กีฬา
100 year

ออกกฎหมายผิดเศรษฐกิจพัง

ลม เปลี่ยนทิศ3 ธ.ค. 2557 05:01 น.
SHARE

การเร่งรีบออกกฎหมายของ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ เพื่อเร่งคลอดกฎหมายเก่าที่คั่งค้างและกฎหมายใหม่หลายร้อยฉบับ โดยไม่พิจารณาให้รอบคอบ อาจสร้างความเสียหายให้เศรษฐกิจของประเทศอย่างมหาศาลเลยทีเดียว ตัวอย่างหมาดๆก็คือ พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 20) พ.ศ.2557 เรื่องการค้ำประกันและจำนอง ที่จะมีผลใช้บังคับวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2558 ปีหน้า

เมื่อกฎหมายมีผลใช้บังคับ อาจทำให้การปล่อยกู้ของธนาคารเกิดภาวะชะงักงัน เพราะต้องพิจารณาให้รอบคอบมากขึ้น ธุรกิจที่จะได้รับผลกระทบทันที ก็คือ ธุรกิจเอสเอ็มอี และ สินเชื่อบุคคล ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อที่กำลังซบเซาในวงกว้าง

ยังไม่นับ กฎหมายภาษีมรดก ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เร่งผลักดันผ่านคณะรัฐมนตรีออกมา หวังจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำในสังคม ซึ่งในความเป็นจริงลดได้แต่ความรู้สึก แต่ลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจในสังคมไม่ได้ หนำซ้ำยังส่งผลเสียให้เงินในบัญชีของเศรษฐีไทยไหลออกไปอยู่ต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้านอย่าง สิงคโปร์ ฮ่องกง ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในภาพรวมอีกมากมายเลยทีเดียว ไม่เชื่อ นายกฯประยุทธ์ ลองไปถามผู้เชี่ยวชาญดู

ความจริง การออกกฎหมาย ของ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ควรต้องพิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบ ไม่ใช่สักแต่ยกมือผ่านออกไปอย่างรวดเร็ว เพื่อเอาใจรัฐบาล เพราะเมื่อออกกฎหมายผิด การแก้ไขกลับไปสู่ความถูกต้อง ต้องใช้เวลาอีกนานมาก แต่ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากกฎหมายฉบับนั้นไม่สามารถเรียกกลับคืนย้อนหลังได้

พล.อ.ประยุทธ์ก็คงต้องไปคิดทบทวนให้รอบคอบว่า การเร่งให้ออกกฎหมายใหม่และเก่าที่คั่งค้างหลายร้อยฉบับ ภายในระยะเวลา 1 ปีหรือปีเศษ มีความเสี่ยงหรือไม่ ถ้ามีการ “สอดไส้” กฎหมายที่ส่งผลลบต่อรัฐบาล ส่งผลลบต่อเศรษฐกิจการเงินเหมือน การแก้ไขกฎหมายการค้ำประกันและจำนอง ที่ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ พากันยกมือผ่านฉลุย อาจจะได้ไม่คุ้มเสีย

อย่างกฎหมายค้ำประกันและจำนองที่แก้ไข หลายฝ่ายออกมาร้องกันเสียงหลง ตั้งแต่ คุณสมหมาย ภาษี รัฐมนตรีคลัง ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการแบงก์ชาติ ไปจนถึง สมาคมธนาคารไทย นายธนาคารทั้งหลาย เพราะจะส่งผลกระทบต่อผู้ให้กู้และผู้กู้ทันที โดยเฉพาะ ธุรกิจเอสเอ็มอี และ สินเชื่อบุคคล ไม่รู้รัฐบาลเร่งคลอดกฎหมายฉบับนี้ออกมาทำไม เพราะไม่เอื้อต่อสภาพเศรษฐกิจยามนี้ แม้จะหวังดีต่อผู้ค้ำประกันก็ตาม

ผมคิดว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะนิ่งนอนใจไม่ได้ ควรต้องหาทางแก้ไขบรรเทา ก่อนที่กฎหมายจะมีผลบังคับในอีกสองเดือนข้างหน้า เพราะเงื่อนไขต่างๆที่มีการแก้ไข มีผลต่อ ธนาคารผู้ให้กู้ กับ ลูกค้าผู้กู้ ทันที ต้องมีการแก้ไขสัญญากู้และจำนอง รวมทั้งเงื่อนไขความรับผิดชอบต่อภาระหนี้ แค่อ่านก็ปวดหัวแล้ว การปฏิบัติจริงคงวุ่นวายกว่านี้

การแก้ไขกฎหมายค้ำประกันและจำนอง ไม่เพียงส่งผลต่อ ธนาคารเจ้าหนี้ และ ผู้ประกอบการที่เป็นลูกหนี้ ลูกค้าสินเชื่อบุคคล แต่ยังส่งผลกระทบไปถึง การค้ำประกันของหน่วยงานรัฐที่มีการค้ำประกันเงินกู้ของรัฐบาล เงินกู้ของรัฐวิสาหกิจ จะถูกตีความเกี่ยวโยงไปหมด จนอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจการเงินของประเทศได้ในที่สุด

ผมคิดว่า พล.อ.ประยุทธ์ คงไม่อยากเห็นความวุ่นวายทางการเงินเหล่านี้เกิดขึ้นในประเทศไทยยามนี้ แค่กระตุ้นเศรษฐกิจที่ซบเซาอยู่ในปัจจุบันให้ขยับตัว ก็ยังยากเย็นแสนเข็ญ ถ้าสินเชื่อธุรกิจระดับล่างถูกแช่แข็ง เพราะกฎหมายค้ำประกันใหม่ เศรษฐกิจไทยจะยิ่งกู่ไม่กลับ

การออกกฎหมายแต่ละฉบับ ผมคิดว่า ต้องดูความเหมาะสมทางสภาพแวดล้อมของเศรษฐกิจและสังคมในเวลานั้นด้วย ไม่ใช่นึกอยากจะออกก็ออก เห็นกฎหมายเก่าค้างสต๊อกหน้าตาดี ก็หยิบมาให้สภาปัดฝุ่นใหม่นำออกใช้ทันที เพื่อให้มีผลงาน สุดท้ายจะกลายเป็นผลลบมากกว่าผลดี เวลานี้ผมคิดว่า รัฐบาล ควรจะต้องมี “ข่าวดี” มากกว่า “ข่าวร้าย” จริงๆครับ กำลังใจจะได้ดีขึ้น.

“ลม เปลี่ยนทิศ”

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

หมายเหตุประเทศไทยลม เปลี่ยนทิศสนช.เร่งรีบกฎหมายพิจารณารอบคอบเสียหายเศรษฐกิจภาษีมรดก

ข่าวแนะนำ

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้