ไลฟ์สไตล์
100 year

Catch Me If You Can! ทำอย่างไรเมื่อพบว่าสินค้าเราถูกก๊อบ!?

ธีระ กนกกาญจนรัตน์28 พ.ย. 2557 09:29 น.
SHARE

เรื่องมีอยู่ว่า…

ธุรกิจ SMEs ของคุณก่อตั้งมาเป็นระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งในตอนแรกเป็นธุรกิจเล็กๆ เน้นการผลิตทำขนมขบเคี้ยวที่ดีต่อสุขภาพ แต่โดดเด่นด้วยรสชาติที่ถูกปากไม่เหมือนใคร และดีไซน์แพ็กเกจจิ้งสมัยใหม่ที่ไม่เหมือนใคร ซึ่งในช่วงเริ่มแรกขนมของคุณเป็นที่นิยมในกลุ่มคนรักสุขภาพในพื้นที่ใกล้เคียง และค่อยๆ แพร่กระจายไปยังต่างจังหวัดจากการบอกเล่าแบบปากต่อปากของลูกค้า

ข่าวแนะนำ

ต่อมาเมื่อกิจการของคุณดีขึ้นเรื่อยๆ แบรนด์ของคุณเป็นที่รู้จักดี ไม่ใช่เฉพาะเพียงแค่ในกลุ่มลูกค้าเดิม แต่รวมถึงกลุ่มลูกค้าใหม่ในตลาดวัยรุ่นนักศึกษา จนกำลังการผลิตของคุณไม่พอต่อความต้องการ คุณจึงตัดสินใจทำสัญญาเช่าตึกเพื่อทำโรงงานเพิ่มกำลังการผลิต มีการจ้างหนักงานเพิ่มจาก 6 คนเป็น 35 คน รวมถึงได้ปรับปรุงทำเว็บไซต์ใหม่ รวมถึงติดต่อเพิ่มช่องทางการจำหน่าย ยอดขายของคุณโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ในเวลาเพียงแค่ 1 ปี ตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง คุณคาดว่ายอดขายต้องเพิ่มขึ้นมากกว่าเท่าตัว ทุกอย่างกำลังไปได้ด้วยดี คุณเริ่มวางแผนติดต่อนำขนมของคุณเข้าไปขายในร้านแฟรนไชส์สะดวกซื้อ

แต่แล้วกิจการของคุณก็เริ่มมีปัญหาด้วยยอดขายที่ลดลง ซ้ำยังถูกปฏิเสธจากร้านสะดวกซื้อเนื่องจาก “มีสินค้าประเภทเดียวกันเสนอเข้ามาแล้ว” ทำให้คุณพบว่ามีสินค้าอีกยี่ห้อหนึ่งซึ่ง “ก๊อบปี้” สินค้าของคุณไปวางขาย เหมือนกันทั้งส่วนผสม รูปแบบแพ็กเกจ แม้แต่ชื่อเรียก แต่ที่ไม่เหมือนกันคือคุณภาพ รสชาติ และราคาที่ถูกกว่า คุณพบว่าปัญหาของคุณนั้นไม่ใช่แค่สินค้าที่ถูกเลียนแบบ แต่ยังถูกผนวกด้วยความเครียดจากรายจ่ายการลงทุนที่มากขึ้นในการขยายธุรกิจ

เรื่องที่ผมเล่ามานี้เป็นเรื่องจริงของผู้ประกอบการท่านหนึ่งที่ติดต่อให้ผมเป็นที่ปรึกษาให้ครับ

มันคงเป็นเหมือนฝันร้ายสำหรับผู้ประกอบการ ถ้าวันหนึ่งเราพบว่ามีสินค้าเลียนแบบหรือ “ก๊อบปี้” วางขายอยู่ในตลาด หรือข้างๆ กับสินค้าของเรา โดยเฉพาะเมื่อสินค้าของเรานั้นมาจากการลงทุนค้นคว้าด้วยเวลาและแรงใจอันมหาศาล แม้ว่าการจดทะเบียนลิขสิทธิ์หรือเครื่องหมายการค้าจะช่วยได้ในระดับหนึ่ง แต่ด้วยความที่บทลงโทษในกฎหมายไทยยังไม่เด็ดขาด หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังความรวดเร็วในการดำเนินการ ทำให้ปัญหาสินค้าถูกก๊อบนั้นไม่ได้อยู่แค่ในอุตสาหกรรมอาหารดังตัวอย่าง แต่แพร่กระจายไปในทุกประเภทสินค้า ไม่ว่าจะเป็นแฟชั่น เสื้อผ้า กระเป๋า หรือแม้แต่เว็บไซต์ ไอที

เรื่องสินค้าถูกก๊อบจึงกลายเป็นที่ดูเหมือนจะไกลแต่ใกล้ตัวกว่าที่เราคิดครับ

แต่อย่างไรก็ตาม วิธีการรับมือกับปัญหานี้ก็ยังมีอยู่ โดยเริ่มจากการวิเคราะห์และวางกลยุทธ์ที่เหมาะสม

6W 1H
ไม่ว่าจะก๊อบด้วยคุณภาพเกรดไหน สินค้าเหล่านี้คือคู่แข่งทางธุรกิจของคุณครับ ดังนั้นจึงต้องวิเคราะห์แบบที่เราวิเคราะห์กับคู่แข่ง โดยหลักการง่ายๆ ที่ใช้ได้ดีคือประยุกต์เครื่องมือกำหนดกลุ่มเป้าหมายเชิงการตลาด 6W1H ซึ่ง 6W นั้นประกอบด้วย What, When, Who, Where, Why, Whom และ 1H หมายถึง How Much เพื่อตอบโจทย์ว่าสินค้าก๊อบปี้เหล่านี้

สินค้าที่ก๊อบนั้นมีจุดขายอย่างไร? (What)
ขายให้กับลูกค้ากลุ่มใด? (Who)
ขายที่ไหน? (Where)
จุดขายหรือคุณค่าของเขาคืออะไร? (Why)
คนที่ซื้อมีพฤติกรรมการตัดสินใจซื้ออย่างไร? (Whom)
คนที่ซื้อนั้นซื้อเมื่อไร? (When)
และตั้งราคาขายที่ราคาเท่าไร แตกต่างมากไหมเมื่อเทียบกับสินค้าของเรา? (How much)

ถูกก๊อบเพราะอะไร
อีกหนึ่งคำถามที่เราควรหาคำตอบให้คือทำไมสินค้าของเราถึงถูกลอกเลียนแบบ เหตุผลที่เข้าใจได้ง่ายที่สุดคือ สินค้าของเรา “มีมูลค่าทางตลาด” ครับ ผู้ประกอบการหลายท่านเข้าใจผิดว่าสินค้าของเรานั้นดีจึงมีของลอกเลียนแบบทำออกมา แต่ในความเป็นจริงแล้วสินค้าไม่จำเป็นต้องดีถึงถูกเลียนแบบครับ แต่ต้อง “ขายดี” ในตลาดเป้าหมาย

อีกหนึ่งสาเหตุที่มีการลอกเลียนแบบสินค้าของคุณขึ้นมาคือคู่แข่งได้มองเห็นถึงช่องว่างทางตลาด ที่สินค้าของคุณยังเข้าไม่ถึง หรือยังมีตลาดที่สินค้าของคุณยังเข้าไปไม่ได้

อาจเป็นเรื่องของราคา หรือการกระจายสินค้า กฎหมายกติกาต่างๆ จึงเป็นเรื่องปกติที่จะมีคนเห็นช่องว่างตรงนี้แล้วลอกเลียนแบบสินค้าของคุณเข้าไปขาย ตัวอย่างง่ายๆ ลองดู Baidu หรือ Renren ที่มีหน้าตาและฟังก์ชั่นต่างๆ ละม้ายคล้ายคลึง จนเป็นเหมือนกูเกิลและเฟซบุ๊กของจีน ทั้งสองบริษัทก่อตั้งได้และมีธุรกิจเติบโตเป็นพันล้าน เพราะมีช่องว่างในตลาดจีนที่สองยักษ์ใหญ่จากอเมริกาเข้าไปไม่ได้นี่แหละครับ

สร้างคุณค่ามากกว่าที่ตาเห็น
สิ่งที่คู่แข่งของคุณลอกเลียนแบบไปนั้นองค์ประกอบส่วนใดของสินค้าคุณ ดีไซน์? การใช้งาน? แพ็กเกจ? หรือรูปแบบ? แล้วนอกจากสิ่งที่ถูกเลียนแบบไปแล้ว สินค้าของคุณยังมีมูลค่าที่ลูกค้าต้องการซื้อหรือไม่

คุณค่าของสินค้าคุณอยู่ที่ไหน
ถ้าสินค้าของคุณเป็นแบบที่ลอกเลียนได้ง่าย และคุณค่าทุกอย่างอยู่ในบริบทของสิ่งที่จับต้องได้ การป้องกันการถูกเลียนแบบก๊อบปี้คงเป็นไปได้ยาก ในสินค้าบางอย่างคุณค่าของสินค้าไม่ได้อยู่แค่ในอุปกรณ์ที่จับต้องได้ แต่อยู่ในการบริการที่ต้องใช้งานร่วมกัน ในกรณีนี้การถูกเลียนแบบอาจอยู่ในส่วนของรูปแบบหน้าตาของสินค้า แต่คุณค่าที่มอบให้กับลูกค้านั้นลอกเลียนแบบกันยาก

สื่อสารกับลูกค้าอยู่เสมอ
การติดต่อสื่อสารกับลูกค้าเป็นเรื่องสำคัญ ถ้าเจ้าของสินค้าได้พูดคุยกับลูกค้าผู้ใช้อยู่เสมอจะสามารถสร้างความผูกพันหรือ Brand Affiliation ให้เกิดขึ้นได้ เมื่อพบสินค้าปลอมหรือลอกเลียนแบบก็สามารถแจ้งข่าวสารให้ลูกค้าได้รับรู้และระวังการถูกหลอกได้ทันที

เพิ่มไลน์สินค้า อุดช่องว่างของตลาด
ข้อมูลเชิงกลยุทธ์ที่คุณพลาดไม่ได้เมื่อวิเคราะห์คู่แข่งคือ มีช่องว่างทางตลาดใดที่สินค้าคุณยังไม่ได้ตอบโจทย์หรือไม่ สินค้าเลียนแบบอาจขายได้ดีในตลาดที่เน้นเรื่องราคา หรือในตลาดที่การกระจายสินค้าของคุณเข้าไม่ถึง ข้อมูลเหล่านี้ผู้ประกอบการควรนำมาวิเคราะห์ต่อว่าเราควรปรับสินค้าที่เรามีอยู่หรือเพิ่มไลน์สินค้าใหม่เพื่อตอบสนองต่อตลาดส่วนนี้

เครื่องหมายการค้า ทรัพย์สินทางปัญญา ห้ามละเลย
ไม่ว่าจะเกิดอะไร เราควรรอบคอบและมีมาตรการป้องกันทางกฎหมายอยู่เสมอ การจดทะเบียนลิขสิทธิ์และทรัพย์สินทางปัญญาจึงเป็นเรื่องที่ละเลยไม่ได้ในทุกกรณี

การลอกเลียนแบบคือการแสดงความนับถือที่จริงใจที่สุด
“Imitation is the sincerest form of flattery” คำกล่าวนี้เป็นจริงเสมอครับ พึงระลึกไว้ว่าถ้าสินค้าของเราไม่ดีจริงก็คงไม่มีใครเสียเวลามาก๊อบครับ สินค้าลอกเลียนเหล่านี้ก็ไม่แตกต่างจากคู่แข่งทางธุรกิจรายอื่นๆ ของเรา แทนที่ความกังวลเรื่องสินค้าถูกเลียนแบบ สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องทำคือหานวัตกรรมสร้างคุณค่าใหม่ให้กับสินค้าของเราเสมอ ทิ้งห่างพวกก๊อบปี้ไปเรื่อยๆ แล้วเราจะไม่มีวันต้องกังวลครับ

Catch me if you can!

ธีระ กนกกาญจนรัตน์
http://www.facebook.com/SMECompass

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

เข็มทิศSMEธีระ กนกกาญจนรัตน์เรื่องมีอยู่ว่าCatch Me If You Can!ทำอย่างไรเมื่อพบว่าสินค้าเราถูกก๊อป!?ก๊อบปี้ของก๊อบของปลอมเศรษฐกิจ

ข่าวแนะนำ

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันเสาร์ที่ 5 ธันวาคม 2563 เวลา 08:17 น.