ข่าว
100 year

"คู่แข่ง" และ "โอกาส" ข้อคิดส่งท้ายจากอินโดฯ

ซูม3 ธ.ค. 2557 05:01 น.
SHARE

มาถึงบทส่งท้ายของการไปเยือนอินโดนีเซีย เพื่อค้นคว้าหาความรู้ว่า ประเทศที่มีประชากรมากที่สุดของอาเซียน เขาพร้อมแค่ไหนที่จะเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนเต็มตัวในปีหน้า

ซึ่งก็พบว่า ของเขายิ่งกว่าพร้อมและไม่เพียงแค่การเตรียมตัวเข้าอาเซียนเท่านั้น แต่ยังตั้งเป้าหมายไกลไปถึงการเลื่อนชั้นประเทศของเขาในระดับโลกด้วย

อย่างที่กราบเรียนไว้แล้ว เขาตั้งเป้าหมายที่จะเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่อันดับที่ 7 ของโลก ภายในปี 2030

จากที่มองเห็นด้วยสายตาและการสนทนากับผู้คนที่ยังมีอีกมากที่ผมมิได้เอ่ยถึงในคอลัมน์นี้ ล้วนมีความเห็นทำนองเดียวกันว่า โอกาสที่เขาจะทำได้ค่อนข้างสูง

ด้วยปัจจัยสำคัญที่เขามีอยู่พร้อมแล้วเช่นจำนวนประชากรอันมหาศาล ซึ่งจะมีรายได้ จะมีความรู้ความเชี่ยวชาญเพิ่มสูงขึ้นไปเรื่อยๆเป็นเงาตามตัว

กับทรัพยากรธรรมชาติต่างๆที่เขายังมีอยู่มาก และสามารถนำมาใช้ในการพัฒนาประเทศได้อีกยาวนาน

ตามมาด้วยปัจจัยที่สำคัญที่สุด นั่นก็คือการเมืองที่นิ่งพอสมควร และอยู่ในโหมดประชาธิปไตย อันเป็นโหมดที่นักลงทุนจากทุกๆชาติปรารถนา

ดูเผินๆอย่างนี้จะเห็นได้ว่า เขาได้เปรียบเรา และน่าจะเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ในการเข้าร่วมประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนได้มากกว่าเรา

แต่ผมก็ยังมองเห็นจุดอ่อนหลายๆอย่างที่จะเป็นอุปสรรคของประเทศนี้ในวันข้างหน้า

การที่ประชากรมีมาก ซึ่งมีทั้งรวยและจน โดยเฉพาะคนจนยังมีมากกว่าของเขา จะนำไปสู่ปัญหาความเหลื่อมล้ำในทุกๆด้าน ไม่เฉพาะด้านรายได้เท่านั้น

ความเหลื่อมล้ำเป็นปัญหาสำคัญเสมอๆของทุกประเทศ รวมทั้งอินโดนีเซีย ซึ่งจะนำไปสู่เหตุการณ์ที่คาดไม่ถึงได้ในอนาคต

อีกปัญหาหนึ่งที่อาจเป็นอุปสรรคสำคัญของอินโดนีเซียในวันข้างหน้าก็คือ ปัญหาค่าแรงขั้นต่ำที่จะสูงขึ้นเรื่อยๆ และการประท้วงของสหภาพแรงงานของเขาซึ่งก้าวร้าวไม่น้อยเลยจากที่ผมพบเห็น เมื่อวันไปเยี่ยมโรงงานอุตสาหกรรมของไทยในนิคมอุตสาหกรรม

แต่ก็เอาเถอะเราคงต้องสรุปไว้ก่อนว่า ท่านประธานาธิบดีวิโดโดคงควบคุมหรือแก้ปัญหาต่างๆที่คาดว่าจะเกิดขึ้นได้สำเร็จอันจะทำให้อินโดนีเซียพุ่งไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง

หน้าที่ของผู้นำประเทศเราก็คือ ต้องมองว่าส่วนไหนบ้างที่เราจะเจอผลกระทบและจะแก้ไขอย่างไร...ซึ่งสิ่งที่น่าจะชัดเจนแล้วก็คือการหลั่งไหลของเงินลงทุนจากต่างประเทศไปที่เขา รวมทั้งการถอนหรือโยกย้ายฐานลงทุนไปจากเราของนักลงทุนบางประเทศ

ต้องจับตา ต้องหาทางแก้ รวมทั้งจะสร้างสิ่งจูงใจใหม่ๆอย่างไร...ขอให้เริ่มคิดได้แล้วหากยังมิได้คิด

ส่วนการไปลงทุนที่โน่นของนักลงทุนไทยไม่ใช่เรื่องเสียหาย เพราะส่วนใหญ่เป็นการขยายกิจการ และการไปหาตลาดใหม่ๆ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศเรามากกว่า

เมื่อคิดในประเด็นที่จะเป็นการปิดจุดอ่อนของเราแล้ว ก็ขอให้คิดต่อไปว่า เราจะฉวยโอกาสอย่างไรบ้างจากความเจริญเติบโตของเขา

เช่น...จะค้าขายอะไรกับเขา? จะส่งอะไรไปขายเขา? จะดึงให้คนของเขาซึ่งรวยขึ้นมาเที่ยวบ้านเราอย่างไร? รวมทั้งประเด็นอื่นๆที่จะทำให้เราพลอยได้ประโยชน์ไปพร้อมๆกันด้วย

ทำตามปรัชญาของการก่อตั้งอาเซียนที่ว่า ทุกๆชาติจะต้องได้ประโยชน์จากการที่เรามารวมตัวกันว่างั้นเถอะ

ทุกวันนี้สินค้าไทยและนักลงทุนไทยของเรา ก็ไปที่อินโดนีเซียมากกว่าสมัยก่อนแยะ อย่างเช่น ซีพี ซึ่งไปนานแล้ว และมีธุรกิจใหญ่โตมาก SCG หรือซิเมนต์ไทยก็ไปหลายปีแล้วมีเครือข่ายกว้างขวางที่โน่นเช่นกัน

ในซุปเปอร์มาร์เกตของเขาก็เต็มไปด้วยผลไม้ไทยและข้าวหอมมะลิพิมพ์ชัดเจนว่าเป็นผลผลิตจากประเทศไทย

ยังมีบ้านปู, ปตท., กระทิงแดง และล่าสุดก็เห็น MKสุกี้ด้วย... อยู่ในศูนย์การค้าเดียวกับที่เซ็นทรัลไปตั้งนั่นแหละ แม้จะไปคนละทีโดยนักลงทุนคนละกลุ่ม แต่เป็นไปตามสูตรเลย MKเกิดได้เพราะเซ็นทรัลลาดพร้าว ทุกวันนี้เราจึงเห็น MKคู่กับเซ็นทรัลอยู่ตลอด

ขอให้โชคดีไปเกิดที่อินโดนีเซียที่ศูนย์การค้า Grand Indonesia คู่กันอีกทีนะครับเซ็นทรัล+MK.

“ซูม”

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

เหะหะพาทีซูมคู่แข่งโอกาสส่งท้ายอินโดนีเซียอาเซียนเออีซีปัญหาแรงงานค่าแรงขั้นต่ำ

ข่าวแนะนำ

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้