วันศุกร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
'โปรคูเรอร์' ผมใช้ใจตัวเอง พิสูจน์แฟนบอลมังกรไฟ

'โปรคูเรอร์' ผมใช้ใจตัวเอง พิสูจน์แฟนบอลมังกรไฟ

  • Share:

ย้อนกลับไปเมื่อ 15 ปีก่อน นักธุรกิจหนุ่มชาวเบลเยียมร่างสูง จมูกแหลม เฟี้ยว ได้ริเริ่มกลับเข้าสู่วงการลูกหนังเป็นครั้งที่ 2 ในชีวิต หลังร่วมก่อตั้ง เจเอ็มจี อะคาเดมี ในประเทศไทย จากนั้นร่วมก่อตั้งสโมสรฟุตบอลเมืองทอง ยูไนเต็ด เมื่อปี 2006 เขาดึงนักเตะเยาวชนจากแอฟริกาฝีเท้าดี มากมาย ซึ่ง "ดาโน เซียกา" ดาวเตะไอวอรีโคสต์ ที่ขึ้นทำเนียบนักเตะต่างชาติในตำนานของไทยลีก ของเพื่อนตำรวจ และ "ซูมาโฮโร ยายา" ที่ถูกขายไปให้ทีมเคเอเอ เกนท์ ในเบลเยียม ถึง 20 ล้านบาท นักเตะเหล่านี้สร้างตำนานบทแรกของไทยพรีเมียร์ลีก ตั้งแต่ยุคปี 2009 จนพาเมืองทองเป็นแชมป์ลีกสูงสุด 2 สมัยติดต่อกัน...

ภาพลักษณ์ที่เหมือนกับนักธุรกิจเต็มขั้น แว่นดำที่สวมใส่ พร้อมกับมาดฝรั่งที่เต็มไปด้วยเม็ดเงินในหัว ทำให้ "โรเบิร์ต โปรคูเรอร์" ถูกมองว่าเป็น “นักธุรกิจ” ไม่ใช่ผู้สันทัดด้าน “ฟุตบอล” แต่เมื่อเขาจะเข้ามา พร้อมปรัชญาการสร้างเด็ก โครงสร้างสโมสรที่มั่นคง โดยมีทีมเยาวชนเป็นรากฐานสำคัญ อันนำมาสู่ความเป็นสโมสรฟุตบอลอาชีพอย่างเต็มตัว

“ปรัชญาของผมคือ การสร้างทีมโดยเริ่มจากเยาวชน ทีมฟุตบอลในแบบฉบับของผม ต้องไม่ใช่ทีมเงินถุงเงินถังที่ใช้เงินมือเติบ” ร็อบ เริ่มเล่า

“ผมจะเล่าให้ฟังว่า ความจริงแล้วชีวิตการเป็นผู้บริหารฟุตบอลของผมเริ่มต้นขึ้นได้อย่างไร ผมเคยเป็นนักฟุตบอลอาชีพมาก่อนในลีกสูงสุดของเบลเยียม กับทีมอาร์ดับบลิวดีเอ็ม บรัสเซลส์ ผมเล่นเป็นกองหน้า จริงๆ แล้วยิงได้เยอะเลยแหละสมัยเล่นอยู่เยาวชน แต่ผมแขวนสตั๊ดเมื่ออายุ 34 ปี เพราะขณะนั้น ทีมหล่นลงไปเล่นในลีกล่าง จึงหันไปทำธุรกิจส่วนตัวแทน แต่คนที่สร้างแรงบันดาลใจให้ผมกลับเข้าสู่วงการฟุตบอลเป็นครั้งที่ 2 คือ ฌอง มาร์ค กีลัวร์ ผู้ก่อตั้งอะคาเดมีชื่อดัง เจเอ็มจี เขาชักชวนผมกลับเข้ามาทำฟุตบอลเด็ก และเป็นผู้สอนความเป็น “ตาเหยี่ยว” ในการเป็นแมวมองให้กับผม ดูให้ออกว่าเด็กแต่ละคนมีดีอะไรและอย่างไร คนมากกว่า 40–50 ล้านคน มองออกว่า คริสเตียโน โรนัลโด คือสุดยอดนักเตะในปัจจุบัน แต่ในวัยเด็กจะมีใครมองออกบ้างไหม นี่แหละคือวิชาที่ผมได้รับจากกีลัวร์ นอกจากนี้ อาร์แซน เวนเกอร์ ผู้จัดการทีมอาร์เซนอล ยังเป็นอีกคนที่เป็นแรงบันดาลใจให้กับผม เราค่อนข้างสนิทกัน”

โปรคูเรอร์ กับ เวนเกอร์ ที่เขาชื่นชมการทำงาน

เครือข่ายคอนเนกชั่น และวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลของเขา ทั้งในไทยและต่างประเทศ เขาพาเมืองทองฯ ประสบความสำเร็จ และนักเตะหลายคนที่มาชุบตัวในไทย ก็ได้ดิบได้ดีในยุโรป ทั้ง ซูมาโฮโร ยายา และ คริสเตียน ควาคู

และการก้าวเข้ามาสู่บีอีซี เทโรฯ เพียงแค่ฤดูกาลแรก ก็พาทีมรั้งอันดับ 3 เป็นครั้งแรก ในรอบหลายปี แต่ภาพลักษณ์ที่ดูเหมือนนักธุรกิจ และไม่เคยป่าวประกาศกับใครว่า เขาคืออดีตนักฟุตบอล ทำให้หลายครั้งไม่วายถูกแฟนบอลตราหน้า เพราะข่าวลือที่ล่องลอยมาว่าเป็น “ฝรั่งหน้าเงิน” ที่หวังเข้ามากอบโกยเม็ดเงินจากสโมสร โดยไม่มีเรื่องโลกของลูกหนัง

เหล่าแฟนบอลมังกรไฟ

ช่วงกลางปี 2013 “สาวกมังกรไฟ” รวมตัวกันต่อต้านการบริหารงานของโปรคูเรอร์ เพราะข่าวลือต่างๆ นานา อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จในฤดูกาลนี้ บ่งบอกว่า โครงสร้างและรากฐานที่เขาวางไว้ให้กับสโมสร ตั้งแต่เข้ามารับงานเมื่อต้นปี 2012 ได้เริ่มเห็นผลแล้ว

“ทีมเรามีงบประมาณน้อยกว่าทีมยักษ์ใหญ่ไทยลีก ทั้งเมืองทองฯ และ บุรีรัมย์ รวมถึงทีมอื่นๆ บางสโมสร 2-3 เท่า เราจึงต้องอาศัยการดึงนักเตะดาวรุ่งฝีเท้าดีเข้ามาปั้น และสร้างโอกาสให้กับพวกเขา ผมคิดว่าทุกวันนี้โครงสร้างสโมสรของบีอีซี เทโรฯ ที่ผมวางไว้ให้ ดีกว่าเมืองทองด้วยซ้ำไป”

แข้งบีอีซีฯได้เฮทุกครั้งยามลงสนาม

“บางครั้งแฟนบอลไม่เข้าใจว่า ปรัชญาของผมและสโมสรที่แท้จริงคืออะไร พวกเขายังได้รับข่าวลือที่ไม่ผ่านการกลั่นกรอง ทั้งค่าหัวคิวนักเตะ คอมมิชชั่นต่างๆ จึงยอมขายนักเตะบางคนออกไป เป็นคำพูดจากนักเตะที่ออกจากทีมไปบ้าง หรือใครต่อใครบ้างก็ตาม หรือบางครั้งพวกเขา (แฟนบอล) คิดถึงเรื่องที่ต้องชนะเพียงอย่างเดียว” ร็อบเริ่มเล่าอีกครั้งด้วยเสียงจริงจัง

“มันเป็นเรื่องที่ทำใจลำบากนะ ที่ได้รับรู้ว่าพวกเขาคิดอย่างไร และได้ยินว่าพวกเขาว่าผมอย่างไร แต่เราไม่สามารถหยุดความคิด หรือคำพูดของผู้คนได้ ผมก็คิดเพียงแค่ว่า ผมต้องใช้ “ใจ” ทำทีมต่อไป บอกตัวเองว่าทำถูกทางแล้ว”

“แต่ทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ได้ทำให้ผมโกรธพวกเขาแม้แต่นิดเดียว และคิดว่าหากวันหนึ่งทีมประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่วางเอาไว้ พวกเขาจะเข้าใจผม และวันนี้ก็เริ่มเป็นไปอย่างที่ผมคิดไว้ แฟนบอลเริ่มยอมรับ เข้าใจปรัชญาของสโมสร ซึ่งผมก็เริ่มมีความสัมพันธ์ที่ดีกับแฟนบอลแล้ว” โปรคูเรอร์ กล่าว

ความสำเร็จที่เริ่มเห็นเป็นรูปธรรม ทั้งการคว้าอันดับ 3 ของไทยพรีเมียร์ลีก และที่สำคัญ การคว้าแชมป์โตโยต้า ลีกคัพ ถ้วยรางวัลแรกในรอบ 12 ปีของสโมสร บวกกับนักเตะดาวรุ่งฝีเท้าดีเมื่อ 3 ปีก่อน ที่กลายเป็นนักเตะทีมชาติเกือบทั้งหมด ทั้งชนาธิป สรงกระสินธ์, ธนบูรณ์ เกษารัตน์, พีระพัฒน์ โน้ตชัยยา, อดิศร พรหมรักษ์ และ นฤบดินทร์ วีรวัฒโนดม ที่เพิ่งย้ายไปร่วมทีม บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด

แข้งมังกรไฟฉลองแชมป์โตโยต้า ลีกคัพ 2014

อย่างไรก็ตาม “ร็อบ” ยังยึดมั่นถือมั่นในปรัชญาการวางโครงสร้าง และแนวทางเกี่ยวกับเน้นใช้ดาวรุ่งที่ก้าวขึ้นมาใหม่จากบีซีซี เอฟซี ทีมน้องในศึกดิวิชั่น 2 รวมถึงการเฟ้นหาดาวรุ่ง 17-18 ปี เข้าสู่ทีมเพิ่มเติม ผสมผสานกับนักเตะที่มีอยู่ในปัจจุบันต่อไป

“เรายังต้องพิจารณาเฟ้นหาและดึงดาวรุ่งขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่เรื่อยๆ หลังจบฤดูกาลนี้ แม้เราจะเสีย นฤบดินทร์ กับ นฤพล อารมณ์สวะ ไปแล้ว แต่เราได้ อดิศักดิ์ ไกรษร กองหน้าวัย 23 ปี จากทีมบุรีรัมย์ฯ มาทดแทน นี่คือตำแหน่งที่เราต้องการมาโดยตลอด ที่สำคัญคือ เขาเป็นคนไทย ปีหน้าเรายังต้องการนักเตะต่างชาติดีๆ มาเสริมแทนนักเตะที่เราเสียไป ทั้ง ไดกิ อิวามาสะ และ โช ชิโมจิ ซึ่งตำแหน่งที่เราต้องการที่สุดขณะนี้คือ กองหน้า และ เซ็นเตอร์ฮาล์ฟ แต่เชื่อผมเถอะ ด้วยเด็กๆ ชุดนี้ จะช่วยกันพา บีอีซี เทโร ศาสน คว้าแชมป์ลีกได้สักวัน ผมมั่นใจ แต่ผมตอบไม่ได้ว่าปีหน้าหรือปีถัดไป แล้วเมื่อทำได้ มันจะเหมือนกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในชุด Class of ’92 นั่นแหละ"

“และผมจะทำเทโรฯต่อไป จนกว่าจะเห็นความสำเร็จที่เด็กๆ เหล่านี้ พากันคว้าแชมป์ลีก” กล่าวปิดท้าย โปรคูเรอร์ 

ภาพจากสโมสรบีอีซี เทโร ศาสน

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้