วันเสาร์ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
หลบไม่รายงานตัว รองเต่า คนสนิทพงศ์พัฒน์

หลบไม่รายงานตัว รองเต่า คนสนิทพงศ์พัฒน์

  • Share:

2ทีมอุ้มเข้ามอบตัว-สารภาพสิ้น บังคับให้ลดหนี้120ล.เหลือ20ล. ‘ประวุฒิ’แจงนามสกุลเดิม‘สุวะดี’

คุม 2 ผู้ต้องหาเครือข่าย พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีต ผบช.ก. กรรโชกทรัพย์มาแถลงข่าว สารภาพสิ้นเคยก่อเหตุ 2 ครั้ง แฉเจรจาลดหนี้หฤโหดจาก 120 ล้าน ให้เหลือ 20 ล้านบาท วันที่ 1 ธ.ค. ผู้ต้องหาที่เป็นทหารยศ “สิบเอก” นัดเข้ามอบตัวอีก 2 คน รรท.ผบช.ก.ฮึ่ม ล้างระบบส่วยตำรวจน้ำ แถมหาหลักฐานเอาผิดผู้บังคับบัญชาที่รับส่วยทั้งอดีตและปัจจุบัน พร้อมแจง หลังยกเลิกให้ใช้นามสกุล “อัครพงศ์ปรีชา” เปลี่ยนนามสกุลผู้ต้องหาเป็น “สุวะดี” ไม่ใช่ “เกิดอำแพง” ขณะที่ชุดทำงานเรียกร้องให้ “รองเต่า” คนสนิทอดีต ผบช.ก.อีกคน เข้าให้การ หลังหายตัวไปตั้งแต่วันที่ 24 พ.ย.

กรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารทลายเครือข่าย พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีต ผบช.ก. และพวกพร้อมตรวจค้นได้ทรัพย์สินจำนวนมาก แจ้งข้อหาฉกรรจ์ทั้งแอบอ้างเบื้องสูง เรียกรับส่วยน้ำเถื่อน บ่อนการพนัน ไปจนถึงอุ้มทวงหนี้ ซึ่งพนักงานสอบสวน สน.วัดพระยาไกร ขออนุมัติศาลทหารกรุงเทพออกหมายจับผู้ต้องหาเพิ่มเติม 5 คน ประกอบด้วย นายชลัช โพธิราช อายุ 30 ปี นายวิทยา หรือแท็ก เทศขุนทด อายุ 26 ปี นายณธกร หรือสิบเอกณธกร ยาศรี อายุ 29 ปี สิบเอกธีรพงศ์ ช่อจำปี อายุ 28 ปี และนายณัฐนันท์ ทานะเวช อายุ 24 ปี ที่ร่วมกับนายชากานต์ หรือยูริ ภาคภูมิ อายุ 34 ปี นายณรงค์ หรือปื้ด สุวะดี (อัครพงษ์ปรีชา) อายุ 41 ปี และนายณัฐพล หรือกอล์ฟ สุวะดี (อัครพงษ์ปรีชา) อายุ 29 ปี ที่ถูกจับกุมไปก่อนแล้ว รวม 8 คน อุ้มผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าหนี้ไปข่มขู่ให้ลดหนี้กว่า 100 ล้านบาท เหลือ 20 ล้านบาท

จับเพิ่ม 2 ผู้ต้องหาแจ้ง 4 ข้อหาฉกรรจ์

ความคืบหน้าที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 30 พ.ย. พล.ต.ท. ประวุฒิ ถาวรศิริ ผู้ช่วย ผบ.ตร. พล.ต.ท.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ผบช.น. พล.ต.ต.ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา รอง ผบช.น. พล.ต.ต.ก่อเกียรติ วงศ์สุเมธ ผบก.น.2 พล.ต.ต.ชวลิต ประสพศิลป ผบก.น.5 พ.ต.อ.ชุมพล พุ่มพวง รอง ผบก.น.5 พ.ต.อ.เกียรติณรงค์ เฉลิมสุข ผกก.สน.วัดพระยาไกร และฝ่ายสืบสวน สน.วัดพระยาไกร แถลงข่าวจับกุม นายชลัช โพธิราช อายุ 30 ปี และนายณัฐนันท์ ทานะเวช อายุ 24 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลทหารที่ 128/2557 และ 132/2557 ลงวันที่ 28 พ.ย.2557 รวม 4 ข้อหา ประกอบด้วยข้อหาร่วมกันหมิ่นประมาท ดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ข้อหาร่วมกันทำร้ายผู้อื่น ข้อหาร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ ข้อหาร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใดไม่กระทำการใด หรือยอมจำนนต่อสิ่งใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียง หรือทรัพย์ของผู้ถูกข่มขืนใจนั้นเอง หรือผู้อื่นโดยใช้กำลังประทุษร้าย จนผู้ถูกข่มขืนใจต้องกระทำการนั้น ไม่กระทำการนั้น หรือยอมจำนนต่อสิ่งนั้นโดยมีอาวุธ โดยร่วมกระทำความผิดตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป จับกุมทั้งคู่ได้ที่หน้าบ้านเลขที่ 3 ซอยสุทธิพงศ์ 4 แขวงและดินแดง กทม.

ยึดของกลางผู้ต้องหาเป็นปืน 4 กระบอก

ชุดจับกุมนำของกลางอาวุธปืนที่ติดตามยึดมาได้จากกลุ่มผู้ต้องหาจำนวน 3 กระบอก ได้แก่ อาวุธปืนยี่ห้อคิมเบอร์ ขนาด 11 มม. จำนวน 1 กระบอก พร้อมแมกกาซีน 1 อัน อาวุธปืนยี่ห้อพาราออดแนนซ์อาร์เอช 17489 ออโตเมติก ขนาด 11 มม. จำนวน 1 กระบอก พร้อมแมกกาซีน 1 อัน และอาวุธปืนยี่ห้อโคลท์ ออโตเมติก ขนาด 11 มม. จำนวน 1 กระบอก พร้อมแมกกาซีน 1 อัน ปืนทั้งหมดเป็นของนายวิทยา หรือแท็ก เทศขุนทศ ผู้ต้องหาที่หลบหนีอยู่ระหว่างติดตามตัวมาดำเนินคดี มีรายงานด้วยว่า ชุดสืบสวนยังยึดอาวุธปืนได้อีก 1 กระบอก ของ ส.อ.ธีระพงศ์ ช่อจำปี ผู้ต้องหาอีกคนยังจับกุมไม่ได้

แฉข่มขู่ลดหนี้ 120 ล้านเหลือ 20 ล้านบาท

พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ ผู้ช่วย ผบ.ตร. และ รรท.ผบช.ก.กล่าวว่า ผู้ต้องหา 2 คนอยู่ในทีมประนอมให้ลดหนี้สิน เหตุเกิดท้องที่ สน.วัดพระยาไกร โดยมีผู้ต้องหาที่เกี่ยวข้องอีก 5 คนดังกล่าว พนักงานสอบสวน ขออนุมัติหมายจับทั้งหมดแล้ว ชุดสืบสวน กก.สส. บก.น.5 ร่วมกับชุดสืบสวน สน.วัดพระยาไกร จับผู้ต้องหา 2 คนได้เมื่อคืนวันที่ 29 พ.ย. คดีดังกล่าวแตกต่างกับคดี สน.พระโขนง เนื่องจากลูกหนี้จ้างกลุ่ม ผู้ต้องหาไปประนอมหนี้ด้วยวิธีผิดกฎหมาย พาเจ้าหนี้นายบัณฑิต โชติวิทยะกุล อายุ 45 ปี ผู้เสียหายไปบีบบังคับให้ลดหนี้จากประมาณ 120 ล้านบาทให้เหลือ 20 ล้านบาท มีนายนพพร ศุภพิพัฒน์ อายุ 43 ปีเป็นลูกหนี้คู่กรณี ทำธุรกิจเกี่ยวกับพลังงานไฟฟ้ากว่า 10 ปี กลุ่มผู้ต้องหาจะได้ส่วนแบ่งร้อยละ 10 จากเงินที่ลดได้ ถ้าหนี้เหลือ 20 ล้านจะได้ส่วนแบ่ง 10 ล้านบาท ลูกหนี้ติดต่อผ่านทางนายชากานต์ วันเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินผู้ต้องหาคดีอาวุธปืน จากนั้นผู้ต้องหานัดไปเจรจาต่อ แต่เจ้าหนี้ไม่ยอมทำตามข้อตกลง จึงข่มขู่และข่มเหงแอบอ้าง กลุ่มผู้ต้องหามีเจ้าหน้าที่ทหาร 2 นาย และพลเรือน 1 คน ผู้ต้องหาที่เหลือ 3 คนมีบางรายติดต่อขอมอบตัวแล้ว

วอน “รองเต่า” มาให้การเพิ่ม กลัวเกิดอันตราย

ผู้สื่อข่าวถามถึงการติดตาม พ.ต.ท.ทรงรักษ์ ขุนศรี รอง ผกก.6 บก.ป.หรือ “รองเต่า” พยานปากเอกของคดี พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีต ผบช.ก. พล.ต.ท.ประวุฒิตอบว่า อยู่ระหว่างพยายามให้ผู้บังคับบัญชาเรียกตัวมาสอบสวนเพิ่มเติม จากเดิมเรียกตัวมาสอบแล้วให้กลับไป ถึงวันนี้เรียกตัวมาสอบปากคำเพิ่มแต่ไม่มา คาดว่าคงหลบหนีด้วยความกลัวหรือตกใจ ขอให้ พ.ต.ท.ทรงรักษ์ติดต่อมาด้วย ถ้าหลบหนีไปเกรงว่าจะเกิดอันตราย ขอให้ติดต่อผู้บังคับบัญชาที่ไว้ใจ ติดต่อหรือเข้ามาหาตนได้ทันที พ.ต.ท.ทรงรักษ์ อาจจะรู้เห็นในเส้นทางการส่งผลประโยชน์ที่อยู่ในขบวนการ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ เคยเข้ามาให้ปากคำอาทิตย์ที่แล้วไม่มีอะไรจึงให้ปล่อยตัวกลับไป ซึ่งเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์ แต่ขอไม่เปิดเผยเพราะเป็นเรื่องในสำนวน ทั้งนี้ได้ลงบันทึกประจำวันข้อมูลดังกล่าว ไว้แล้ว หากไม่เข้ามาพบเกิน 15 วัน จะมีโทษทางวินัยคือขาดราชการเกินกว่า 15 วัน ถ้าขาดโดยไม่มีเหตุอันควรก็จะถูกให้ออกจากราชการ

แจงถอดยศ “พงศ์พัฒน์” ต้องรอผลคดี

ถามว่า การถอดยศ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ และเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ถูกดำเนินคดีขณะนี้อยู่ขั้นตอนใด พล.ต.ท.ประวุฒิกล่าวว่า ยังไม่ได้มีการดำเนินการแต่อย่างใด ต้องให้เป็นไปตามสำนวนคดีด้วยว่า ดำเนินการไปถึงไหน พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. ยังไม่ได้สั่งตั้งคณะกรรมการเพื่อดำเนินการกรณีดังกล่าว ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง หลังจากนั้นถึงจะมีคณะกรรมการพิจารณาเรื่องการถอดยศ ต้องเป็นไปตามเงื่อนไข อย่างเงื่อนไขแรกต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกก็อยู่ในข่ายที่ถอดยศ ยังต้องไปดูเงื่อนไขดังกล่าวอีกหลายข้อว่าเข้าข่ายเงื่อนไขที่จะต้องถูกถอดยศต่อไป

วันอุ้มเหยื่อลดหนี้ถูกตำรวจจับไปสอบสวน

พ.ต.อ.เกียรติณรงค์ เฉลิมสุข ผกก.สน.วัดพระยาไกร กล่าวว่า คืนวันที่ 29 พ.ย. นายชลัชและนายณัฐนันท์ติดต่อชุดสืบสวน กก.สส.บก.น.5 ซึ่งพักอยู่ย่านดินแดง นัดหมายเข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ คดีดังกล่าวเกิดขึ้นวันที่ 23 มิ.ย.เวลาประมาณ 14.00 น. ผู้เสียหายพักอยู่ที่คอนโดริเวอร์เฮฟเว่น ถนนเจริญกรุง แขวงวัดพระยาไกร เขตบางคอแหลม จากการสอบปากคำพยานร้านค้าใกล้เคียงที่เกิดเหตุทราบว่า เห็นนายชากานต์มาดูลาดเลาตั้งแต่ช่วงเช้า กลุ่มผู้ต้องหาพยายามอุ้มผู้เสียหายแต่เกิดการยื้อยุดฉุดกระชาก มีชาวบ้านเห็นเหตุการณ์ค่อนข้างมากก่อนแจ้งตำรวจมาระงับเหตุ จากนั้นจึงนำตัวผู้อยู่ในเหตุการณ์ทั้งหมดไปสอบสวน ดำเนินคดีผู้ต้องหาส่วนหนึ่งคดีพกพาอาวุธปืน และมีบางส่วนไม่พบการกระทำความผิดจึงปล่อยตัวไป จากนั้นกลุ่มผู้ต้องหานัดผู้เสียหายไปพบกันที่ร้านอาหารอัญญา ย่านพุทธมณฑล เพื่อตกลงเจรจากันเองเพื่อประนอมหนี้อีกครั้งในวันเดียวกัน

สารภาพสิ้นไส้เคยก่อเหตุ 2 ครั้ง

ด้านนายชลัช โพธิราช ผู้ต้องหารับสารภาพว่า ตนรับจ้างขับรถให้นายชากานต์ ภาคภูมิ มีพี่ที่รู้จักพาไปสมัคร ทำมา 1 ปีกว่าแล้ว ได้เงินเดือน 8,000 บาท วันที่เกิดเหตุตนขับรถไปจอดอยู่นายชากานต์สั่งให้ตนขับรถไปเชิญตัวนายบัณฑิต โชติวิทยะกุล ผู้เสียหาย เพียงแค่จับมือและฉุดกระชากกันเท่านั้น เพื่อเอาขึ้นรถตามที่นายชากานต์สั่ง ได้ค่าจ้างประมาณ 4,000-5,000 บาทต่อคน ได้มาครั้งเดียว ตอนแรกยังไม่รู้ว่าเกี่ยวข้องกับใครบ้าง เคยเจอคนที่อยู่ในตระกูลอัครพงศ์ปรีชาบางครั้ง นายชากานต์ให้ขับรถไปด้วยจึงทำให้เห็นบุคคลดังกล่าว ได้ยินชื่อเรียกว่านายปื้ด หรือนายณรงค์ อัครพงศ์ปรีชา แต่คุยเรื่องอะไรกันหรือ แอบอ้างอะไรตนไม่ทราบ มีหน้าที่ขับรถอย่างเดียว แต่ช่วงเกิดเหตุ เห็นนายแท็ค หรือนายวิทยา เทศขุนทด เป็นคนทุบกระจก เคยทำแบบเดียวกันนี้มา 2 ครั้ง ครั้งที่ 2 ให้ขับรถไปรับคนแถววัดศรีเอี่ยม คนที่นายชากานต์บอกมาให้ตนไปรับกับคนอื่นอีก 2-3 คน ไม่ยอมออกมาพบ

รับผวาและรู้สึกแย่ที่โดนมาตรา 112

ถามว่าตอนนี้กลัวหรือไม่ นายชลัชตอบว่ากลัว ตอนแรกไม่รู้ว่าเขาไปพูดอะไรบ้าง กลัวเรื่องใหญ่ กลัวที่จะโดนจับออกหมายเรียก รู้สึกไม่ดีที่โดนแจ้งข้อหา ม. 112 แต่เท่าที่ทราบนายชากานต์รู้จักกับน้องหม่อม รู้แต่ที่เคยได้ยินเรียกชื่อว่า “พี่ปื้ด” ระหว่างที่ขับรถตู้ให้นายชากานต์ได้ยินเสียงแว่วเข้ามา โดยที่ไม่สนใจว่าพูดเรื่องอะไรอยู่ ไม่จำเป็นต้องทราบ ยืนยันในวันเกิดเหตุมีเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาจับอาวุธด้วย โดยที่ไม่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจคนใดเข้ามาทำร้ายหรือซ้อม ตนยอมรับทุกข้อกล่าวหา เพราะตนลงมือทำจริงในวันเกิดเหตุ ด้านนายณัฐนันท์กล่าวว่า ตนทำหน้าที่ขับรถ จยย.รับเอกสารและรับสารภาพทุกข้อกล่าวหา

ผู้ร่วมแก๊งอีก 2 คน ติดต่อมอบตัววันที่ 1 ธ.ค.

มีรายงานด้วยว่า นายนพพร ที่เป็นผู้จ้างวานให้กลุ่มผู้ต้องหามาก่อเหตุประนอมหนี้ยังให้การปฏิเสธ และไม่รู้จักกับกลุ่มผู้ต้องหาแต่อย่างใด นอกจากนี้มีผู้ต้องหา 2 คน คือ ส.อ.ณธกร ยาศรี และ ส.อ.ธีรพงศ์ ช่อจำปี จะเข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในวันที่ 1 ธ.ค. เวลา 13.00 น. ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล เพื่อรับทราบข้อกล่าวหาต่อไป ส่วนนายณัฐนันท์ ทานะเวช ชุดสืบสวนอยู่ระหว่างติดตามจับกุมตัว

คุมผู้ต้องหาไปชี้ร้านอาหารที่พาเหยื่อมาเจรจา

ต่อมาเมื่อเวลา 13.30 น. พ.ต.อ.เกียรติณรงค์ เฉลิมสุข ผกก.สน.วัดพระยาไกร นำกำลังเข้าตรวจสอบที่ร้านอาหารอัญญาเพลสเรสเตอรองต์ เลขที่ 152 หมู่ 5 ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม ซึ่งเป็นสถานที่ที่นายณัฐพลพร้อมพวกรวม 8 คน พานายบัณฑิต โชติวิทยะกุล ผู้เสียหายมาเจรจาตกลงให้ลดหนี้ให้กับนายนพพร ศุภพิพัฒน์ จากยอดหนี้ 120 ล้านบาท ให้เหลือเพียง 20 ล้านบาท กลุ่มผู้ต้องหาจะได้ค่าตอบแทนเป็นเงินร้อยละ 10 ของยอดหนี้ที่ลดได้ พ.ต.อ.เกียรติณรงค์กล่าวว่า วันนี้มาตรวจที่เกิดเหตุ ซึ่งกลุ่มผู้ต้องหามาพูดคุยเจรจาลดหนี้กับผู้เสียหาย โดยมีนายณัฐพล สุวะดี (อัครพงศ์ปรีชา) นายชากานต์ ภาคภูมิและนายณรงค์ สุวะดี (อัครพงศ์ปรีชา) นั่งเจรจากับนายบัณฑิตภายในร้าน ขณะที่นายณัฐนันท์ ทานะเวชและนายชลัช โพธิราช ผู้ต้องหาที่เข้ามอบตัวเดินทางมาด้วย

เจรจาใกล้สถานที่สำคัญเพื่อแอบอ้าง

“ทั้งนี้ ระหว่างการเจรจากลุ่มผู้ต้องหามีการข่มขู่ผู้เสียหาย โดยการแอบอ้างเบื้องสูง แต่ในที่สุดไม่สามารถเจรจาตกลงกันได้ ส่วนที่นัดมาที่ร้านอาหารแห่งนี้ เพราะใกล้กับสถานที่สำคัญ ต้องการแสดงตัวให้ผู้เสียหายรู้ว่าตัวเองเป็นใคร ล่าสุด ส.อ.ณธกร ยาศรี และ ส.อ.ธีรพงษ์ ช่อจำปี ผู้ต้องหาที่เหลือในคดีนี้ ได้ติดต่อเข้ามอบตัวในช่วงบ่าย วันที่ 1 ธ.ค.นี้ ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล จึงเหลือผู้ต้องหาเพียงรายเดียวคือ นายวิทยา เทศขุนทด ที่ตรวจสอบประวัติครอบครองอาวุธปืนถึง 3 กระบอก ซึ่งเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างติดตามตัวมาดำเนินคดีอย่างระมัดระวัง” ผกก.สน.วัดพระยาไกรกล่าว

เตรียมเอาผิดอดีตผู้บังคับบัญชาที่รับส่วย

ที่ สตช. พล.ต.ต.ประวุฒิ ถาวรศิริ ผู้ช่วย ผบ.ตร. และ รรท.ผบช.ก.กล่าวว่า การสืบสวนสอบสวนในเรื่องการเรียกรับผลประโยชน์ต้องหาความเชื่อมโยงมีใครโยงใยเกี่ยวข้องการเรียกเก็บส่วย รับส่วย และส่งส่วยให้เครือข่าย พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีต ผบช.ก. จะดำเนินการทั้งคนเก็บรวบรวมและคนที่รับผลประโยชน์จากส่วยทุกประเภท มีทั้งนายตำรวจที่อยู่ในตำแหน่ง อดีตผู้บังคับบัญชาที่มีส่วนได้รับผลประโยชน์ นโยบายของ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร.กำชับให้ดำเนินการกับผู้ที่เป็นระดับหัวของกลุ่มเพื่อหยุดยั้งขบวนการทุจริตทุกประเภท ทั้งการซื้อขายตำแหน่ง การค้าน้ำมันเถื่อน การแอบอ้างเรียกรับผลประโยชน์จากบ่อนการพนันและสถานบริการผิดกฏหมาย การอุ้มเรียกค่าคุ้มครองหรือรับจ้างทวงหนี้ ซึ่งเป็นเครือข่ายการกระทำผิดกฎหมายทั้งหมด ซึ่งในการสืบสวนทางลับ พยานหลักฐานที่ได้จากผู้ต้องหา และพยานปากสำคัญที่เกี่ยวข้องมีความเชื่อมโยงนายตำรวจอีกหลายนายที่มีส่วนเกี่ยวข้องเป็นชุดเฉพาะกิจ ใช้อำนาจหน้าที่เรียกเก็บผลประโยชน์เพื่อส่งต่อให้ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์อาจจะเรียกตัวเข้ามาสอบปากคำและดำเนิน คดี หากได้พยานหลักฐานครบถ้วน ผู้ใดที่เกี่ยวข้องจะแยกดำเนินการตามความผิด ทั้งทางวินัยและคดีอาญา รวมทั้งโยกย้ายตำแหน่งหน้าที่เพื่อไม่ให้สัมผัสใกล้ชิดประชาชน

รื้อตำรวจน้ำเพราะรับส่วยทุกตำแหน่ง

พล.ต.ท.ประวุฒิกล่าวอีกว่า ส่วนการรับผลประโยชน์ของเจ้าหน้าที่ตำรวจน้ำ เป็นปัญหาใหญ่ที่ต้องรีบดำเนินการแก้ไขปัญหาเพื่อไม่ให้เกิดกระทบต่อเศรษฐกิจภาพรวมของประเทศ กับการประกอบธุรกิจของขบวนการค้าน้ำมันผิดกฎหมาย ทั้งในน่านน้ำอาณาเขตประเทศไทยและนอกพื้นที่อาณาเขตประเทศ ไทย เป็นเหมือนทำเนียมปฏิบัติของตำรวจน้ำในการรับส่วยแต่ละตำแหน่ง ที่มีกลุ่มพ่อค้าจ่ายเป็นรายเดือนมาโดยตลอด ต้องมีการรื้อระบบแบบนี้ปล่อยไว้ไม่ได้ และโยกย้ายตำรวจที่มีส่วนเกี่ยวข้อง บางคนเข้าไปอยู่วงในจนร่วมเป็นหุ้นส่วนของกลุ่มพ่อค้าน้ำมันผิดกฎหมาย มีการใช้ตำแหน่งกดดันและสนับสนุนให้กับผู้ค้าน้ำมันเถื่อน ในการสืบสวนทางลับมีเจ้าหน้าที่ทุกหน่วยเข้ามาเกี่ยวข้องผลประโยชน์มหาศาล จะต้องดำเนินการอย่างเด็ดขาด ไม่งั้นจะเป็น การเอื้อประโยชน์ให้กับเครือข่ายค้าน้ำมันผิดกฎหมายอย่างไม่มีวันจบสิ้น

ชื่อสกุลเดิมคือ “สุวะดี” ไม่ใช่ “เกิดอำแพง”

ต่อมา พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า จากกรณีที่กองกิจการในพระองค์ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยาม มกุฎราชกุมาร ขอยกเลิกชื่อสกุลพระราชทาน “อัครพงศ์ปรีชา” โดยให้ผู้ที่ใช้สกุลพระราชทานนี้ในปัจจุบันกลับไปใช้ชื่อสกุลเดิม เบื้องต้นได้รับแจ้งว่าชื่อสกุลเดิมคือ “เกิดอำแพง” แต่เมื่อได้ตรวจสอบอย่างละเอียดพบว่าชื่อสกุลเดิมคือ “สุวะดี”

“สมยศ” ย้ำลุยล้างตำรวจรับส่วย

พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร.กล่าวว่า ที่ผ่านมามีการเรียกรับผลประโยชน์หลายประเภท ทั้งบ่อนการพนัน เครือข่ายน้ำมันผิดกฎหมาย การละเมิดลิขสิทธิ์ และการซื้อขายตำแหน่ง กรณี พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีต ผบช.ก.เป็นกรณีตัวอย่างให้ตำรวจและเจ้าหน้าที่ของรัฐได้คิดทบทวนว่า หากคิดใช้อำนาจหน้าที่กระทำผิดกฎหมาย ไม่ว่าจะใหญ่แค่ไหนก็มีสิทธิถูกจับกุมดำเนินคดีอาญา ที่ผ่านมาไม่รู้ว่าผู้บังคับบัญชาคนอื่นคิดอย่างไร แต่ในยุคนี้ได้ย้ำกับตำรวจทุกครั้ง จะต้องปรับเปลี่ยนวิธีคิดและการทำงานให้อยู่ในกรอบของกฎหมาย ทำหน้าที่ด้วยความยุติธรรม เพื่อให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่น ศรัทธาตำรวจ ทำให้ประชาชนรัก จำเป็นต้องดำเนินการ กับตำรวจที่ฝ่าฝืนกฎหมาย เอารัดเอาเปรียบพี่น้องประชาชน คิดแต่ฉกฉวยหาประโยชน์ใส่ตัวโดยไม่คิดถึงความเสื่อมเสียองค์กรส่วนรวม ขอยืนยันยุคนี้จะไม่ปล่อยให้มีตำรวจทำผิดกฎหมายลอยนวล หากมีพยานหลักฐานจะดำเนินคดีอาญาและวินัยร้ายแรง แต่ถ้าไม่มีพยานหลักฐานแต่มีข้อมูลเชื่อได้ว่าเกี่ยวข้อง จะมีคำสั่งช่วยราชการปรับย้ายให้พ้นตำแหน่ง เพื่อไม่ให้สร้างความเสื่อมเสียกับตำรวจส่วนใหญ่ที่ตั้งใจทุ่มเทเสียสละทำงาน จะทำทุกอย่างตรงไปตรงมา ไม่มียัดเยียดหรือกลั่นแกล้ง ทุกอย่างว่ากันไปตาม พยานหลักฐาน

“รองเต่า” หายไปตั้งแต่วันที่ 24 พ.ย.

ที่ บก.ป. พ.ต.อ.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ ผกก.6 บก.ป. กล่าวถึงกรณี พ.ต.ท.ทรงรักษ์ ขุนศรี รอง ผกก.6 บก.ป.หรือรองเต่า หายตัวไปหลังจาก พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ ผช.ผบ.ตร.รรท.ผบช.ก.มีหนังสือให้มารายงานตัวกับ พ.ต.อ.อัคราเดช พิมลศรี รรท.ผบก.ป.ว่า หลังจากที่ พ.ต.ท.ทรงรักษ์กลับมาจากไปราชการที่ประเทศสหรัฐฯ กองปราบปรามมีคำสั่งให้ พ.ต.ท.ทรงรักษ์ ขุนศรี ต้องเข้ามารายงานตัวที่ทำงานทุกวัน โดยเซ็นชื่อเข้าออกทุกครั้ง ทั้งนี้หลังจากที่ได้มีหมายเรียกจากกองบัญชาการสอบสวนกลาง ปรากฏว่า พ.ต.ท.ทรงรักษ์ขาดการติดต่อไม่เข้ามาที่ทำงานอีกเลย ครั้งสุดท้ายที่เข้ามาคือเมื่อวันจันทร์ที่แล้ว ผู้บังคับบัญชาและเพื่อนที่ทำงานต่างพยายามติดต่อ แต่ไม่สามารถติดต่อได้ ความรู้สึกส่วนตัวเป็นห่วงในฐานะที่เป็นรุ่นน้องและผู้ใต้บังคับบัญชา อยากให้รองทรงรักษ์เข้าพบกับผู้บังคับบัญชา เสียดายอนาคตเป็นอย่างมาก เพราะรองทรงรักษ์ถือเป็นคนที่มีความรู้ความสามารถคนนึง

ต่างประเทศตีข่าวยกเลิกนามสกุลพระราชทาน

ด้านสำนักข่าวต่างประเทศ เว็บไซต์ “บีบีซี นิวส์” ของบรรษัทกระจายเสียงและแพร่ภาพแห่งอังกฤษ(บีบีซี) รายงานเมื่อ 29 พ.ย.ว่า สำนักงานราชเลขานุการในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร ขอให้รัฐบาลยกเลิกชื่อสกุลพระราชทานของครอบครัวของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายา การขอให้ยกเลิกชื่อสกุลมีขึ้นหลังจากญาติผู้ใกล้ชิดของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายา 7 คนถูกจับกุม ในปฏิบัติการกวาดล้างบรรดาเจ้าหน้าที่รัฐซึ่งถูกกล่าวหาว่าพัวพันกับการคอร์รัปชัน

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้