ข่าว
100 year

สั่งรื้อ-โรงแรมดัง

ทีมข่าวหน้า13 ธ.ค. 2557 07:15 น.
SHARE

‘ดิเอทัส’ซอยร่วมฤดี ตึก2หลังสูง18-24ชั้น เกินกฎหมายกำหนด ปิดฉากคดียืดเยื้อ6ปี

ศาลปกครองสูงสุดพิพากษายืนตามศาลปกครองชั้นต้น สั่ง กทม.รื้อถอนโรงแรมในซอยร่วมฤดีภายใน 60 วัน หลังยื้อนานร่วม 6 ปี เหตุขัดต่อกฎหมายควบคุมอาคารที่กำหนดห้ามสร้างอาคารสูงบนถนนที่มีขนาดความกว้างน้อยกว่า 10 เมตร

คดีสะท้านกรุงครั้งนี้ เปิดเผยเมื่อวันที่ 2 ธ.ค. โดยศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษายืนตามศาลปกครองชั้นต้น สั่งให้ผู้ว่าฯกทม. และ ผอ.เขตปทุมวัน ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 รื้อถอนหรือแก้ไขอาคารโรงแรมดิเอทัส ซอยร่วมฤดี ที่มีการก่อสร้างสูงเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด เนื่องจากถนนซอยร่วมฤดีมีขนาดความไม่กว้างไม่ถึง 10 เมตร โดยต้องดำเนินการภายใน 60 วันหลังศาลมีคำตัดสิน

ทั้งนี้ คดีดังกล่าว นพ.สงคราม ทรัพย์เจริญ กับพวกรวม 24 คน ซึ่งเป็นผู้พักอาศัยอยู่ในซอย ดังกล่าวได้ยื่นฟ้อง ผอ.เขตปทุมวัน และผู้ว่าฯกทม.เป็นผู้ถูกฟ้องที่ 1-2 กรณีเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ปล่อยให้บริษัท ลาภประทาน จำกัด และบริษัท ทับทิมทร จำกัด ผู้ประกอบการโรงแรมดิเอทัส ดำเนินการก่อสร้างอาคารสูงเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด เมื่อวันที่ 17 ก.ย.2551 โดยศาลปกครองกลางได้มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 9 ก.พ.2555 ให้รื้อถอนอาคารฯ แต่ต่อมา กรุงเทพมหานครได้ยื่นอุทธรณ์ และศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษาในวันนี้ รวมระยะเวลาต่อสู้ของชาวบ้านกว่า 6 ปี

ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาแล้วเห็นว่า จากข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า บริษัท ลาภประทาน จำกัด ได้ยื่นแจ้งความประสงค์ต่อสำนักการโยธา กรุงเทพมหานคร ก่อสร้างอาคารสูง 18 ชั้น 1 หลัง เพื่อเป็นอาคารพาณิชย์ ที่อยู่อาศัย รวม 78 ห้อง ส่วนบริษัท ทับทิมทร จำกัด ได้ยื่นแจ้งความประสงค์ก่อสร้างอาคารสูง 24 ชั้น 1 หลังเพื่อใช้เป็นโรงแรมขนาด 76 ห้อง แต่เมื่อเขตทางของถนนซอยร่วมฤดีมิได้มีเขตทางกว้าง 10 เมตร ตลอดแนว คือมีความกว้างน้อยกว่า 10 เมตร ถึง 8 จุด การก่อสร้างหรือดัดแปลงอาคารของสองบริษัทฯเจ้าของอาคารที่เป็นผู้ร้องสอดไม่ชอบด้วยข้อ 2 ของกฎกระทรวง ฉบับที่ 33 (พ.ศ. 2535) ออกตามความใน พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 และข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองได้ใช้อำนาจตามมาตรา 40 มาตรา 41 มาตรา 42 และมาตรา 43 แห่ง พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535 ดำเนินการกับทั้ง 2 บริษัทฯเจ้าของอาคารที่เป็นผู้ร้องสอด ซึ่งก่อสร้างอาคารขัดต่อข้อ 2 ของกฎกระทรวง ฉบับที่ 33 (พ.ศ.2535) ออกตามความใน พ.ร.บ.ดังกล่าว ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองจึงละเลยต่อหน้าที่ตามที่ พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 กำหนดให้ต้องปฏิบัติ พิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และหรือผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ใช้อำนาจตามมาตรา 40 มาตรา 41 มาตรา 42 และมาตรา 43 แห่ง พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535 ดำเนินการกับผู้ร้องสอดทั้ง 2 แล้วแต่กรณี ภายใน 60 วันนับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด

นายเฉลิมพงษ์ กลับดี หัวหน้าศูนย์ทนายความอาสา มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าวว่า คดีนี้เป็นบทเรียนให้กับกรุงเทพมหานคร ที่ต้องพิจารณาให้รอบคอบก่อนจะอนุญาตให้มีการก่อสร้างอาคารใหญ่ในพื้นที่ซอยแคบ ขั้นตอนจากนี้ กทม. และสำนักงานเขตปทุมวัน จะต้องใช้อำนาจหน้าที่ตามมาตรา 42 แห่ง พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ที่จะสั่งให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองอาคารดำเนินการรื้อถอนอาคารนั้นทั้งหมดหรือบางส่วนได้ภายในระยะเวลาที่กำหนด

ด้านนายสิทธิชัย ท้วยสกนธ์ ผอ.เขตปทุมวัน กล่าวว่า ต้องรอคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดมาถึง กทม. โดยจะมีสำนักกฎหมายและคดี กทม.เป็นผู้พิจารณา หาแนวทางส่งกลับมาให้สำนักงานเขตในฐานะเจ้าพนักงานท้องถิ่น ในการดำเนินการตามคำพิพากษาของศาล ให้เป็นไปตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 อาคารนี้เบื้องต้นทราบมาว่า สร้างช่วงปี 2551 หรือ 2552 ขณะนั้นไม่ทราบว่าผู้ที่รังวัดถนนได้รังวัดออกมาเป็นผลอย่างไร ถึงมีการออกใบอนุญาตสร้างอาคารตามมา ทั้งนี้ หากการรังวัดถนนไม่ถึง 10 เมตร ตามกฎหมายแล้วการก่อสร้างอาคารต้องสูงไม่เกิน 23 เมตร หรืออยู่ที่ระดับ 7-8 ชั้น แต่อาคารนี้ก่อสร้างสูง 20 กว่าชั้นจำนวน 2 อาคาร หากมีการรื้อถอนต้องมาอยู่ที่ระดับ 7-8 ชั้น คาดว่าเจ้าของอาคารจะอุทธรณ์คำสั่งการรื้อถอนกับ กทม. แต่ยังคงต้องรอแนวทางของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ในช่วงนั้นว่าจะเป็นอย่างไร หากภายใน 60 วันเจ้าของอาคารไม่ปฏิบัติตาม กทม.ก็สามารถเข้าไปดำเนินการแทน แล้วมีการเก็บค่าใช้จ่ายกับเจ้าของอาคาร

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ข่าวหน้า1ศาลปกครองรื้อถอนโรงแรมซอยร่วมฤดีดิเอทัสยืดเยื้อ

ข่าวแนะนำ

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้