ข่าว
100 year

บิ๊กตู่ให้นักธุรกิจ เชื่อมั่นปราบโกง

ทีมข่าวหน้า14 ธ.ค. 2557 07:20 น.
SHARE

กมธ.ชิงกันเสนอสูตร นายก-ครม.เลือกตรง ส่วนส.ส.แบบพวงเล็ก

กรรมาธิการสาย สปช.-สนช.ใจตรงกันชงสูตร เลือกนายกฯ-ครม.โดยตรง กรรมาธิการฯ ปฏิรูปการเมืองจาก สปช.เสนอโมเดลเลือกตั้งส.ส.แบบเขตใหญ่เรียงเบอร์ ส.ว.เลือกตั้ง-ลากอย่างละครึ่งรวม 154 คน อนุฯด้านการเมือง สนช.ให้ ส.ส.ไม่ต้องสังกัดพรรคการเมืองได้ ขณะที่ กมธ.ยกร่างฯ ขอแขวนไว้ก่อน พท.รุกเร้าขอนิรโทษแบบเหมาเข่ง อ้างปัญหาจะได้จบๆ กสม.เล็งเรียก มทภ.1 มาแจงปม 3 นิ้วรับจ้าง “บิ๊กโด่ง” สั่งเบรก “กัมปนาท” จ้อข่าวกลุ่มต้าน คสช. ลั่นมีอะไรให้มาถามผม “บิ๊กตู่” ยันกับนักธุรกิจโรดแม็ปเดินหน้าตามแผน 1 ปีต้องทำได้ แต่ระหว่างนี้ขอเป็นเสือหมอบไปก่อน

การนำเสนอแนวทาง ความเห็นและข้อเสนอแนะในการเขียนรัฐธรรมนูญต่อกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญและสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ยังมีอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดกรรมาธิการฯคณะต่างๆได้มีการนำเสนอเพิ่มเติมในอีกหลายประเด็น

กมธ.ชงสูตรเลือกตรงนายกฯ-ครม.

วันที่ 3 ธ.ค.นายสมบัติ ธำรงค์ธัญวงศ์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ปฏิรูปการเมือง ให้สัมภาษณ์ว่า กมธ.มีมติเสียงข้างมากประเด็นข้อเสนอโครงสร้างทางการเมืองเพื่อเสนอต่อ สปช.ว่า ควรกำหนดให้ฝ่ายบริหารหรือคณะรัฐมนตรีมาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยตรงหรือ cabinet list และให้ทำหน้าที่เฉพาะฝ่ายบริหารอย่างเดียว โดยให้พรรคการเมืองเสนอบัญชีรายชื่อคณะรัฐมนตรี และกำหนดตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีในแต่ละกระทรวงอยู่ในบัญชีรายชื่อ ส่วนโครงสร้างฝ่ายนิติบัญญัติ กำหนดให้มี 2 สภา คือสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ทำหน้าที่พิจารณากลั่นกรองกฎหมายและตรวจสอบฝ่ายบริหาร รวมทั้งให้อำนาจถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง แต่ห้าม ส.ส. และ ส.ว.เป็นรัฐมนตรี นอกจากนี้ฝ่ายนิติบัญญัติยังมีอำนาจยื่นกระทู้ถามรัฐบาล และขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ และเมื่ออภิปรายเสร็จสิ้นให้พิจารณาส่งฟ้องศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้เลย

ส.ส.มาจาก ลต.-ส.ว.ยังทูอินวัน

นายสมบัติกล่าวต่อว่า สำหรับการได้มาของ ส.ส. และ ส.ว. ให้ ส.ส.มาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยกำหนดให้ 1 เขต มี ส.ส.ไม่เกิน 3 คน หรือระบบเขตใหญ่เรียงเบอร์ รวมประมาณ 400-500 คน ส่วน ส.ว.ให้มาจากการเลือกตั้งจังหวัดละ 1 คน และอีกครึ่งหนึ่งมาจากการเลือกตั้งขององค์กรวิชาชีพและกลุ่มอาชีพต่างๆอย่างละ 77 คน รวม 154 คน ทั้งนี้เชื่อว่าโครงสร้างที่เสนอจะแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจากโครงสร้างเดิม โดยเฉพาะการซื้อสิทธิ์ขายเสียงจะทำได้ยากขึ้น และการบริหารงานของรัฐบาลที่ไม่ยึดโยงกับ ส.ส. เนื่องจากประชาชนเป็นผู้เลือกคณะรัฐมนตรีโดยตรง และจะแก้ปัญหาการต่อรองตำแหน่งและประโยชน์ต่างตอบแทนระหว่าง ส.ส.และคณะรัฐมนตรีได้ อย่างไรก็ตาม การประชุมคณะกรรมาธิการ วันที่ 8 ธ.ค.จะสรุปรวมข้อเสนอเพื่อส่งต่อเข้าสู่การพิจารณาของ สปช. ก่อนที่ สปช. จะสรุปข้อเสนอทั้งหมดส่งต่อให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ

กมธ.สื่อขออิสระเป็นหลักประกัน

นายบุญเลิศ คชายุทธเดช สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ปฏิรูปการสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศ กล่าวว่า ที่ประชุม กมธ. สรุปประเด็นที่จะเสนอต่อ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญเพื่อบรรจุในร่างรัฐธรรมนูญดังนี้ รัฐธรรมนูญต้องประกันสิทธิเสรีภาพประชาชนและสื่อมวลชน ในการแสดงความเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายวิธีอื่นๆ รวมทั้งสิทธิการรับรู้และเข้าถึงข้อมูลข่าวสารรัฐทั่วถึงและเสมอภาค สื่อมวลชนย่อมได้รับหลักประกันความเป็นอิสระที่จะไม่ถูกครอบงำแทรกแซงจากอำนาจรัฐและทุน ต้องคุ้มครองเสรีภาพและส่งเสริมมาตรฐานวิชาชีพและสวัสดิการผู้ประกอบการวิชาชีพสื่อมวลชน เห็นควรให้ตั้งสภาวิชาชีพ ทั้งระดับภูมิภาค ระดับจังหวัด รวมสื่อทุกแขนงเพื่อทำหน้าที่กำกับควบคุมกันเองในด้านจริยธรรม เพื่อปกป้องสิทธิ เสรีภาพ และความเป็นธรรม โดยต้องออกกฎหมายรองรับ

ปฏิรูปการศึกษา 7 ข้อใส่ใน รธน.

นายอมรวิชช์ นาครทรรพ โฆษกคณะกรรมา-ธิการ (กมธ.) ปฏิรูปการศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ แถลงถึงเนื้อหาด้านการศึกษาที่จะเสนอต่อ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญว่า ที่ผ่านมากระบวนการศึกษาของชาติประสบปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำของการเข้าถึง และคุณภาพการศึกษาที่ตกต่ำลงเรื่อยๆ แม้จะมีการอุดหนุนงบประมาณปีละหลายแสนล้านบาท จึงเสนอปรับโครงสร้างการศึกษาเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในการปฏิรูปครั้งนี้ โดยมีสาระสำคัญทั้ง 7 ข้อคือ

1.การศึกษาเป็นการพัฒนาคนให้มีคุณภาพ รัฐจึงต้องกำหนดให้เป็นนโยบายระดับชาติที่สำคัญสูงสุด 2.รัฐต้องปรับเปลี่ยนมาเป็นผู้ส่งเสริมสนับสนุน รวมถึงกำกับนโยบายแผนมาตรฐานและติดตามประเมินผลให้ทุกภาคส่วนของสังคมมีส่วนร่วม 3.รัฐต้องส่งเสริมความเป็นนิติบุคคลของสถานศึกษา โดยต้องรับผิดชอบผลของการเรียนการสอน ประสิทธิภาพ คุณภาพ ของการจัดการศึกษา 4.รัฐต้องจัดเตรียมค่าใช้จ่ายขั้นพื้นฐานแก่ผู้ศึกษาตั้งแต่ปฐมวัยจนถึงภาคบังคับ 5.ต้องสร้างกระบวนการเรียนรู้ที่เป็นสากล และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง 6.ต้องส่งเสริมสภาพแวดล้อมให้โรงเรียนเป็นแหล่งเรียนรู้และสื่อสาธารณะ ทั้งด้านการศึกษา ศิลปวัฒนธรรม ศาสนา วิทยาศาสตร์และจริยธรรม 7.นโยบายการศึกษาต้องต่อเนื่อง โปร่งใส ตรวจสอบได้ ปราศจากการแทรกแซง

โมเดล สนช.เลือกนายกฯ–ครม.ตรง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมคณะอนุกรรมาธิการ (กมธ.) ด้านการเมือง ใน กมธ.การเมือง สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่มีนายศิระชัย โชติรัตน์ สมาชิก สนช. เป็นประธานคณะอนุ กมธ. โดยอนุ กมธ.ศึกษาจัดทำกรอบข้อเสนอต่อการยกร่างรัฐธรรมนูญ 2 ข้อ คือ 1.กำหนดที่มาฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ 2.การมีส่วนร่วมของประชาชนต่อการเมืองการปกครอง ประกอบกับข้อเสนอ กมธ.การเมือง เพื่อสรุปเป็นรายงานความเห็นเสนอแนะประกอบการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ที่ประชุมรับทราบข้อเสนอ อาทิ การกำหนดให้นายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกตั้งโดยตรง เพื่อแยกอำนาจฝ่ายนิติบัญญัติกับฝ่ายบริหารออกจากกัน ส่วนนายกรัฐมนตรีต้องเป็นหัวหน้าพรรคการเมือง และอยู่ในบัญชีรายชื่อลำดับแรก เพื่อรับผิดชอบการทำหน้าที่ทั้ง 2 ตำแหน่ง และรองรับรัฐธรรมนูญในอนาคตที่จะกำหนดความรับผิดชอบหากดำเนินนโยบายไม่เป็นไปตามที่หาเสียงไว้ โดยจะมีโทษทางแพ่งเพิ่มเติมด้วย

ส.ส.แบ่งเขตสังกัดพรรค-อิสระก็ได้

ผู้สื่อข่าวรายงานต่อว่า แนวทางดังกล่าวอาจจะเกิดข้อเสียได้ อาทิ การพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปี หากไม่ได้รับอนุมัติก็จะส่งผลต่อรัฐบาล ที่ประชุมเห็นควรให้ศึกษาข้อมูลประกอบข้อเสนอของ กมธ.การเมือง เพื่อให้เห็นข้อดีข้อเสีย และเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาร่างรัฐธรรมนูญ แต่นายสมคิด เลิศไพฑูรย์ อนุ กมธ. ไม่เห็นด้วยต่อแนว

ทางดังกล่าว เพราะเป็นเรื่องใหญ่ของสังคมไทย อีกทั้งนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธาน กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ก็คัดค้านเรื่องนี้ เพราะจะนำไปสู่การเป็นสาธารณรัฐได้ ทั้งนี้ข้อเสนอดังกล่าวยืนยันให้มีระบบรัฐสภา 2 สภา ส่วนการได้มาของ ส.ส. ให้มาจากแบบแบ่งเขต ใช้เขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง ผู้สมัครรับเลือกตั้งจะสังกัดพรรคการเมืองหรืออิสระก็ได้ ส่วน ส.ว.มีข้อเสนอ 3 รูปแบบคือ 1.ให้มาจากการเลือกตั้งโดยอ้อมทั้งหมด 2.การสรรหาทั้งหมด และ 3.การเลือกตั้งโดยอ้อมและการสรรหาอย่างละครึ่ง และลดอำนาจการถอดถอน ให้เป็นอำนาจร่วมรัฐสภา

พระปกเกล้าเชียร์เลือกนายกฯตรง

ที่อาคารรัฐสภา 2 สถาบันพระปกเกล้า จัดแถลงผลงานทางวิชาการเพื่อการปฏิรูปประเทศ ภายใต้โครงการสู่ทศวรรษที่เก้า : ก้าวใหม่ของระบอบประชาธิปไตย เพื่อนำข้อมูลข้อเสนอแนะ ความคิดเห็น ที่รวบรวมจากทุกภาคส่วนจัดทำเป็นผลวิจัย นำเสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการปฏิรูปประเทศ และหาทางออกจากความขัดแย้ง ทั้งนี้ น.ส.ปัทมา สูบกำปัง นักวิชาการชำนาญการ สำนักวิจัยและพัฒนาสถาบันพระปกเกล้า นำเสนอว่า การปฏิรูปโครงสร้างดังกล่าว เป็นการป้องกันปัญหาความไร้เสถียรภาพของรัฐบาล จึงควรวางมาตรการคู่ขนานเสริมคือออกแบบระบบเลือกตั้งให้เกิดรัฐบาลผสม ขณะเดียวกันต้องให้แน่ใจว่า รัฐบาลผสมจะมีเอกภาพขั้นต่ำเพียงพอในการบังคับบัญชากลไกรัฐ ซึ่งรัฐบาลผสมบรรลุได้ด้วยการออกแบบระบบเลือกตั้ง ส.ส. ที่สำคัญการนำระบบเลือกตั้งเขตละ 3 คนมาใช้ เป็นการเปิดให้พรรคการเมืองที่ได้คะแนนเสียงลดหย่อนลงไปยังเข้าร่วมฝ่ายนิติบัญญัติ สำหรับนายกรัฐมนตรี ควรให้ประชาชนเลือกโดยตรง เพื่อปลดปล่อยให้ฝ่ายบริหารเป็นอิสระ

ศาล รธน.สั่งยุบพรรคไม่ได้

น.ส.ปัทมา กล่าวว่า ส่วนอำนาจฝ่ายตุลาการ โดยเฉพาะศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อไม่ให้กระทบกระเทือนต่อดุลภาพทางการเมือง หรือตกเป็นคู่ขัดแย้งหรือเป็นตัวช่วยในการต่อสู้ทางการเมืองของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง จำเป็นต้องปรับอำนาจหน้าที่บางประการ อาทิ ทบทวนอำนาจการเสนอคำร้องของสมาชิกรัฐสภา ให้เสนอตรวจสอบได้เพียงกรณีที่ร่างกฎหมายดังกล่าวจะไปกระทบกระเทือนต่อหลักการสำคัญของรัฐ สิทธิและเสรีภาพประชาชน และอำนาจหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้องของกระบวนการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ แต่ไม่มีสิทธิตรวจสอบเนื้อหาการแก้ไข ทบทวนอำนาจหน้าที่ตรวจสอบสถานะและคุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและการยุบพรรคการเมือง และการสั่งให้พ้นจากตำแหน่งทางการเมืองสมาชิกภาพให้เป็นอำนาจของรัฐสภาวินิจฉัยชี้ขาดได้เอง

กมธ.ยกร่างฯยืนโทษประหารชีวิต

พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช โฆษกคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ แถลงภายหลังการประชุมกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญว่า ที่ประชุมได้พิจารณารายงานของคณะอนุกรรมาธิการคณะที่ 2 ภาค 1 พระมหากษัตริย์และประชาชน ในส่วนสิทธิพลเสรีภาพพลเมือง การมีส่วนร่วมทางการเมือง และการมีส่วนร่วมในการตรวจสอบ โดยคณะอนุกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่เสนอให้ยกเลิกโทษประหารชีวิตในทุกคดี แต่เสียงส่วนใหญ่ของคณะกรรมาธิการยกร่างฯเห็นว่า ควรคงโทษประหารชีวิตไว้ เพราะมีคดีอุกฉกรรจ์หลายคดีควรได้รับการลงโทษสาสมกับความผิดที่ได้ทำ เช่น ค้ายาเสพติด ฆ่าข่มขืน ฆาตกรต่อเนื่อง

ผู้พิพากษาต้องอายุ 35 ปีขึ้นไป

พล.อ.เลิศรัตน์กล่าวว่า คณะกรรมาธิการยกร่างฯได้พิจารณารายงานคณะอนุกรรมาธิการฯ คณะที่ 7 เรื่องศาลและกระบวนการยุติธรรม โดยคณะอนุกรรมาธิการมีความเห็นว่า ในส่วนของศาลยุติธรรม ควรให้คดีทั่วไปสิ้นสุดที่ศาลอุทธรณ์ แต่ถ้าจะสู้ต่อในชั้นศาลฎีกา ต้องทำคำร้องเป็นกรณีพิเศษ เพื่อลดปริมาณคดีในศาลฎีกาที่มีอยู่จำนวนมาก นอกจากนี้ ยังกำหนดให้ผู้พิพากษามีอายุ 35 ปีขึ้นไป จากเดิมอยู่ที่ 25 ปี เพราะเห็นว่า หากมีอายุ 25 ปี วัยวุฒิจะไม่สมบูรณ์

เปลี่ยนสเปกตุลาการศาล รธน.ใหม่

พล.อ.เลิศรัตน์กล่าวอีกว่า ส่วนศาลรัฐธรรมนูญ เสนอให้แก้ไของค์ประกอบบางประการ เช่น สัดส่วนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ต้องมีความหลากหลายมากขึ้น โดยให้ผู้มีความรู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายรัฐธรรมนูญ กฎหมายมหาชน มาทำหน้าที่ด้วย จากเดิมที่กำหนดให้มาจากผู้พิพากษาศาลฎีกา ตุลาการศาลปกครอง ผู้เชี่ยวชาญด้านนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ ซึ่งกรรมาธิการยกร่างฯก็เห็นด้วยในหลักการดังกล่าว

สำหรับข้อเสนอ เรื่องการเลือกตั้ง ส.ส. แบบเยอรมัน การกำหนดที่มาของนายกรัฐมนตรี และ ครม. ยังไม่ถือเป็นที่สิ้นสุด ที่จะกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ เพราะคณะกรรมาธิการยกร่างฯ ต้องนำมากลั่นกรองว่า จะนำประเด็นใดไปอยู่ในรัฐธรรมนูญอีกครั้ง

ทปอ.ยื่นปฏิรูป 6 ด้านให้ “เทียนฉาย”

เมื่อเวลา 11.00 น. ที่รัฐสภา ตัวแทนอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.)นำโดยนายประดิษฐ์ วรรณรัตน์ อธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ในฐานะรักษาการประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) เข้ายื่นข้อเสนอการปฏิรูปประเทศทั้ง 6 ด้านของ ทปอ.คือ ด้านการเมือง ด้านการกระจายอำนาจ ด้านการศึกษา ด้านกระบวนการยุติธรรม ด้านการต่อต้านคอร์รัปชัน และด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ต่อนายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เพื่อให้พิจารณานำเป็นข้อมูลสำหรับการทำงานปฏิรูปประเทศ โดยมีสภาพลเมืองที่มาจากตัวแทนหลายฝ่ายมีอำนาจในการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ

4 องค์กรดัน ก.ม.ธรรมาภิบาล

ต่อมาเวลา 13.30 น. ที่รัฐสภา ตัวแทนมูลนิธิประเทศไทยใสสะอาด นำโดยนายดนัย จันทร์เจ้าฉาย กรรมการมูลนิธิประเทศไทยใสสะอาด และตัวแทนองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และสถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา เข้ายื่นหนังสือต่อนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธาน กมธ.ยกร่างฯ ผ่านนางถวิลวดี บุรีกุล กมธ. โดยมีสาระขอให้รัฐบาลออก พ.ร.บ.คุณธรรมและธรรมาภิบาลแห่งชาติเพื่อให้ประเทศไทยมีกฎหมายด้านนี้ ซึ่งจะเป็นกฎหมายฉบับแรกในประวัติศาสตร์ไทยที่อาศัยความร่วมมือจากทุกภาคมุ่งขจัดปัญหาคอร์รัปชัน

ปชป.ไม่ชอบเลือกตั้งแบบเยอรมัน

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีนายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ กมธ.ยกร่างฯ ในฐานะอนุ กมธ.คณะที่ 3 เสนอใช้ระบบการเลือกตั้งแบบเยอรมันว่า การนำวิธีการเลือกตั้งแบบเยอรมันมาใช้ สิ่งที่พรรคการเมืองใหญ่กังวลคือ หากได้ ส.ส.เขตเกิน จำนวนเปอร์เซ็นต์ ของ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อจะมีผลให้พรรคการเมืองนั้นไม่ได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อติดเข้ามา หรือได้เข้ามาน้อย เผลอๆ หัวหน้าพรรคสอบตก เพราะได้ ส.ส.เขตเกินจำนวนแล้ว เชื่อว่าพรรคการเมืองใหญ่ได้เตรียมหาทางแก้ไว้แล้วคือ เขาจะตั้งพรรคสำรองขึ้นมาและให้ ส.ส.ของเขาส่วนหนึ่งลาออกไปอยู่พรรคที่ตั้งขึ้นใหม่ และพรรคใหญ่จะไม่ส่ง ส.ส.ไปแข่งในเขตเลือกตั้งนั้น โดยจะขอให้ประชาชนเลือก ส.ส.จากพรรคการเมืองที่เป็นพรรคสำรอง แต่ให้เลือก ส.ส.บัญชีรายชื่อของพรรคใหญ่ ส่วนตอนลงหาเสียงก็หาเสียงร่วมกันว่าหลังเลือกตั้งจะทำงานด้วยกัน ที่เขาทำอย่างนั้น เพราะไม่อยากให้มี ส.ส.เขตเกินจำนวนเปอร์เซ็นต์ของ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ถ้าเขาทำอย่างนั้น รับรองต่อให้ใช้สูตรเยอรมันก็เยอรมัน ก็ต้องม้วนเสื่อกลับบ้านแน่ อย่าลืมว่า เขาคงหาทางแก้ไว้แล้ว การเมืองก็มีสภาพกลับมาเหมือนเดิม เหมือนเอาเครื่องรถเบนซ์มาใส่รถไถนาตามที่ตนบอกไว้ ที่สุดก็เสียของ ทั้งที่ควรหาวิธีให้ประชาชนเข้าใจสภาพการเมืองจะดีกว่า

“พรเพชร” โยนหน้าที่ รบ.ลุยนิรโทษ

นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กล่าวถึงข้อเสนอการออกกฎหมายนิรโทษกรรม เพื่อสร้างความปรองดองว่า การเสนอกฎหมายนิรโทษกรรมเป็นเรื่องที่ต้องเริ่มจากรัฐบาล ไม่ใช่เริ่มจาก สนช. ส่วนที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ระบุให้ สนช.เป็นเจ้าภาพในเรื่องดังกล่าวนั้น เข้าใจว่าคงหมายถึงถ้ากฎหมายเข้ามายัง สนช.ก็ต้องพิจารณารายละเอียดให้เป็นไปตามหลักการ อย่างไรก็ตามขณะนี้ สนช.ไม่ได้ศึกษาประเด็นการนิรโทษกรรมไว้ล่วงหน้า เพราะเป็นเรื่องของหลักการที่ขึ้นอยู่กับแนวคิดในช่วงเวลาหนึ่ง หากออกกฎหมายนิรโทษกรรมแล้ว สร้างความขัดแย้ง สนช.ก็ไม่สนับสนุน

พท.ร้องขอนิรโทษแบบเหมาเข่ง

นายสามารถ แก้วมีชัย อดีต ส.ส.เชียงรายพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า หากรัฐบาล คสช.และทุกฝ่ายที่ เกี่ยวข้องอยากสร้างบรรยากาศปรองดองจำเป็นที่ต้องสนับสนุนให้มีการออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้ผู้ที่กระทำผิดในคดีทางการเมือง ส่วนจะออกกฎหมายในรูปแบบใดก็ว่ากันไป โดยหลักแล้วหากจะออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้กับผู้ที่กระทำผิดเล็กๆ น้อยๆ

ไม่รวมผู้ที่กระทำผิดในคดีอาญา มองว่าปัญหาไม่มีทางจบ ต้องยอมรับว่าผู้ที่กระทำผิดในคดีเหล่านี้ ก็เพราะมีแรงกระตุ้นจากความขัดแย้งทางการเมือง ดังนั้นอย่าใจแคบ ทุกฝ่ายต้องทำใจยอมรับ เริ่มต้นกันใหม่ และเยียวยาให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ การชุมนุมในช่วงที่ผ่านมาด้วย ทั้งผู้ที่เสียชีวิต บาดเจ็บไปจนถึงผู้ประกอบการที่ได้รับความเสียหายด้วย

“ดาวดิน” ร้อง กสม.สอบ มทภ.1

เมื่อเวลา 11.00 น.ที่สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ตัวแทนนักศึกษากลุ่มดาวดิน ประกอบด้วยนายพายุ บุญโสภณ นายธีรยุทธ สิมหลวง นายจิรวิชญ์ ฉิมมานุกุล และนายเจตน์สฤษฎิ์ นามโคตร พร้อมด้วยนางสาวศิริพร ฉายเพ็ชร เจ้าหน้าที่มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคมยื่นหนังสือร้องเรียนต่อ นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ กสม. ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการด้านสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง กรณีที่ พล.ท.กัมปนาท รุดดิษฐ์ แม่ทัพภาคที่ 1 ในฐานะผู้บัญชาการกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย (ผบ.กกล.รส.) ให้สัมภาษณ์ปรักปรำกล่าวหาว่ากลุ่มดาวดินต้องการแย่งชิงพื้นที่สื่อ โดยไปชู 3 นิ้วขณะนายกฯลงพื้นที่ จ.ขอนแก่น และได้ค่าจ้าง 50,000 บาทจากนักการเมืองในพื้นที่จึงอยากให้ กสม.ช่วยพิจารณา โดยตัวแทนนักศึกษา ชี้แจงว่า ข้อกล่าวหาดังกล่าวไม่มีข้อเท็จจริงและทำให้กลุ่มดาวดินได้รับความเสียหาย อยากให้ กสม.ช่วยตรวจสอบว่าที่ทหารได้ข้อมูลมาจากไหน อยากให้เจ้าหน้าที่ทหารแสดงหลักฐาน

กสม.เล็งเรียก “กัมปนาท” มาแจง

นพ.นิรันดร์กล่าวว่า ในฐานะ กสม.คิดว่าเป็นผู้ที่รู้จักกับนักศึกษาดาวดินมากที่สุดเพราะมีการทำเอ็มโอยูร่วมกันระหว่าง กสม.กับนักศึกษาคณะนิติศาสตร์ ม. ขอนแก่น กลุ่มนี้เคลื่อนไหวด้านสังคมและสิทธิมนุษยชนแต่อาจมีพื้นฐานการเมืองภาคประชาชน จึงปฏิเสธไม่ได้ว่ามีการแสดงออกทางการเมือง แต่พื้นฐานไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองการแย่งชิงผลประโยชน์ของนักการเมือง และไม่ได้รับเงินนักการเมืองหรืออยู่ใต้อาณัติ ที่ผ่านมาได้ประสานไปยัง พล.ท.กัมปนาท ท่านได้ชี้แจงถึงการให้ข่าวดังกล่าวว่าไม่เคยพาดพิงกลุ่มใด หรือพูดถึงจำนวนเงิน จึงอาจจะมีการประสาน พล.ท.กัมปนาทให้มาชี้แจงกับ กสม.อีกครั้ง และเชิญนักศึกษากลุ่มดาวดินมาพบกับ พล.ท.กัมปนาทโดยตรงน่าจะดีกว่า วันที่ 12 ธ.ค.จะจัดงานเนื่องในวันสิทธิมนุษยชน โดยกลุ่มดาวดินจะมาอาจจะถือโอกาสเชิญหน่วยงานความมั่นคงมาพบปะกับนักศึกษา

“บิ๊กโด่ง” เบรกแม่ทัพ 1 จ้อกลุ่มต้าน

ที่กองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) ถนนราชดำเนิน พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม และ ผบ.ทบ.ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ พล.ท.กัมปนาท รุดดิษฐ์ แม่ทัพภาคที่ 1 และ ผบ.กกล.รส.เปิดเผยข้อมูลของกลุ่มเคลื่อนไหวว่า แม่ทัพภาคที่ 1 เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาและตนเป็น ผบ.ทบ.ถ้ามีอะไรก็มาถามตน เรื่องนี้อาจจะมีข้อมูลแต่ต้องตรวจสอบต่อไป การที่พูดออกไปก็ไม่ได้เจาะจงว่าเป็นอะไร ในเรื่องข้อมูลอาจจะมีบ้างแต่กลุ่มคนเหล่านั้นเป็นเด็กนักศึกษา ตนก็มีลูกและมีความเข้าใจ ไม่ได้ไปปิดกั้นอะไร แต่อยากคำถามว่า สิ่งที่ทำกับผู้นำสูงสุดของประเทศสมควรหรือไม่ เชื่อว่าคนส่วนใหญ่ก็เห็นว่าไม่เหมาะสมเพราะนายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ลงพื้นที่ด้วยความตั้งใจดี ในเมื่อเห็นว่าไม่เหมาะสมก็ต้องทำความเข้าใจ

ลั่น “ต่อไปนี้มีอะไรให้มาถามผม”

“ผมขอร้อง อย่าทำให้เป็นเรื่องใหญ่โตจากนี้ต่อไปมีอะไรขอให้ถามผม ไม่ต้องถามแม่ทัพภาคที่ 1 แล้วผมเป็นผู้บังคับบัญชาแม่ทัพภาคที่ 1 ผมจะตอบให้เอง เราไม่ได้ตั้งใจไปละเมิดอะไร แต่เมื่อมีเหตุการณ์เกิดขึ้นเราก็ต้องหาข้อมูลและพูดอะไรออกไปบ้าง ก็ต้องตรวจสอบให้ชัดเจน ขอให้ทุกคนเข้าใจ อย่าทำให้เป็นเรื่องใหญ่ ส่วนผู้ที่มีผลกระทบจะชี้แจงอะไร กองทัพบกยินดีรับฟังและแลกเปลี่ยนข้อมูลกันว่า สิ่งไหนถูกต้องหรือไม่” พล.อ.อุดมเดชกล่าว

ยังไม่เห็นชื่อ “ปู” ขอทัวร์นอก

เมื่อถามว่า มีนักการเมืองขออนุญาต คสช. เดินทางไปนอกประเทศช่วงปีใหม่หรือไม่ พล.อ.อุดมเดช กล่าวว่า ก็มี เมื่อมีการดำเนินการผ่านทาง คสช.ก็จะพิจารณาความเหมาะสม หากบุคคลเหล่านั้นมีความเรียบร้อยดี และปฏิบัติตัวดีอยู่กรอบตนก็เข้าใจ เมื่อถามว่ามีชื่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีหรือไม่ พล.อ.อุดมเดชกล่าวว่า ตนยังไม่เห็น แต่โดยทั่วไปก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่ละคนที่เดินทางไปต่างประเทศก็ให้ความร่วมมือกับ คสช. ซึ่งต้องขอขอบคุณด้วย ถ้าดำเนินการเรียบร้อยดีเช่นนี้ โรดแม็ปที่ คสช.กำหนดไว้ก็จะสำเร็จ อย่างไรก็ตามขอความร่วมมือทุกคนช่วยกัน

มท.1 ขู่ “3 นิ้ว”ทำผิด ก.ม.โดนแน่

พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณี พล.ท.กัมปนาท รุดดิษฐ์ แม่ทัพภาคที่ 1 ระบุว่ามีนักการเมืองอยู่เบื้องหลังการเคลื่อนไหวของกลุ่มดาวดินว่า กระทรวงมหาดไทยมีเจ้าหน้าที่ในท้องถิ่นร่วมกับฝ่ายความมั่นคงคอยดูแลสร้างความปรองดองอยู่ ขอว่าเรื่องใดหากทำแล้วไม่เกิดประโยชน์อย่าทำเลย เพราะหากพบว่ามีการกระทำความผิดจะต้องดำเนินการตามกฎหมาย

“บิ๊กตู่” ยันกับนักธุรกิจต่อไปไร้ม็อบ

เมื่อเวลา 14.00 น. ที่โรงแรมพลาซ่า แอทธินี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวปาฐกถาแก่สมาชิกหอการค้าร่วมต่างประเทศในประเทศไทย ว่าขณะนี้รัฐบาลกำลังเดินมาตรการตามแผนโรดแม็ปที่วางไว้ โดยเร่งสร้างความมั่นใจ และแก้ปัญหาในทุกๆด้าน ควบคู่ไปกับการพัฒนาเศรษฐกิจ โดยขอให้ทุกคนไม่ต้องกังวลในเรื่องของประชาธิปไตย เพราะที่เข้ามาก็ใช้อำนาจในทางสร้างสรรค์ และรับรองว่าจะมีการเลือกตั้งอย่างแน่นอน และเมื่อมีการเลือกตั้ง ทุกอย่างจะดีกว่าเดิมด้วยซ้ำไป ดังนั้น ทุกคนต้องช่วยกันขับเคลื่อน และที่ผ่านมาอาจจะเจอปัญหาเกี่ยวกับเรื่องการชุมนุมประท้วง แต่ยืนยันว่าจะไม่ให้มีความวุ่นวายการประท้วงอย่างเด็ดขาด และไม่ต้องกังวลเรื่องการประกาศใช้กฎอัยการศึก เพราะที่ประกาศออกมาเพื่อดูแลความปลอดภัยในชีวิต และทรัพย์สินให้เมืองไทยสงบ และใช้อย่างสร้างสรรค์

ตอนนี้ขอเป็นเสือหมอบไปก่อน

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวอีกว่า วันนี้อย่าเร่งรัดเรามากไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเลือกตั้ง การปฏิรูป เพราะมันเป็นเรื่องภายในของเรากำลังดำเนินการอยู่ โดยเฉพาะการเลือกตั้งเดี๋ยวค่อยว่ากัน และตั้งใจไว้แล้วว่าก่อนปีใหม่นี้จะทำแต่ความดี และจะยิ้มแย้มแจ่มใส ยิ้มให้มากขึ้น พยายามพูดให้เพราะ แต่ก็ยอมรับว่าตนเจอปัญหาหนัก อีกทั้งเป็นทหารมา 38 ปี เพิ่งมาเป็นนายกฯเพียง 3 เดือน ก็อย่าว่ากันมากเลย ทั้งหมดที่รัฐบาลดำเนินการจะเป็นผลดีกับภาคธุรกิจ และจะเป็นผลดีไปถึงรัฐบาลต่อไปด้วย เพื่อให้ประเทศไทยเดินหน้า 1 ปีต้องทำให้ได้ แต่ถ้าไม่ทันต้องส่งต่อให้รัฐบาลต่อไปดำเนินการต่อ แต่ตอนนี้ต้องยอมรับว่าอุปสรรคของประเทศไทยเริ่มการปฏิรูปช้า แต่ต้องเตรียมตัวให้พร้อมเพื่อเดินหน้าต่อไป เราไม่เป็นคู่แข่งกับใครเพราะต่างประเทศได้เดินหน้าไปแล้ว วันนี้เราขอเป็นเสือหมอบไปก่อน

เชื่อปลุกคนไทยรังเกียจทุจริตสำเร็จ

จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ได้ตอบคำถามกับนักลงทุนเกี่ยวกับเรื่องการปราบปรามการคอร์รัปชันในประเทศไทยว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญและวางไว้เป็นวาระแห่งชาติ ตั้งแต่เข้ามาได้มีตรวจสอบการทุจริตโดย คสช. 28 โครงการภาครัฐ เป็นโครงการที่มีมูลค่า 1,000 ล้านบาทขึ้นไป ซึ่งโครงการใดผ่านก็สามารถดำเนินการต่อได้ ถ้าไม่ผ่านก็ส่งต่อเข้ากระบวนการยุติธรรม การตรวจสอบไม่ได้มีเฉพาะทหาร มีพลเรือนฝ่ายกฎหมายปกติมาร่วมตรวจสอบด้วยอย่าง ป.ป.ช.-คตง. นอกจากนี้ ยังมีการสุ่มตรวจหลายโครงการอยู่ โดยกระบวนการ 2 ทาง คืออำนาจรัฐบาลและ คสช. และการตรวจสอบขององค์กรอิสระ และโครงการของรัฐในปีต่อไป ทั้งโครงการรถโดยสาร รถไฟและโครงการบริหารจัดการน้ำ และถ้าผู้ลงทุนสามารถลดราคาได้ร้อยละ 30 โดยคุณภาพไม่ลดลงรัฐบาลก็ยินดี และเรื่องการทุจริตคอร์รัปชันเราจะปฏิรูปทั้ง 3 ระบบ ทั้งนโยบายการขับเคลื่อนและผู้ปฏิบัติ เพราะวันนี้ยังมีช่องว่างของกฎหมายและการสมยอมของผู้ประกอบการและเจ้าของงบประมาณ ขอให้เชื่อมั่นเพราะเราจะปลูกฝังให้คนไทยรังเกียจการทุจริตทั้งประเทศ

มท.–ป.ป.ช.ทำเอ็มโอยูต้านโกง

เมื่อเวลา 11.00 น. ที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย และนายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธาน ป.ป.ช.ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนาม บันทึกข้อตกลงความร่วมมือในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตระหว่างกระทรวงมหาดไทย กับสำนักงาน ป.ป.ช.โดยนายวิบูลย์ สงวนพงศ์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยอธิบดีทุกกรมในสังกัดกระทรวง และนายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นผู้แทนลงนามในบันทึกข้อตกลง พล.อ.อนุพงษ์กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทย พร้อมสนับสนุนการดำเนินงานตามความร่วมมือในทุกๆด้าน ถือเป็นนโยบายสำคัญที่ต้องเร่งขับเคลื่อน โดยได้มีการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการทุจริต หรือ ศปท. ยืนยันกระทรวงมหาดไทยจะดำเนินการในเรื่องการป้องกันการทุจริตอย่างดีที่สุด และหากพบมีข้าราชการเข้าไปเกี่ยวข้อง จะดำเนินการขั้นเด็ดขาด

ปลื้มดัชนีโปร่งใสไทยกระเตื้อง

นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธาน ป.ป.ช.กล่าวถึงการจัดอันดับภาพลักษณ์คอร์รัปชัน (ซีพีไอ) ประจำปี 2557 ขององค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ ซึ่งประเทศไทยได้ 38 คะแนน อยู่อันดับที่ 85 จาก 175 ประเทศทั่วโลกว่า พอใจกับผลคะแนนที่ออกมา หากเทียบกับปีที่ผ่านมาถือว่าได้คะแนนเพิ่มขึ้น จากปี 56 ที่ได้ 35 คะแนน และเลื่อนอันดับจากที่ 102 มาอยู่ลำดับที่ 85 แม้คะแนนจะเพิ่มไม่มาก แต่ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องอาศัยปัจจัยทางบวกจากนโยบายรัฐบาลที่มีความชัดเจนมากขึ้นในการปราบปรามทุจริต ซึ่งกฎหมายในช่วงที่มี คสช. และ สนช. ช่วยให้การปฏิบัติหน้าที่ของ ป.ป.ช.ทำงานได้ดีขึ้น ภาคประชาชนได้เห็นการขับเคลื่อนภาพรวมการบังคับใช้กฎหมายอย่างเต็มที่ ถือเป็นนิมิตหมายที่ดี อย่างไร ก็ตาม ในปี 2560 ป.ป.ช.ตั้งเป้ายุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตระยะที่ 2 ว่า คะแนนของประเทศไทยจะต้องถึง 50 คะแนน และติดอันดับ 1 ใน 50 ซึ่งมีทิศทางความเป็นไปได้ว่า มีการเอื้ออำนวยให้การป้องกันและปราบปรามทุจริตดีขึ้น ทำให้การทุจริตลดลง

“ยงยุทธ” ยังไม่ทิ้งเก้าอี้โฆษก รบ.

ร.อ.นพ.ยงยุทธ มัยลาภ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวเตรียมลาออกจากตำแหน่งว่า ยังทำหน้าที่ต่อ ไม่ได้มีปัญหาในทีมโฆษกตามที่เป็นข่าว และไม่คิดว่าทำงานขัดขาอะไรใคร เมื่อถามว่า ข่าวว่ามีบ่นกับคนใกล้ชิดว่าเหนื่อย ร.อ.นพ.ยงยุทธกล่าวว่า เป็นธรรมดา ก็มีเหนื่อย มีบ่นกันบ้าง ที่ผ่านมานายกฯก็ให้กำลังใจและหลังจากมีข่าวยังไม่ได้คุยกับนายกฯ ขณะเดียวกันเชื่อว่ากระแสข่าวดังกล่าวไม่เกี่ยวข่าวบริษัทเอกชนของตนไปรับงานรัฐแต่อย่างใด และตอนนี้ตนก็ไม่ได้มีบริษัทดังกล่าวแล้ว เมื่อถามว่าจะมีการเพิ่มตำแหน่งรองโฆษกรัฐบาลหรือไม่ ร.อ.นพ.ยงยุทธกล่าวว่า มีพูดคุยกันบ้าง เพราะตอนนี้งานเยอะ แถลงข่าวกันอยู่ 2 คน แต่คงต้องดูกันไปก่อน หากจะมีการเพิ่มเติมจริงผู้ใหญ่จะเป็นผู้พิจารณา

นายกฯถกผู้บริหารสื่อสิ่งพิมพ์

ต่อมาเวลา 16.30 น. ที่ห้องราชาวดี สโมสรราชพฤกษ์ นอร์ธปาร์ค ถนนวิภาวดี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. เชิญผู้บริหารสื่อสิงพิมพ์ 16 ฉบับ เข้ารับฟังการชี้แจงทำความเข้าใจการทำงานของรัฐบาลและ คสช. ซึ่งการพูดคุยครั้งนี้ มี อาทิ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ สมาชิก คสช. พล.อ.วิลาศ อรุณศรี เลขาธิการนายกรัฐมนตรี พล.อ.จีระศักดิ์ ชมประสพ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.พาณิชย์ ร่วมด้วย บรรยากาศในการพูดคุยเป็นแบบกันเอง โดยใช้เวลา พูดคุยกว่า 1 ชั่วโมง โดยนายกฯได้ชี้แจงเหตุผลการเข้ายึดอำนาจ และการทำงาน คสช.และรัฐบาลได้ทำอะไรไปบ้าง รวมถึงงานที่จะทำต่อไป ทั้งนี้ นายกฯยังได้มอบชุดพระพุทธเมตตาเสนานาถ ประกอบด้วยกัน 4 องค์ให้เป็นที่ระลึก

ย้ำเหตุผลในการเข้ายึดอำนาจ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการพูดคุยครั้งนี้ นายกฯได้กล่าวถึงเหตุผลการเชิญมาครั้งนี้ว่าไม่มีอะไรมาก เพียงแต่มาชี้แจงการทำงานเพื่อให้เกิดความเข้าใจกัน จากนั้นได้เริ่มด้วยการอธิบายถึงเหตุผลที่ต้องเข้ามายึดอำนาจว่า เนื่องจากขณะนั้นกำลังจะเกิดสงครามกลางเมือง ทั้งเหลืองและแดงต่างมีอาวุธ ถ้า ตนไม่เข้ามาดูแลความสุขของคนในชาติ ก็ไม่มีใครทำ รัฐบาลต้องทำงานแก้ไขปัญหาทุกข์ร้อนของประชาชน และที่สำคัญคนในชาติต้องช่วยกัน สื่อต้องช่วยกัน ส่วนข่าวว่าจะมีการปรับ ครม.ยืนยันว่ายังไม่มี การปรับ ครม. เพราะรัฐบาลเพิ่งเข้ามาทำงานได้แค่ 3 เดือน และรัฐมนตรีทุกคนเป็นผู้ใหญ่กันทั้งหมด ต้องรับผิดชอบอยู่แล้ว ไม่ปล่อยให้ใครมาตำหนิ ในส่วนของต่างประเทศก็เข้าใจเราดีหมดแล้ว ยินดีให้ความร่วมมือกับเราในทุกด้าน

ชี้ร่าง รธน.อาจเกินเวลาไปบ้าง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากนั้น นายกฯได้ชี้แจงถึงการร่างรัฐธรรมนูญกับการออกกฎหมายนิรโทษกรรมว่า เรื่องของนิรโทษกรรมต้องแยกออกจากการร่างรัฐธรรมนูญ เป็นการออกกติกาเพื่อทำให้คนอยู่ในกรอบ ส่วนเรื่องของเวลาการร่างรัฐธรรมนูญอาจต้องขยับออกไปบ้าง เนื่องจากการออกกฎหมายลูกไม่สามารถทำพร้อมกับการร่างรัฐธรรมนูญได้

บอกกับบิ๊กสื่อความตั้งใจเกินร้อย

พล.อ.ประยุทธ์ให้สัมภาษณ์ภายหลังหารือว่า เป็นการสร้างความเข้าใจซึ่งกันและกัน สื่อถามถึงการปฏิรูปที่มีเวลาเพียงปีเดียว ตนก็ตอบว่า เป็นเรื่องที่ต้องวางพื้นฐานไว้ วันหน้าใครที่เป็นรัฐบาลทำตามนี้ซึ่งทุกคนคงเข้าใจหมด ใครที่จะไปนอกลู่นอกรอยสังคมต้องช่วยกันดูแลหน่อย เชื่อไม่มีใครไปฝืนโลกอย่างนั้น ถ้าตนทำในส่วนที่ดีก็มาว่าตนไม่ดีไม่ได้ ตั้งใจทำดีหมด แต่หากทำไม่ดี ไปโกงไปอะไรก็ไปตามจับกัน แต่ไม่ใช่ มาบอกว่าที่ทำมาทั้งหมดมันไม่ดีทั้งหมดเลยก็ไม่ใช่ ส่วนความตั้งใจมีเกินร้อยเปอร์เซ็นต์

ยังเป็น “ประยุทธ์” คนเดิม

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวอีกว่า ส่วนการปฏิรูปสื่อไม่ได้พูดเลย และตนไม่ได้ต่อว่าตำหนิอะไร บอกเพียงว่าต่างคนต่างมีความคิดของตัวเอง ไม่อยากก้าวล่วงสื่อ ตนบอกว่าลูกน้องท่านก็น่ารักทุกคน ตนอาจจะโมโหบ้างอะไรบ้างเป็นธรรมดา จิกหูบ้างก็ว่ากันไป ตนไม่เคยไม่สบายใจกับการทำงานของสื่อ เพียงอยากให้เห็นตัวตนของตน เพราะก่อนหน้าที่ไม่ได้อยู่ในอำนาจ รู้จักกันในฐานะ ผบ.ทบ. เมื่อตนมามีอำนาจ ก็เห็นแล้วว่าตนไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลง เพียงแต่จริงจังมากขึ้น แบกความรับผิดชอบมากกว่าเป็น ผบ.ทบ. และให้สบายใจว่าไม่ได้ใช้ความคิดแบบทหารอย่างเดียว

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ข่าวหน้า1สปช.สนช.ปฏิรูปการเมืองทุจริตยกร่างรัฐธรรมนูญเชื่อมั่นประยุทธ์ จันทร์โอชากฎหมายนิรโทษกรรม

ข่าวแนะนำ

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้