหลวงก็ยังอยู่กับพวกเรา ไม่ห่างทั้งกายและใจแต่ประการใดเลย.

กิเลน ประลองเชิง

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ชักธงรบกิเลน ประลองเชิงสุเมธ ตันติเวชกุลในหลวงฝนหลวงพระหัตถ์พระราชดำริเทพฤทธิ์ เทวกุล

ข่าวแนะนำ

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้