ไลฟ์สไตล์
100 year

หรือ 'โอบามา' เป็นต้นเหตุทำ 'เดโมแครต' พ่ายยับเลือกตั้งกลางเทอม?

ไทยรัฐออนไลน์7 พ.ย. 2557 05:30 น.
SHARE

การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐอเมริกาซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันอังคาร (4 พ.ย.) จบลงด้วยชัยชนะอย่างยิ่งใหญ่ของพรรคฝ่ายค้าน 'รีพับลิกัน' ทำให้ประธานาธิบดีบารัค โอบามา แห่งพรรครัฐบาล 'เดโมแครต' กลายเป็นประธานาธิบดีคนที่ 3 ติดต่อกันที่รับตำแหน่งโดยครองเสียงข้างมากในสภาทั้ง 2 ของสภาคองเกรส แต่เตรียมอำลาตำแหน่งโดยเสียการควบคุมสภาทั้ง 2

การเลือกตั้งเป็นไปอย่างสูสี แต่รีพับลิกันก็สามารถยึดเก้าอี้วุฒิสมาชิกเพิ่มอีก 7 ที่นั่ง พลิกกลับเป็นฝ่ายครองเสียงข้างมากในสภาสูง เพิ่มเก้าอี้ในสภาผู้แทนราษฎรที่พวกเขาครองเสียงข้างมากอยู่แล้ว รวมถึงชนะการเลือกตั้งผู้ว่าการรัฐในถิ่นของพรรครัฐบาลเดโมแครตอย่าง แมรีแลนด์, อาร์คันซอ, แมสซาชูเซตส์ และ อิลลินอยส์ ทำให้เดโมแครตซึ่งพ่ายอย่างสิ้นเชิงต้องกลับมาคิดว่า มันเกิดอะไรขึ้น

ข่าวแนะนำ

หนังสือพิมพ์ของสหรัฐฯ ล้อเลียนวาทกรรม 'Hope' (ความหวัง) ของโอบามา โดยเปลี่ยนเป็นคำว่า 'Nope' (ไม่) แทน หลังเดโมแครตพ่ายเลือกตั้ง
หนังสือพิมพ์ของสหรัฐฯ ล้อเลียนวาทกรรม 'Hope' (ความหวัง) ของโอบามา โดยเปลี่ยนเป็นคำว่า 'Nope' (ไม่) แทน หลังเดโมแครตพ่ายเลือกตั้ง

นักวิเคราะห์ระบุว่า สาเหตุที่ทำให้เดโมแครตแพ้มีหลายประการ ทั้งความผิดหวังต่อตัวนายโอบามาที่เพิ่มสูงขึ้น, การเสียฐานเสียงของผู้โหวตอิสระ และความล้มเหลวในการโน้มน้าวชาวอเมริกันให้เชื่อว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ กำลังฟื้นตัวขึ้น

ประเด็นเรื่องเศรษฐกิจเป็นปัจจัยสำคัญที่สุด สำหรับการตัดสินใจของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งชาวอเมริกัน (ตามเอ็กซิทโพลของ เอบีซีและวอชิงตันโพสต์) ที่ผ่านมาโอบามาใช้ตัวบ่งชี้ทางเศรษฐกิจสร้างความหวังให้กับชาวอเมริกัน โดยเฉพาะในการเลือกตั้งปี 2009 ซึ่งเศรษฐกิจสหรัฐฯถดถอยถึงขีดสุด โอบามาก็ให้ความหวังแก่ชาวอเมริกันด้วยคำว่า ‘เปลี่ยนแปลง’ ทำให้เขาได้นั่งเก้าอี้ประธานาธิบดีเป็นสมัยแรก

อย่างไรก็ตาม แม้รัฐบาลโอบามาจะสามารถลดอัตราว่างงานลงเหลือ 5.9% และเศรษฐกิจมีอัตราการเติบโต 3.5% ในไตรมาส 3 แต่ผลสำรวจของ ฟ็อกซ์นิวส์ ชี้ว่าชาวอเมริกัน 70% คิดว่า สภาพเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ในปัจจุบันไม่ดีและไม่ร้าย มีเพียง 1% ที่บอกว่า เศรษฐกิจกำลังอยู่ในสภาพดีเยี่ยม ขณะเดียวกัน มีชาวอเมริกันเพียง 31% ที่เชื่อว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ ตอนนี้กำลังเดินไปถูกทาง ลดลงจาก 46% ในปี 2012

ชาวอเมริกันใช้สิทธิ์เลือกตั้ง
ชาวอเมริกันใช้สิทธิ์เลือกตั้ง

การเลือกตั้งครั้งล่าสุด ยังแสดงให้เห็นว่าผู้ใช้สิทธิ์เกือบ 8 ใน 10 ไม่เชื่อว่า รัฐบาลเดโมแครตกำลังอยู่บนเส้นทางที่ถูกต้อง รวมถึงไม่เชื่อมั่นในตัวประธานาธิบดี และวุฒิสมาชิกเดโมแครต

ก่อนการเลือกตั้ง มีการเปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนชี้ว่า มีชาวอเมริกันเกือบ 60% ไม่พอใจการทำงานของนายโอบามา ขณะที่นางกลอเรีย เบอร์เกอร์ นักวิเคราะห์การเมืองของสำนักข่าวซีเอ็นเอ็น กล่าวว่า เหตุผลที่เดโมแครตแพ้ ทั้งที่การเลือกตั้งต้องลุ้นจนถึงช่วงสุดท้าย เป็นเพราะผู้โหวตไม่ได้นิยมชมชอบพรรคเดโมแครต หรือรีพับลิกันเป็นพิเศษ แต่ที่ผลเป็นเช่นนี้เพราะพวกเขาไม่ชอบนายโอบามามากกว่า

สิ่งที่ยืนยันคำพูดของนางเบอร์เกอร์ คือ แม้ผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนเสียงจะไม่เลือกผู้สมัครจากเดโมแครต แต่พวกเขากลับสนับสนุนนโยบายหลายอย่างของเดโมแครต เช่น ชาวอเมริกันในรัฐอะแลสกา, อาร์คันซอ, เนบราสกา และเซาท์ดาโกตา ลงประชามติเห็นชอบ เรื่องการขึ้นรายได้ขั้นต่ำ ขณะที่ การลงประชามติต้านการทำแท้งในรัฐโคโลราโด ซึ่งเสนอโดยรีพับลิกัน กลับไม่ได้รับการยอมรับ

ชาวรัฐอิลลินอยส์รวมตัวเรียกร้องขอขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ
ชาวรัฐอิลลินอยส์รวมตัวเรียกร้องขอขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ

ความนิยมที่ลดลงของโอบามา เป็นผลมาจากปัญหาด้านนโยบาย กฎหมายประกันสุขภาพ 'โอบามาแคร์' ซึ่งควรจะเป็นนโยบายเรือธงของรัฐบาลโอบามา กลับเจอตอตั้งแต่วันแรกที่เริ่มเปิดรับสมัคร หลังเว็บไซต์ลงทะเบียนล่มเนื่องจากมีผู้ใช้งานมากเกินไป และใช้เวลาแก้ไขเป็นเวลานานกว่าจะกลับมาใช้การได้อีกครั้ง ส่วนการปฏิรูปกฎหมายคนเข้าเมือง ก็ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยด้านนโยบายต่างประเทศ คำพูดของโอบามาที่ว่า เขายังไม่มีแผนยุทธศาสตร์สำหรับจัดการกับกลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลาม (ไอเอส) ในซีเรีย เมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา และการออกมายอมรับว่า รัฐบาลของเขาประเมินกลุ่มติดอาวุธกลุ่มนี้ต่ำไป รวมถึงการไม่กล้าออกนโยบายที่ชัดเจนเพื่อรับมือการระบาดของเชื้อไวรัสอีโบลาในแอฟริกาตะวันตก ส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อความเชื่อมั่นของประชาชน และฝ่ายรีพับลิกันก็โจมตีโอบามาว่า ไม่กล้าเคลื่อนไหวจัดการปัญหาใหญ่ๆ

หลังทราบผลเลือกตั้ง แม้แต่สมาชิกเดโมแครตบางคน เช่น นายเดวิด โครน หัวหน้าเจ้าหน้าที่ของนายแฮร์รี รีด ประธานเสียงข้างมากแห่งวุฒิสภา ยังกล่าวโทษนายโอบามาว่า เป็นต้นเหตุของความพ่ายแพ้ครั้งนี้ และโอบามาก็ถูกโดดเดี่ยวจากพรรคต้นสังกัดของเขามากอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เห็นได้จากผู้สมัครรับการเลือกตั้งคราวนี้หลายคนปฏิเสธความช่วยเหลือของโอบามาระหว่างการหาเสียง

มิตช์ แมคคอนเนล
มิตช์ แมคคอนเนล

ในขณะที่ฝ่ายเดโมแครตพลาดเองหลายประการ รีพับลิกัน ก็พัฒนาจุดด้อยของตัวเองขึ้นมา เช่น ในด้านการใช้เทคโนโลยี ทำให้พวกเขาสามารถเข้าถึงชาวอเมริกันได้มากขึ้น รีพับลิกันยังคัดกรองผู้สมัครที่มีคุณภาพ ไม่ให้ซ้ำรอยเหตุการณ์เดิมๆ เช่น กรณี ท็อดด์ อาคิน ผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งสร้างความตกตะลึงให้ชาวอเมริกันด้วยการพูดถึงเรื่อง การข่มขืนโดยชอบด้วยกฎหมาย

นายมิตช์ แมคคอนเนล วุฒิสมาชิกสังกัดรีพับลิกัน ว่าที่ประธานวุฒิสภาเสียงข้างมากคนใหม่ ระบุว่า การเลือกผู้สมัครเป็นปัจจัยสำคัญในชัยชนะของพวกเขา พวกเขาเรียนรู้จากการเลือกตั้ง 2 ครั้งก่อน ว่า หากไม่มีผู้สมัครที่น่าเชื่อถือแล้ว ก็ไม่อาจกุมความได้เปรียบ

ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งอิสระซึ่งไม่ใช่ฐานเสียงของฝ่ายใด มีส่วนอย่างมากต่อชัยชนะของรีพับลิกัน โดยผลสำรวจเอ็กซิทโพลระบุว่า ผู้ใช้สิทธิ์กลุ่มนี้ ซึ่งคิดเป็น 28% ของผู้ใช้สิทธิ์ทั้งหมด 53% ลงคะแนนให้รีพับลิกัน ขณะที่ 43% ลงคะแนนให้เดโมแครต

การสูญเสียเสียงข้างมากในสภาคองเกรสไป และการถูกโดดเดี่ยว หมายความว่า โอบามาต้องเล่นการเมืองอย่างระมัดระวังยิ่งกว่าเดิม ซึ่งโอบามาก็ได้ออกมาให้คำมั่นแล้วว่า จะทำงานร่วมกับคองเกรสของรีพับลิกัน แต่ไม่วายเตือนด้วยว่า เขาอาจจำเป็นต้องวีโตร่างกฎหมายบางข้อ จึงเชื่อว่า การเมืองสหรัฐฯ หลังจากนี้จะยังคงร้อนแรงต่อไป จนถึงการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2016

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

บารัค โอบามาเลือกตั้งเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐเดโมแครตรีพับลิกันแพ้เลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎรสภาคองเกรสวุฒิสภาความนิยมเศรษฐกิจสกู๊ปออนไลน์ข่าวต่างประเทศ

ข่าวแนะนำ

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันศุกร์ที่ 4 ธันวาคม 2563 เวลา 18:35 น.