วันจันทร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
คิดเยอะเกินปัญหา ปรึกษาหลังคาแดง

คิดเยอะเกินปัญหา ปรึกษาหลังคาแดง

  • Share:

คนมีอาการทางจิตต้องแค่ไหน อย่างไร ถึงจะเข้าตรวจรักษาที่ “บ้านหลังคาแดง”

“ถ้าความเครียดทั่วไปอย่างในชีวิตประจำวันไม่ต้องมาหาหมอ เพราะคนจะสบายใจทุกวันเวลาคงไม่มี แต่ถ้าเครียดแล้วมีอาการมาก จนกระทั่งคนรอบข้างทัก อย่างสีหน้าไม่ดี อารมณ์ไม่ดีติดต่อกันหลายๆวันอย่างนี้ อาจต้องขอคำปรึกษาแพทย์ เพื่อเข้ารับการรักษา” นพ.สินเงิน บอก

นพ.สินเงิน สุขสมปอง ผอ.สถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา อธิบายระดับอาการทางจิตของคน พลางเสริมว่า คนที่ต้องส่งเข้ารักษาโรงพยาบาลนั้นจะต้องแสดงอาการมาก อย่างทำร้ายตัวเอง ทำลายข้าวของ ถ้าถึงขนาดนี้แล้ว “โรงพยาบาลจะรับเอาไว้เป็นผู้ป่วยใน”

สถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา เป็นสถานที่รับผู้มีอาการทางจิตเข้ารักษาแห่งแรกของประเทศไทย ตั้งแต่ก่อตั้งเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ.2432 จนถึงบัดนี้รวม 125 ปี ได้เปลี่ยนชื่อมาหลายครั้ง ชื่อแรกคือ “โรงพยาบาลคนเสียจริต” เพราะเรือนผู้ป่วยใช้สังกะสีมุงหลังคาสีแดง ชาวบ้านจึงเรียก “บ้านหลังคาแดง” และเพราะตั้งอยู่บริเวณปากคลองสาน จึงเรียกอีกชื่อว่า โรงพยาบาลปากคลองสาน

ต่อมา พ.ศ. 2475 ศ.หลวงวิเชียรแพทยาคม ผอ.สมัยนั้น ได้เปลี่ยนชื่อเป็น “โรงพยาบาลโรคจิตต์ธนบุรี” ต่อมา ศ.นพ.ฝน แสงสิงแก้ว เปลี่ยนชื่อใหม่เมื่อ พ.ศ.2497 ว่า “โรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา” และต่อมาในปี พ.ศ.2545 ได้เปลี่ยนชื่อเป็น “สถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา”

ตลอดเวลา 125 ปีที่ผ่านมา ไม่ว่าชื่อจะเปลี่ยนไปอย่างไร แต่ภารกิจก็ยังคงเดิม คือรักษาคนที่มีอาการทางจิต

สภาพจิตใจของคนในยุคเศรษฐกิจตกต่ำ ราคาข้าวของแพงอย่างปัจจุบัน มีอัตราคนเข้ารับการรักษามากน้อยเพียงใด นพ.สินเงินบอกว่า “อัตราผู้ป่วยไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากนัก ไม่ว่าจะเป็นประเภทวิตกกังวล ซึมเศร้า ทั้งคนไข้นอกและในก็ยังมีมากอยู่ตามอัตราปกติ ในจำนวนคนที่เข้ามารักษา ส่วนใหญ่เป็นประเภทประสาทหลอน หูแว่ว และหวาดระแวง”

พลางสรุปว่า “ถือว่าเพิ่มไม่มาก เมื่อสองสามปีที่ผ่านมา แม้จะมีปัญหาเรื่องการเมือง คนเครียด ทำงานอะไรก็เครียดเพราะมีผลกระทบไปทั้งหมด ช่วงนั้นคนก็เพิ่มไม่มาก คงยังไม่ถึงขนาดทำให้คนเจ็บป่วย คนยังปรับตัว ยังใช้ชีวิตได้ แม้จะมีคนได้รับผลกระทบบ้าง แต่ก็ไม่มากนัก”

เรื่องการดูแลผู้มีอาการทางจิต ผู้อำนวยการฯบอกว่า รพ.พยายามพัฒนาระบบบริการเพื่อให้คนได้เข้าถึงการบริการ นอกจากนั้น แม้จะมีโรงพยาบาลแนวเดียวกันนี้เกิดขึ้นใหม่ แต่ทางโรงพยาบาลก็ได้สร้างเครือข่ายออกไปยังต่างจังหวัด

ส่วนในกรุงเทพมหานครก็ประสานกับสำนักอนามัยทั่ว กทม. มีความร่วมมือกันอย่างเป็นรูปธรรม เช่น มีการส่งคนไข้ให้แก่กันดูแล และรับเข้ารักษา ส่วนในต่างจังหวัดโดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคตะวันออก ทาง รพ.ได้สร้างเครือข่ายและส่งบุคลากรทางการแพทย์ไปดูแล และยังมีอาสาสมัครให้ความร่วมมืออีกด้วย

เมื่อถามถึงเครื่องมือต่างๆที่ใช้ในการตรวจรักษา มีครบครัน ทันสมัยและพอเพียงหรือไม่อย่างไร ผู้อำนวยการฯบอกว่า โรงพยาบาลมีอุปกรณ์ต่างๆทันสมัยและครบครัน ปัจจุบันกำลังเล็งเปลี่ยนอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ตรวจสมองเข้ามาประจำการเครื่องหนึ่ง ราคาประมาณ 10 ล้านบาท

ลึกเข้าไปในห้องปฏิบัติการทางจิตวิทยา นางสุจิตรา อุสาหะ กลุ่มงานจิตวิทยา บอกว่า ขอบข่ายงานของเธอคือ รับผู้ป่วยเข้าตรวจ ศึกษาผล แล้วนำผลไปใช้ร่วมกับแพทย์ต่อไป การทำงานเบื้องแรกคือ ทดสอบความสามารถของผู้ป่วยด้านเชาวน์ปัญญา การปรับตัว การอยู่ร่วมกับคนในครอบครัว

“เรามีหน้าที่ปรับตัวให้เขาอยู่ร่วมกับครอบครัว เพื่อนร่วมงาน โดยหลักก็คือ ให้เขารู้จักตัวเองจริงๆ แล้วปัญหาไม่ใช่ปัญหา แต่วิธีการจัดการกับปัญหานั่นแหละ คือปัญหา”

อาการผู้เข้ารักษาที่ปรากฏส่วนมาก “ผู้ป่วยมักจะคิดไปเอง เราต้องให้เขาช่วยตัวเอง วิธีการเช่น ฝึกให้คิดอย่างเป็นเหตุเป็นผล คิดไปตามความเป็นจริง เพราะความคิดมีผลต่ออารมณ์ อารมณ์มีผลต่อระบบร่างกายและพฤติกรรม เหตุการณ์ไม่ใช่ตัวปัญหา แต่ความคิดของเราต่อเรื่องนั้นๆต่างหากที่เป็นปัญหา ถ้าเราคิดเป็น เราก็มีทางเลือกหลายอย่าง ถ้าเราคิดไม่เป็นก็จะเหมือนวัวพันหลัก”

ดังนั้น “เราต้องเท่าทันความคิดของตัวเอง เพราะความคิดจะส่งผลต่อจิตใจและร่างกาย เป็นต้นว่ากินไม่ได้นอนไม่หลับ ไม่มีสมาธิในการทำงาน ถ้าเราคิดให้รอบด้าน 360 องศา เราก็จะเห็นทางออกของปัญหา เราต้องคิดอย่างใช้ปัญญา ไม่ใช่คิดตามกระแสอารมณ์”

สรุปแล้ว “ความคิด” เป็นปัญหาสำคัญที่ก่อให้เกิดโรค

เมื่อเกิดโรคแล้ว ถ้าไม่ส่งผลร้ายกับตนเองและคนในสังคมก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าเป็นปัญหาต่อตนเองและคนในสังคม ปัญหาใหญ่ก็จะตามมา นพ.กัมปนาท ตันสิถบุตรกุล จิตแพทย์ผู้เคยร่วมทำคดีดังๆมาแล้วบอกว่า ส่วนใหญ่ผู้ป่วยที่เป็นฆาตกรโรคจิต มักมีอารมณ์แปรปรวน เกี่ยวข้องกับสารเสพติด ทำให้การควบคุมตนเองเสียไป การก่อเหตุส่วนใหญ่เป็นเรื่องการควบคุมตนเองไม่ได้ ส่วนพวกที่วางแผนรัดกุมนั้นเจอน้อย และย้ำว่าในแง่ของจิตวิทยาคนก่อคดีอาจไม่ใช่คนเป็นโรคจิตก็ได้

ฆาตกรโรคจิต จากการศึกษาพบว่า ส่วนใหญ่มักเจอปัญหาเรื่องการทารุณกรรมทางเพศ หรือไม่ก็ถูกทารุณกรรมร่างกาย รวมทั้งสภาพการเลี้ยงดูก็มีผล อย่างบางคนที่พ่อเป็นอาชญากร แม่เป็นโรคซึมเศร้า เด็กเติบโตมาท่ามกลางสภาพแวดล้อมอย่างนี้ ก็มีโอกาสเป็นได้เหมือนกัน

แต่ก็มีอีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่ได้เกี่ยวกับการเลี้ยงดู และการทารุณกรรม แต่มาจากความผิดปกติทางสมอง เพราะสมองเป็นตัวควบคุมสถานการณ์ต่างๆ “ภายนอกเราไม่รู้ว่ามีอะไรซ่อนอยู่หรือเปล่า พวกนี้มีเรื่องอะไรเล็กๆน้อยๆ ก็ปรี๊ดๆออกมา”

นพ.กัมปนาทแยกฆาตกรออกเป็น 2 พวกคือ พวกเลือดร้อนและพวกเลือดเย็น พวกเลือดร้อนเมื่ออะไรมากระทบก็จะระเบิดอารมณ์ออกมาอย่างยกพวกตีกัน ส่วนพวกเลือดเย็นน่ากลัวกว่า มักเป็นปัญญาชน ทำอะไรช้าๆใจเย็น อาจจะทำเพื่อหวังทรัพย์สิน ความพึงพอใจ หรืออะไรก็ตามดังปรากฏอยู่ตามหน้าหนังสือพิมพ์อยู่เนืองๆ

“พวกนี้บางคนสมองมีความบกพร่องบางอย่าง ทำให้การตอบสนองสถานการณ์ และคิดอะไรกับสังคมแปลกออกไป” พลางสรุปว่า “พวกเลือดร้อนรักษาง่าย พวกเลือดเย็นรักษายาก”

สำหรับพื้นฐานของชีวิต เพื่อความสุขกายสบายใจ นพ.สินเงิน บอกว่าควรแบ่งเวลาให้เหมาะกับเรื่องการทำงาน พักผ่อน และบันเทิง หากจัดวางให้เหมาะควรก็จะไม่เกิดความเครียด

เมื่อไม่เครียดสุขภาพจิตก็จะดี แน่นอนว่า...ไม่ต้องพึ่งพาบ้านหลังคาแดง.

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้