ข่าว
100 year

เที่ยวอีต่อง พิชิต 'เขาช้างเผือก' คนเดียวได้ ไม่เห็นยากเลย! (ตอนจบ)

ไทยรัฐออนไลน์6 ธ.ค. 2557 06:05 น.
SHARE

ตอนที่แล้ว (อ่านเพิ่ม : เที่ยวอีต่อง พิชิต 'เขาช้างเผือก' คนเดียวได้ ไม่เห็นยากเลย!) คู่มือคนเมือง ไทยรัฐออนไลน์ พาไปเตรียมความพร้อมก่อนจะพาไปพิชิตเขาช้างเผือกมาตามต่อกันว่าในสัปดาห์นี้เราจะพาไปพิชิตเขาช้างเผือกได้ยังไง...

วัดใจขา เตรียมขึ้นเขากันเถอะ

เช้ารุ่งขึ้นอีกวัน เราตื่นแต่หกโมงเช้า เพราะเมื่อคืนอากาศหนาวเกินว่าจะนอนหลับสนิท ตื่นมาก็เตรียมข้าวของที่จำเป็นสำหรับนอนหนึ่งคืนบนเขาช้างเผือก เช่น ชุดสำหรับเปลี่ยน โฟมล้างหน้า แปรงสีฟัน และผ้าขนหนูผืนเล็กๆ เพราะข้างบนไม่มีห้องอาบน้ำ จะต้องนอนทั้งอย่างนั้นเลย อีกส่วนหนึ่ง เราฝากไว้ที่โอมสเตย์ จากนั้นไปร้านข้าว "เจ๊ณีย์" เพื่อทานข้าวเช้า และสั่งข้าว 2 มื้อ คือ กลางวัน และเย็น ซื้อน้ำดื่ม 1 ขวดใหญ่ 2 ขวดเล็ก นม 2 กล่อง ขนมปัง และแอปเปิ้ลสองลูก ใส่ประเป๋าเป้ เลือกไม่จ้างลูกหาบ เพราะต้องการประหยัดเงิน เนื่องจากการจ้างลูกหาบที่นี่ ลูกหาบหนึ่งคนจะคิดค่าจ้างคนละ 1,100 บาท ตอนนั้นไม่รู้เรื่อง ว่าสามารถไปรวมกับคนอื่นๆ ได้ ก็เลยแบกเองทั้งหมด

เมื่อใกล้ถึงเวลาที่อุทยานแห่งชาติทองผาภูมินัด ประมาณ 08.30 น. เจ้าหน้าที่ที่ดูแลนักท่องเที่ยวแต่ละกลุ่ม จะคอยเช็คชื่อ จำนวนคนให้เรียบร้อย ก่อนถ่ายรูปร่วมกัน และอธิบายขั้นตอนของการเดิน ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 3.5-4 ชั่วโมง แล้วแต่ความเร็วของแต่ละคน เราอยู่กับกลุ่มที่มีผู้ที่มาคนเดียว 2-3 คน และกลุ่มเพื่อนที่มาจากภาคใต้ ซึ่งกลุ่มนี้เอง ที่คอยช่วยเหลือตลอดการเดินป่า นอกจากนี้ พี่ๆ ยังคอยถ่ายรูปให้ และเรียกเราเข้ากลุ่มถ่ายรูปกับพี่ๆ ด้วยทุกครั้ง รวมถึงแบ่งอาหาร-น้ำดื่มให้ อีกด้วย ต้องขอขอบพระคุณพี่เอื้อน แฟลิมี่ แอนด์ เดอะ เฟรนด์ มา ณ ที่นี้ด้วยค่ะ...น้ำตาจะไหล

สำหรับการเดินขึ้น "เขาช้างเผือก" ขอเล่าแบบคร่าวๆ ก่อนว่า เราจะต้องเดินข้ามเขาที่เป็นขึ้นเนิน ลงเนิน ที่ค่อนข้างชัน ประมาณ 10 ลูก จากนั้นจะถึงจุดกลางเต้นท์ ซึ่งจุดนี้จะนั่งพักทานอาหาร พักเท้ากันสัก 2-3 ชั่วโมง ก่อนเตรียมปีนส้นคมมีด และพิชิตเขาช้างเผือก
ระยะทางจากจุดเริ่มต้นจนถึงจุดกางเต้นท์ 8-9 กิโลเมตร เราจะพบกับต้นไม้ใบหญ้าขนาบข้าง ความสูงประมาณเอว และทางเดินค่อนข้างแคบ ไม่กว้าง ทำให้ต้องเดินแบบเรียงหนึ่ง สิ่งที่อยากแนะนำคือ ให้ใส่เสื้อแขนยาว กางเกงขายาว เพื่อกันหญ้าบาด หรือระคายผิวของเรา สภาพอากาศวันที่ไป คือ กลางเดือนพฤศจิกายน ฟ้าใสเวอร์ อากาศร้อน แต่ก็มีลมเย็นพัดตลอด ทำให้รู้สึกสดชื่ดอย่างยิ่ง ขณะที่การใส่หมวก บางคนเลือกไม่ใส่ เพราะว่าบดบังทัศนยภาพ รอบข้าง และเสี่ยงว่าจะอันตราย เพราะอย่างที่บอกว่าทางเดินค่อนข้างแคบ ทำให้เวลาเดินขึ้นเขา จะต้องระวัง พยุงตัวเอง เพราะเวลามองไปข้างๆ จะเห็นวิวภูเขาเรียงตัวกันสูง แต่นั่น ก็เป็นภาพที่สวยสุดๆ ทีเดียว โดยเวลาที่เห็นว่าทางขึ้นเขาอันตรายเลยยอมเอาตัวคลุก และแนบกับพื้นดินให้มากที่สุด ก้นจะกระแทก มือจะเลอะดิน หรืออะไรก็แล้ว ช่างมัน เพราะรู้สึกว่า "ฉันมาคนเดียวนะ ฉันต้องรอดกลับไป ไม่ใช่ตกเขาตาย แล้วลงข่าวหน้าหนึ่ง" ที่บอกแบบนี้ เพราะ ไม่มีประสบการณ์เดินป่า ทุกอย่างเป็นครั้งแรกหมด เลยต้องไปแบบลองผิดลองถูก และปลอดภัยไว้ก่อน

ทั้งเดิน และทั้งพักไปเรื่อยๆ เจ้าหน้าที่อุทยานก็ดูแลพวกเราดีมากๆ คอยถาม และคอยดูแลตลอด ไม่เร่งให้พวกเราเดินเร็วๆ ขอให้ความปลอดภัยมาก่อน พร้อมแนะนำให้พวกเราจิบน้ำทีละนิดเท่านั้น แค่ไม่ให้กระหาย เพราะถ้าดื่มมากทีเดียว นอกจากนี้จะจุกแล้ว อาจทำให้น้ำลงไปที่เท้า และส่งผลให้เดินลำบากมากขึ้น ซึ่งเมื่อมาถึงสถานที่กางเต้นท์แล้ว จัดแจงข้าวของ และเตรียมตัวขึ้นยอดเขาช้างเผือก เจ้าหน้าที่บอกว่า การไปยอดเขานั้น ใช้เวลาไปกลับ 2 ชั่วโมง

เมื่อถึงเวลาขึ้นยอดเขาช้างเผือก คิดว่าโอเค น่าจะคล่องตัวขึ้นเยอะ เพราะว่า ไม่มีสัมภาระแบกแล้ว ซึ่งจะต้องเดินขึ้นเขาที่เมื่อมองขึ้นไป โอ้ว มายก๊อด ฉันต้องขึ้นไปบนนั้นจริงๆ เหรอ รู้สึกขยาด และกลัวตกมาก ตอนนั้น แต่เมื่อมาถึงแล้ว จะต้องลอง เพราะทุกคนก็เดินกันได้ แล้วทำไมฉันจะเดินไม่ได้ ซึ่งก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ เมื่อไม่มีกระเป๋าอยู่ที่หลัง เดินง่าย และคล่องกว่ามาก แต่ที่สำคัญคือ ความสูงทำให้ขาสั่นเล็กน้อย แต่ขาสั่นมากขึ้น เมื่อต้องปีนเพื่อเดิน "สันคมมีด"

สันคมมีด! วัดใจ ขาสั่นมั้ยตัวเธอว์

แต่เดี๋ยวก่อน! ก่อนที่จะได้เดินตรงสันคมมีด จะต้องปีนผาเล็กๆ ซึ่งเราไม่ได้ถ่ายภาพ เพราะตอนนั้น กำลังเตรียมใจ มันเป็นเพียงผาเล็กๆ แคบ เมื่อมองลงไป อืม...มันสูงมาก "ตกแล้วตกเลย" ทำให้เข่าอ่อน แล้วบอกว่า ไม่อยากไปแล้ว แต่แล้ว กลุ่มพี่เอื้อน ซึ่งคล่องแคล่ว ทั้งชายและผญิง นำไปก่อน ทำให้เรากล้ามากขึ้น นอกจากนี้ ยังมีเจ้าหน้าที่ คอยดูแลเราอย่างใกล้ชิด เมื่อขึ้นไปได้แล้ว คราวนี้ล่ะ ที่ต้องเจอสันคมมีดจริงๆ แล้ว มันเป็นทางเล็กๆ แคบๆ ซึ่งเราไม่กล้าหันหัวไปมองแบบเต็มๆ ได้แต่เหล่ตามอง ซึ่งมันสวยมาก และสูงมาก มองไปเหมือน "ทะเลภูเขา" อากาศดีมาก ซึ่งความหวาดเสียวอยู่ตรงนี้ ตอนนั้นทำให้คิดว่า โหย ทำไมมันดูยากกว่าที่ฉันเห็นในรีวิวนะ มันทั้งสูง ทั้งแคบ กระทั่งมาถึงทางขึ้นยอดเขาช้างเผือก บอกได้เลยว่า "สูงชันขาสั่นกันเลยทีเดียว" แต่จุดนี้จะมีสลิง คอยให้เราจับพยุงด้วย

เมื่อถึงยอดเขาช้างเผือก ที่ระดับความสูง 1,249 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง สิ่งที่ทำให้เราสตั๊น นั่นคือ วิวรอบๆ ยอดเขาช้างเผือก หมุนรอบตัว ยอมรับว่า สิ่งที่ถ่ายรูปมา ไม่สามารถเทียบได้กับสิ่งที่ได้เห็นด้วยตา ภูเขาเยอะแยะแบบสุดลูกหูลูกตา สีเขียวทำให้ผ่อนคลาย และทำให้รู้สึกคุ้มค่ามาก ที่เราดื้อที่จะมา และอดทนเดินขึ้นเขามาเป็นสิบลูก ทั้งๆ ที่นี่คือการเดินป่าครั้งแรก จากนั้นก็กระโดดถ่ายรูป เฮฮากับแก๊งพี่เอื้อน ซึ่งพี่ๆ ตลกกันมาก เราอยู่บนนั้นเกือบ 1 ชม. และต้องรีบลงไปถึงจุดกางเต็นท์ก่อนมืด

แต่สิ่งที่ทำให้หวาดเสียวที่สุดในชีวิต ก็คือ การที่รู้ว่าขามา "เราเดินอยู่บนอะไร" ต้องยอมรับว่า ตอนที่เดินมาบนสันคมมีด ไม่รู้ว่าเราอยู่ตรงไหนของภูเขา หรือเห็นภาพรวมของการเดินว่าเป็นรูปไหน กระทั่งต้องเดินกลับ คราวนี้แหละ ขาสั่นของจริง เพราะเห็นแล้วว่า เอ้ย เราต้องเดินอยู่บนยอด บนสันคมมีดแบบนี้เหรอ ไม่อยากเดินกลับแล้ว แกล้งป่วยให้เฮลิคอปเตอร์มารับได้มั้ย แต่สุดท้ายก็ต้องกลั้นใจเดินกลับ ขากลับนี่ ลดความเร็วในการเดินลงเยอะมาก เพราะกลัวมาก ก้าวขาไม่ออก ตรงไหนจินตนาการว่าจะตกๆ ก็จะตั้งสติก่อน หายใจลึกๆ แล้วค่อยเดินต่อ จนกระทั่งมาถึงจุดที่ผ่านมา คือ ต้องผาเล็กๆ ก่อนลงไปยังที่พัก ขาสั่น ก้าวไม่ออกจริงจัง จนเจ้าหน้าที่ต้องเข้ามาช่วย และบอกว่า "ใจเย็นๆ มองแค่ขาของตัวเอง อย่ามองลงไปข้างล่าง อย่ากลัว คุณทำได้"

ตอนนั้นจะร้องไห้แล้ว ไม่คิดว่าขาลงจะโหดขนาดนี้ ตัวเองก็ปรุงแต่งความกลัวไปเยอะด้วย แล้วพูดกับตัวเองว่า "เราไม่น่าจะมาที่นี่" กลัวตกไปตาย ก็แบบค่อยๆ กระดืบๆ ไป ใช้ก้นดัน สุดท้ายก็ผ่านมาได้ ด้วยกำลังใจของเพื่อนร่วมทางกลุ่มเภสัชกร จ.ภูเก็ต ที่เดินตามหลังมาพอดี ซึ่งเขาก็ช่วยพูดให้กำลังใจ บอกให้เราอย่ารีบ ตรงไหนไม่มั่นใจใช้ก้นนั่งไปเลย ลงมาได้อย่างปลอดภัย คือ ดีใจที่สุดแล้ว

ตกเย็น เราเอาข้าวมาทานกับกลุ่มพี่เอื้อน แฟลิมี่ แอนด์ เดอะ เฟรนด์ ที่ชวนไปร่วมวงด้วย พร้อมเล่าเรื่องการเดินทางแบบนี้กับเพื่อนๆ ให้เราได้ฟัง ซึ่งไม่คิดเลยว่า จะมีเพื่อนกินข้าวเย็นแบบนี้ สนุกมากจริงๆ ได้ทำหลายๆ อย่างที่ไม่เคยทำในค่ายลูกเสือ เช่น การเดินถือไฟฉายกับพี่ๆ ผู้หญิง 3 คน เพื่อไปฉี่ตรงลานพุ่มหญ้า พอไปถึง เราไปยืนตรงจุดที่จะธุระของใครของมัน จากนั้นปิดไฟฉาย จัดการเรื่องของตัวเองไป นั่งมองดาวเกลื่อนฟ้าไปด้วย 

กิจกรรมการเดินป่าพิชิต "เขาช้างเผือก" ถือว่าสิ้นสุดลงแล้ว เพียงแต่คืนนี้ต้องนอนบนนี้ เพื่อเดินลงในเช้าวันรุ่งขึ้น ซึ่งก่อนนอนนั่งดูดาว ดาวที่พูดได้เลยว่า นี่ดาว หรือ ท้องฟ้าลาย Polka Dot กันแน่ คือ ดาวเยอะมากๆ และเราก็เห็นดาวตกด้วยนะ คืนนั้นลมแรง และอากาศเย็นมาก ทำให้นอนไม่หลับเท่าไหร่ เช้าวันต่อมา จึงรีบเก็บของ ดื่มนม และขนมปัง พร้อมกับถามลูกหาบว่า หากจะฝากของลงเพิ่มคิดเงินอย่างไร ลูกหายก็ใจดีมาก ยอมรับฝากของ คิดในราคากิโลกรัมละ 30 บาท ทำให้ขากลับของ เดินอย่างชิล เปิดเพลงฟัง เดินไปเรื่อยๆ ไม่รีบ ไม่เร่ง ไม่กลัวทางสูงเท่าไหร่ อาจเพราะเจอความสูงของสันคมมีดไปแล้ว อาการป๊อดเลยไม่มาก ตรงไหนไม่มั่นใจ ใช้ก้นไถอย่างเดียว และขากลับก็เจอกลุ่มนักท่องเที่ยวอีกกลุ่มที่เดินมาด้วย ที่ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า "วิวของที่นี่ ต้องมาดูเอง ดูในรูปไม่สวยเท่านี้ ไม่หวาดเสียวเท่ามาเดินเองจริง และถึงแม้ว่ามันเสี่ยงก็จริง แต่เราสามารถผ่านมันมาได้ เพราะใจ " ซึ่งเห็นด้วยอย่างยิ่ง

บ๊ายบาย เขาช้างเผือก

เมื่อเดินทางมาถึงหมู่บ้านอีต่อง เข้าไปอาบน้ำที่โฮมสเตย์ของผู้ใหญ่ทินกร และได้เจอกับพี่ๆ ที่พักที่นี่เหมือนกันก็ชวนเข้ากรุงเทพฯ ด้วยกัน ทำให้ขากลับ เราไม่เสียค่ารถสักบาท แถมยังได้รู้จักพี่ๆ มากขึ้น และคุยเรื่องการเดินทางเที่ยวในรูปแบบนี้อีกด้วย ก่อนเราออกจากทองผาภูมิ เราแวะไปเอาใบประกาศนียบัตร "ผู้พิชิตเขาช้างเผือก" กันก่อน ที่อุทยานแห่งชาติ ซึ่งที่มาคนเดียว ก็ชำระค่าบริการทั้งค่าเจ้าหน้าที่ ค่าเต็นท์ ค่าถุงนอน รวมแล้ว 330 บาท บวกกับค่าเข้าอุทยานฯ และค่ากางเต็นท์ 70 บาท รวมเป็น 400 บาท

จบทริปการเดินทางในครั้งนี้ ด้วยความประทับใจ การเที่ยวครั้งแรก เที่ยวคนเดียว สำหรับเราเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ และสามารถทำให้ปลอดภัยได้ หากเรามีการวางแผนอย่างดี แต่หากตรวจสอบข้อมูลไม่ดี ก็อาจทำให้แผนผิดพลาด ต้องแก้ปัญหากันไป และไม่ทำให้ตัวเองต้องไปอยู่ในสถานการณ์เสี่ยงต่างๆ

ตลอดเวลาที่เดินอยู่บนเขา ตอนแรกตั้งใจอยากไปหาความหมายของชีวิต เหมือนในหนังเลย หึหึ แต่ความเป็นจริง โถ่ถัง เอาตัวเองให้รอดจากการเดินขึ้นเขาก่อน ต้องปลอดภัย และรอดกลับไปให้ได้ ฮา ที่สำคัญรู้สึกว่า "เที่ยวคนเดียว...มัน(อาจ)ไม่มีจริง" แต่มันคือการไปคนเดียว เพื่อไปเจอเพื่อนร่วมทางอีกมากมาย ที่เราจะสามารถพูดคุยแลกเปลี่ยนกันได้ และใช้เวลาสั้นๆ ร่วมกันเท่านั้น จากนั้น เราก็ไปตามเส้นทางของตัวเอง

ยังรู้อีกอย่างหนึ่งว่า ไม่ว่าเราจะเดินทางแบบไหน "คนเดียว เป็นคู่ ครอบครัว เป็นกลุ่ม" การเดินทางแต่ละแบบ ต่างมีเอกลักษณ์ มีความสนุกแตกต่างกัน ไม่มีแบบไหนที่ดีกว่ากัน เราสามารถเรียนรู้ "ชีวิต" ได้ ขึ้นอยู่กับเวลาและโอกาสเท่านั้น

การเดินทางครั้งนี้ ความกลัวในการเดินขึ้นเขา-ขึ้นในที่สูงไม่ได้ลดลงเลยแม้แต่น้อย แต่มีความกล้าที่จะเสี่ยง และเดินต่อไปมากขึ้นต่างหาก เพื่อได้ผลลัพธ์เหมือนตอนที่เห็นภาพภูเขาที่งดงาม...ขอบคุณเธอจริงๆ "เขาช้างเผือก" .

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

เขาช้างเผือกอ.ทองผาภูมิจ.กาญจนบุรียอดเขาช้างเผือกเที่ยวอีต่องขึ้นเขาช้างเผือกวิธีการไปเที่ยวเขาช้างเผือกคู่มือคนเมืองเที่ยวเขาช้างเผือกวิธีปืนเขาช้างเผือกจองเขาช้างเผือกท่องเที่ยวข่าวไลฟ์สไตล์ข่าวไทยรัฐไทยรัฐไลฟ์สไตล์ไทยรัฐออนไลน์

ข่าวแนะนำ

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้