ข่าว
100 year

ปรับยุทธศาสตร์ประมงไทย ฝ่าวิกฤติพิพาทละเมิดน่าน้ำสากล

ทีมเศรษฐกิจ1 ธ.ค. 2557 05:01 น.
SHARE

เศรษฐกิจไทยในปี 2557 ถือเป็นช่วงที่ “ไม่ค่อยสดใส”

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) คาดว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของไทยปีนี้จะเติบโตเพียง 1% โดยที่ภาวะการส่งออกไทยยังซึมเซา กระทรวงพาณิชย์คาดหมายว่าการขยายตัวภาคส่งออกไม่เกิน 1%

ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว “อุตสาหกรรมประมงไทย” ซึ่งเป็นแหล่งสร้างรายได้จากการส่งออกเข้าสู่ประเทศปีละประมาณ 270,000 ล้านบาท และมีการจ้างงานในประเทศอย่างน้อย 1 ล้านคน ซึ่งเป็นฟันเฟืองหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ก็กำลังประสบมรสุมปัญหาท้าทายมาแทบตลอดปี

โดยภาพรวมสินค้าประมงไทยได้รับหางเลขไปเต็มๆ หลังจากกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ปรับลดอันดับการค้ามนุษย์ของประเทศไทยจากระดับเทียร์ 2 วอตช์ ลิสต์ (Tier 2 Watch List) ลงสู่ระดับต่ำสุดหรือเทียร์ 3 (Tier 3) โดยใช้ข้ออ้างโจมตีปัญหาการค้ามนุษย์ในอุตสาหกรรมประมงไทย โดยเฉพาะในสินค้ากุ้ง ซึ่งวันนี้ยังถูกสหรัฐฯจับขึ้นบัญชีดำเป็นสินค้าเฝ้าระวัง

ประมงไทย

ขณะที่หันมอง “การทำประมงนอกน่านน้ำไทย” หรือการทำประมงในทะเลต่างประเทศ ซึ่งมีความสำคัญอย่างมาก เพราะสร้างผลผลิตสินค้าประมงให้ไทยได้เฉลี่ยปีละ 1 ล้านตัน หรือคิดเป็น “ครึ่งหนึ่ง” ของปริมาณการส่งออกสินค้าประมงปีละประมาณ 2 ล้านตัน ก็เผชิญกับอุปสรรคใหม่ในการเข้าไปจับปลาในต่างประเทศ

ถือเป็นประเด็นร้อนที่สุดขณะนี้ นั่นคือ ข้อพิพาทจากการทำผิดกฎหมายในน่านน้ำของอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นแหล่งจับปลาที่สำคัญ

โดยลูกเรือชาวไทยสังหารเจ้าหน้าที่อินโดนีเซีย 2 นายเสียชีวิตกลางทะเล แม้ทางการไทยจะคลี่คลายคดี จับกุมผู้กระทำความผิดจนทางการอินโดนีเซียพอใจและยอมให้เรือประมงไทยที่มีใบอนุญาตกลับเข้าไปทำประมงได้

กุ้ง

แต่ล่าสุด ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหม่กำลังเกิดขึ้นกับการประมงนอกน่านน้ำไทยอีกครั้ง หลังจากอินโดนีเซียประกาศจัดระเบียบการประมงในทะเลครั้งใหม่ โดยการประกาศระงับการออกใบอนุญาตทำประมงและระงับการต่อใบอนุญาตให้แก่เรือประมงที่เข้าไปทำในน่านน้ำอินโดนีเซีย

ที่สร้างความฮือฮาคือ การนำกฎหมาย “ยิงและจม” (Shoot and Sink) ซึ่งให้อำนาจเจ้าหน้าที่อินโดนีเซียจมเรือประมงที่ลอบเข้าน่านน้ำผิดกฎหมาย กลับมาบังคับใช้อย่างเข้มงวดอีกครั้ง โดยในเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา มีการจับกุมเรือประมงไทยไปแล้ว 5 ราย

“ทีมเศรษฐกิจ” ได้พูดคุยกับ “ชวลิต ชูขจร” ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อคลี่ปมสถานการณ์ร้อนและอุปสรรคของการทำประมงนอกน่านน้ำไทย ให้ทุกฝ่ายได้เข้าใจสถานการณ์ และเตรียมตัวรับมือกัน ดังต่อไปนี้

ประมงไทยตระเวนทั่วอาเซียน

“จุดเริ่มต้นการประมงนอกน่านน้ำของไทย เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 50 ปีก่อน จากความร่วมมือระหว่างประเทศไทยกับเยอรมนี โดยการจัดทำสัญญาทวิภาคี ไทย–เยอรมนี เกี่ยวกับความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวิชาการ ซึ่งเยอรมนีได้ให้ความช่วยเหลือพัฒนาการประมงทะเลไทย”
ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กล่าวว่า เทคโนโลยีใหม่ที่เยอรมนีถ่ายทอดให้ประเทศไทยในขณะนั้น คือ การนำเรืออวนลากเข้ามาใช้ในการทำการประมง และอบรมคนไทยให้สามารถใช้งานเรืออวนลากได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะขณะนั้นเครื่องมือการประมงไทยยังเป็นเครื่องมือขนาดเล็ก และเคลื่อนย้ายไม่ได้ เช่น โป๊ะ หรือโพงพาง ซึ่งมีประสิทธิภาพในการจับสัตว์น้ำค่อนข้างต่ำ

การใช้เรืออวนลากแทนเครื่องมือประมงแบบเก่า ในช่วงที่ทะเลไทยยังมีความอุดมสมบูรณ์สูง ทำให้สามารถจับสัตว์น้ำได้มากเป็นกอบเป็นกำ จำนวนประชากรเรืออวนลากจึงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จาก 99 ลำ ในปี 2503 เพิ่มขึ้น 27 เท่า เป็น 2,695 ลำ ในปี 2509 ขณะที่ปัจจุบันมีเรือที่ขึ้นทะเบียนอยู่กับกรมประมงทั้งสิ้นประมาณ 42,000 ลำ การพัฒนาอย่างรวดเร็วนี้มีส่วนผลักดันให้เรือประมงไทยเริ่มกระจายตัวออกไปทำการประมงในน่านน้ำของประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียง ทั้งพม่า กัมพูชา เวียดนาม และมาเลเซีย

การประมงนอกน่านน้ำของไทย

อย่างไรก็ดี แม้ว่าเรือประมงไทยได้ออกไปทำประมงในน่านน้ำประเทศเพื่อนบ้าน แต่ช่วงเวลานั้นข้อพิพาท หรือการจัดการกับเรือประมงไทย ด้วยมาตรการรุนแรงแทบไม่เกิดขึ้น

เพราะเป็นยุคของการทำประมงเสรีภายใต้เขตทะเลหลวง แต่ละประเทศยังไม่ได้กำหนดขอบเขตน่านน้ำการประมงเป็นพื้นที่เฉพาะของตัวเอง
ดังนั้น ด้วยเทคโนโลยีเรือประมงไทยที่ก้าวหน้ากว่าประเทศเพื่อนบ้าน ขอบเขตการทำประมงไทยจึงยิ่งขยายพื้นที่ออกไป จนครอบคลุมภูมิภาคอินโดจีน และบางส่วนไปทำประมงไกลถึงแถบเอเชียใต้

จุดเริ่มต้นข้อพิพาทในทะเล

นายชวลิตกล่าวว่า จุดเปลี่ยนที่สำคัญครั้งแรกของอุตสาหกรรมประมงคือ การสิ้นสุดลงของการทำการประมงโดยเสรี จนกระทั่งมีการประกาศเขตเศรษฐกิจจำเพาะ 200 ไมล์ทะเล ซึ่งตามประกาศฉบับดังกล่าว ทำให้ทุกประเทศสามารถกำหนดอาณาเขตทางทะเลของตัวเองได้ และมีอำนาจเต็มในการอนุรักษ์และจัดการทรัพยากรประมงในเขตทางทะเลของตัวเอง

“ประกาศเขตเศรษฐกิจจำเพาะ 200 ไมล์ทะเล ส่งผลกระทบทันทีกับกองเรือประมงไทย เพราะพื้นที่ในการทำประมงลดลง ไม่สามารถเข้าไปทำประมงในน่านน้ำของประเทศอื่นได้อย่างเสรีอีกต่อไป หากยังทำอยู่ก็จะมีความผิด เป็นการลักลอบทำประมงผิดกฎหมายของต่างประเทศ”
ช่วงเปลี่ยนผ่านนี้เอง ทำให้ได้เห็นข้อพิพาทและการจับกุมเรือประมงไทยในน่านน้ำต่างประเทศบ่อยครั้ง กองเรือประมงไทยส่วนหนึ่งต้องเดินทางกลับมากระจุกตัวทำประมงในทะเลไทย ผลผลิตประมงลดลง และยังเกิดข้อพิพาทกันเองระหว่างเรือขนาดใหญ่กับเรือประมงขนาดเล็ก เพราะแย่งกันจับปลา

จับสัตว์น้ำได้มาก

นอกจากความขัดแย้งกันเองของเรือประมงไทย การที่เรือจำนวนมากกลับมากระจุกตัวกันอยู่ในทะเลเขตเศรษฐกิจจำเพาะของไทย มีส่วนทำให้ทรัพยากรประมงเสื่อมโทรมลง เพราะมีการทำประมงเกินกว่าความสามารถของสัตว์น้ำที่เกิดขึ้นมาทดแทนในธรรมชาติ จำนวนเรือประมงมีมากเกินกว่าที่ทะเลจะรองรับได้

ทั้งนี้ จากการสำรวจของกรมประมงในปี 2556 พบว่าปริมาณการจับสัตว์น้ำต่อหน่วยการประมงในอ่าวไทยอยู่ที่ 14.68 กิโลกรัม (กก.) ต่อชั่วโมง ลดลง 19.14% จากปี 2555 ซึ่งลดลงมาต่อเนื่อง 2-3 ปีติดต่อกัน เช่นเดียวกับทะเลอันดามันปริมาณการจับสัตว์น้ำต่อหน่วยในปี 2556 อยู่ที่ 32.04 กก.ต่อชั่วโมงลดลง 11.35% จากปี 2555

ทำให้ภาครัฐและเอกชนไทยต้องเริ่มเจรจากับต่างประเทศ โดยตกลงให้ทำประมงร่วมกัน ทั้งนี้ เพื่อผ่องถ่ายเรือประมงจำนวนมากในประเทศให้มีพื้นที่ทำประมงในประเทศเพื่อนบ้านได้

โดยปัจจุบันมีแหล่งการทำประมงในทะเลต่างประเทศแบ่งออกเป็น 4 ภูมิภาคใหญ่ๆ ประกอบด้วย 1.ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ พม่า มาเลเซีย อินโดนีเซีย กัมพูชา และเวียดนาม 2.ภูมิภาคเอเชียใต้ ได้แก่ บังกลาเทศ และอินเดีย 3.ภูมิภาคตะวันออกกลาง ได้แก่ เยเมน อิหร่าน และโอมาน และ 4.ภูมิภาคแปซิฟิก ได้แก่ ปาปัวนิวกินี

“สถานการณ์ประมงจึงกลายเป็นว่าทุกประเทศมีขอบเขตทะเล และทรัพยากรสัตว์น้ำเป็นของตัวเอง ดังนั้น มีความจำเป็นที่ประมงไทยต้องรับฟังกติกาของประเทศที่เป็นเจ้าของทะเล และปฏิบัติตามกฎหมายของแต่ละประเทศ ในฐานะที่เราเข้าไปใช้ประโยชน์จากเจ้าของพื้นที่ และนี่คือหลักปฏิบัติทางการประมงในทุกวันนี้ เพื่อลดข้อขัดแย้ง และความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นกับเรือประมงไทย และลูกเรือไทย”

ประมงไทยต้องปรับตัว

นายชวลิตกล่าวว่า หลังจากที่ทุกฝ่ายได้ปรับตัว หลังการประกาศใช้เขตเศรษฐกิจจำเพาะ 200 ไมล์ทะเล ข้อพิพาทในทะเลที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งก็ลดลง หลายประเทศเปิดให้กองเรือต่างชาติเข้าไปทำประมงในน่านน้ำของตัวเองได้ วิธีการอนุญาตเริ่มต้นตั้งแต่วิธีง่าย เช่น การให้สิทธิ์การทำประมง โดยขายใบอนุญาตให้แก่เรือต่างประเทศ ซึ่งวิธีการนี้เป็นวิธีการแรกๆของประเทศต่างๆ เพราะทำได้ง่าย และมีเงินเข้ารัฐทันที เพราะแค่ขายใบอนุญาตให้ต่างประเทศเข้ามาจับปลาในทะเลของตัวเองออกไปเท่านั้น

ต่อมาวิธีการให้ใบอนุญาตเริ่มซับซ้อนขึ้น เพราะเจ้าของทะเลต้องการให้เรือต่างชาติที่เข้ามาจับปลาถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านการประมงให้แก่ตนด้วย ยกตัวอย่างเช่น อินโดนีเซียแม้จะมีอาณาเขตทางทะเลกว้างใหญ่ แต่ผลผลิตประมงส่วนใหญ่มาจากการทำประมงชายฝั่ง หรือในทะเลระยะใกล้ จึงเริ่มใช้วิธีออกระเบียบให้เรือต่างชาติเข้ามาร่วมทุน (Joint Venture) กับธุรกิจประมงท้องถิ่นของตัวเอง โดยอาจกำหนดให้มีการพัฒนาโรงงานแปรรูปสินค้าประมง ห้องเย็น และการบริหารแรงงานประมง เป็นต้น

ส่วนวิธีการสุดท้าย ที่ยังเป็นที่นิยมในการทำประมงร่วมกันในน่านน้ำต่างประเทศคือ การขายเรือประมงไปให้แก่คู่สัญญาในต่างประเทศ เพื่อเปลี่ยนสัญชาติเรือเป็นของประเทศนั้น เพื่อให้สามารถเข้าไปทำประมงได้ โดยปัจจุบันมีเรือไทยที่ขึ้นทะเบียนกับกรมประมงจำนวน 178 ลำ เพื่อออกไปทำประมงร่วมกับต่างประเทศ โดยมีแหล่งทำการประมงคือ อินโดนีเซีย 120 ลำ บังกลาเทศ 6 ลำ และปาปัวนิวกินี 52 ลำ
ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯประเมินว่าจำนวนเรือประมงนอกน่านน้ำไทย มีมากกว่าที่มาขึ้นทะเบียนไว้ 178 ลำ เพราะเรือประมงทั้งระบบมีมากถึง 42,000 ลำ ซึ่งขณะนี้ยังไม่สามารถระบุแน่ชัดได้ว่าเรือประมงนอกน่านน้ำไทย มีจำนวนเท่าไร เนื่องจากวิธีการร่วมทุนและเปลี่ยนสัญชาติเรือไปมา ทำให้ไม่สามารถนับจำนวนเรือได้ชัดเจน ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่กรมประมงไทยได้ประสานไปยังมาเลเซียและอินโดนีเซีย เพื่อขอจำนวนเรือไทยที่เปลี่ยนสัญชาติไป แต่ยังไม่ได้รับการตอบกลับมา

“วิธีการทั้งหมดนี้ มีส่วนช่วยลดความขัดแย้งและข้อพิพาทระหว่างเรือไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน ถ้าเอกชนไทย เรือไทยดำเนินการตามกฎหมายของประเทศเจ้าของทะเล เชื่อว่าปัญหาที่เกิดขึ้นก็จะลดน้อยลง ซึ่งระยะหลังเอกชนไทยมีความสามารถเข้าไปเจรจาขออนุญาตทำประมงกับภาครัฐของต่างประเทศได้เอง”

เกาะติดนโยบายทะเลอิเหนา

ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กล่าวว่า การทำประมงนอกน่านน้ำโดยไม่ให้เกิดข้อขัดแย้งกับประเทศเจ้าของทะเล นอกจากจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายของแต่ละประเทศแล้ว

ยังต้องคอยติดตามให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนแปลงด้านกฎระเบียบและนโยบายทางทะเลด้วย เพราะอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา
ยกตัวอย่างกรณีล่าสุด ทางการอินโดนีเซีย ในฐานะเป็นแหล่งประมงนอกน่านน้ำที่สำคัญและไทยต้องให้ความสนใจ เพราะมีเรือไทยเข้าไปทำประมงมากถึง 1,000-1,500 ลำ โดยอินโดนีเซียมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลชุดใหม่ และมีนโยบายจัดระเบียบด้านการประมงในด้านต่างๆ ตั้งแต่การออกใบอนุญาตทำการประมง ขณะนี้ทางการอินโดนีเซียได้ระงับการออกใบอนุญาตทำประมงใหม่และระงับการต่ออายุใบอนุญาตเดิม ซึ่งปกติจะสิ้นสุดในเดือน มี.ค.ของทุกปี แต่ขณะนี้ยังไม่มีรายละเอียดที่ชัดเจนว่าระบบใบอนุญาตใหม่จะออกมาอย่างไร

ในระหว่างนี้ อินโดนีเซียได้นำกฎหมายยิงและจม (Shoot and Sink) ที่ประกาศใช้มานานแล้วกลับมาบังคับใช้ให้เข้มงวดยิ่งขึ้น ซึ่งบางครั้งการปฏิบัติตามกฎหมายดังกล่าวอาจมีความเข้มงวดและรุนแรง อย่างกรณีที่เคยเกิดขึ้นในอดีตและยังเป็นที่โต้แย้งจากประเทศต่างๆ ว่ารุนแรงเกินไปหรือไม่ เช่น ทางการอินโดนีเซียยิงสกัดเรือประมงเวียดนามที่เข้าน่านน้ำผิดกฎหมาย หรือเรือประมงไทยที่เข้าน่านน้ำผิดกฎหมาย ลูกเรือถูกจับกุมนำตัวขึ้นฝั่ง ส่วนตัวเรือถูกนำออกไปจมกลางทะเล เป็นต้น

ทั้งนี้ แต่ละประเทศมีการดำเนินการต่อเรือต่างชาติที่ลักลอบเข้ามาในน่านน้ำไม่เหมือนกัน เช่น ไทยหากตรวจพบเรือต่างชาติลักลอบเข้ามาตามตะเข็บน่านน้ำก็จะผลักดันเรือเหล่านั้นออกไป ถ้าพบใกล้ฝั่งก็จะจับดำเนินคดีตามกฎหมายเข้าเมืองของไทย ในอดีตอินโดนีเซียเคยใช้กฎหมายยิงและจมเรืออย่างเข้มงวด

แต่เมื่อมีการโต้แย้งจากต่างประเทศรัฐบาลอินโดนีเซียก็รับฟัง และได้ผ่อนปรนมากขึ้น เพื่อไม่ให้กระทบกับความสัมพันธ์ เพียงแต่ช่วงนี้เมื่อมีการจัดระเบียบภายใน จึงนำออกมาบังคับใช้เข้มงวดอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ทุกประเทศจำเป็นต้องให้ความเคารพ ปรับตัว และปฏิบัติตามระเบียบของเจ้าของพื้นที่อย่างเคร่งครัด

นอกจากนี้ รัฐบาลกลางอินโดนีเซียจะดึงอำนาจในเรื่องของการประมงที่ให้สิทธิ์ต่างๆกับรัฐบาลท้องถิ่นกลับมาไว้ที่รัฐบาลกลาง ซึ่งล่าสุด รมว.กิจการทางทะเลและประมงอินโดนีเซีย ได้เชิญเอกอัครราชทูตของประเทศที่มีเรือประมงทำการประมงในน่านน้ำอินโดนีเซีย ได้แก่ ประเทศไทย เวียดนาม ออสเตรเลีย ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย เข้าหารือเกี่ยวกับนโยบายดังกล่าว

ส่วนในประเทศไทย สถานทูตอินโดนีเซียได้จัดการประชุม และเชิญภาคเอกชนด้านประมงไทยเข้ารับฟังนโยบายการประมงใหม่เมื่อวันที่ 28 พ.ย.ที่ผ่านมา เพื่อให้ทุกฝ่ายได้ปฏิบัติตามระเบียบให้ถูกต้องตรงกัน รวมทั้งป้องกันปัญหาความขัดแย้ง

“จะเห็นว่าทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายทางทะเล อาจมีรายงานเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้นบ่อยครั้ง แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งที่ทุกฝ่ายปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมและกฎระเบียบใหม่ได้แล้ว ข้อพิพาทต่างๆ ก็จะลดจำนวนลงไป คล้ายกับที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายของหลายประเทศปัจจุบัน แต่เชื่อว่าที่สุดแล้วภาคประมงไทยจะสามารถปรับตัวได้ เช่นเดียวกับครั้งที่ผ่านมา”

ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กล่าวย้ำว่า ทุกประเทศมีสิทธิ์ในการออกกฎระเบียบเพื่อบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลของตัวเอง

ดังนั้น ไทยในฐานะที่มีเรือเดินทางออกไปทำประมงนอกน่านน้ำจำนวนมาก จำเป็นจะต้องติดตามสถานการณ์ปรับตัว เพื่อปฏิบัติตามระเบียบของแต่ละประเทศ

โดยเฉพาะแหล่งประมงในพม่า มาเลเซีย อินโดนีเซีย และกัมพูชา ซึ่งเป็นแหล่งประมงต่างประเทศที่สำคัญของไทย

ทั้งนี้ ไม่ใช่เพียงเพื่อลดความขัดแย้งรุนแรง แต่เพื่อการรักษาแหล่งทรัพยากรประมงไว้ร่วมกัน!!

ทีมเศรษฐกิจ

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

สกู๊ปเศรษฐกิจทีมเศรษฐกิจประมงไทยน่านน้ำไทยสหรัฐฯค้ามนุษย์กุ้งทะเลหลวง

ข่าวแนะนำ

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้