ข่าว
100 year

เศรษฐีหมื่นล้าน หนีอาญา กบดานในเขมร

ทีมข่าวหน้า 14 ธ.ค. 2557 04:30 น.
SHARE

แน่ชัดแล้วเสี่ยนพพร มหาเศรษฐีหมื่นล้าน ผู้ต้องหาจ้างวานแก๊งแอบอ้างสถาบันอุ้มลดหนี้ หนีอาญาแผ่นดินออกไปยังประเทศเพื่อนบ้านทาง จังหวัดจันทบุรี ตำรวจเร่งประสานทางการกัมพูชาส่งตัวกลับมาดำเนินคดีแล้ว ขณะที่ “เสธ.อู้” รับเพิ่งไขก๊อกทิ้งเก้าอี้ ปธ.บอร์ดบริษัทของเสี่ยนพพรผู้ต้องหา หวั่นเอี่ยวข่าวฉาว ขณะที่ ทอท.ปฏิเสธเสี่ยนพพรใช้ดอนเมืองบินหนีนอกประเทศ ส่วนคดีที่ สน.พระโขนง ศาลอนุมัติหมายจับเสี่ยนำเข้ารถมือ 2 กับพวกรวม 2 คน ข้อหาจ้างวานอุ้มรีด 30 ล้านบาท พร้อมส่งชุดสืบสวนเร่งล่าตัวมาดำเนินคดี ด้านคดีล่า “เสี่ยโจ้” ตำรวจ จ.ปัตตานี ยังไม่ลดละ ตามตรวจสอบญาติพี่น้องเผื่อฟลุกได้ตัวกลับมาดำเนินคดี

กรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารทลายเครือข่าย พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีต ผบช.ก. และพวกพร้อมตรวจค้นพบทรัพย์สินจำนวนมาก แจ้งข้อหาฉกรรจ์ทั้งแอบอ้างเบื้องสูง เรียกรับส่วยน้ำมันเถื่อน บ่อนการพนัน ไปจนถึงอุ้มทวงหนี้ ในส่วนของคดีที่ สน.วัดพระยาไกร ที่กลุ่มผู้ต้องหาอุ้มผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าหนี้ ไปข่มขู่ให้ยอมลดหนี้กว่า 120 ล้านบาทเหลือ 20 ล้านบาท ชุดสืบสวนสามารถติดตามจับกุมผู้ต้องหามาดำเนินคดีได้เกือบหมดแล้ว เหลือนายนพพร ศุภพิพัฒน์ อายุ 43 ปี เศรษฐีหมื่นล้านผู้จ้างวาน อยู่ระหว่างติดตามตัวมาดำเนินคดี เบื้องต้นยังไม่รู้ว่าหนีออกนอกประเทศหรือยัง ขณะที่พนักงานสอบสวน สน.พระโขนง เร่งรวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติศาลออกหมายจับผู้จ้างวาน คดีกลุ่มผู้ต้องหาแอบอ้างเบื้องสูงก่อเหตุอุ้มทวงหนี้ 30 ล้านบาทหลังจับกุมผู้ต้องหาส่วนใหญ่ไปแล้ว เพราะเป็นชุดเดียวกับคดีที่ สน.วัดพระยาไกร

ความคืบหน้าจากกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 3 ธ.ค. พล.ต.ท.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ผบช.น.กล่าวว่า จากการตรวจสอบพบว่า นายนพพรหลบหนีออกนอกประเทศไปตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค. เวลา 05.00 น. เดินทางออกจากประเทศไทยทางด่านบ้านผักกาด อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี เข้าไปยังประเทศกัมพูชา โดยเดินเท้าผ่านเส้นทางธรรมชาติ คาดว่าน่าจะหลบหนีต่อไปยังประเทศที่ 3 ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมด้วยว่า นายนพพร น่าจะไหวตัวทันรีบเผ่นหนีออกนอกประเทศไป เนื่องจากวันที่หลบหนีเป็นวันเดียวกับที่ศาลทหารกรุงเทพอนุมัติหมายจับ ตามที่พนักงานสอบสวน สน.วัดพระยาไกร นำหลักฐานไปยื่นขอหมายจับ ขณะนี้ได้จัดชุดสืบสวนตามจับกุมนายนพพร 3 ชุดได้แก่ ชุดสืบสวนกองบังคับการสืบสวนสอบสวน บก.สส.บช.น. มี พล.ต.ต.สมบัติ มิลินทจินดา ผบก.สส.บช.น.เป็นหัวหน้า ชุดสืบสวน กก.สส.บก.น.5 และฝ่ายสืบสวน สน.วัดพระยาไกร มี พล.ต.ต.ชวลิต ประสพศิลป ผบก.น.5 เป็นหัวหน้า เร่งติดตามจับกุมนายนพพรหากเดินทางกลับประเทศไทย

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า ในหมายจับเศรษฐีหมื่นล้านยังระบุตำหนิรูปพรรณผู้ต้องหาด้วยว่า น้ำหนัก 95 กิโลกรัม สูง 185 เซนติเมตร รูปร่างสูง ผิวขาว หน้ารูปไข่ เส้นผมตรง หน้าผากกว้าง คิ้วบาง ตาสองชั้น สันจมูกตรง ปากบาง คางมน และหนวดเคราหนา อยู่บ้านเลขที่ 2952/262 ถนนสุขุมวิท แขวงและเขตบางนา กทม. และคดีนี้มีอายุความ 15 ปี นับตั้งแต่วันที่ 23 มิ.ย.2557 แต่ไม่เกินวันที่ 23 มิ.ย.2572

ด้าน พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กล่าวถึงกรณีกระแสข่าวว่า นั่งเป็นประธานกรรมการบริษัทวินด์ เอนเนอร์ยี่ โฮลดิ้ง (WEH) ที่มีนายนพพร ศุภพิพัฒน์ เป็นประธานกรรมการบริหารว่า ยอมรับว่าตนเคยนั่งเป็นประธานบอร์ดบริษัทดังกล่าวจริง เพราะเมื่อปีที่แล้วฝ่ายกฎหมายมาเชิญให้เข้ามานั่งเป็นประธานบอร์ด ตนก็รับ แต่ตอนนี้ได้ลาออกไปแล้ว เมื่อถามว่า ลาออกไปนานหรือยังหรือว่าเพิ่งลาออกช่วงนี้ พล.อ.เลิศรัตน์กล่าวด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดว่า “ตอนนี้ลาออกแล้ว พอมีข่าวไม่ดีผมก็มาลาออก อีกอย่างผมก็ไม่ได้ถือหุ้นอะไรเลย มาตามคำเชิญของเขา ผมไม่มีอะไรพูดแล้ว ไม่มีความเห็นอะไร เพราะไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกัน”

ขณะที่นายนิรันดร์ ธีรนาทสิน รักษาการผู้อํานวยการใหญ่ บริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. เผยว่า จากการตรวจสอบทราบว่า นายนพพร ศุภพิพัฒน์ นักธุรกิจใหญ่ ผู้ต้องหาคดีหมิ่นเบื้องสูงเดินทางเข้ามาเมืองไทยหลายสัปดาห์แล้ว แต่หลังจากถูกศาลทหารออกหมายจับ ทอท.ไม่ได้รับการติดต่อจากนายนพพรเพื่อขอนำเครื่องบินเช่าเหมาลำ หรือเครื่องบินส่วนตัวเดินทางออกนอกประเทศผ่านสนามบินดอนเมือง หรือสนามบินอื่นๆของ ทอท.ตามที่มีกระแสข่าวออกมา อีกทั้งในข้อเท็จ จริงหากผู้ใดมีหมายศาล ทอท.ก็ไม่อนุญาตให้ใช้บริการสนามบินเดินทางออกนอกประเทศอยู่แล้ว ขณะเดียวกันทางสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) มีหน้าที่ตรวจสอบผู้โดยสารเข้าออกประเทศทำหน้าที่ประจำ เพื่อตรวจสอบการเดินทางออกของนายนพพรอยู่ด้วย

ส่วนคดีแอบอ้างสถาบันกรรโชกทรัพย์ทวงหนี้ผู้เสียหาย 30 ล้านบาท เหตุเกิดท้องที่ สน.พระโขนง พล.ต.ท.ศรีวราห์กล่าวว่า ล่าสุดพนักงานสอบสวน สน.พระโขนง รวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติศาลจังหวัดพระโขนง ออกหมายจับผู้ต้องหาเพิ่ม 2 คน ได้แก่ นายปรีชา ดาราไตร เป็นเจ้าหนี้ และนายไพเชษฐ์ เมธีสริยพงศ์ เจ้าของบ้านที่อุ้มผู้เสียหายไปเจรจา นอกจากนี้ยังมีข้อมูลว่า มีผู้เสียหายอีกรายแจ้งความไว้ที่ สภ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี หลังถูกก่อเหตุทวงหนี้ลักษณะเดียวกับท้องที่ สน.พระโขนง และ สน.วัดพระยาไกร ตำรวจกำลังเชิญผู้เสียหายมาสอบปากคำเพิ่มเติมที่ บช.น. หากพบว่าเกี่ยวข้องกับกลุ่มผู้ต้องหาจริงจะดำเนินคดีเพิ่มเติมด้วย ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ผู้เสียหายที่ชุดสืบสวนจะเชิญมาสอบปากคำนั้นเป็นเสี่ยโรงน้ำแข็งแห่งหนึ่งใน จ.ปทุมธานี

วันเดียวกันศาลจังหวัดพระโขนงอนุมัติออกหมายจับลงวันที่ 2 ธันวาคม 2557 ให้จับกุมนายปรีชา ดาราไตร อายุ 44 ปี อยู่บ้านเลขที่ 4/876 หมู่ 7 แขวงคลองกุ่ม เขตบึงกุ่ม กทม. นักธุรกิจนำเข้าและจำหน่ายรถยนต์มือสอง ข้อหาร่วมกันหมิ่นประมาทดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ข้อหาจ้างวานใช้ให้ผู้อื่นกระทำการร่วมกันทำร้ายผู้อื่นร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ และข้อหาร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใดไม่กระทำการใด หรือยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพชื่อเสียง หรือทรัพย์ของผู้ถูกข่มขืนใจนั้นเอง หรือของผู้อื่นโดยใช้กำลังประทุษร้ายจนผู้ถูกข่มขืนใจต้องกระทำการนั้น ไม่กระทำการนั้นหรือยอมต่อสิ่งนั้นโดยมีอาวุธ โดยร่วมกันกระทำความผิดตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป ทางการสืบสวนพบว่านายปรีชา เป็นผู้จ้างวานกลุ่มผู้ต้องหาอีกคนที่ถูกออกหมายจับคือ นายไพเชษฐ์ เมธีสริยพงศ์ อายุ 45 ปี อยู่บ้านเลขที่ 102/1 หมู่ 9 แขวงศาลาธรรมสพน์ เขตทวีวัฒนา กทม. เป็นผู้ร่วมขบวนการก่อเหตุดังกล่าว โดยเป็นคนพานายปรีชาไปติดต่อจ้างวานกลุ่มผู้ต้องหาทั้ง 5 คนที่ถูกจับกุมไปแล้ว ถูกศาลออกหมายจับข้อหาร่วมกันหมิ่นประมาทดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ข้อหาร่วมกันทำร้ายผู้อื่นร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ และข้อหาร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใดไม่กระทำการใด หรือยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพชื่อเสียง หรือทรัพย์ของผู้ถูกข่มขืนใจนั้นเอง หรือของผู้อื่นโดยใช้กำลังประทุษร้ายจนผู้ถูกข่มขืนใจต้องกระทำการนั้น ไม่กระทำการนั้นหรือยอมต่อสิ่งนั้นโดยมีอาวุธ โดยร่วมกันกระทำความผิดตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างติดตามจับกุมผู้ต้องหาทั้ง 2 คนมาดำเนินคดี ซึ่งภายหลังศาลอนุมัติหมายจับ นายปรีชาพอจะรู้ตัว เมื่อช่วงค่ำวันที่ 2 ธ.ค.ที่ผ่านมา นายปรีชาได้ติดต่อมายัง สน.พระโขนง เพื่อขอเข้ามอบตัว แต่ยังไม่ระบุวันเวลาหรือสถานที่แน่นอน

ที่ สตช. พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ โฆษก ตร.กล่าวว่า ยืนยันว่านายนพพร ศุภพิพัฒน์ ที่ถูกออกหมายจับ เป็นคนเดียวกับนายนพพร ศุภพิพัฒน์ อายุ 43 ปี ประธานกรรมการบริหาร บริษัทวินด์ เอนเนอร์ยี่ โฮลดิ้ง บริษัทผลิตไฟฟ้าพลังลมรายใหญ่ของประเทศ ไทย โดยถูกออกหมายจับไปแล้วตั้งแต่วันที่ 30 พ.ย. ขณะนี้ได้รับรายงานว่า นายนพพรหลบหนีออกนอกประเทศไปแล้ว ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจทราบแล้วว่าอยู่ในประเทศไหน ขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนการประสานงานเพื่อขอตัวกลับมาดำเนินคดี ตอนนี้เขาหลบหนีออกไปอยู่ในประเทศเพื่อนบ้านของไทย กำลังอยู่ระหว่างการประสานงานเพื่อขอให้ส่งตัวกลับ น่าจะมีความชัดเจนในเร็วๆ นี้ ส่วนการติดตามตัวนายนพพรมาดำเนินคดีมีการส่งฝ่ายสืบสวนกระจายกำลังเข้าไปเฝ้าดูตามที่อยู่และบริษัทของนายนพพร เพื่อดูความเคลื่อนไหวอยู่ตลอด

ผู้สื่อข่าวถามว่า นายนพพรเป็นนักธุรกิจชื่อดัง มีเงินมาก ทำไมต้องกู้เงินและจ้างวานข่มขู่ลดหนี้ พล.ต.ท.ประวุฒิกล่าวว่า เขาเลือกทางผิด เพราะในข้อเท็จจริง หลังจากเกิดเหตุแล้วนายนพพรก็นำเงินจำนวน 120 ล้านบาท มาคืนผู้เสียหายแล้วทั้งหมด แต่ในส่วนของผู้เสียหายเขาไม่ยอม มองว่าเรื่องใช้หนี้ก็ส่วนหนึ่ง แต่เรื่องการส่งคนข่มขู่ยอมไม่ได้ จึงมาแจ้งความดำเนินคดี

ด้านการติดตามจับกุมนายสหชัย เจียรเสริมสิน หรือเสี่ยโจ้ ปัตตานี นายทุนน้ำมันเถื่อนภาคใต้ พล.ต.ต.กฤษกร พลีธัญญวงษ์ ผบก.ภ.จ.ปัตตานี เผยว่า ชุดสืบสวนสอบสวนยังคงดำเนินการแกะรอยเสี่ยโจ้ และเครือข่ายอย่างต่อเนื่อง มีการประสานไปยังหน่วยงานความมั่นคงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อประสานการทำงานตานโยบาย ผบ.ตร. นอกจากนี้ ตนสั่งการไปยังหัวหน้าโรงพักทุกแห่งให้เฝ้าตรวจพื้นที่อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มผู้ค้าน้ำมันเถื่อนในพื้นที่ที่ยังคงลักลอบนำน้ำมันเถื่อนออกมาจำหน่าย โดยเฉพาะผู้ค้ารายใหญ่ และสั่งการไปยังจุดตรวจทุกแห่งให้ตรวจสอบรถทุกชนิดโดยเฉพาะถังน้ำมันที่มีการดัดแปลงให้มีขนาดใหญ่ และกลุ่มกองทัพมดเน้นเขตรอยต่อจังหวัดนราธิวาสและยะลา หากพบว่าเจ้าหน้าที่มีส่วนเกี่ยวข้องจะจับกุมดำเนินคดีทันที

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายตำรวจชุดไล่ล่าเสี่ยโจ้นายหนึ่งเผยว่า ตำรวจได้จับกุมเครือญาติและคนใกล้ชิดเสี่ยโจ้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับธุรกิจค่าน้ำมันเถื่อนรวม 5 คน ขณะนี้อยู่ในกระบวนการสอบสวน ได้ข้อมูลล่าสุดจากการสอบสวนว่า ช่วงที่ถูกศาลตัดสินลงโทษจำคุกคดีปลอมแปลงเอกสาร เสี่ยโจ้หลบหนีทางรถยนต์ไปขึ้นเรือที่ จ.สุราษฎร์ธานี เดินทางไปประเทศลาวแล้วหนีไปกบดานอยู่ที่ปอยเปต ประเทศกัมพูชา มีพรรคพวกทั้งอดีตนักการเมืองและกลุ่มนักธุรกิจให้ความช่วยเหลือให้ที่พักพิง ก่อนหน้านี้เสี่ยโจ้เคยติดต่อจะเข้ามอบตัวกับตำรวจ ช่วงนั้นทราบว่า กบดานอยู่ที่ประเทศมาเลเซีย แต่หลังมีการจับกุมเครือข่าย พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ กับพวก เสี่ยโจ้กับพวกได้หลบหนีกลับไปกบดานที่ปอยเปต ส่วนภรรยาและน้องสาวของเสี่ยโจ้ได้หายตัวไปแล้ว คาดว่าน่าจะหลบหนีออกนอกประเทศ ส่วนเครือข่ายของเสี่ยโจ้ทั้งในและนอกพื้นที่ได้หยุดการเคลื่อนไหว แต่ตำรวจยังจับตาดูพฤติกรรมอย่างใกล้คิด คาดว่าน่าจะยังติดต่อกันอยู่ ส่วนรถส่วนตัวและรถที่ใช้ในการประกอบธุรกิจ ตรวจสอบแล้วพบว่าไม่มีชื่อของเสี่ยโจ้แม้แต่คันเดียว

ส่วนนายสมชัย สัจจพงษ์ อธิบดีกรมศุลกากร กล่าวว่า ขณะนี้กรมศุลกากรอยู่ระหว่างรอความชัดเจนจากทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ กรณีที่มีกระแสข่าวว่า ฝ่ายปราบปรามทางทะเลของกรมศุลกากรรับส่วยจากกลุ่มผู้ค้าน้ำมันเถื่อน โดยทำหนังสือถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตั้งแต่วัน 1 ธ.ค. ที่ผ่านมา เพื่อขอความ ชัดเจนอย่างเป็นทางการ และจะได้ทำตามกระบวนการของกฎหมายต่อไป ทั้งนี้ช่วงที่ผ่านมา กรมศุลกากรพยายามแก้ไขและออกมาตรการต่างๆ เพื่อลดการทุจริตของเจ้าหน้าที่ศุลกากรอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว ทำให้ปัญหาการทุจริตภายในองค์กรเบาบางลงระดับหนึ่ง แต่เมื่อมีกระแสข่าวออกมาว่า คนกรมศุลกากรมีส่วนเกี่ยวข้องก็ต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงต่อไป

ที่ บช.น.เมื่อเวลา 17.30 น. นายไตรสรณ์ ธีระตระกูล อดีตเจ้าของสัมปทานโรงน้ำแข็งตลาดไท จ.ปทุมธานี เข้าพบ พล.ต.ต.ภัครพงษ์ พงษ์เภตรา รอง ผบช.น. และ พล.ต.ต.ชวลิต ประสพศิลป ผบก.น.5 เพื่อให้ข้อมูลคดีแอบอ้างเบื้องสูงข่มขู่ให้เลิกทำธุรกิจการค้าน้ำแข็งในตลาดไท มูลค่าความเสียหาย 24 ล้านบาท นายไตรสรณ์เผยก่อนเข้าให้ปากคำว่า หลังจากตนซื้อสัมปทานต่อนายราชเขต ณ ระนอง เจ้าของเดิมที่ประมูลมา 10 ล้านบาท ขอประมูลสัมปทานต่อมาเป็นเงิน 24 ล้านบาท ตั้งแต่เดือนมิถุนายนปี 2556 ขายอยู่ใกล้ตลาดไทผูกขาดขายเพียงเจ้าเดียว จากนั้นกลุ่มผู้ต้องหาคือนายชากานต์ ภาคภูมิ โดยมีนางเล็ก ไม่ทราบนามสกุล เจ้าของร้านน้ำแข็งเข้ามาเปิดร้านขายน้ำแข็งตัดราคาจากก้อนละ 40 บาท เหลือก้อนละ 25 บาท เพื่อกดดันให้ตนเลิกกิจการ นายชากานต์เคยนำคนมาประมาณ 4-5 คน เข้ามาคุย อ้างเบื้องสูงว่ามีคนจะมาทำกิจการดังกล่าวหากไม่เลิกกิจการจะลำบาก เจ้าของตลาดไทก็ไม่กล้าว่า จนตนต้องยกเลิกการทำกิจการไป จากนั้นกลุ่มผู้ต้องหาจึงนำพรรคพวกมาทำแทน จึงไปแจ้งความไว้เป็นหลักฐานที่ สภ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ด้านคดี บช.น.จะประสานพนักงานสอบสวน สภ.คลองหลวง ดำเนินการสอบปากคำผู้เสียหายเพื่อขออนุมัติหมายจับผู้ต้องหาต่อไป

เย็นวันเดียวกันพนักงานสอบสวน สน.วัดพระยาไกร เดินทางไปขออนุมัติศาลทหารออกหมายจับผู้ต้องหาเพิ่มอีก 1 คน เป็นผู้ต้องหาชายตามภาพสเกตช์ ทราบเพียงชื่อเล่นว่าเจี๊ยบ หมายจับศาลทหารเลขที่ ก.139/2557 ลงวันที่ 3 ธันวาคม 2557 ข้อหาร่วมกันหมิ่นประมาทดูหมิ่นพระมหา-กษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ข้อหาร่วมกันทำร้ายผู้อื่น ข้อหาร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ และข้อหาร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใดไม่กระทำการใด หรือยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพชื่อเสียง หรือทรัพย์ของผู้ถูกข่มขืนใจนั้นเอง หรือของผู้อื่นโดยใช้กำลังประทุษร้ายจนผู้ถูกข่มขืนใจต้องกระทำการนั้น ไม่กระทำการนั้นหรือยอมต่อสิ่งนั้นโดยมีอาวุธ โดยร่วมกันกระทำความผิดตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป เนื่องจากตำรวจสอบปากคำผู้ต้องหาที่ถูกจับมาก่อนหน้านี้ทราบว่า บุคคลดังกล่าวเป็นผู้ชักจูงให้นายนพพร ศุภพิพัฒน์ มารู้จักกลุ่มผู้ต้องหา แล้วการว่าจ้างจึงเกิดขึ้น และวันที่ไปเจรจายังขับรถปอร์เช่พากลุ่มผู้ต้องหาไปเจรจากับเหยื่อด้วย

ด้านนายอายุตม์ สินธพพันธุ์ ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร เผยว่า พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีต ผบช.ก. พล.ต.ต.โกวิทย์ วงศ์รุ่งโรจน์ อดีตรอง ผบช.ก. กลับเข้าไปพักอยู่ที่แดนแรกรับในเรือนจำแล้ว หลังจากพบแพทย์เฉพาะทาง เพื่อปรึกษาและตรวจเรื่องโรคประจำตัว หลังจากนี้จะดูว่าโรงพยาบาลกรมราชทัณฑ์มีตัวยาที่ผู้ต้องหาใช้หรือไม่ ถ้าไม่มีต้องประสานญาติพี่น้องให้เอามาส่งให้ ส่วนผู้ต้องขังคนอื่นๆยังอยู่ในแดนแรกรับปกติ

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ข่าวแนะนำ

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้