ข่าว
100 year

มูดีส์ลดเกรดประเทศญี่ปุ่น อาเบะโนมิกล้มเหลว

ลม เปลี่ยนทิศ4 ธ.ค. 2557 05:01 น.
SHARE

กรณี มูดีส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส สถาบันจัดอันดับยักษ์ใหญ่สหรัฐฯ ประกาศลดอันดับเครดิตประเทศญี่ปุ่น มหาอำนาจเศรษฐกิจอันดับ 3 ของโลกเมื่อวันจันทร์ จาก Aa3 ลงไปอยู่ที่ A1 ระดับเดียวกับ ประเทศเบอร์มิวดา อิสราเอล โอมาน สาธารณรัฐเช็ก และต่ำกว่าประเทศคู่แข่งอย่าง เกาหลีใต้ ไต้หวัน น่าจะเป็น “บทเรียน” ที่รัฐบาลบิ๊กตู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ควรศึกษาเป็นอย่างยิ่ง

การลดอันดับเครดิตญี่ปุ่นครั้งนี้ ส่งผลให้ค่าเงินเยนร่วงลงไปต่ำสุดในรอบ 7 ปี ที่ 119.14 เยนต่อดอลลาร์ ก่อนจะขยับขึ้นมาปิดที่ 118.29 เยนต่อดอลลาร์

การประกาศลดอันดับเครดิตประเทศญี่ปุ่นครั้งนี้ มูดีส์ประกาศก่อนที่ นายชินโซ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น จะออกหาเสียงเลือกตั้งเพียงหนึ่งวัน หลังจากที่คะแนนนิยมรัฐบาลอาเบะร่วงลงไปอย่างมาก จากผลงานการขึ้นภาษีการค้าจาก 5% เป็น 8% เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา จนต้องประกาศยุบสภาเลือกตั้งใหม่ในสัปดาห์หน้า

การขึ้นภาษีการค้าจาก 5% เป็น 8% ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ตกต่ำของญี่ปุ่น ทำให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นตกอยู่ในภาวะถดถอยเป็นครั้งที่ 4 ในรอบ 6 ปี แม้ธนาคารกลางญี่ปุ่นจะอัดฉีดเงินเข้าไปกระตุ้นเศรษฐกิจจนหนี้ท่วมหัวก็ตาม ทำให้ นายกฯอาเบะ ต้องตัดสินใจเลื่อนการขึ้นภาษีการค้าอีก 2% เป็น 10% จากปลายปีนี้ไปเป็นเดือนเมษายนปี 2017

ต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา นายฮารูฮิโกะ คูโรดะ ผู้ว่าการแบงก์ชาติญี่ปุ่น ที่ดำเนินนโยบายการเงินตามก้น นายกฯอาเบะ ได้ประกาศจะอัดฉีดเงินอีกก้อนใหญ่เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจญี่ปุ่น เพื่อหวังกระตุ้นเศรษฐกิจญี่ปุ่นอีกรอบ หลังจากที่นายกฯอาเบะปล่อยธนูออกไป 2 ดอกแล้วจากนโยบายธนู 3 ดอก แต่เศรษฐกิจญี่ปุ่นก็ไม่ฟื้น ทุกวันนี้ แบงก์ชาติ ญี่ปุ่นต้องพิมพ์แบงก์ใหม่เพื่อซื้อพันธบัตรจากรัฐบาลญี่ปุ่นสูงถึงเดือนละ 8–12 ล้านล้านเยน และมีเป้าหมายจะซื้อเพิ่มอีก 10 ล้านล้านเยน ส่งผลให้แบงก์ชาติญี่ปุ่นกลายเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ที่สุดของรัฐบาลญี่ปุ่น

รัฐบาลญี่ปุ่นวันนี้กำลังกินตัวเองไปเรื่อยๆ ตัวเลขเมื่อเดือนมิถุนายน มีนักลงทุนต่างชาติเป็นเจ้าหนี้รัฐบาลญี่ปุ่นเพียง 8.54% เท่านั้น ที่เหลือเป็นหนี้ในประเทศญี่ปุ่นทั้งหมด

ล่าสุดสำนักจัดอันดับยักษ์ใหญ่ ฟิทช์ เรตติ้ง ก็กำลังพิจารณาเครดิตเรตติ้งของญี่ปุ่นอยู่ การวิเคราะห์จะเสร็จสิ้นประกาศได้ก่อนสิ้นปี 2014 จะคงอันดับหรือลดอันดับ อีกไม่กี่วันก็รู้ผล ส่วน สำนักจัดอันดับเอสแอนด์พี ยังให้คงอยู่ในระดับ AA ลบ แต่แนวโน้มเป็นลบ

การหลับหูหลับตาอัดฉีดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจของ ผู้ว่าแบงก์ชาติญี่ปุ่น ไม่เพียงไม่มีผลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจเท่านั้น แต่กลับ
ทำให้คนรวยรวยขึ้น คนจนจนลง ประชาชนทั่วไปไม่ได้รับประโยชน์ ช่องว่างคนจนคนรวยถ่างกว้างขึ้น นี่คือ “บทเรียน” ที่ รัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ จะต้องศึกษาให้ลึกซึ้ง

อย่างการประกาศอัดฉีดเงินก้อนใหม่ของ แบงก์ชาติญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 31 ตุลาคมที่ผ่านมา สำนักข่าวบลูมเบิร์ก รายงานว่า ส่งผลให้ค่าเงินเยนอ่อนยวบ แต่ราคาหุ้นขึ้นเขียวทั้งแผง เจ้าของหุ้นและนักเล่นหุ้นรวยไปตามๆกัน แต่ประชาชนทั่วไปไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย

เช่น มหาเศรษฐีทาดาชิ ยาไน เจ้าของเสื้อผ้ายี่ห้อ “ยูนิโคล่” ที่คนไทยรู้จักดี รวยขึ้นถึง 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ 66,000 ล้านบาท ภายในเวลาเพียง 3 วัน จากราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้น หลังจากที่ผู้ว่าแบงก์ชาติญี่ปุ่นประกาศอัดฉีดเงินก้อนใหม่ มาซาโยชิ ซัน เศรษฐีเจ้าของบริษัท ซอฟท์แบงก์ ก็รวยขึ้น 182 ล้านดอลลาร์ หรือ 6,000 ล้านบาท

การขึ้นภาษี ไม่ว่าจะขึ้นมากขึ้นน้อย ในยามที่เศรษฐกิจประเทศถดถอย ประชาชนส่วนใหญ่ยากจนลง ล้วนมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจแบบเดียวกับญี่ปุ่นทั้งสิ้น

ผมก็ขอฝาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ คุณสมหมาย ภาษี รัฐมนตรีคลัง ไว้ตรงนี้ว่า ภาษีทรัพย์สิน ขึ้นไปเถอะ ช่วยลดความเลื่อมล้ำในสังคมได้แน่นอน คนจนไม่เดือดร้อน แต่ “ภาษีมูลค่าเพิ่ม” อย่าเพิ่งไปแตะได้ไหม.

“ลม เปลี่ยนทิศ”

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

หมายเหตุประเทศไทยลม เปลี่ยนทิศญี่ปุ่นมูดีส์ฮารูฮิโกะ คูโรดะเศรษฐกิจญี่ปุ่นเลือกตั้ง

ข่าวแนะนำ

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้