ข่าว
100 year

เลือกตั้งใน1ปี ‘บิ๊กตู่’ยัน ตามโรดแม็ป

ทีมข่าวหน้า129 พ.ย. 2557 08:38 น.
SHARE

ซัดลุงหมายมโน มติสนช.ไม่ให้‘ปู’ ยื่นหลักฐานเพิ่ม

“ประยุทธ์” ย้ำความ ตั้งใจเดินตามโรดแม็ป 1 ปีมีเลือกตั้ง ชี้ “สมหมาย” มโนไปเอง เลื่อนไปกลางปี 2559 ลั่นทุกอย่างเสร็จสิ้นเรียบร้อยพรุ่งนี้ก็พร้อมเลือกตั้ง รับจะนั่งเป็นประธานสางทุจริตด้วยตัวเอง เดือดสื่อจ้องเขียนด่า ไม่ให้กำลังใจ วอนขอความเป็นธรรมก็พอไม่ต้องเชียร์ เตือนพวกโพสต์ล้ำเส้นเจอ ก.ม.แน่ ลั่นทำงานมา 6 เดือนมากกว่าคนทำ 6 ปี สนช.ถกวาระถอดถอน “ยิ่งลักษณ์” ละเลยทุจริตโครงการจำนำข้าว ปิดประตูตายไม่อนุญาตยื่นหลักฐานเพิ่มเติม นัดเปิดสำนวนคดี 9 ม.ค.58 ทนายยังมั่นใจไม่โดนสอย ขณะที่พรรคเพื่อไทยเปิดตัวหนังสือ “ฟังชาวนาบ้าง”

หลังจากที่นายสมหมาย ภาษี รมว.คลัง ออกมาระบุว่าการเลือกตั้งของประเทศไทยอาจต้องเลื่อนไปเป็นปี 2559 ขัดกับโรดแม็ปของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ( คสช.) ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. คาดการณ์ว่าจะจัดขึ้นได้ภายในเดือน ต.ค.2558 นั้น ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ได้ชี้แจงว่า เป็นเพียงการประมาณการของนายสมหมายเท่านั้น

นายกฯแจงผลเยือนลาว—เวียดนาม

เมื่อเวลา 12.20 น. วันที่ 28 พ.ย. ที่ท่าอากาศยาน 2 บน.6 ดอนเมือง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังเดินทางกลับจากการเยือนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม อย่างเป็นทางการว่า การเดินทางไปครั้งนี้เรียบร้อยดี มีการหารือเรื่องการลงนามสัญญา MOU ด้านการท่องเที่ยววัฒนธรรม และติดตามความก้าวหน้าของรัฐบาลชุดที่ผ่านมาว่าเคยทำอะไรไปแล้วบ้าง เพื่อเตรียมสานงานต่อจากเดิมและคิดหาโครงการใหม่ๆเพื่อดำเนินการ โดยปีหน้าความร่วมมือจะเน้นการทำงานด้านสังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และการท่องเที่ยว เป็นหลัก นอกจากนี้ยังหารือเรื่องความมั่นคงระดับประเทศ ในฐานะที่ไทยเป็นผู้ประสานงานอาเซียน เพื่อให้มีความปลอดภัยและเกิดประโยชน์มากที่สุด รวมทั้งหารือเพื่อเตรียมการจัดประชุมสุดยอดผู้นำแผนงานการพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง 6 ประเทศ ที่ไทยจะเป็นเจ้าภาพ จัดการประชุม ระหว่างวันที่ 19-20 ธ.ค.2557 นี้

ลต.กลางปี 59 “สมหมาย” มโนเอง

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวถึงกรณีที่นายสมหมาย ภาษี รมว.คลัง ระบุการเลือกตั้งอาจจะมีขึ้นกลางปี 2559 ว่า เป็นการประมาณการของท่าน จะกี่ปีก็ว่ากันไปตามโรดแม็ป เมื่อถามว่า ขึ้นอยู่กับการร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่ นายกฯตอบด้วยน้ำเสียงฉุนเฉียวว่า ไม่เกี่ยว ทำไมจะต้องพันกันไปหมด อะไรก็ยังไม่ออก ยังไม่ได้ทำ ยังไม่ได้ข้อยุติ จะต้องเกิดวันนั้นวันนี้ จะต้องจบอย่างไร ไปเขียนก็เกิดความขัดแย้งอยู่อย่างนี้ตลอด รัฐธรรมนูญยังไม่ได้เขียนสักมาตรา คนเขียนยังแสดงความเห็นตีกันไม่เลิกเลย ไหนจะรับฟังความเห็นข้างนอกอีกไม่รู้กี่เวที จะเอาอย่างไร พอไม่ให้แสดงความคิดเห็นก็หาว่าปิดกั้น พอให้พูดก็บอกไม่เอาไม่ชอบ นายสมหมาย เขาบอกแล้วว่าพูดไปเอง การเลือกตั้งใครเป็นคนกำหนด คุณสมหมายหรือไง ต้องไปดูว่ารัฐธรรมนูญเสร็จหรือยัง กฎหมายลูกทำหรือยัง ความตั้งใจของตนยังเหมือนเดิมตามโรดแม็ป 1 ปี มีการเลือกตั้ง ถ้าทำเสร็จแล้วเลือกพรุ่งนี้ตนก็พร้อม เอาไหม จะอะไรหนักหนาไม่เข้าใจ บ้านเมืองก็ปัญหาเยอะแล้ว

รับนั่งเอง ปธ.คกก.สอบทุจริต

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า สำหรับการแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการทุจริต ขณะนี้ให้กระทรวงยุติธรรมไปดำเนินการ เพื่อติดตามความคืบหน้าโครงการต่างๆ เห็นใจกัน อย่ามาคอยจับผิด ใจคน มี 3 ส่วน 1.ใจคนที่เป็นเจ้าหน้าที่ 2.คนที่สมยอมทำผิด เพราะต้องการได้ประโยชน์ 3.คนที่อยู่ข้างนอกก็ไม่ได้รู้อะไรกับเขา ก็ไม่รู้ว่าใครจะผิดจะถูก ก็เลยเละจนถึงวันนี้ ต้องแก้ที่จิตใจของคน จิตใจทุกคนต้องให้ความเป็นธรรม ผู้ให้กับผู้รับจะต้องไม่ยึดเอาแต่ประโยชน์ แต่ถามว่าถ้าจะมีคนที่ทุจริต ผมจะรู้ได้อย่างไร มีโครงการตั้งเท่าไหร่ กี่ล้านโครงการดูไม่ทั่วหรอก ถ้าใครรู้หรือประชาชนเห็นก็แจ้งมา อย่าพูดลอยๆ พูดมาตรงๆ ไปหาหลักฐานมา หรือไปแจ้งคณะที่มีอำนาจในการตรวจสอบ จะได้ดำเนินการ มาตำหนิติเตียนโดยไม่มีหลักฐานระวังเขาจะฟ้องเอา เมื่อถามว่า นายกฯจะนั่งเป็นประธานเองหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า เป็นสิ พูดไปแล้วไง ถ้าตนเป็นแล้วต้องรับผิดชอบใช่ไหม ไม่ว่าจะเป็นหรือไม่เป็นก็รับผิดชอบอยู่แล้ว เพราะเป็นนายกฯทุกเรื่องก็มาลงที่ตนหมด ไม่ต้องห่วงหรอก ไม่ต้องหาคนรับผิดชอบ

อัดสื่อเขียนด่า รบ.ส่งเดช

พล.อ.ประยุทธ์ยังให้สัมภาษณ์ถึงกรณีสำนักข่าวเยอรมันรายงานเว็บไซต์กลุ่มสิทธิมนุษยชน ฮิวแมนไรท์ วอทช์ ประเทศไทย ถูกบล็อก หลังเอชอาร์ดับเบิลยูออกรายงานวิจารณ์รัฐบาลไทยว่า มีกฎหมาย กติกาอยู่ มอบหน้าที่ให้ความมั่นคงไปดูแล้ว ถามไปปิดกั้นอย่างไรตรงไหน เวลาจะว่าอะไร ไปดูก่อนว่าเขาเขียนอย่างไร ถ้าคิดว่าทุกคนมีเสรีภาพกันหมด จะเขียนว่าใคร ด่าใครอย่างไรก็ทำหมด ก็ทำไป ไม่อย่างนั้นประเทศไทยก็ไม่ต้องอยู่กัน ถ้าไม่ให้ปิด จะให้แช่งเหรอ หนังสือพิมพ์บางฉบับ บางคอลัมน์ไปดู ตนไม่อยากไปทะเลาะด้วย ท่านบอกว่าปิดกั้น แต่ไม่ดูที่ท่านเขียนหนังสือพิมพ์ของท่านทั้งนั้น เขียนให้เป็นเรื่องทำไม เรื่องที่เป็นเรื่องขี้หมากาไก่ เขียนส่งเดชไปเรื่อย ถ้าเป็นแบบนี้ไม่ต้องมีเลยมั้งรัฐบาล ที่ทำเพราะอยากจะจัดระเบียบมาควบคุมให้ ไม่เคยปิดกั้นเลย หนังสือพิมพ์ที่ดีมี 90 กว่าเปอร์เซ็นต์ ไอ้ที่ไม่ดีไม่ใช่ไม่เชียร์ตน แต่ไม่เป็นธรรมกับตน ไม่จำเป็นต้องมารัก เอาแค่ให้ความเป็นธรรมพอ

ว้าก “โธ่เว้ย” ทำ 6 เดือนมากกว่า 6 ปี

“ไปต่างประเทศเหนื่อยแสนเหนื่อย ทำงานไม่ได้หยุด กลับมาต้องมาหย่าศึกอีก อย่าเขียนให้มันเป็นภาระ ให้เป็นปัญหาวันนี้รัฐธรรมนูญออกมาหรือยัง โธ่เว้ย อย่ามโนให้มันมากนักว่ามีการตั้งพรรค ไม่มีใครเขาตั้งหรอก ใครเขาอยากจะเป็น ทำไมถึงไม่ย้อนไปดูว่าที่ผ่านมาประเทศมีเรื่องอะไร ใครทำใครมีปัญหาตนยังไม่พูดเลย ไปต่างประเทศก็ไม่พูด เพราะอายเขา ประจานตัวเองกันอยู่ทุกวัน ไม่อายหรือไง สื่อจะช่วยยังไงไม่มี ติอย่างเดียว ผมไม่ได้เป็นศัตรูท่าน ผมอ่านหนังสือท่านทุกวัน แต่อ่านก็อยากบันเทิงหน่อย ประเทืองปัญญาหน่อย วันนี้กำลังทำเรื่องการเชื่อมโยง เรื่องรถไฟ เรื่องป้องกันทุจริต จะไม่ให้ทำสักอันเลยเหรอ รัฐบาลไม่ต้องทำอะไรเลยไหม ผมเป็นใครวะ มาแก้ทุกอย่างในเวลา 6 เดือน ทำเยอะกว่า 6 ปีที่ทำมาอีก รู้ว่าประชาชนฝากความหวัง แต่สื่อให้ความหวังกับผมบ้าง ไม่ใช่ด่า ยังไม่เสร็จ ใช้ไม่ได้ แก้ไม่เคยได้ เห็นผมเป็นอะไรวะ ปัดโธ่” นายกฯกล่าว

ขู่ให้ฝ่าย ก.ม.ดูพวกโพสต์ด่า

ต่อข้อถามว่า ช่วงที่นายกฯเดินทางไปปฏิบัติหน้าที่ต่างประเทศ โลกโซเชียลมีการโพสต์โจมตี พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า อยากเขียนก็เขียนไป เดี๋ยวให้ฝ่ายกฎหมายไปดู ต่างประเทศไม่เห็นใครเกลียดตน ชื่นชมทุกคน เมื่อถามว่า วันนี้ดูเหมือนนายกฯอารมณ์เสีย พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า ไม่อารมณ์เสีย เหนื่อยหน่อย 2-3 วันไม่ได้พัก ไม่ได้หลับไม่ได้นอน เจอไม่รู้กี่ประชุม ไม่ได้ไปสนุก ไม่ได้ไปเที่ยว ไปทำงาน กลับมาแทนที่จะบอกว่าคิดถึง สบายดีไหม เหนื่อยไหม แต่นี้กลับมาถามเลือกตั้งยัง พอคนคาดหวังมันก็กดดัน ตนไม่ใช่พระอิฐพระปูน แต่ไม่ทำอะไรเพราะความโมโหจำไว้ ทหารก็เป็นแบบนี้ โมโหก็จริงแต่ก็มีสติกว่าเดิม เมื่อถามกรณีรายการคืนความสุขให้คนในชาติปรับเปลี่ยนรูปแบบ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า ไม่มี พอดีเมื่อย ขี้เกียจยืนเลยนั่ง อาทิตย์หน้าจะให้ยืนใหม่ก็ได้ เมื่อถามว่า นายกฯเห็นเพจเฟซบุ๊กที่ชื่อ “เปลี่ยนฉากหลังให้ทั่นผู้นำ” หรือยัง นายกฯตอบว่า “เห็นแล้ว ทุเรศทุกฉาก”

“บิ๊กตู่” บ่นเสียดายขี่ม้าขาวมาช้า

ต่อมาเวลา 14.00 น. ที่ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพค เมืองทองธานี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “ผู้เรียนอาชีวศึกษา คือผู้ทรงคุณค่าของสังคม” ในงานอาชีวศึกษาทวิภาคีไทย ซึ่งเป็นความร่วมมือของภาคอุตสาหกรรม ร่วมกับสำนักงานอาชีวศึกษาจัดขึ้น มีนักศึกษาอาชีวะจากทั่วประเทศร่วมงาน พล.อ.ประยุทธ์กล่าวตอนหนึ่งว่า ไทยหยุดประเทศมานานแล้ว จำเป็นต้องยุติความขัดแย้ง แต่ไม่ใช้ความรุนแรง สร้างความเข้าใจและลดความเหลื่อมล้ำ ถือเป็นงานที่หนักแต่ก็ทำด้วยหัวใจ ทำเพื่อถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อาชีวะเลิกทะเลาะเสียที รัฐบาลไม่อยากใช้กฎหมายมาควบคุม รู้สึกเสียดายว่าออกมาช้า หลายคนถามหาม้าขาวไปไหนทำไมไม่ออกมา จึงต้องมาแก้ไขปัญหา วันนี้ยอมเจ็บปวดให้มองที่มาของผู้นำและอดทน เพื่อเดินหน้าแก้ปัญหาประเทศ มีคนบอกว่าไม่ชอบการรัฐประหาร แต่ต้องอย่าลืมว่าวันนี้ไม่เหมือนปี 49 เพราะทุกอย่างก่อนหน้านี้ไม่สามารถเดินหน้าได้ จึงขอให้อย่าเกลียดใครหรือโมโหใครจนไม่สบาย เชื่อใจรัฐบาล

อารักขาเข้มกันชู “3 นิ้ว” ต้าน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการรักษาความปลอดภัยภายในและบริเวณโดยรอบอิมแพค เมืองทองธานี เป็นไปอย่างเข้มงวด มีการระดมเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจทั้งในเครื่องแบบและนอกเครื่องแบบคอยเฝ้าระวังตามจุดต่างๆอย่างรัดกุม พร้อมเครื่องสแกนวัตถุต้องสงสัยทุกทางเข้า-ออก นอกจากนี้ ยังมีทหารในชุดพรางเข้ามาตรวจกระเป๋าบุคคลเข้าออกและบรรดาสื่อมวลชนอย่างละเอียด ขณะเดียวกันพื้นที่หน้าเวทีมีเจ้าหน้าที่จากสำนักนายกรัฐมนตรีคอยเฝ้าสังเกตการณ์ และห้ามสื่อมวลชนออกมายืนนอกบริเวณที่จัดเตรียมไว้ โดยเจ้าหน้าที่สำนักนายกฯระบุว่า ขอความร่วมมือเพราะเกรงว่าจะเกิดกรณีอย่างเช่นนักศึกษามาชู 3 นิ้วขึ้นเหมือนที่ จ.ขอนแก่น

วอนกลุ่มต้านเคารพกติกา

เวลา 20.15 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. กล่าวในรายการคืนความสุขให้ประชาชน ทางสถานีโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจฯว่า บรรยากาศการปฏิรูปและการทำงานในปัจจุบันนั้น เราอยากจะรับฟังความเห็นของทุกพวกทุกกลุ่ม ตอนนี้ก็ได้รับฟังจนเยอะไปหมด แต่ขออย่าให้มีการต่อต้านการทำงานของรัฐบาลและ คสช.เลย รวมกลุ่มกันแล้วสรุปข้อคิดเห็นส่งมาที่เรา กกต.หรือสภาปฏิรูปก็ได้ รับทุกช่องทาง ไม่ว่าใครกลุ่มไหนจะเสนอมารับทั้งหมด ถ้าไปพูดแล้วสร้างความขัดแย้งมันเดินไปไม่ได้ เราไม่ได้กำจัดศัตรู เราไม่มีศัตรู แล้วก็ไม่ได้จะตัดสิทธิ์ของใครเลย ทุกคนต้องช่วยกันทั้ง คสช. ทั้งรัฐบาล ทั้งภาคประชาชน นิสิตนักศึกษาต้องช่วยกัน เคารพซึ่งกันและกัน แต่ก็ขอให้มีพื้นฐาน มีแนวทางมีหลักการบ้าง ถ้าคิดตามใจชอบมันไปไม่ได้

ยันใช้เวลาน้อยที่สุดเดินไปสู่ ลต.

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า วันนี้มีคนเห็นต่างกันมากมาย ขอให้ต่างคนต่างทำบทบาทของตัวเองให้ดีที่สุดก็แล้วกัน คสช.ก็จะกำหนดบทบาทตัวเองชัดเจน รัฐบาลก็จะเกื้อกูลในการปฏิรูปให้ได้ โดยใช้เวลาให้น้อยที่สุด ประเด็นสำคัญก็คือการหารือกันในเรื่องการปฏิรูปว่าทำอย่างไรถึงจะใช้เวลาที่มีอยู่อย่างเหมาะสม ทันเวลา อะไรที่สำคัญก่อนหลัง ตกลงกันว่าถ้าเราจะมีการเลือกตั้งกันในระยะเวลาอันใกล้จะต้องทำอะไรบ้าง ก็คือการสร้างกระบวนการในการเข้ามาสู่การบริหารราชการแผ่นดิน ให้ฝ่ายบริหารมีความสมดุลกันกับข้าราชการ ไม่เกิดความขัดแย้งกัน รับฟังซึ่งกันและกัน มิฉะนั้นจะเกิดปัญหาความขัดแย้ง ก้าวล่วงซึ่งกันและกัน ต้องไปดูในส่วนของกระบวนการบริหาร และนิติบัญญัติจะทำกันอย่างไรไม่ให้ทับซ้อน อีกเรื่องคือกระบวนการตุลาการจะทำอย่างไร อย่าใช้เครื่องมือเหล่านี้ อำนาจ 3 อำนาจมาพันกันไปพันกันมา ทำให้เกิดปัญหาในอนาคตด้วย

ผ่อนผันให้สิทธิเสรีภาพเต็มที่แล้ว

นายกฯกล่าวด้วยว่า ความขัดแย้งในประเทศจะเป็นตัวถ่วงความเจริญทุกด้าน ไม่ใช่จะไปกดดันใคร ไม่ฟังความคิดเห็นของใคร ใช้อำนาจมาจำกัดสิทธิเสรีภาพ วันนี้ถือว่าเต็มที่แล้วนะ เราผ่อนผันให้ทุกอย่างเลย ดังนั้นขอร้องเรื่องการสร้างวาทกรรม สร้างผลกระทบที่มีต่อการปฏิรูป ไม่เกิดประโยชน์ เรื่องการทุจริตผิดกฎหมาย จะเห็นได้ว่ามีการสอบสวนดำเนินคดีไม่ว่าจะเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ผู้น้อย เยอะแยะไปหมด ก็สอบไปใช้เวลาไป อย่าไปเร่งรัด ในส่วนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ที่จะหมดอายุ ตนเสนอไปว่าถ้าเลือกตั้งไม่ได้ก็ให้รักษาการก่อนได้หรือไม่ พี่น้อง อปท. ก็เตรียมตัวให้ดีว่าจะทำยังไงกันต่อไป

“ประวิตร” คุยร่วมมือไทย—ลาวแน่นแฟ้น

เมื่อเวลา 09.00 น. ที่โรงแรมแชงกรี-ลา บางรัก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม พร้อมด้วย พล.ท.แสงนวน ไซยะลาด รมว.ป้องกันประเทศ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมมือรักษาความสงบเรียบร้อยตามชายแดนทั่วไปไทย-ลาว (จีบีซี) ครั้งที่ 21 เพื่อปรึกษาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เสริมสร้างความสัมพันธ์และพัฒนาความร่วมมือ ทบทวนและประเมินผลการปฏิบัติในช่วงที่ผ่านมา โดยมี พล.อ.วรพงษ์ สง่าเนตร ผบ.ทหารสูงสุด พล.อ.ฉัตรเฉลิม เฉลิมสุข เสธ.ทบ. พล.ร.อ.ธนะรัตน์ อุบล เสธ.ทร. พล.อ.อ.จอม รุ่งสว่าง เสธ.ทอ. นายอนุสิษฐ คุณากร เลขาธิการ สมช.และผู้แทนหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องร่วมประชุม

พล.อ.ประวิตรเปิดเผยหลังประชุมว่า ได้พูดถึงการประชุมคณะกรรมการชายแดนระดับภูมิภาคของสองประเทศ เพื่อเปิดช่องทางการประสานงานกรณีเกิดปัญหา เร่งรัดการปักปันชายแดน รวมถึงความร่วมมือของประเทศในกลุ่มลุ่มแม่น้ำโขงเรื่องการปราบปรามยาเสพติดบริเวณชายแดน สำหรับเรื่องเขตเศรษฐกิจชายแดนนั้น หลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ได้ไปเยือนประเทศลาวได้มีการพูดคุยเพิ่มเติมเรื่องพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษขึ้นอีก 1 จุดคือ จ.หนองคาย เพราะมีมูลค่าการค้าขายชายแดนค่อนข้างสูง

ไม่สะท้านแรงกดดันเลือกตั้งภายใน 1 ปี

พล.อ.ประวิตรกล่าวถึงกรณีที่มีแรงกดดันให้เกิดการเลือกตั้งภายใน 1 ปีว่า ตนไม่มีความกดดัน เพราะช่วงเวลาดังกล่าวเป็นโรดแม็ปที่ คสช.ตั้งไว้เราเองไม่อยากอยู่นาน เพียงแต่ต้องการทำให้เกิดความสามัคคีของคนในชาติ และให้ทุกฝ่ายใช้กติกาที่ช่วยกันคิดช่วยกันทำ ทั้งจาก สปช.และ สนช. ไม่ใช่ต่างคนต่างคิด ต่างคนต่างทำ ขอให้ทุกฝ่ายเสนอแนะว่าควรจะเขียนรัฐธรรมนูญและเดินหน้าไปอย่างไร เมื่อถามว่า คสช.จะใช้มาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราวเข้ามาดูแลเรื่องการเลือกตั้งท้องถิ่นที่เกิดปัญหาในขณะนี้หรือไม่ พล.อ.ประวิตรตอบว่า อาจต้องใช้ แต่ไม่ใช่เพราะความขัดแย้ง ต้องให้อยู่ไปก่อน แล้วหากติกามาดูกัน คงต้องใช้กฎหมายที่ คสช.เป็นคนออก ยืนยันว่าการเลือกตั้งส่วนท้องถิ่นจะต้องมีอย่างแน่นอน ขึ้นอยู่กับว่ารัฐธรรมนูญจะเขียนอย่างไร ส่วนที่กลัวกันว่ากลุ่มนักการเมืองเก่าๆจะกลับเข้ามานั้น คิดว่าไม่ต้องกลัว ถ้าทุกคนมีความซื่อสัตย์ และหวังดีต่อประชาชนและประเทศชาติ ก็ไม่มีปัญหา เมื่อถามถึงกรณีที่ คสช.จะไปคุยกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายรัฐมนตรี พล.อ.ประวิตรตอบว่า ใครคุยก็ได้ เพราะ สปช.เปิดโอกาส ถ้าอยากจะเสนออะไรก็มาคุยกัน

ปชป.ฉุนแบะท่าเลื่อนเลือกตั้งไปปี 59

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า กรณีนายสมหมาย ภาษี รมว.คลัง ออกมาระบุว่าการเลือกตั้งอาจต้องเลื่อนไปในปี 2559 ขัดกับโรดแม็ปที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. เคยพูดไว้นั้น ตนไม่แปลกใจ คนที่มาตามอำนาจพิเศษต้องการอยู่ในอำนาจให้นานที่สุด เพียงแต่ประชาชนจะสับสนว่าจะเชื่อใคร ระหว่างนายกฯกับนายสมหมาย ระยะหลังตนมีโอกาสพูดคุยกับทูตหลายประเทศ เขาพูดไม่เหมือนกับที่ท่านพูด และขอให้เร่งแก้ไขปัญหาสลากกินแบ่งรัฐบาลของกระทรวงการคลังที่ยังขายเกินราคา รวมทั้งยางพาราที่แม้จะสนับสนุนเงินไปหลายหมื่นล้านบาท แต่ราคาก็ยังไม่กระเตื้องขึ้นเลย

สนช.ถกสอย “ปู” นัดเปิดคดี 9 ม.ค.

เมื่อเวลา 10.00 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. ทำหน้าที่ประธานการประชุม เพื่อพิจารณาเรื่องการถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กรณีละเลยไม่ยับยั้งความเสียหายในโครงการรับจำนำข้าว โดยมีวาระการพิจารณาว่า สนช.จะอนุญาตให้พิจารณาเพิ่มเติมหลักฐาน 72 รายการตามที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ร้องขอมาหรือไม่ ทั้งนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์มอบให้ทีมทนายความนำโดยนายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง เข้าชี้แจงต่อที่ประชุม สนช. ขณะที่ฝ่ายคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีนายวิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช. เป็นผู้มาชี้แจง ก่อนเริ่มการประชุมนายพรเพชรได้ชี้แจงข้อโต้แย้งของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ที่ระบุว่า สนช.ไม่มีอำนาจถอดถอนคดีนี้ แต่นายพรเพชรระบุว่าการบรรจุวาระถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ดำเนินการตามรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 2557 และข้อบังคับการประชุม สนช. ดังนั้น สนช.จึงมีอำนาจพิจารณาเรื่องการถอดถอนคดีดังกล่าวอย่างถูกต้อง ไม่มีการเลือกปฏิบัติ จากนั้นนายพรเพชรได้แจ้งให้ที่ประชุมรับทราบถึงมติวิป สนช.ที่กำหนดวันแถลงเปิดสำนวนคดี น.ส.ยิ่งลักษณ์ในวันที่ 9 ม.ค.58 พร้อมสอบถามว่ามีสมาชิกคนใดคัดค้านหรือไม่ ซึ่งไม่มี สนช.คนใดคัดค้าน ทำให้ที่ประชุมเห็นชอบกำหนด วันแถลงเปิดคดีในวันที่ 9 ม.ค.58 เวลา 10.00 น.

ทีมทนายยื่นเพิ่มเอกสาร 72 รายการ

ต่อมาที่ประชุมได้พิจารณาคำร้องขอของทีมทนายความ น.ส.ยิ่งลักษณ์ที่ขอให้ สนช.พิจารณาเพิ่มเติมเอกสาร 72 รายการ ที่ ป.ป.ช.ไม่ยอมพิจารณาให้ในชั้นไต่สวน โดยนายนรวิชญ์ชี้แจงว่า เอกสาร 72 รายการที่ยื่นต่อ สนช.ครั้งนี้เคยยื่นต่อ ป.ป.ช.ไปแล้ว แต่ ป.ป.ช.ไม่นำมาพิจารณาให้ จึงขอให้ สนช.พิจารณาเพิ่มเติม อยากขอให้ความเป็นธรรมให้อดีตนายกรัฐมนตรี เชื่อว่าคุณธรรมในหัวใจของสนช.จะให้ความเป็นธรรมกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ซึ่งหลักฐานทั้ง 72 รายการ เป็นมติ ครม. รายงานของคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) รวมถึงข้อสั่งการของอดีตนายกรัฐมนตรีให้ติดตามโครงการจำนำข้าว เพื่อแสดงให้เห็นว่าไม่มีเวลาใดของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ที่ปล่อยปละละเลยให้เกิดการทุจริตในโครงการ

ป.ป.ช.แจงทนายยื่นเอกสารไม่ครบ

ด้านนายวิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช. ชี้แจงว่า สิ่งที่ทีมทนายความระบุว่า ป.ป.ช.ไม่ได้พิจารณาเอกสาร 72 รายการให้นั้น ยืนยันว่า ป.ป.ช.ไม่เคยปฏิเสธการพิจารณาเรื่องเอกสาร เพราะเป็นเรื่องสำคัญ แต่เอกสารที่ทีมทนายความส่งมาให้ ป.ป.ช. มีแค่ 28 รายการเท่านั้น ไม่ใช่ 72 รายการ ได้แก่รายการที่ 1-25 เรื่องคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี รายการที่ 31 และ 40 เรื่องผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) และรายการที่ 72 เรื่อง เอกสารหลักเกณฑ์การคิดค่าเปลี่ยนแปลงสภาพข้าวหรือค่าเสื่อมราคาข้าวตามคำให้การของนายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล อดีต รมว.พาณิชย์ ส่วนเอกสารอีก 44 รายการ ไม่เคยยื่นต่อ ป.ป.ช.เลย จึงไม่ได้พิจารณาให้

ยันไม่เคยปิดโอกาสยื่นหลักฐานเพิ่ม

นายนรวิชญ์ชี้แจงกลับว่า เอกสาร 28 รายการที่ ป.ป.ช.บอกว่ามีการยื่นต่อ ป.ป.ช.แล้ว แต่กลับไม่มีการนำมาพิจารณาอยู่ในสำนวน ป.ป.ช. ส่วนเอกสารอีก 44 รายการได้แก่ รายการที่ 26-30 รายการที่ 32-38 และรายการที่ 41-71 นั้น ยอมรับ ยังไม่ได้ยื่นเอกสาร เนื่องจากเอกสารบางส่วนรวมอยู่ในคำชี้แจงของอดีตนายกรัฐมนตรีแล้ว ขณะที่บางส่วนถูก ป.ป.ช.ปฏิเสธการสอบปากคำพยานบุคคล เช่น ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง อดีตรองนายกรัฐมนตรี และนายสมชาติ สร้อยทอง อดีตอธิบดีกรมการค้าภายใน ทำให้เอกสารเหล่านี้ไม่ถูกนำมาพิจารณา ทีมทนายจึงต้องการให้ สนช.นำหลักฐานเหล่านี้มาพิจารณาเพิ่มเติม ซึ่งนายวิชาตอบโต้กลับว่า การตัดพยานบุคคลเช่น ร.ต.อ.เฉลิมทิ้ง เนื่องจากเห็นว่าไม่มีความจำเป็นต้องสอบปากคำ แต่ไม่เคยปิดโอกาสให้ทีมทนายยื่นเอกสารเพิ่มเติม แต่เอกสารทั้ง 44 รายการ เมื่อไม่มีการยื่นมา ป.ป.ช.ก็ไม่สามารถ
พิจารณาให้ได้

“พรเพชร” อนุโลมพิจารณาให้บางส่วน

ขณะที่นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. ได้วินิจฉัยว่า ในส่วนพยานเอกสาร 28 รายการ ที่ ป.ป.ช.ยอมรับว่ามีอยู่ในสำนวน แต่ ป.ป.ช.ไม่ได้นำมาพิจารณาให้นั้น ถือเป็นเอกสารที่ สนช.สามารถนำมาพิจารณาเพิ่มเติมให้ได้ ตามข้อบังคับการประชุม สนช.ที่ 155 ซึ่ง สนช.พร้อมจะพิจารณาหลักฐานส่วนนี้ให้ แต่เอกสารอีก 44 รายการ ที่ไม่ได้อยู่ในสำนวนของ ป.ป.ช.นั้น ขอให้ที่ประชุมลงมติว่าจะอนุญาตให้ สนช.นำหลักฐาน 44 รายการ มาพิจารณาเพิ่มเติมหรือไม่ อย่างไรก็ตาม นายนรวิชญ์ขอให้นายพรเพชรนำเอกสาร 28 รายการ ที่นายพรเพชรวินิจฉัยอนุญาตแล้วว่าจะพิจารณาเพิ่มเติมหลักฐานให้ มาให้ที่ประชุม สนช.ลงมติอย่างเป็นทางการด้วย

สนช.หักดิบหั่นทิ้งเรียบทุกรายการ

จากนั้นที่ประชุมจึงเริ่มลงมติว่า สนช.จะอนุญาตให้นำเอกสารทั้ง 72 รายการ มาพิจารณาเพิ่มเติมหรือไม่ โดยแยกการลงมติเป็นกลุ่มๆไป ปรากฏว่า ในเอกสาร 28 รายการที่นายพรเพชรวินิจฉัยว่า สนช.จะนำมาพิจารณาเพิ่มเติมให้นั้น แต่ที่ประชุม สนช.กลับลงมติสวนคำวินิจฉัยของนายพรเพชร โดยไม่อนุญาตให้นำเอกสาร 28 รายการ มาพิจารณาด้วยคะแนน 165 ต่อ 15 เสียง ส่วนเอกสารอีก 44 รายการ ที่ประชุมลงมติไม่อนุญาตให้นำมาพิจารณาเพิ่มเติมเช่นกัน โดยรายการที่ 26-30 เรื่องคำสั่งคณะอนุกรรมการกำกับดูแลรับจำนำข้าว และคำสั่งคณะอนุกรรมการตรวจสอบและติดตามการรับจำนำข้าว ที่ประชุมลงมติไม่อนุญาตด้วยคะแนน 112 ต่อ 63 ส่วนเอกสารรายการที่ 32-39 และรายการที่ 41-71 เรื่องผลการประชุมของ คณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ รายงานการประชุมคณะอนุกรรมการกำกับดูแลการรับจำนำข้าว และหนังสือของกรมการค้าภายใน ที่ประชุมลงมติไม่อนุญาตด้วยคะแนน 148 ต่อ 31 เสียง ถือว่าที่ประชุมไม่อนุญาตให้เพิ่มเอกสารทั้ง 72 รายการตามที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ร้องขอมา จากนั้นนายพรเพชรแจ้งต่อที่ประชุมว่า หลังจากนี้หากสมาชิก สนช.ต้องการยื่นข้อซักถามต่อคู่กรณีให้มายื่นข้อซักถามได้ตั้งแต่วันที่ 28 พ.ย. ถึงวันที่ 8 ม.ค.58 ก่อนที่จะสั่งปิดประชุม ในเวลา 12.40 น.

“ทนายปู” ยังฟุ้งมั่นใจชนะคดีแน่

ต่อมาเวลา 13.05 น. นายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง ทีมทนายความ น.ส.ยิ่งลักษณ์ให้สัมภาษณ์ภายหลังสนช.ลงมติไม่ให้สอบเพิ่มเติมเอกสาร 72 รายการว่า แม้ที่ประชุม สนช.จะไม่อนุญาต แต่ถือว่า สนช.ได้รับทราบว่ามีเอกสารหลักฐานทั้งหมดอยู่ในสำนวนแล้ว เพียงแต่ ป.ป.ช.ไม่นำขึ้นมาพิจารณาเท่านั้น เห็นได้จากนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. ระบุว่าเอกสารอยู่ในสำนวน ป.ป.ช.แล้ว และ สนช.ก็ยืนยันว่าเอกสารหลักฐานจะถูกนำขึ้นมาพิจารณาแน่นอน จึงมีความมั่นใจว่าจะชนะแน่นอน กรณีที่ที่ประชุม สนช.ตัดพยานเอกสาร 28 รายการทิ้งทั้งที่ข้อบังคับการประชุมข้อ 155 ระบุให้นำมาพิจารณาได้นั้น เมื่อเป็นมติที่ประชุม ทีมทนายก็ยอมรับได้ ส่วน น.ส.ยิ่งลักษณ์จะชี้แจงในวันแถลงเปิดสำนวนวันที่ 9 ม.ค.58 ด้วยตัวเองหรือไม่ คงต้องหารือกันอีกครั้ง

ไทยสปริงจี้นายกฯเอาผิดรัฐบาล “ปู”

วันเดียวกัน ที่รัฐสภา นายแก้วสรร อติโพธิ อดีต ส.ว. ในฐานะแกนนำกลุ่มไทยสปริง ยื่นหนังสือต่อนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช.คนที่ 1 เพื่อให้ สนช.เร่งรัด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ดำเนินคดีความเสียหายในโครงการรับจำนำข้าวในรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่เกิดความเสียหายกว่า 5 แสนล้านบาท เนื่องจากคดีดังกล่าวมีอายุความเพียง 2 ปีหากปล่อยปละละเลยให้คดีนี้ขาดอายุความนายก-รัฐมนตรีถือว่ามีความผิด และต้องถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินการ สำหรับกลุ่มไทยสปริงไม่มีการนัดชุมนุม มีเพียงการลงชื่อผ่าน www.change.org และในวันที่ 18 ธ.ค. ตนจะนำรายชื่อทั้งหมด พร้อมจดหมายเปิดผนึกส่งถึง พล.อ.ประยุทธ์เพื่อให้เร่งดำเนินการเรื่องนี้

พท.เปิดตัวหนังสือ “ฟังชาวนาบ้าง”

เมื่อเวลา 14.00 น. ที่ห้องกระดังงา โรงแรมโกลเด้นทิวลิป ถนนพระราม 9 นายยรรยง พวงราช อดีต รมช.พาณิชย์ สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ แถลงเปิดตัวหนังสือ “ฟังชาวนาบ้าง” เตรียมวางแผงจำหน่ายทั่วประเทศวันที่ 3 ธ.ค.นี้ มีนายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล อดีตรองนายกฯและ รมว.พาณิชย์ นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง อดีต รมว.คลัง นายวราเทพ รัตนากร อดีต รมต.ประจำสำนักนายกฯ ตลอดจนแกนนำและอดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทยจำนวนหนึ่ง มาร่วมงานด้วย นายยรรยงกล่าวว่า โครงการนี้ทำให้ ชาวนาหน้าตาสดใสขึ้น แต่ตอนนี้ชาวนาหน้าตาเริ่มห่อเหี่ยว เพราะนโยบายดังกล่าวถูกตราหน้าว่าเป็นประชานิยม หาก สปช.ไปเขียนห้ามทำประชานิยม จะเสียใจที่ไม่มีนโยบายที่ช่วยเหลือชาวนา ในฐานะที่เคยขับเคลื่อนทั้งนโยบายประกันราคา โครงการชดเชยต้นทุนและในฐานะผู้ขับเคลื่อนนโยบายรับจำนำข้าว มองเห็นความแตกต่างระหว่าง 3 โครงการ จึงออกหนังสือเล่มนี้ เพื่อตีแผ่ชีวิตชาวนาและแฉโครงการช่วยเหลือชาวนาทุกรูปแบบ อยากให้คนที่เกี่ยวข้อง ทั้งนักวิชาการ สนช. สปช. ป.ป.ช. ศาลที่เกี่ยวข้อง ที่กำลังจะตัดสินคดีนี้และกำหนดนโยบายช่วยเหลือชาวนาทั้งหมด ตั้งสติดู และให้ทุกคนมีส่วนช่วยตัดสินใจว่าจะยุบโครงการรับจำนำข้าวหรือไม่

ย้ำ “ยิ่งลักษณ์” ปิดช่องโกงทุกประตู

นายยรรยงกล่าวว่า ที่ผ่านมา 2-3 ปี คนเข้าใจผิดมากว่าโครงการรับจำนำเกิดขึ้นจากรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ แต่ในหนังสือจะเเฉว่าทุกรัฐบาลตั้งแต่รัฐบาลพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นต้นมา มีโครงการรับจำนำข้าวทั้งหมด เว้นในรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่เป็นโครงการประกันราคา การรับจำนำข้าวเป็นส่วนที่ดีของรัฐบาล ไม่มีรัฐบาลประเทศไหนปิดบัญชีว่าขาดทุนเท่าไหร่ เพราะต้องการช่วยเกษตรกร ความชอบธรรมที่ช่วยชาวนาจึงไม่ใช่เรื่องจะคิดว่าเป็นเรื่องเสียหายหรือขาดทุน การที่ฝ่ายต่างๆมาขุดคุ้ยนั้น ไม่เข้าใจทำไมขุดคุ้ยโครงการจำนำข้าวแต่โครงการประกันรายได้เสียหายเป็นแสนล้านบาท ขาดทุนเกินร้อยเปอร์เซ็นต์ กลับไม่ตรวจสอบ หนังสือเล่มนี้ไม่ได้แก้ตัว แต่จะให้มุมมองแก่ผู้ตัดสินคดีว่าเป็นโครงการที่ช่วยเหลือชาวนาจริง ส่วนที่กล่าวหา น.ส.ยิ่งลักษณ์เปิดช่องทุจริตทุกขั้นตอนนั้น หนังสือเล่มนี้จะแฉทั้งหมดว่า 13 ขั้นตอนรัฐบาลได้ปิดช่องการทุจริตทุกขั้นตอน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หนังสือ “ฟังชาวนาบ้าง” ราคาเล่มละ 150 บาท หนา 148 หน้า พิมพ์ 4 สี มีหน้าปกเป็นภาพชาวนากำลังใช้ผ้าขาวม้าปาดเหงื่อที่ใบหน้า เนื้อหาทั้งหมด 10 ตอน

กั๊กขอเวลาคิดทำประชามติ รธน.

ด้านความคืบหน้าการปฏิรูปประเทศไทยและการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เมื่อเวลา 09.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุวพันธ์ ตันยุวรรธนะ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (วิปรัฐบาล) กล่าวถึงข้อเสนอการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ว่า กระบวนการนี้ขอใช้เวลา สักพัก น่าจะมีความชัดเจน เพราะเป็นเรื่องของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีขั้นตอนอยู่แล้วว่าเมื่อยกร่างรัฐธรรมนูญเรียบร้อยแล้วจะเดินหน้าไปอย่างไร จะต้องปรึกษาหารือใครบ้าง และคงต้องนำสิ่งที่ทำไว้มาพิจารณาด้วย ไม่ว่าจะเป็นของกระทรวงกลาโหม นายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส

นปช.จี้ออก ก.ม.นิรโทษไม่ต้องรอ รธน.

นายวรชัย เหมะ อดีต ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย และแกนนำ นปช. กล่าวถึงกรณีที่นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ ประธานอนุกรรมาธิการพิจารณากรอบการจัดทำรัฐธรรมนูญ เสนอออกกฎหมายนิรโทษกรรมคู่ขัดแย้งทางการเมือง 2 ฝ่าย ตั้งแต่ปี 48-57 ต่อ กมธ.ยกร่างฯ ว่า สนับสนุนแนวคิดของนายเอนกที่มีความเป็นกลาง การนิรโทษกรรม การให้อภัย คือหนทางนำไปสู่การปรองดองที่ดีที่สุด อยากให้เอาตามร่างที่ตนเคยเสนอให้นิรโทษกรรมเฉพาะผู้ชุมนุม ไม่รวมแกนนำ แต่สำคัญว่าทุกฝ่ายที่เป็นคู่ขัดแย้งต้องมาคุยกันให้ชัดเจน ไม่ว่า กปปส. นปช. พรรคเพื่อไทย หรือพรรคประชาธิปัตย์ วันนี้ประชาชนยังติดคุกอยู่จำนวนมาก ฉะนั้นเรื่องนี้ไม่ต้องรอให้เขียนรัฐธรรมนูญเสร็จ ควรทำเฉพาะหน้าทันที เสนอเป็น พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ถ้าทำสำเร็จจะเป็นก้าวแรกของความปรองดอง

ควม.แนะเลิกเผด็จการมุ่งหน้า ปชต.

เวลา 10.00 น. ที่รัฐสภา น.ส.สุธาสินี ชุมแวงวาปี ตัวแทนนายชิงชัย มงคลธรรม หัวหน้าพรรคความหวังใหม่ ยื่นข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการร่างรัฐธรรมนูญถึง พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช ประธานอนุกรรมาธิการประสานเพื่อรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของ สปช.และองค์กรอื่นๆ โดย น.ส.สุธาสินีกล่าวว่า พรรคความหวังใหม่ ปรารถนาให้ คสช. และรัฐบาลร่วมมือกันแก้ไขปัญหาประชาธิปไตยโดยเร็ว โดยดำเนินการดังนี้ 1.เรียกร้องความสามัคคีแห่งชาติด้วยการเปลี่ยนระบอบเผด็จการเป็นระบอบประชาธิปไตย 2.รัฐบาลต้องปรับปรุงนโยบายให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน 3.ขอพระราชทาน พ.ร.ก.รักษาความมั่นคงแห่งชาติเพื่อแก้ปัญหาในภาวะไม่ปกติ

สมาคมนักข่าวฯชงตั้งศาลคดีสื่อ

ที่รัฐสภา นางพิมพ์ชญา ทิพยธรรมรัตน์ เลขาธิการสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ร่วมกับสภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ยื่นหนังสือถึงคณะกรรมาธิการปฏิรูปการสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศ สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ผ่านนายวสันต์ ภัยหลีกลี้ รองประธาน กมธ. เพื่อ ขอให้ประสานไปยังคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ให้ระงับการพิจารณาและประกาศบังคับใช้ร่างมาตรการส่งเสริมการรวมกลุ่มของผู้รับใบอนุญาต ผู้ผลิตรายการ และผู้ประกอบวิชาชีพสื่อสารมวลชนออกไปจนกว่า สปช.จะปฏิรูปประเทศให้เกิดความชัดเจน เพราะเห็นว่าร่างดังกล่าวอาจละเมิดรัฐธรรมนูญชั่วคราว และอาจขัดแย้งกับอำนาจหน้าที่ของ กสทช.นำไปสู่ความขัดแย้ง และการแทรกแซงสิทธิเสรีภาพในการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน นอกจากนี้ สมาคมยังยื่นหนังสือเสนอแนวทางการปฏิรูปสื่อกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ การกำกับดูแลจริยธรรม โดยขอให้ยกเลิกมาตรา 37 ของ พ.ร.บ.ประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ.2551 และให้จัดตั้ง “ศาลคดีสื่อสารมวลชน” เพื่อทำหน้าที่พิจารณาในคดีที่เกี่ยวข้องกับการทำหน้าที่สื่อมวลชนทุกประเภท รวมถึงการแก้ปัญหาการแทรกแซงจากภาคทุนและภาครัฐ

สพม.ชงเลือกตั้งนายกฯโดยตรง

เมื่อเวลา 11.00 น. ที่สภาพัฒนาการเมือง (สพม.) นายธีรภัทร์ เสรีรังสรรค์ ประธานสภาพัฒนาการเมือง แถลงว่า ได้จัดทำข้อเสนอแนวทางการปฏิรูปประเทศไทยด้านการเมืองการปกครอง ส่งไปยัง คสช. มีประเด็นหลัก 3 ข้อ คือ 1.การวางฐานประชาธิปไตยในโครงสร้างระดับพื้นฐาน 2.การสร้างความเข้มแข็งให้แก่สถาบันขับเคลื่อนกระบวนการทางการเมือง 3.การปฏิรูปสถาบันทางการเมือง ในโครงสร้างระดับบน ทั้งรัฐสภา รัฐบาล ศาล องค์กรอิสระ และยังมีข้อเสนอเพื่อให้ได้มาซึ่งผู้แทนทางการเมือง 4 แนวทางคือ 1.เสนอให้นายกฯมาจากการเลือกตั้งโดยตรง 2.การเลือกตั้งโดยใช้ระบบบัญชีรายชื่อมากที่สุดเป็นผู้มีสิทธิจัดตั้งรัฐบาลและให้หัวหน้าพรรคเป็นนายกฯ 3.การเลือกตั้ง ส.ส.ระบบผสมโดยกำหนด ส.ส.ทั้งแบบบัญชีรายชื่อและแบ่งเขตให้เท่ากัน และใช้คะแนนของระบบบัญชีรายชื่อเป็นตัวคุมจำนวนสมาชิก และ 4.การเลือกตั้ง ส.ส.ระบบผสมในรูปแบบเดิมโดยปรับปรุงรายละเอียด รวมถึงการปรับปรุงโครงสร้างทางการเมืองขึ้นใหม่ให้สถาบัน องค์กรทางการเมือง ประชาชนเข้ามาตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อำนาจของฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ

เปิดบัญชี 28 สนช. “ฉัตรชัย” รวยพันล้าน

เมื่อเวลา 08.30 น. ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ มีการเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ 28 ราย กรณีเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 2 และ 9 ต.ค. 57 โดยผู้ที่มีทรัพย์สินมากที่สุด คือ นายฉัตรชัย ปิยะสมบัติกุล มีทรัพย์สิน 1,499,763,556 บาท แบ่งเป็นทรัพย์สินผู้ยื่น 1,391,488,492 บาท คู่สมรส 108,275,064 บาท รองลงมาเป็นนายอนุมัติ อาหมัด 337,878,305 บาท เป็นทรัพย์สินของผู้ยื่น 268,780,677 บาท ทรัพย์สินของคู่สมรส 69,097,627 บาท อันดับ 3 คือนายมหรรณพ เดชวิทักษ์ 230,478,917 บาท เป็นทรัพย์สินของผู้ยื่น 6,691,746 บาท ทรัพย์สินของคู่สมรส 223,787,170 บาท ส่วนผู้ที่มีทรัพย์สินน้อยสุด คือนายโกศล เพ็ชรสุวรรณ์ มีทรัพย์สินเพียง 2,347,659 บาท ไม่มีคู่สมรส

นายพลบิ๊กเนมหลักทรัพย์ร้อยล้าน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับนายทหารระดับนายพลมีทรัพย์สินหลักร้อยล้าน เช่น พล.ต.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.พล.1 รอ. มีทรัพย์สิน 123,700,589.28 บาท แบ่งเป็นของผู้ยื่น 99,862,149.23 บาท คู่สมรส 23,838,440.05 บาท พล.อ.โปฎก บุนนาค 156,554,347.84 บาท เป็นทรัพย์สินของผู้ยื่น 23,648,955.18 บาท คู่สมรส 138,905,392.71 บาท พล.อ.สุนทร ขำคมกุล มีทรัพย์สิน 113,601,919.38 บาท เป็นของผู้ยื่น 107,408,430.38 บาท ของคู่สมรส 6,202,489 บาท พล.อ.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ อดีตแม่ทัพภาคที่ 4 มีทรัพย์สิน 102,184,897.85 บาท เป็นทรัพย์สินผู้ยื่น 7,985,307.61 บาท คู่สมรส 94,199,590.24 บาท

ร้องเอาผิด “ปู-ปุ้ม” ทุจริตโรดโชว์

วันเดียวกัน ที่สำนักงาน ป.ป.ช. นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ และอดีตรองโฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างงบประมาณรายจ่ายประจำปี 56-57 ยื่นหนังสือต่อนายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธาน ป.ป.ช. ผ่านนายสุทธิ บุญมี ผอ.สำนักการข่าว ขอให้ตรวจสอบทุจริตการดำเนินโครงการโรดโชว์ สร้างอนาคตประเทศไทย 2020 ของสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ช่วงที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี และนายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ เป็นเลขาธิการนายกฯ โดยนายวัชระระบุว่า โครงการดังกล่าวมีการว่าจ้างงานประชาสัมพันธ์ 240 ล้านบาท มีบริษัทมติชน จำกัด (มหาชน) เป็นผู้รับจ้างมูลค่ากว่า 140 ล้านบาท ซึ่งจัดเป็นการว่าจ้างโดยใช้วิธีพิเศษไม่เปิดโอกาสให้มีการแข่งขันราคาอย่างเปิดเผยและเป็นธรรม

นายกฯไม่นอนใจแก้ราคาหวย

ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ดอนเมือง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. กล่าวถึงการแก้ไขปัญหาการขายสลากกินแบ่งรัฐบาลเกินราคา 80 บาท ว่า ตนพร้อมลดต้นทุนสลากที่ออกจากกองสลากจาก 80 บาทเป็น 70 บาท แต่ต้องเข้าใจมันออกมากี่ชาติแล้ว มีสัญญากี่ฉบับที่ต้องต่อสัญญาก็ต้องต่อ ที่ไม่ต้องต่อก็ไม่ต่อ ส่วนจะขายในราคา 80 บาท ได้เมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น วันนี้ถ้ารื้อยุบทั้งหมดแล้วออกราคา 60-70 บาท เงินเข้ารัฐลดลง รายได้รัฐลดลงไม่เป็นไรเพราะตนไม่ได้อยากได้ตรงนี้ ตนพูดแล้วเดี๋ยวสื่อก็มาว่าเมื่อนั้นเมื่อนี้ จะมาเร่งอย่างนี้ไม่ได้ มันจะต้องมีคนได้คนเสีย ไม่ใช่แก้ได้วันเดียว ต้องคิดถึงคนขายลอตเตอรี่ 8 แสนคนที่เดือดร้อน กำลังให้ไปทบทวนว่าจะให้ออกราคาอยู่ที่ 70-80 บาทแล้วให้ได้กำไร กำหนดให้คนละสี มันต้องค่อยๆแก้กันไป และขอความร่วมมือผู้ค้ารายย่อยเรียกมาขึ้นทะเบียนไม่เคยมาแต่ถึงเวลาจะเอา ส่วนสื่อต้องเขียนช่วยรัฐบาลว่าจริงใจแก้ปัญหาต้องการให้ราคาอยู่ที่ 80 บาท

บลูมเบิร์กวิเคราะห์ ศก.ไทยโตช้า

วันเดียวกัน บทวิเคราะห์ทางเว็บไซต์ของบลูมเบิร์กแห่งสหรัฐฯ ระบุอ้างถึงสภาพเศรษฐกิจของไทยภายหลังการรัฐประหารและได้คณะผู้บริหารประเทศชุดใหม่ อาจยังไม่ฟื้นตัวเร็วอย่างที่คาดเดากันเอาไว้ เนื่องจากปัญหามากมายที่เกี่ยวข้องกับการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยยังฝังรากลึกแม้ว่าตลาดหลักทรัพย์ ของไทยคึกคักมากขึ้นก็จริง แต่ปัญหาหนี้สินภาคครัวเรือนประชาชนยังสูงและมีทีท่าแย่ลงต่อไป อย่างไรก็ตาม ผลจากการเกิดรัฐประหารในประเทศไทยได้ทำให้ความวุ่นวายทางการเมืองหยุดลง ขณะที่ธนาคารโลกก็เชื่อว่าเศรษฐกิจของไทยจะเติบโตช้าที่สุดในกลุ่มชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไปจนถึงช่วงปี 2559 เพราะงบประมาณแผ่นดินจำนวนมากได้ถูกแบ่งไปใช้ช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกรผู้ปลูกข้าวและยางพารา ส่วนข้อแนะนำถึงรัฐบาลไทยคือ ควรเพิ่มงบประมาณลงทุนด้านการศึกษา การวิจัยพัฒนาและยกระดับระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน หาไม่แล้วสิ่งที่รัฐบาลชุดใหม่หลังเหตุรัฐประหารได้ดำเนินการไป ก็ไม่ได้มีผลงานดีกว่ารัฐบาลพลเรือนที่ถูกยึดอำนาจ

รบ.ชะลอร่าง พ.ร.บ.การยางฯ

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (วิปรัฐบาล) เปิดเผยว่า ร่าง พ.ร.บ.การยางแห่งประเทศไทย ที่ผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุม ครม. แล้ว และเตรียมเสนอ สนช.พิจารณานั้น ขณะนี้นายอำนวย ปะติเส รมช.เกษตรและสหกรณ์ ได้ทำเรื่องขอชะลอส่ง สนช.เพื่อขอรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนเป็นเวลา 1 เดือน เพื่อความรอบคอบ หลังจากมีเกษตรกรชาวสวนยางเรียกร้องรัฐบาลชะลอการออกกฎหมายดังกล่าว ต่อข้อถามถึงความห่วงใยหากกฎหมายบังคับใช้แล้วจะออกมาทะเลาะกันอีก นายสุวพันธุ์ตอบว่า คงไม่ อยู่ที่เราต้องช่วยกัน โดยวันที่ 1 ธ.ค.นี้ สปช. จะเปิดเวทีให้ทุกฝ่ายร่วมแสดงความคิดเห็น

พท.ชี้นาโนไฟแนนซ์แค่ยาแก้ปวด

นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว.พลังงาน คณะทำงานด้านเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เป็นเรื่องดีที่รัฐบาลจะคิดให้ประชาชนที่มีรายได้น้อยเข้าถึงแหล่งทุน แต่นโยบายนาโนไฟแนนซ์ที่ให้บริษัทเอกชนปล่อยกู้ประชาชนโดยคิดอัตราดอกเบี้ยสูงสุดถึง 36% อาจจะช่วยได้เฉพาะประชาชนที่อาจจะถูกขูดรีดจากนายทุนเงินกู้มหาโหดที่ต้องจ่ายดอกเบี้ยสูง 5% หรือ 10% ต่อเดือนให้จ่ายดอกเบี้ยถูกลง แต่ไม่สามารถทำให้ประชาชนที่ต้องการทุนเพื่อไปทำธุรกิจเพื่อต่อยอดได้ เพราะยังต้องจ่ายดอกเบี้ยในอัตราที่สูงอยู่ เป็นเหมือนยาแก้ปวดที่ได้แค่บรรเทาแต่รักษาโรคร้ายไม่ได้ รัฐบาลจึงควรคิดวิธีสร้างสรรค์เพื่อให้ประชาชนที่มีรายได้น้อยสามารถเข้าถึงแหล่งเงินในราคาถูก และต่อยอดธุรกิจได้ เช่น กองทุนหมู่บ้าน เครดิตการ์ดเกษตรกร หรือ เครดิตการ์ดพลังงาน

พ่อ “คุณหญิงสุดารัตน์” เสียชีวิต

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันเดียวกัน นายสมพล เกยุราพันธุ์ อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และบิดาของคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แกนนำพรรคเพื่อไทย ได้เสียชีวิตลงอย่างสงบ ด้วยวัย 77 ปี จากภาวะเส้นโลหิตในสมองแตก ขณะเดินทางไปพักผ่อนร่วมกับครอบครัวที่เมืองโอซากา ประเทศญี่ปุ่น โดยเจ้าหน้าที่พรรคเพื่อไทยได้แจ้งต่อสื่อมวลชนว่า ในวันที่ 29 พ.ย. เวลา 15.45 น. ศพนายสมพล เกยุราพันธุ์ บิดาคุณหญิงสุดารัตน์ จะมาถึงสุวรรณภูมิ ในวันและเวลาดังกล่าว ส่วนกำหนดพิธีพระราชทานน้ำหลวงอาบศพนายสมพล จะมีขึ้นในวันที่ 30 พ.ย. ณ วัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน

แกนนำ กปปส.เข้าพิธีอุปสมบท

ที่วัดสวนโมกขพลาราม ต.เลม็ด อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี ได้มีพิธีอุปสมบทหมู่เพื่อบำเพ็ญธรรมถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธ.ค.2557 รุ่นที่ 2 โดยมีพระธรรมโมลี เจ้าคณะภาค 6 เป็นประธานพระอุปัชฌาย์โดยมีชายไทยที่เลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนาจำนวน 48 คน เข้าร่วมอุปสมบท ในจำนวนนี้มีแกนนำ กปปส.เข้าร่วมอุปสมบท 2 คน คือนายชุมพล กาญจนะ อดีต ส.ส.สุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ กับนายยุคล ชนะวัฒน์ปัญญา อดีต ส.ส.จันทบุรี พรรคประชาธิปัตย์ สำหรับโครงการอุปสมบทหมู่ครั้งนี้มีพระสุเทพ ปภากโร หรือนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตเลขาธิการ กปปส.เป็นผู้ริเริ่ม

ทหารจัดพิธีเทิดพระเกียรติยิ่งใหญ่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับพิธีเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ของทหารรักษาพระองค์ เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 87 พรรษา ของหน่วยทหารรักษาพระองค์ปีนี้จะจัดขึ้นในวันที่ 2 ธ.ค. ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง ภายนอกพระบรมมหาราชวัง โดยขั้นตอนการปฏิบัติคงจัดกำลังเหมือนเช่นพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณตนและสวนสนามของทหารรักษาพระองค์ เพียงแต่ปีนี้จะเป็นการกล่าวนำสดุดีและถวายสัตย์ปฏิญาณตนต่อพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแทน สำหรับกำลังพลที่จัดเข้ากระทำพิธี ประกอบด้วย บก.กองผสม, 4 บก.กรมสวนสนาม, 12 กองพันสวนสนาม และ 1 กองพันทหารม้ารักษาพระองค์ (รวมทั้งสิ้น 2,197 นาย 90 ม้า) โดยวันเดียวกันนี้มีการซักซ้อมตามลำดับพิธีที่ท้องสนามหลวง

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ประยุทธ์ จันทร์โอชาเลือกตั้งโรดแม็ปสมหมาย ภาษีร่างรัฐธรรมนูญให้สัมภาษณ์

ข่าวแนะนำ

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้