วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
หนาวลม..ห่มรัก ที่..“บรูจจ์”

หนาวลม..ห่มรัก ที่..“บรูจจ์”

  • Share:

ทิวทัศน์สองฝั่งแม่น้ำที่เคยเป็นคูเมืองเก่า

พายุลูกเห็บสาดซัดเข้าใส่ระหว่างที่เรากำลังเดินทางไปรับประทานอาหารค่ำที่ร้าน Maximiliaan ในเมืองบรูจจ์

เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เจอพายุลูกเห็บแบบจริงๆจังๆ ทั้งหนาวสั่น ทั้งเจ็บเนื้อเจ็บตัวจากก้อนน้ำแข็งเล็กๆที่ซัดเข้าใส่แบบไร้ความปรานี หรือนี่...คือการต้อนรับของเหล่าเทวดา นางฟ้า ในเมืองริมชายฝั่งทะเลอันงดงามแห่งนี้

การบินไทย และ Flanders State of the Art ของเบลเยียม จัด Belgium FAM trip เพื่อโปรโมตการท่องเที่ยวเมืองช็อกโกแลตด้วยการพาทั้งสื่อมวลชนและบริษัททัวร์ยักษ์ใหญ่หลายบริษัทไปสัมผัสมนต์เสน่ห์ของเบลเยียม ด้วยคาดหวังว่าจะเป็นอีกหนึ่ง Destination ของเส้นทางบินและท่องเที่ยวในยุโรป

ดิสเพลย์ตุ๊กตาน่ารักๆเห็นได้ ทั่วไปตามร้านในเมืองบรูจจ์
รถม้า...หน้าจัตุรัสกลางเมือง

เริ่มต้นกันที่เมืองบรูจจ์ ที่แค่ชื่อเมืองก็ถกเถียงกันเสียแล้ว ว่าเขียนแบบไหนถึงจะถูก เอาเป็นว่าในภาษาอังกฤษเมืองนี้จะเขียนได้ 2 แบบ ถ้าเป็นแบบฝรั่งเศส จะเขียนว่า Bruges แต่ถ้าเป็นแบบดัตช์ จะเขียนว่า Brugge

แม้จะได้ยินคำร่ำลือถึงความสวยงามของเมืองนี้มาบ้างจากรอยเท้าของผู้คนที่เคยมาสัมผัสก่อนหน้านี้แล้ว แต่พลันที่เราเข้าสู่เขตเมืองอันเป็นมรดกโลกแห่งนี้ ก็ดูเหมือนจะตกหลุมรักแม่สาวน้อยบรูจจ์เข้าอย่างจริงๆจังๆ ประมาณรักแรกพบยังไงยังงั้นเลยทีเดียวเชียว

อาหารมื้อแรกในบรูจจ์ เป็นสตูว์ ที่เริ่มต้นก็ขำกันเสียแล้ว บางคนกินเนื้อ บางคนไม่กินเนื้อ สั่ง beef กับ no beef พอยกมาเสิร์ฟหน้าตาไม่เหมือนกันแต่คล้ายๆว่าจะเป็น beef ทั้ง 2 จาน คนขายยืนยันว่าไม่ใช่ beef แต่ไม่บอกว่าเป็นเนื้ออะไรแน่ กินไปสักพักก็ยังสงสัยเพราะรสชาติก็ไม่ใช่หมูอย่างที่ต้องการ เลยตัดสินใจไปถามแม่ครัวให้รู้เรื่อง แล้วก็ถึงบางอ้อ ไม่ใช่สิ...ต้องบอกว่าถึงบรูจจ์ เพราะแม่ครัวบอกว่า It’s not beef but it’s cow. คือว่า มันไม่ใช่เนื้อแต่มันเป็นวัว งานนี้ไม่มีใครกล้าโกรธหรือโมโห ก็คุณบอกแค่ว่า no beef ไม่ได้บอกว่า no cow...5555!

เมืองเล็กๆแบบนี้คนเขาซื่อกันดีจริงๆ

ท่าจอดเรือล่องชมเมือง..มองด้านหลังเห็นป้ายไม้เก่าแก่
อาคารเก่าในเมืองบรูจจ์

บรูจจ์ เป็นเมืองริมชายฝั่งทะเลที่โด่งดังเมืองหนึ่งของเบลเยียม เป็นเมืองเก่าแก่ที่มีอายุมากกว่า 1,200 ปี เคยเป็นเมืองทั้งเมืองท่าและเมืองหลวงทางเศรษฐกิจของยุโรปตอนเหนือ กระทั่งในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมเมื่อ 300 ปีก่อน ความเจริญของบรูจจ์เริ่มลดลงเรื่อยๆ ในที่สุดบรูจจ์ก็สูญเสียความสามารถในการแข่งขันให้กับเมืองที่ติดแม่น้ำใหญ่อย่างแอนท์เวิร์ปและอัมสเตอร์ดัม

ไม่รู้ว่าเป็นข้อดีหรือข้อเสีย ที่บรูจจ์ถูกหลงลืมไปในช่วงของการพัฒนาเศรษฐกิจอุตสาหกรรม แม่สาวน้อยนางนี้ซ่อนตัวอยู่ในซอกหลืบของอารยธรรมและความรุ่งเรืองในอดีตนานเกือบ 500 ปี จากที่เคยเป็นเมืองท่าขนาดใหญ่ เป็นเมืองหลวงทางเศรษฐกิจ กลายเป็นเมืองที่ไม่มีใครเข้ามาตั้งโรงงาน คนในเมืองก็เริ่มย้ายออกนอกเมือง ไม่มีการลงทุน เป็นเมืองที่ถูกทิ้งร้าง ซึ่งถ้ามองในแง่ดี ก็ต้องบอกว่า เพราะเธอถูกซ่อนไว้นี่เอง ทำให้ตึกรามบ้านช่อง อาคารทั้งหลายไม่ถูกทุบทำลายเหมือนเมืองอื่นๆในยุโรป แถมลำคลองที่เคยเป็นคูเมืองถึงสองชั้นก็ไม่ถูกถม ถนนและตึกเก่าๆยังคงอยู่ในสภาพเดิมๆ

และนี่ล่ะ...คือมนต์เสน่ห์ที่ทำให้บรูจจ์ถูกปลุกขึ้นอีกครั้งเมื่อยูเนสโกประกาศให้เป็นเมืองมรดกโลก ในปี ค.ศ.2000 และยังเป็นหนึ่งในเมืองที่ได้ชื่อว่าสวยที่สุดของยุโรปด้วย

คอนแวนต์เก่าริมแม่น้ำในเมือง
ล่องเรือชมเมือง..ไฮไลต์ของบรูจจ์

สหภาพยุโรปทุ่มงบประมาณจำนวนมากเพื่อบูรณะบรูจจ์ให้เป็นเมืองท่องเที่ยว ซึ่งก็ไม่เสียเปล่า เพราะทุกวันนี้ บรูจจ์กลายเป็นเมืองที่ผู้คนจากทั่วโลกอยากมาสัมผัส ความมีชีวิตชีวาของบรูจจ์กลับคืนมาอีกครั้งหลังจากที่ถูกฝังไว้กับรอยอดีตนานเกือบ 5 ศตวรรษ

จาก Grand Hotel Casselbergh Brugge ซึ่งเป็นโรงแรมที่เราพัก เดินไปไม่ถึง 5 นาที ก็จะถึง ลานเบิร์ก ซึ่งเป็นลานกว้างอีกแห่ง อยู่หน้าวังเก่า เป็นที่ตั้งของศาลาว่าการเมือง ที่ผสมผสานศิลปะทั้งโกธิคและเรเนซองส์เข้าด้วยกันอย่างลงตัว ด้านข้างๆอีกมุมเป็นที่ตั้งของ Holy Blood หรือ บาซิลิกาแห่งพระโลหิต ซึ่งเป็นที่เก็บกระบอกที่เชื่อกันว่าภายในบรรจุหยดพระโลหิตพระเยซู ที่พวกครูเสดนำมาราวปลายศตวรรษที่ 12 เดินถัดออกไปอีกนิดจะถึงจัตุรัสกลางเมืองที่เรียกว่า “มาร์เก็ตสแควร์” (MARKET SQUARE) ซึ่งมีหอระฆัง ป้อมปราการประจำเมือง และพิพิธภัณฑ์หลายแห่ง รวมถึงตลาด ร้านขายของที่ระลึก และร้านช็อกโกแลตซึ่งถือเป็นไฮไลต์ของเบลเยียม

ทั้งบริเวณหน้าจัตุรัสและลานเบิร์กมีรถม้าจอดรอไว้บริการนักท่องเที่ยว หนุ่มสาวหลายคู่จับจองรถม้านั่งชมเมือง เช่นเดียวกับคุณป้า คุณลุงหลายคู่ที่มารำลึกอดีตแห่งความรักกันในเมืองสวยงามแห่งนี้

ภาพในพิพิธภัณฑ์เบียร์ HENRI MAES
ขวดเบียร์แบบเก่า

และเพราะบรูจจ์เคยเป็นเมืองที่รุ่งเรืองอย่างมากในอดีต เป็นเมืองของเหล่าพ่อค้าวานิช เศรษฐี รวมทั้งศิลปินผู้รังสรรค์งานศิลปะ อย่างมิเกลันเจโล หรือที่รู้จักกันดีในชื่อของไมเคิล แองเจโล เจ้าของประติมากรรมรูปแกะสลักเดวิด ในเมืองฟลอเรนซ์ ซึ่งได้ฝากผลงานประติมากรรม ที่ชื่อว่า Madonna & Child ซึ่งถือได้ว่าเป็นงานศิลปะที่งดงามอีกชิ้นหนึ่งไว้ในโบสถ์พระแม่มารีของเมืองบรูจจ์ด้วย

นอกจากสถาปัตยกรรมที่ยิ่งใหญ่แล้ว ในบรูจจ์ยังมีโรงผลิตเบียร์เก่าแก่ที่ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในตำนานเบียร์ที่มีอยู่มากกว่า 600 แบรนด์ของเบลเยียม เราได้มีโอกาสไปชมโรงเบียร์ HENRI MAES หนึ่งในความภาคภูมิใจของชาวบรูจจ์ เป็นโรงเบียร์ของครอบครัวที่ดำเนินกิจการสืบต่อกันมา 6 ชั่วอายุคน ปัจจุบันบริหารงานโดย Xavier Vanneste ที่สืบต่อกิจการจากมารดาคือ Veronique Maes ทายาทรุ่นที่ 5 ของตระกูล ที่นี่มีทั้งเบียร์ให้ดื่มและยังเป็นพิพิธภัณฑ์ที่บอกเล่าเรื่องราวของเบียร์ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดแบรนด์หนึ่งของบรูจจ์

ยามค่ำคืนของบรูจจ์ไม่คึกคักเหมือนเมืองใหญ่ๆทั่วไป ยิ่งวันนั้นเป็นวันที่ฝนตกหนัก พายุลูกเห็บกระหน่ำยิ่งทำให้เมืองเล็กดูเหงามากขึ้นไปอีก

ภาพแสดงการส่งเบียร์ในยุคก่อน
ถนนเล็กๆในเมือง

วันรุ่งขึ้นเรามีโปรแกรมล่องเรือที่ถือว่าใครมาเที่ยวบรูจจ์ไม่ควรพลาดโปรแกรมนี้ เพราะการล่องเรือในบรูจจ์จะทำให้คุณได้เห็นมนต์ขลังของสถาปัตยกรรมทั้งบาร็อก เฟลมมิช และเรเนซองส์ ผ่านอาคารบ้านเรือน โบสถ์ รวมถึงบ้านที่สร้างด้วยไม้ทั้งหลัง ที่ยังคงสภาพสม-บูรณ์และสวยงามมาก หงส์ขาวว่ายน้ำเริงระบำอวดโฉม ว่างามยิ่งกว่าสัตว์ปีกชนิดใดในโลก

ลมพัดต้องผิวกายหนาวยะเยือกเป็นช่วงๆ ระหว่างล่องเรือ คนขับเรือซึ่งทำหน้าที่เป็นไกด์ด้วยอธิบายความเก่าแก่ของอาคารแต่ละหลังทั้งโบสถ์ที่มีหน้าต่างที่เล็กที่สุดในโลก คอนแวนต์ชีมืดเบกินฮอฟ ที่ตั้งมาเกือบ 1,000 ปี

น่าเสียดายที่เขาให้พักในบรูจจ์แค่คืนเดียว ต้องเดินทางต่อไปยังเกนท์ และแอนท์เวิร์ป อย่างที่เขาว่ากันว่าเวลาแห่งความสุขมักจะอยู่กับใครไม่นานนัก

ศาลาว่าการเมือง

เราหันหลังจากบรูจจ์ พร้อมสัญญาก่อนลากับแม่สาวน้อยว่า จะกลับมาหาเธออีกครั้ง

ก็หลงรักเสียขนาดนี้...ไม่ปล่อยให้ตัวเองเหงานานแน่นอน.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้