ข่าว
100 year

หมายจับมหาเศรษฐีหมื่นล้าน จ้างวาน 'อุ้ม' คู่กรณี (ชมคลิป)

ทีมข่าวหน้า 13 ธ.ค. 2557 04:02 น.
SHARE

‘นิค-นพพร’ โยงแก๊ง ‘พงศ์พัฒน์’ ฟอร์บส์ระบุรวยอันดับ31ของไทย สั่งตม.สกัดเส้นทางหนีออกนอก

ศาลทหารออกหมายจับเสี่ยนิค-นพพร ศุภพิพัฒน์ นักธุรกิจหนุ่มมหาเศรษฐีอันดับ 31 เมืองไทย หมิ่นเบื้องสูง จ้างแก๊งอุ้มเครือข่าย “บิ๊กกิ๊ก” พาเจ้าหนี้เจรจาลดค่าเสียหายจาก 120 ล้านบาทให้เหลือแค่ 20 ล้านบาท ขณะที่โฆษก ตร.สั่งสกัดทางหนีออกนอกประเทศ ส่วนเสี่ยโจ้ พ่อค้าน้ำมันเถื่อนค่าหัว 1 ล้านบาท มั่นใจได้ตัวแน่แต่ต้องขอเวลา ขณะที่อธิบดีกรมศิลปากรแถลงผลตรวจโบราณวัตถุที่ยึดได้จากเครือข่ายอดีต ผบช.ก. เบื้องต้น 3 ประเภท 80 รายการ ระบุมูลค่าประเมินมากกว่า 50 ล้านบาท เผยยังเหลืออีก 10,000 กว่าชิ้น ที่ต้องเร่งตรวจสอบ แฉซ้ำมีของปลอมทำเลียนแบบกว่า 100 ชิ้นด้วย

การทลายเครือข่าย พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีต ผบช.ก. พร้อมพวก ที่แอบอ้างเบื้องสูงเปิดบ่อนการพนัน วิ่งเต้นซื้อขายเก้าอี้ พัวพันการรับส่วยน้ำมันเถื่อนของเสี่ยโจ้ ปัตตานี หรือนายสหชัย เจียรเสริมสิน ที่มีปมผูกโยงกับเหตุการณ์ความไม่สงบใน 3 จังหวัดภาคใต้ โดย พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. ตั้งค่าหัวนำจับเสี่ยโจ้ 1 ล้านบาท ล่าสุดมีกระแสข่าวหนีไปหลบซ่อนตัวอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน ขณะเดียวกัน ป.ป.ช.เข้าประสาน ผบ.ตร.ขอข้อมูลเบื้องต้นเตรียมจ้องฟันอดีต ผบช.ก.และพวก หลังตรวจยึดของกลางจำนวนมหาศาล นอกจากนี้ ยังจับกุมนายณัฐพล หรือ พ.ต.ณัฐพล หรือกอล์ฟ สุวะดี นามสกุลเดิม อัครพงศ์ปรีชา เครือญาติ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ พร้อมพวก 5 คน ร่วมกันแอบอ้างเบื้องสูงกรรโชกทรัพย์ ทวงหนี้ผู้เสียหาย 30 ล้านบาท ท้องที่ สน.พระโขนง และยังร่วมกันก่อเหตุข่มขู่บังคับให้ผู้เสียหายลดค่าเสียหายให้จาก 120 ล้านบาท เหลือ 20 ล้านบาทในท้องที่ สน.วัดพระยาไกร อีกคดีหนึ่งด้วย โดยคดีหลังมีผู้ต้องหาเพิ่มจากคดีแรก 3 คนคือ ส.อ.ณธกร ยาศรี ส.อ.ธีรพงศ์ ช่อจำปี ที่ต้นสังกัดจับกุมมาส่งให้พนักงานสอบสวน และนายวิทยา เทศขุนทศ ที่เข้ามอบตัวเมื่อวันที่ 1 ธ.ค. ตามที่เสนอข่าวไปนั้น

หมายจับนพพร ศุภพิพัฒน์ จ้างอุ้มคู่กรณี

ในส่วนของความคืบหน้าคดีอ้างเบื้องสูงทวงหนี้-ลดค่าเสียหาย เครือข่าย พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 2 ธ.ค. ที่กองบัญชาการตำรวจ นครบาล (บช.น.) พล.ต.ต.ชวลิต ประสพศิลป์ ผบก.น.5 กล่าวว่า ในคดีที่ผู้ต้องหาร่วมกันอุ้มเจ้าหนี้บังคับให้ลดค่าเสียหายจาก 120 ล้านบาท ให้เหลือ 20 ล้านบาท ในวันนี้พนักงานสอบสวน สน.วัดพระยาไกร ขออนุมัติศาลทหารออกหมายจับผู้ต้องหาเพิ่มเติมอีก 2 ราย คือ 1.นายนพพร ศุภพิพัฒน์ หรือนิค อายุ 43 ปี โดยดำเนินคดีตามมาตรา 112 และข้อหาอื่นๆเหมือนผู้ต้องหาทั้ง 8 รายที่จับกุมไปก่อนหน้า และกล่าวหาเพิ่มเติมนายนพพรเป็นผู้จ้างวานใช้ รวมทั้งหมด 5 ข้อหา

กรณีจ้างกลุ่มผู้ต้องหาไปบังคับให้ผู้เสียหายลดค่าเสียหาย และ 2.นายสุทธิศักดิ์ สุทธิจิตต์ อายุ41 ปี ผู้ร่วมก่อเหตุที่ สน.พระโขนง จับกุมได้ก่อนหน้าในคดีร่วมกับพวกกรรโชกทรัพย์ ทวงหนี้ผู้เสียหาย 30 ล้านบาท เนื่องจากการสอบสวนพยาน และผู้เสียหายยืนยันว่า นายสุทธิศักดิ์ได้ร่วมกับพวก พาผู้เสียหายไปข่มขู่ที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง ย่านพุทธมณฑลสาย 3 ท้องที่ สน.ธรรมศาลา โดยขณะนี้มีผู้ต้องหาร่วมกันก่อเหตุในคดี สน.วัดพระยาไกร รวมทั้งสิ้น 10 คน ส่วนนายนพพร พนักงานสอบสวนยังไม่สามารถติดต่อได้ เร่งให้ติดตามจับกุม น่าจะยังไม่หลบหนีออกนอกประเทศ และประสานตำรวจตรวจคนเข้าเมืองอายัดตัวตามหมายจับตามด่านชายแดนไทยกันการหลบหนีออกนอกประเทศ

นำทหาร–พลเรือนร่วมแก๊งฝากขัง

พล.ต.ต.ชวลิตกล่าวต่อว่า ในวันนี้พนักงานสอบสวน สน.วัดพระยาไกร ได้นำตัวนายวิทยา เทศขุนทศ ผู้ต้องหาในคดีร่วมกันกรรโชกทรัพย์บังคับให้ลดค่าเสียหาย ท้องที่ สน.วัดพระยาไกร ที่เข้ามอบตัวเมื่อวันที่ 1 ธ.ค.ที่ผ่านมา ไปฝากขังที่ศาลทหารกรุงเทพเรียบร้อยแล้ว ส่วน ส.อ.ณธกร ยาศรี และ ส.อ.ธีรพงศ์ ช่อจำปี 2 ทหารที่ร่วมก่อเหตุ ในคดีเดียวกัน พนักงานสอบสวน สน.วัดพระยาไกร สอบปากคำทั้ง 2 นาย ที่มณฑลทหารบกที่ 11 แจ้งข้อกล่าวหาเรียบร้อยแล้วเช่นกัน โดยนายทหาร พระธรรมนูญ ควบคุมตัวทั้งคู่ไปฝากขังที่ศาลทหารกรุงเทพพร้อมกับนายวิทยา ก่อนจะนำตัวส่งเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ในวันเดียวกัน สำหรับสำนวนคดีที่เกี่ยวข้องกับความผิดฐานหมิ่นเบื้องสูง พนักงานสอบสวนจะดำเนินการอย่างละเอียดรอบคอบ รวบรวมพยานหลักฐานในรูปของคณะกรรมการก่อนส่งให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติที่มีคณะกรรมการที่ตรวจสอบพิจารณาหลักฐานก่อนนำตัวผู้ต้องหาส่งฟ้องศาล

เผยเสี่ยนิครวยอันดับ 31 เมืองไทย

ส่วนประวัติของนายนพพร ศุภพิพัฒน์ หรือนิค ผู้สื่อข่าวรายงาน เป็นหนึ่งในมหาเศรษฐีที่อายุน้อยที่สุดติดอยู่ในลำดับที่ 31 ของการจัดลำดับมหาเศรษฐีของไทย ประจำปี 2557 จัดทำโดย www.forbesthailand.com ระบุมีทรัพย์สิน 26,076 ล้านบาท จากการเป็นผู้บุกเบิกอุตสาหกรรมพลังงานจากลม มีอายุน้อยที่สุดในบรรดาเศรษฐีหน้าใหม่ที่ถูกจัดอันดับในปีนี้ “นิค-นพพร” คือผู้ก่อตั้งและถือครองหุ้นกว่า 2 ใน 3 ของ บจก. Wind Energy Holding (WEH) ธุรกิจที่สร้างพลังงานไฟฟ้า 420 ล้านวัตต์ ส่งขายให้ กฟผ. พร้อมกับแผนขยายกำลังการผลิตแตะ 1,000 ล้านวัตต์ ภายในปี 2561 โดยในขณะที่นาย นพพรเพียงแค่อายุ 21 เขาสามารถโกยเงินจากตลาด หลักทรัพย์ได้เกือบ 26 ล้านบาท ก่อนจะสูญทั้งหมดไปกับการทำนิตยสาร และตั้งต้นใหม่กับธุรกิจพลังงาน ทางเลือกในปี 2548 ด้วยการสนับสนุนเงินทุนจากนายประเดช กิตติอิสรานนท์ (ลำดับ 44)

จ่อหมายจับเพิ่มคนใช้ไปทวงหนี้

ด้าน พล.ต.ท.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ผบช.น. กล่าวว่า ในคดีกรรโชกทรัพย์ท้องที่ สน.พระโขนง อยู่ระหว่างดำเนินการขออนุมัติศาลออกหมายจับอีก 1 คน คือ ผู้ใช้จ้างวาน เป็นคนละคนกับผู้ต้องหาที่ก่อเหตุท้องที่ สน.พระโขนง และ สน.วัดพระยาไกร หากสอบสวนพบว่ามีความเกี่ยวข้องและเชื่อมโยงกันตั้งแต่ต้น จะต้องถูกแจ้งข้อหาเดียวกับผู้ต้องหาที่ถูกดำเนินคดีไปแล้ว อย่างไรก็ตาม คาดว่าจะสามารถสรุปสำนวนคดีส่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ได้ภายในวันที่ 31 ธ.ค. เพราะทั้ง 2 สำนวน เป็นการดำเนินการตามคำสั่งภายใต้การบังคับบัญชาตามการสั่งคดีของ ตร. รวมทั้งสำนวนของอดีต ผบช.ก. ก็เป็นอำนาจของ ตร.เช่นกัน

นายหน้าหาแก๊งอุ้มอีก 2 คน โดนด้วย

มีรายงานว่า นอกจากพนักงานสอบสวนได้เตรียมขออนุมัติหมายจับผู้จ้างวานให้ไปทวงหนี้ในท้องที่ สน.พระโขนง ยังเตรียมที่จะออกหมายจับผู้ที่ติดต่องานรับจ้างทวงหนี้ และบังคับลดค่าเสียหายให้กลุ่มผู้ต้องหาอีก 2 ราย จากการสอบปากคำผู้ต้องหาบางรายให้การด้วยว่า คอยรับจ้างสถานบริการต่างๆ เคลียร์ตำรวจ แต่ไม่มีผู้เสียหายแจ้งความดำเนินคดี เพราะเกรงว่าจะถูกดำเนินคดี รวมถึงเป็นนายหน้าเคลียร์ตำรวจในการเปิดแผงขายซีดีเถื่อนย่านคลองถม พนักงานสอบสวนสอบปากคำพยานรายหนึ่งเป็นเจ้าของแผงซีดีเถื่อนให้การยอมรับว่า จ่ายเงินให้กลุ่มผู้ต้องหาเดือนละ 1 แสนบาท ให้อำนวยความสะดวกในการขายซีดีเถื่อน 4 แผง

โฆษก ตร.ยัน หลักฐานซัดเสี่ยนิค-นพพร

ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ ผู้ช่วย ผบ.ตร. รรท.ผบช.ก. และโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติกล่าวว่า สำหรับนายนพพร ศุภพิพัฒน์ ซึ่งถูก สน.วัดพระยาไกร ออกหมายจับไปแล้วนั้น จากการตรวจสอบพบว่า นายนพพรเป็นผู้ที่มีฐานะแต่เนื่องจากมีหลักฐานว่า นายนพพรเป็นคนไปว่าจ้างให้กลุ่มทวงหนี้ไปคุยกับนายบัญฑิต โชติวิทยะกุล ผู้เสียหาย เพื่อให้ช่วยลดหนี้ และมีรายละเอียดว่า ยังล่วงรู้ถึงพฤติกรรมของกลุ่มผู้ดำเนินการเหล่านี้ ขณะนี้กำลังเร่งติดตามตัวมาดำเนินคดี เบื้องต้นยังไม่มีการประสานเพื่อเข้ามอบตัว และอยู่ระหว่างการตรวจสอบว่ายังอยู่ในประเทศหรือไม่ และจากการตรวจสอบยังไม่พบการเกี่ยวโยงกับคดีของนายสหชัย เจียรเสริมสิน หรือเสี่ยโจ้ ปัตตานี นายทุนน้ำมันเถื่อนภาคใต้

มั่นใจได้ตัวเสี่ยโจ้แต่ต้องใช้เวลา

ส่วนความคืบหน้าในการติดตามตัว เสี่ยโจ้ ปัตตานี หรือนายสหชัย เจียรเสริมสิน นายทุนน้ำมันเถื่อน หลัง พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร.ตั้งรางวัลนำจับ 1 ล้านบาท พล.ต.ท.ประวุฒิกล่าวว่า มีผู้หวังดีประสานเข้ามาบ้าง แต่ยังเป็นแค่สมมติฐาน ยังไม่มีใครเห็นตัว หรือส่งรูปภาพมาว่าอยู่ตรงจุดไหน ตรวจสอบเบื้องต้นน่าจะอยู่ในประเทศเพื่อนบ้านตามแนวตะเข็บชายแดน แต่อย่าให้ระบุเลยว่าเป็นชายแดนประเทศใด แต่เมื่อใดที่เข้ามาในประเทศไทยจะดำเนินการอย่างทันที นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจยังคงติดตามตัวนายสหชัยทุกทาง ไม่ได้มุ่งเน้นจากการแจ้งเบาะแสอย่างเดียว ยังสืบสวนติดตามอยู่ตลอดเวลา และมีความใกล้เคียงกับที่ผู้หวังดีแจ้งเบาะแสเข้ามา จากแนวทางการสืบสวนเราได้ข้อมูลพอสมควรแต่ยังเปิดเผยไม่ได้ ส่วนประเด็นความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้ให้ตัดไปเลย เพราะจริงๆไม่เกี่ยวข้อง เป็นเรื่องการหาผลประโยชน์จากธุรกิจผิดกฎหมายอย่างเดียว ทั้งนี้ตนยังมั่นใจว่าจะได้ตัวนายสหชัยกลับมาดำเนินคดีมากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ แต่อาจจะต้องใช้เวลาบ้าง สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ประสานกับประเทศเพื่อนบ้าน และตำรวจสากล กดดันนาย สหชัยโดยขอให้ออกหมายแดง ถ้าไปปรากฏตัวที่ไหนตำรวจสากลจะแจ้งกลับมาทางตำรวจไทยทันที

ระบุ เสี่ยโจ้–อดีต ผบช.ก.เชื่อมโยงกัน

พล.ต.ท.ประวุฒิกล่าวต่อว่า จากหลักฐานเบื้องต้น มีความชัดเจนว่า นายสหชัยกับ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ มีการเชื่อมโยงผ่านนายตำรวจท่านหนึ่งที่ถูกจับกุมแล้ว เป็นหลักฐานในสำนวน ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ ส่วนจะออกหมายจับใครอีกหรือไม่ คาดว่าน่าจะหมดแล้ว ยกเว้นจะมีพยานหลักฐานใหม่ ส่วนรายชื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจที่อยู่ในโพยของนายสหชัย ยังอยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบรายชื่อ ตรวจสอบรายละเอียด เนื่องจากเป็นรายชื่อที่เกิดขึ้นมาจากกลุ่มผู้ทำผิดกฎหมาย สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะดำเนินการทุกอย่างให้ตรงไปตรงมา ถ้ามีประเด็นไหนที่สังคมยังสงสัยก็ต้องออกมาชี้แจง ไม่มีการตัดตอนแน่นอน

รองเต่ายังไม่ถึงขั้นต้องตามจับ

โฆษก ตร.กล่าวต่ออีกว่า ส่วนกรณีรองเต่าหรือ พ.ต.ท.ทรงรักษ์ ขุนศรี รอง ผกก.6 บก.ป.ยังมีการประสานกันอยู่ คงไม่ถึงกับต้องตามจับเพราะยังไม่อยู่ในฐานะนั้น ยังอยู่ในขั้นตอนการออกหมายเรียก แต่ถ้าเรียกเป็นครั้งที่ 3 ยังไม่มาพบ ก็ต้องออกหมายจับในข้อหาไม่มาให้ถ้อยคำ เรื่องการถอดยศเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ถูกจับกุม มีเงื่อนไขเรื่องต้องมีคำพิพากษาถึงที่สูงสุดให้จำคุกกับเรื่องวินัยชัดเจน ดังนั้น ต้องมีคณะกรรมการในเรื่องนี้ ต้องให้เป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ ขณะนี้ยังไม่ถึงการดำเนินการในขั้นนั้น เบื้องต้นเป็นการดำเนิน การด้านวินัย การดำเนินคดีอาญาก่อน ส่วนจะสรุปสำนวนคดีนี้ได้เมื่อไหร่ยังตอบได้ยาก คงต้องใช้เวลาอีกสักระยะ เพราะแค่การตรวจสอบของกลางก็ยังทำบัญชีไม่เสร็จ เนื่องจากจะต้องตรวจนับจำนวน ตรวจลักษณะแล้ว ยังต้องตรวจว่าของที่ยึดได้เป็นของแท้หรือไม่แท้ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาภายหลัง

หมายเรียก “รองเต่า” พบ พงส. 8 ธ.ค.

ขณะเดียวกัน ที่กองบังคับการปราบปราม พ.ต.อ.อัคราเดช พิมลศรี รอง ผบก.ป. รรท.ผบก.ป. กล่าวถึงการติดตามตัว พ.ต.ท.ทรงรักษ์ ขุนศรี รอง ผกก.6 บก.ป. หรือรองเต่า นายตำรวจคนสนิท พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีต ผบช.ก.ว่า พนักงานสอบสวนได้ทำหนังสือออกหมายเรียกไปอีกครั้งเมื่อวันที่ 1 ธ.ค. โดยส่งหมายเรียกไปยังที่อยู่ตามภูมิลำเนาให้มาพบพนักงานสอบสวนในวันที่ 8 ธ.ค.นี้ ถ้ายังไม่มาพบอีกต้องดูว่าพนักงานสอบสวนจะออกหมายจับในข้อหาขัดหมายเรียกหรือไม่ ทั้งนี้ พ.ต.ท.ทรงรักษ์เป็นข้าราชการ ตามกฎระเบียบข้าราชการกำหนดไว้ว่าถ้าขาดราชการเกิน 15 วัน มีโทษต้องให้ออกจากราชการไว้ก่อน อย่างไรก็ตาม นอกจากส่งหมายเรียกแล้ว ยังมอบหมายให้ พ.ต.อ.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ ผกก.6.บก.ป. ผู้บังคับบัญชาตามสายงาน ติดตามตัวควบคู่กันไป ให้ตรวจสอบดูตามบ้านและบ้านญาติ และสถานที่ต่างๆที่คาดว่า พ.ต.ท.ทรงรักษ์ จะอาศัยอยู่ เพราะพนักงานสอบสวนและผู้บังคับบัญชายังมีประเด็นสำคัญต้องสอบสวนเพิ่มเติมอีก

โรงไม้เสี่ยโจ้ไม่ปิดแต่เงียบ

ส่วนบรรยากาศที่ห้างหุ้นส่วนทวีทรัพย์ค้าไม้ หมู่ 8 ต.บานา อ.เมืองปัตตานี โรงไม้และเป็นที่พักของนายสหชัย เจียรเสริมสิน หรือเสี่ยโจ้ ซึ่งเป็นตึก 4 ชั้น ชั้นล่างเปิดเป็นสำนักงาน อยู่ในสภาพเงียบเหงา มีเพียงคนดูแลที่เข้ามาทำความสะอาดและดูแลทรัพย์สิน ขณะที่โรงไม้ซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณพื้นที่เดียวกัน ยังคงมีคนงานเข้ามาดูแลไม้แปรรูปซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมาก ที่ด้านหน้าโรงไม้ยังติดป้ายประกาศเปิดให้บริการแล้วโดยถูกต้องตามกฎหมาย แต่บรรยากาศยังเป็นไปด้วยความเงียบเหงา ผิดไปจากก่อนที่นายสหชัยจะถูกดำเนินคดี และหลบหนีในข้อหาปลอมแปลงเอกสารและตราประทับทางราชการ หลังจากคำตัดสินศาลจังหวัดปัตตานีที่ตัดสินจำคุกเสี่ยโจ้ 1 ปี 9 เดือน เมื่อต้นเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา

ผู้การปัตตานีคุยกดดันต่อเนื่อง

พล.ต.ต.กฤษกร พลีธัญญวงษ์ ผบก.ภ.จ.ปัตตานี เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้ พ.ต.อ.ปราบพาล มีมงคล รอง ผบก.ภ.จ.ปัตตานี เป็นหัวหน้าชุดในการสืบสวนสอบสวนติดตามจับกุมนายสหชัย ถึงแม้ว่าในตอนนี้ยังคงกบดานนอกพื้นที่และเชื่อว่าน่าจะหนีออกไปนอกประเทศแล้ว อย่างไรก็ตามชุดสืบสวนสอบสวนยังคงเข้าตรวจสอบแหล่งต้องสงสัยในหลายพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพราะเชื่อว่าบุคคลใกล้ชิดรวมทั้งลูกน้องของนายสหชัยน่าจะยังคงมีการติดต่อสื่อสารกันอยู่ในหลายรูปแบบ

กรมศิลป์แถลงตรวจโบราณวัตถุ

วันเดียวกัน ที่สำนักหอสมุดแห่งชาติ นายบวรเวท รุ่งรุจี อธิบดีกรมศิลปากร แถลงข่าวการตรวจพิสูจน์โบราณวัตถุ ศิลปะวัตถุ ของกลางที่ยึดได้จากเครือข่าย พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ ที่กองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ ว่า ได้คัดแยกโบราณวัตถุ และศิลปะวัตถุชิ้นสำคัญมาตรวจพิสูจน์เบื้องต้น 3 ประเภท รวมกว่า 80 รายการ โดยมีโบราณวัตถุชิ้นสำคัญกว่า 50 รายการ แบ่งเป็น 1.ประติมากรรมหินศิลปะเขมร 13 รายการ ได้แก่ พระพุทธรูปยืนสมัยก่อนเมืองพระนคร (แบบอังกอร์โบเรย) พุทธศตวรรษที่ 12 ร่วมสมัยศิลปะ ทวาราวดี เทวรูป และเทวสตรี สมัยก่อนเมืองพระนคร แบบสมโบร์ไพรกุก ราวพุทธศตวรรษที่ 13 และสมัยเมืองพระนคร แบบกุเลน พุทธศตวรรษที่ 14 แบบเกาะแกร์ พุทธศตวรรษที่ 15 แบบบาปวน พุทธศตวรรษที่ 16 และแบบนครวัด พุทธศตวรรษที่ 17 รวมทั้งชิ้นส่วนภาพแกะสลักประเภททับหลัง และภาพประดับผนังปราสาทสมัยเมืองพระนครแบบนครวัด-บายน พุทธศตวรรษที่ 17-18

พระพุทธรูปโบราณยันงาช้าง

2.พระพุทธรูปและรูปเคารพในพุทธศาสนา และศาสนาฮินดู 37 รายการ ได้แก่ พระพุทธสำริดรูปปางมารวิชัย ศิลปะล้านช้าง พุทธศตวรรษที่ 21-22 พระพุทธรูปยืน พระพุทธรูปสำริดทรงเครื่องใหญ่ ศิลปะอยุธยาตอนปลาย พุทธศตวรรษที่ 23-24 พระพุทธรูปนั่งบนฐานสูง ทำด้วยไม้ ศิลปะอยุธยาตอนปลายถึงรัตนโกสินทร์ตอนต้น พุทธศตวรรษที่ 24 พระพุทธรูปและพระสาวกครองจีวรลายดอก พระพุทธรูปโลหะผสมปางป่าเลไลยก์ ศิลปะรัตนโกสินทร์ พุทธศตวรรษที่ 25 พระพุทธรูปหินและไม้ ศิลปะพม่าแบบมัณฑเลย์ พุทธศตวรรษที่ 25 และพระคเณศโลหะผสมลงรักปิดทอง ศิลปะ รัตนโกสินทร์ พุทธศตวรรษที่ 24-25 นอกจากนี้ยังมีโบราณวัตถุและศิลปะวัตถุประเภทหินอ่อนและโลหะ เป็นประติมากรรมรูปบุคคล เครื่องเรือน ศิลปะตะวันตก อายุราวพุทธศตวรรษที่ 25 รวมทั้งงาช้างแกะสลัก อีกกว่า 30 รายการ อาจจะมีการนำเข้าในช่วงสมัยรัชกาลที่ 4

มีของปลอมกว่า 100 ชิ้นปนด้วย

“ประติมากรรมหินและพระพุทธรูปที่พบทั้ง 50 รายการ คาดว่าเป็นศิลปะกัมพูชา เมียนมาร์ และ สปป.ลาว และอยู่ในศาสนสถาน ดังนั้น ต้องพิสูจน์ว่าได้มาอย่างไร เพราะพระพุทธรูปเหล่านี้ คนทั่วไปไม่สามารถมีไว้ครอบครองได้ และจากการตรวจสอบยังพบศิลปะวัตถุของเทียมเลียนแบบอีกกว่า 100 ชิ้น และยังต้องตรวจสอบและคัดแยกประติมากรรมหิน ศิลปะอินเดีย ภาพแกะสลัก เครื่องปั้นดินเผาต่างๆอีกกว่า 10,000 ชิ้น จะเร่งดำเนินการต่อไป อย่างไรก็ตาม ได้ตั้งคณะกรรมการประเมินราคาโบราณวัตถุ 50 รายการอีกครั้ง เบื้องต้นคาดว่าทั้ง 50 รายการน่าจะมีมูลค่ามากกว่า 50 ล้านบาท” นายบวรเวทกล่าว

เรือนจำตรวจร่างกายบิ๊กกิ๊ก—บิ๊กโก

วันเดียวกัน นายอายุตม์ สินธพพันธุ์ ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร เผยว่า เมื่อวันที่ 1 ธ.ค. ที่ผ่านมา ได้นำตัว พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีต ผบช.ก.พร้อมผู้ต้องหาคนอื่นๆในคดีเดียวกัน เข้าตรวจร่างกายที่สถานพยาบาลกลางโรงพยาบาลราชทัณฑ์ ตามขั้นตอนการรับผู้ต้องขังใหม่ ไม่พบมีใครป่วยหนัก ก่อนนำตัวทำประวัติ และส่งกลับ แดนผู้ต้องขังใหม่ แต่ในส่วน พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์และ พล.ต.ต.โกวิทย์ วงศ์รุ่งโรจน์ อดีตรอง ผบช.ก. 2 ผู้ต้องขังใหม่ ค่อนข้างจะอายุมาก ประกอบกับมีโรค ประจำตัวอยู่แล้ว ในช่วงสายวันนี้ แพทย์นำทั้งคู่มาตรวจร่างกายกับแพทย์เฉพาะทาง เช่น โรคเบาหวาน ความดัน และโรคที่ผู้สูงอายุเป็น หลังจากนั้นจะส่งตัวกลับแดนแรกรับ ผู้ต้องขังใหม่ จะมีแค่ ด.ต.ฉัตรินทร์ เหล่าทอง อดีต ผบ.หมู่ กก.ปพ.บก.ป.เท่านั้นที่ยังรักษาอาการโรคหัวใจที่สถานพยาบาลเรือนจำกลางเท่านั้น นอกจากนี้ ในส่วนของการเข้าเยี่ยมผู้ต้องขัง สามารถดำเนินการตามกฎระเบียบและขั้นตอนเรือนจำได้ปกติ

ป.ป.ช.ตั้งอนุ กก.สอบเชิงลึก

ขณะที่ นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธาน ป.ป.ช. กล่าวว่า ขณะนี้ ป.ป.ช.ได้ตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนเชิงลึกเพื่อตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีต ผบช.ก. พล.ต.ต.โกวิทย์ วงศ์รุ่งโรจน์ อดีตรอง ผบช.ก. และ พล.ต.ต.บุญสืบ ไพรเถื่อน อดีต ผบก.รน. โดยมีนายวรวิทย์ สุขบุญ รองเลขาธิการ ป.ป.ช.เป็นประธาน โดยจะนำข้อมูลการยึดทรัพย์สินของบุคคลเหล่านี้จาก สตช.มาเปรียบเทียบกับบัญชีทรัพย์สินที่ทั้งสามคนยื่นต่อ ป.ป.ช.ก่อนหน้านี้ เพื่อหาความผิดปกติ หากพบว่าทรัพย์สินที่ถูกยึดไม่ได้แจ้งบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช. ก็ต้องถูกดำเนินคดี และจะนำไปสู่การ ตรวจสอบเรื่องความร่ำรวยผิดปกติต่อไป

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

นิค นพพรนพพร ศุภพิพัฒน์หมิ่นเบื้องสูงบิ๊กกิ๊กพงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์เสี่ยโจ้ สหชัยข่าวอาชญากรรมไทยรัฐออนไลน์

ข่าวแนะนำ

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้