วันพุธที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
รมต.เผยข่าวกรองน่าเป็นห่วง คลื่นใต้น้ำป่วน

รมต.เผยข่าวกรองน่าเป็นห่วง คลื่นใต้น้ำป่วน

  • Share:

ยันไม่เลิกอัยการศึก! ‘บวรศักดิ์’นำทีมกมธ. ไปขอพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ สนช.สายทหารปอด! แบะท่า-ไม่ถอดถอน

“บวรศักดิ์” เอาฤกษ์เอาชัยยกทีม กมธ.รธน.ไหว้พระแก้ว-ศาลหลักเมือง ปฏิญาณตนยึดซื่อสัตย์ เป็นกลาง ปราศจากอคติ แบ่งโควตาตั้ง 6 รอง ปธ.กมธ.ยกร่างฯกระจายครบทุกสาย “ประสพสุข-จรูญ-เลิศรัตน์” นั่งแป้นกุนซือ “ดิสทิต-กาญจนรัตน์” เป็นเลขานุการร่วม ดีเดย์เริ่มเขียนพิมพ์ รธน.หลัง 19 ธ.ค. คสช.-ครม.ส่งทีมที่ปรึกษา คสช.ประกบคู่ขนาน “วิษณุ” โต้เขียน รธน.ฉบับถาวรรอล่วงหน้า แย้มกติกาใหม่อาจส่งผลบล็อกตระกูลชินฯ “บิ๊กตู่” แจงงัด ม.44 ยังแค่เตือน “อุดมเดช” ลั่นถ้ากลุ่มป่วนร่วมมือไม่ใช้ยาแรง “สุวพันธุ์” ยกการข่าวน่าห่วงหลายกลุ่มนัดก่อหวอด สนช.ส่อถอยไม่รับสอย “สมศักดิ์-นิคม” เสียงส่วนใหญ่หนักใจ รธน.ปี 50 ยกเลิกแล้ว ก๊วนสายทหารผวาถูกฟ้องของดออกเสียง “ทีมทนายปู” ยื่นค้านถอดถอน “ยิ่งลักษณ์” อ้าง รธน.ชั่วคราวไม่ให้ อำนาจไว้

กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญทั้ง 36 คน เดินเครื่องปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการแล้ว โดยนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ นำคณะ กมธ.ยกร่างฯเข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในวัดพระแก้ว และศาลหลักเมืองเพื่อเป็นสิริมงคล จากนั้นหารือวางกรอบการทำงาน โดยกำหนดให้แต่งตั้งรองประธาน กมธ.ยกร่างฯจำนวน 6 คน

กมธ.รธน.ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์เอาฤกษ์

เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 5 พ.ย. ที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือวัดพระแก้ว นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ นำ กมธ.ยกร่างฯจำนวน 30 คน เข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในวัดพระแก้ว ได้แก่ พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร พระสยามเทวาธิราช ณ พระที่นั่งไพศาลทักษิณ พร้อมทั้งเข้าสักการะศาลหลักเมือง เพื่อความเป็นสิริมงคลก่อนเข้าปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการ โดยมี กมธ.ยกร่างฯจำนวน 6 คน ที่ไม่ได้เข้าร่วมกิจกรรม ได้แก่ นายจุมพล สุขมั่น นายประสพสุข บุญเดช นายมีชัย วีระไวทยะ น.ส.สมสุข บุญญะบัญชา นายจรัส สุวรรณมาลา และนายปกรณ์ ปรียากร โดย น.ส.สมสุขและนายจรัส แจ้งว่าติดภารกิจต่างประเทศ ส่วนนายปกรณ์นับถือศาสนาอิสลาม

ปฏิญาณตนซื่อสัตย์ เป็นกลาง ไร้อคติ

นายบวรศักดิ์ให้สัมภาษณ์ภายหลังสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ว่า ได้นำ กมธ.ยกร่างฯ ปฏิญาณตนต่อหน้าพระแก้วมรกตว่าจะจัดทำรัฐธรรมนูญด้วยความซื่อสัตย์ เที่ยงธรรม เป็นกลาง ปราศจากอคติ จงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ยึดประโยชน์ประเทศชาติและประโยชน์ประชาชนสูงสุด คาดหวังว่าความสามัคคีของ สปช. และ กมธ.ยกร่างฯ จะร่วมกันยกร่างจัดทำรัฐธรรมนูญให้เป็นของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชนและแก้ปัญหาบ้านเมืองให้ยุติลงได้ จึงขอฝากถึงประชาชนที่มีความคิดเห็นต่อการจัดทำรัฐธรรมนูญว่า ให้ส่งความเห็นมายัง กมธ.ยกร่างฯ ได้ และคณะอนุกรรมาธิการยกร่างฯ จะลงพื้นที่รับฟังความคิดเห็นทุกฝ่ายอย่างรอบด้าน รวมทั้งทุกพรรคการเมือง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลัง กมธ.ยกร่างฯ สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็เดินทางกลับมาที่อาคารรัฐสภา เพื่อร่วมกันทำกิจกรรมสร้างความสัมพันธ์ แลกเปลี่ยนความเห็นในแนวทางดำเนินการยกร่างรัฐธรรมนูญ โดยเป็นการหารือนอกรอบ นายบวรศักดิ์ไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนเข้ารับฟังหรือถ่ายภาพ เพราะต้องการความเป็นส่วนตัว มี กมธ.ยกร่างฯ เข้าร่วมทำกิจกรรมครั้งนี้รวม 34 คน ขาดเพียงนายจรัส และ น.ส.สมสุขเท่านั้น

นัดแรกตั้ง ปธ.–รอง ปธ.กมธ.ฯ

ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาว่า นายจเร พันธุ์เปรื่อง เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการสภาปฏิรูปแห่งชาติ ออกหนังสือเชิญคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญทั้ง 36 คน ประชุมในวันที่ 6 พ.ย. เวลา 10.00 น. ณ ห้องประชุมงบประมาณ ชั้น 3 อาคารรัฐสภา 3 เพื่อเลือกรองประธาน กมธ.ยกร่างฯและตำแหน่งต่างๆ รวมถึงวางกรอบการดำเนินงานยกร่างรัฐธรรมนูญ โดยถือเป็นการประชุมครั้งแรกอย่างเป็นทางการหลังจากมีการแต่งตั้ง กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญทั้ง 36 คน

แบ่งโควตา 6 รอง ปธ.กมธ.—3 กุนซือ

จากนั้นเวลา 17.00 น.นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองประธาน สปช. ในฐานะประธาน กมธ.ยกร่างฯ แถลงภายหลังการประชุม กมธ.ยกร่างฯ อย่างไม่เป็นทางการว่า ที่ประชุมมีฉันทามติ 2 เรื่อง คือ 1.แบ่งงานใน กมธ. โดยมีรองประธาน กมธ. จำนวน 6 คน เรียงลำดับอาวุโส ได้แก่ นพ.กระแส ชนะวงศ์ รองประธานคนที่ 1 นายมานิจ สุขสมจิตร รองประธานคนที่ 2 นายสุจิต บุญบงการ รองประธานคนที่ 3 นางนรีวรรณ จินตกานนท์ รองประธานคนที่ 4 นายปรีชา วัชราภัย รองประธานคนที่ 5 และ นพ.ชูชัย ศุภวงศ์ รองประธานคนที่ 6 นอกจากนี้มีตำแหน่งที่ปรึกษา กมธ. ประกอบด้วย นายประสพสุข บุญเดช เป็นประธานที่ปรึกษา กมธ. นายจรูญ อินทจาร รองประธานที่ปรึกษา กมธ. และ พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช เป็นที่ปรึกษา สำหรับตำแหน่งเลขานุการ กมธ. มี 2 คนคือ นายดิสทัต โหตระกิตย์ กับ นางกาญจนรัตน์ ลีวิโรจน์ และมีโฆษก กมธ. 6 คน คือ พล.อ.เลิศรัตน์ นายคำนูณ สิทธิสมาน น.ส.สุภัทรา นาคะผิว นายวุฒิสาร ตันไชย พล.ท.นาวิน ดำริกาญจน์ และนายปกรณ์ ปรียากร

ดีเดย์เริ่มยกร่าง รธน.หลัง 19 ธ.ค.

นายบวรศักดิ์ กล่าวต่อว่า เรื่องที่ 2 กำหนดแนวทางทำงาน โดยแยกอนุ กมธ. 2 ส่วนคือ 1.อนุ กมธ.ว่าด้วยกระบวนการทำงาน แยกเป็น 3 คณะ คือ 1.คณะอนุ กมธ.บันทึกเจตนารมณ์และจัดทำจดหมายเหตุ มีนายคำนูณ เป็นประธาน 2.อนุ กมธ.การมีส่วนร่วมและรับฟังความเห็นของประชาชน มีนางถวิลวดี บุรีกุล เป็นประธาน และ 3.อนุ กมธ.ประสานเพื่อรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจาก สปช.และองค์กรต่างๆ เป็นไปตามรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 2557 กำหนด กับส่วนที่ 2 อนุ กมธ.ว่าด้วยเนื้อหาการทำงาน หากนับจากวันนี้ สปช. เหลือเวลาจัดการความคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่อ กมธ.ยกร่างฯ อีก 44 วัน โดยจะสิ้นสุดวันที่ 19 ธ.ค. ซึ่งเป็นกรอบระยะเวลา 60 วัน ตามรัฐธรรมนูญกำหนด หลังจากนั้น กมธ.จะเริ่มยกร่างรัฐธรรมนูญ แต่ระหว่างนี้ กมธ.จะรับฟังความเห็นคู่ขนาน สปช. ส่วนจะให้สื่อมวลชนรับฟังการประชุมเพื่อติดตามการเคลื่อนไหวของ กมธ.หรือไม่นั้น ตนไม่สนใจ แต่ไม่มีอะไรปิดบังให้ถ่ายทอดสดก็ได้ ขอร้องสื่อถ้าเมตตาและเข้าใจอะไรที่เปิดเผยได้ก็จะเปิด ไม่ต้องห่วง แต่อะไรที่เปิดไม่ได้ต้องคุยกัน

เล็งนำ รธน.ปี 40—50 ร่วมพิจารณา

นายคำนูณ สิทธิสมาน กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า การหารือครั้งแรก กมธ.ยกร่างฯได้ทำความรู้จักกัน และหารือกรอบการทำงานคร่าวๆแต่ยังไม่ได้กำหนดชัดเจน เนื่องจากสมาชิกยังมากันไม่ครบ และยังพูดคุยถึงการตั้งคณะอนุ กมธ.ต่างๆว่าอาจจะให้อนุ กมธ.ทำงานช่วงเช้าและเข้าร่วมกับ กมธ.ยกร่างฯช่วงบ่ายจะได้ทำงานยาวไปถึงช่วงค่ำได้ การร่างรัฐธรรมนูญคงต้องนำรัฐธรรมนูญทั้งปี 40 และ 50 มาพิจารณาเพราะถือว่ามาจากร่างเดียวกัน แต่ต้องยึดหลักรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 57 ด้วย ที่สำคัญหลักการเปิดให้ประชาชนแสดงความคิดเห็นและเข้าร่วมเป็นอีกขั้นตอนสำคัญที่ต้องทำควบคู่กันไป การทำหน้าที่ของ กมธ.ยกร่างฯทั้ง 36 คน ต้องยึดโยงมติของที่ประชุม การแสดงความคิดเห็นส่วนตัวจะทำให้สับสน ต้องตัดเรื่องปัจเจกออกไป ควรกลั่นกรองให้สอดคล้องกับมติของ กมธ.ยกร่างฯ แต่ไม่ได้ปิดกั้น ส่วนจะเปิดให้สื่อมวลชนเข้าร่วมรับฟังการประชุมของ กมธ.หรือไม่ จะมีทั้ง 2 อย่าง บางกรณีจำเป็นต้องหารือภายใน ไม่ใช่เนื้อหาสาระ ในวันที่ 6 พ.ย.จะชัดเจนมากขึ้น

“บิ๊กป้อม” อวยทีมยกร่างฯคนดี

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กล่าวถึงกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ 36 คนว่า เมื่อเลือกมาแล้วก็ต้องเป็นคนดี เลือกคนไม่ดีได้อย่างไร ทุกคนล้วนมีความรู้ความสามารถ เป็นหน้าที่ของ สปช.และกรรมาธิการยกร่างฯจะทำอย่างไรให้การยกร่างรัฐธรรมนูญสมบูรณ์ ซึ่งต้องฟังเสียงสะท้อนประชาชน ขณะนี้ไม่มีปัญหาใดๆทำตามโรดแม็ปที่ คสช.วางไว้

ที่ราชนาวีสโมสร พล.ร.อ.ไกรสร จันทร์สุวานิชย์ ผบ.ทร.กล่าวว่า ขณะนี้เป็นกระบวนการเริ่มต้น ทุกคนจะเป็นกำลังใจการทำงานเพื่อให้ได้รัฐธรรมนูญที่ดี รัฐบาลและ คสช.คัดเลือกบุคคลที่ดีที่สุดแล้ว เพื่อทำให้ปัญหาประเทศได้รับการแก้ไข ดังนั้นขอให้รอดูกันต่อไป

ตั้งที่ปรึกษา คสช.ประกบคู่

เมื่อเวลา 14.30 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีกล่าวถึงกรณีที่เสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) และ คสช.ตั้งคณะทำงานติดตามการยกร่างรัฐธรรมนูญว่า รัฐบาลและ คสช.จะติดตามเพื่อว่าหาก กมธ.ต้องการความสะดวก หรือต้องการข้อมูล ความร่วมมือ งบประมาณต้องจัดให้ เมื่อยกร่างเสร็จต้องเอากลับมาถาม ครม.และ คสช.ถ้าไม่ติดตามระหว่างนี้ ถึงเวลานั้นคงทำการบ้านไม่ถูก และคงมีบางเรื่องที่รัฐบาลต้องมีกฎหมายออกมารองรับ จะรอให้ร่างเสร็จแล้วค่อยร่างคงไม่ทัน ถ้าอยากเลือกตั้งเร็วจึงต้องมีการติดตาม โดยนายกฯและ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ในฐานะประธานที่ปรึกษา คสช.ไปคิดรูปแบบ เท่าที่คุยกับ พล.อ.ประวิตร อาจจะใช้เวทีคณะที่ปรึกษา คสช.ติดตาม ถ้าจำเป็นอาจเชิญใครมาร่วมเฉพาะกิจก็ได้

ปัดเขียน รธน.ถาวรไว้ล่วงหน้า

นายวิษณุกล่าวว่า กรณีที่ กมธ.ยกร่างฯไปไหว้พระแก้ว ไม่ใช่กลัวคนไม่มั่นใจ แต่อาจจะไม่มั่นใจหรือต้องการให้เห็นว่าจริงใจ ทำอะไรถ้าเริ่มด้วยความมงคลเป็นเรื่องดีตามธรรมเนียมไทย เชื่อว่านายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธาน กมธ.ยกร่างฯเป็นคนดีตั้งใจดี พยายามประนีประนอม ความแข็งที่มีอยู่คือความรู้ ส่วนความอ่อนคือรับฟังความเห็นไม่ได้เป็นเผด็จการ ที่มีข่าวว่ามีการยกร่างฯไว้แล้วไม่เป็นความจริง ไม่มีใครไปคิดทำ ทุกอย่างอยู่ในสายตาสื่อฯ และประชาชน การร่างรัฐธรรมนูญเป็นงานของคนทั้งประเทศมีส่วนร่วมได้

กฎใหม่อาจส่งผลบล็อกตระกูลชินฯ

นายวิษณุกล่าวว่า ส่วนที่บางฝ่ายไม่สบายใจมองว่า กมธ.ยกร่างฯหลายคนมีสีหรือมาร่างรัฐธรรมนูญตีกัน น.ส.ยิ่งลักษณ์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯและพรรคเพื่อไทย ยังไม่เกิดอย่าตีตนไปก่อนไข้ โอกาสจะเกิดยาก แต่ถ้าหากว่าผลจะเกิดขึ้นบ้าง คงไม่ได้เกิดขึ้นจากความตั้งใจหรือตั้งธง แต่เป็นผลจากการปฏิรูปและความคิดที่ว่านี่คือสิ่งที่ดีหรือคำตอบสุดท้ายที่ประเทศต้องการมากกว่า ถ้าบังเอิญต้องออกมาทางที่เป็นผลบวกหรือลบแก่ใคร แต่เชื่อว่าไม่มีผู้ใดยอมให้ตั้งใจตั้งธงอย่างนั้น สำหรับกรอบเวลาการเลือกตั้งประมาณต้นปี 59 ก่อนเช็งเม้ง ถ้าเลยไปก็ช่วงไหว้พระจันทร์ ส่วนการทำประชามติไม่มีปัญหา ถึงเวลาจะลงก็ไม่ว่ากัน รัฐธรรมนูญปี 2475 ไม่ลงประชามติยังใช้ยาวนานถึง 14 ปี

พท.สิ้นหวังโวย กมธ.ล็อกสเปก

นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ คณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญทั้ง 36 คน ไม่แน่ใจว่าประชาชนฝากความหวังได้หรือไม่ ส่วนใหญ่เคยขึ้นเวที กปปส. รู้กันว่าอยู่ข้างไหน เหมือนกำหนดสเปกตัวบุคคล แม้ว่าฝ่ายการเมืองจะไม่ส่งตัวแทนร่วมการปฏิรูป แต่ คสช.และรัฐบาลควรคัดเลือกหรือเกลี่ยนักวิชาการเป็น กมธ.ให้หลากหลาย ทำให้ประชาชนเห็นว่ามีตัวแทนทุกฝ่าย แต่มีเพียง วปอ.คอนเนกชั่นกับจุฬาฯคอนเนกชั่น ทำไมไม่เชิญนักวิชาการ เช่น ส.ศิวรักษ์ นายนิธิ เอียวศรีวงศ์ นายวรเจตน์ ภาคี-รัตน์ และกลุ่มนิติราษฎร์ มาร่วมเป็นตัวแทนยกร่างรัฐธรรมนูญบ้าง พูดกันตลอดว่ารัฐธรรมนูญปี 50 เสียของ แต่คิดว่ารัฐธรรมนูญฉบับต่อไปจะเสียของและแย่ยิ่งกว่า ตราบใดที่คนร่างยังไม่เห็นเหตุแห่งปัญหา มุ่งร่างรัฐธรรมนูญเพื่อกำจัดฝ่ายตรงข้าม

นายกฯแจงงัด ม.44 แค่เตือน

อีกเรื่อง เมื่อเวลา 14.30 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายกฯออกมาปรามกลุ่มที่ออกมาเคลื่อนไหวชุมนุมกดดันในด้านต่างๆ โดยอาจใช้มาตรา 44 ขอรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 57 ดำเนินการว่า เป็นการเตือนเฉยๆ ว่ามันยังอยู่ก็เท่านั้นเอง ไม่ได้บอกว่าจะใช้อะไรเมื่อไหร่

เมื่อถามว่า รัฐบาลมีมาตรการรับมือต่อสถานการณ์ในวันที่ 6 พ.ย. ที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จะมีการประชุมพิจารณาเรื่องการถอดถอนนายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภาและนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนันท์ อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎรอย่างไร พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า ประชุมกันไป ไม่ต้องเตรียมการอะไร ทุกคนเขาก็ร่วมมือดีแล้ว ทุกคนต่างก็ให้ความร่วมมือ บอกว่าไม่ได้มากดดันรัฐบาล ดังนั้นก็ว่ากันไป แต่ใครทำก็ต้องรับผิดชอบเท่านั้น

ย้ำอีกยังไม่เลิกกฎอัยการศึก

พล.อ.ประยุทธ์ ยังกล่าวถึงการพิจารณายกเลิกกฎอัยการศึกในช่วงที่มีการแข่งขันกีฬาเอเชียนบีชระหว่างวันที่ 14-23 พ.ย. ที่ จ.ภูเก็ต เพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวว่า “ไม่ได้พูด ยังไม่มีใครถามผม ต่างชาติก็ยังไม่มีใครมาถามผม เราก็อย่าถามกันเองมากนักก็เป็นปัญหา” เมื่อถามว่า จำเป็นหรือไม่ที่ต้องส่งเจ้าหน้าที่ไปคุมเข้มที่ จ.ภูเก็ต พล.อ.ประยุทธ์ ตอบว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่มีทุกพื้นที่ โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยวย้ำกันอยู่เสมอ จะต้องร่วมมือกันทั้งข้าราชการ พลเรือน ตำรวจ ทหาร และในพื้นที่คงจะต้องดูแลกันเป็นพิเศษ จะเสียชื่อไม่ได้ ต้องช่วยกัน รวมทั้งประชาชนต้องช่วยกันดูแล ส่วนใหญ่ที่มีปัญหาเพราะคนไทยด้วยกัน จึงต้องเตือนกันบ้าง บางครั้งการดื่มสุราเป็นสาเหตุสำคัญ และอาจจะไปสร้างปัญหาอย่างอื่น เช่น ยาเสพติด

รบ.เปิดเวทีให้คนไทยหาทางออก

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า ขณะนี้รัฐบาลเหมือนกำลังเล่นกีฬาอยู่ เพราะทุกคนคาดหวังให้มีการปฏิรูปให้ได้โดยเร็ว กรรมการคือประชาชนมีหลายพวกหลายฝ่าย จึงอยากให้กรรมการเหล่านี้รวมกันเป็นกลุ่มสักกลุ่มหนึ่ง แล้วดูในภาพรวมว่าจะช่วยกันอย่างไร รวบรวมเอาข้อเสนอติติงมา ถ้ามีหลายทางไปไหนไม่ได้สักทาง ทางนี้เป็นแบบนี้ ทางนี้ไม่เห็นด้วยก็ต้องไปรวมกันแล้วส่งมาเพื่อให้มีความพอดีจะได้ทำงานได้ เหมือนกับการที่มีอะไรเห็นต่างต้องรวมกันมาให้ได้ จะไปจำกัดความคิดคงไม่ใช่ ถ้ารวมกันไม่ได้แล้วจะไปปรองดองกับใครก็ปรองดองไม่ได้อยู่ดี คนที่จะปรองดองไม่ใช่รัฐบาล รัฐบาลเพียงอำนวยความสะดวก เปิดเวทีให้ และไม่สร้างเงื่อนไขในการไม่ให้เกิดความรุนแรงและข้อขัดแย้งขึ้นอีก แต่เป็นเรื่องของคนไทยทุกคนไปหาทางออกให้ได้

ยอมรับไม่ชอบพาดหัวข่าวแสลงใจ

เมื่อถามถึงกรณีที่ไม่ต้องการให้สื่อใช้ภาษาพาดหัวข่าวโดยใช้คำ “ฮึ่ม-โว-ฟุ้ง-ปัด-ตีปี๊บ” พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า “ไม่รู้สิชอบมั้ยเล่า สื่อชอบมั้ย ถ้าใครว่าคุณ แล้วคุณชอบมั้ย” เมื่อถามว่าสรุปว่านายกฯไม่อยากให้สื่อใช้คำเหล่านี้ นายกฯตอบว่า “ก็แล้วแต่ท่านคิดกันเอาเอง ทำไมต้องตอบทุกเรื่องเดี๋ยวเป็นประเด็นอีก อะไรที่คุณไม่ชอบ กลับไปถามตัวเองก่อนว่าคุณไม่ชอบอะไร ผมก็ไม่ชอบอันนั้น อย่าถามผมเพราะอาจจะไม่ตรงกัน”

คสช.วอนขอเวลาสร้างปรองดอง

ที่กระทรวงแรงงานฯ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กล่าวถึงคลื่นใต้น้ำที่เคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลว่า มีแต่ความคิดซึ่งห้ามไม่ได้ แต่การดำเนินการยังไม่มี ทุกอย่างต้องดำเนินการตามกฎหมาย ขณะนี้บ้านเมืองอยู่ในขั้นวิกฤติ เราเร่งสร้างความปรองดอง ไม่ให้เกิดความแตกแยกในสังคม ขอร้องประชาชนทุกคนให้เวลารัฐบาลและ คสช.ทำงานสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นโดยเร็ว

ด้าน พล.ร.อ.ไกรสร จันทร์สุวานิชย์ ผบ.ทร.กล่าวถึงกรณีที่นายกฯและหัวหน้า คสช.กังวลถึงกลุ่มคลื่นใต้น้ำ ไม่ทราบว่ามีคลื่นใต้น้ำ และไม่พบขบวนการลักษณะดังกล่าว เข้าใจว่านายกฯพูดเพราะเป็นการเตรียมเพื่อป้องกัน ขอให้สื่อมวลชนช่วยกันเสนอข่าวที่สร้างสรรค์ เพื่อให้เป็นประโยชน์ของประเทศชาติ เป็นทางออกที่ดีที่สุด

ถ้าร่วมมือไม่ต้องใช้ยาแรง

เมื่อเวลา 14.30 น. ที่กองดุริยางค์ทหารบก พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม และ ผบ.ทบ. กล่าวถึงกรณีที่นายกฯและหัวหน้า คสช.ระบุว่าจะใช้กฎหมายเข้มข้นดำเนินการกลุ่มต่อต้านรัฐบาลและ คสช.ว่า มีบางคนไม่เข้าใจการทำงานที่ผ่านมา รัฐบาลพยายามทำความเข้าใจแนวทางต่างๆ ทุกอย่างต้องดำเนินการตามรายละเอียดการปฏิรูป 11 ด้าน ใครมีความเห็นต่างส่งมาให้แต่ละคณะได้ เมื่อถามว่ามีโอกาสที่รัฐบาลจะใช้มาตรา 44 รัฐธรรมนูญชั่วคราวหรือไม่ พล.อ.อุดมเดชกล่าวว่า รัฐบาลต้องดำเนินการตามขั้นตอนไม่มีใครอยากให้เกิดความรุนแรง สิ่งต่างๆที่เป็นไปในอนาคตต้องดูความเข้าใจความร่วมมือส่วนการถอดถอนนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา และนายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา ของ สนช.จะเป็นชนวนความขัดแย้งหรือไม่นั้นไม่อยากกล่าวถึง เพราะเป็นเรื่องนอกกรอบ แต่ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎหมายและสิ่งที่ควรเป็น

เมื่อถามว่าจะประกาศใช้กฎอัยการศึกจนกว่าจะได้รัฐบาลชุดใหม่หรือไม่ พล.อ.อุดมเดชกล่าวว่า รัฐบาลกับ คสช. ประเมินสถานการณ์เป็นระยะ ส่วนที่มี สปช.แล้ว แต่ยังมีการจัดตั้งสถาบันปฏิรูปประเทศ (สปท.) และสภาประชาชนเพื่อการปฏิรูป (สชป.) เพื่อทำงานควบคู่ สปช.นั้น ความคิดเห็นจากภายนอกที่ไม่ได้รับการคัดเลือกเข้ามา ถือเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เมื่อเรามี สปช.แต่ไม่ได้ปิดกั้นอะไร หากมีข้อคิดเห็นแต่ให้ส่งเข้ามาตามระบบ คิดว่า สปช.คงจะรับฟังไม่น่ามีปัญหาอะไร เพราะถ้าพูดกันภายนอกคนละทิศคนละทางจะไม่เหมาะสม

มีเงื่อนไขต้องกระทบความมั่นคง

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ประชุมร่วมระหว่าง คสช.กับ ครม.หารือถึงมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวว่า นายกฯและหัวหน้า คสช.ปรารภว่าหากมีความไม่สงบเรียบร้อยจะมีมาตรการอะไรรับมือได้บ้าง ซึ่งมีกฎหมายสารพัด เช่น กฎอัยการศึก ถึงที่สุดจริงๆ ยังมีมาตรา 44 อยู่ หัวหน้า คสช.สามารถใช้อำนาจนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการได้ ความเป็นรัฏฐาธิปัตย์จะกลับมา มีเงื่อนไขว่าจะต้องกระทบกับความมั่นคง แต่ยุคนี้สามารถใช้ในทางสร้างสรรค์เพื่อให้เกิดความปรองดอง แต่นายกฯจำเป็นต้องใช้หรือไม่ไม่ทราบ พูดไม่ถูกจนกว่าจะเกิดเหตุการณ์ขึ้น ถ้าไม่มีเหตุการณ์อะไรก็ไม่จำเป็นต้องใช้ ขนาดเป็นรัฏฐาธิปัตย์ตั้งแต่วันที่ 22 พ.ค.มายังไม่เคยเห็นใช้อะไร

“สุวพันธุ์” ชี้การข่าวหลายกลุ่มน่าห่วง

นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีรัฐบาลอาจใช้มาตรา 44 รัฐธรรมนูญชั่วคราวกับกลุ่มที่เคลื่อนไหวว่า หน่วยงานความมั่นคงรายงานพบการเคลื่อนไหวกลุ่มต่างๆ มีลักษณะนัดชุมนุม เผยแพร่ข้อมูลลักษณะยุยงให้เกิดความเข้าใจผิด เกลียดชัง ทั้งเรื่องการเมืองและสถาบัน รวมทั้งช่วงนี้เข้าสู่ขั้นตอนการปฏิรูป ต้องจัดตั้งกลุ่มต่างๆนัดพูดคุย รวมถึงการชุมนุมของประชาชนจากความเดือดร้อนต่างๆ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จึงกังวลพร้อมสั่งให้ติดตามสถานการณ์ เร่งทำความเข้าใจ โดยเฉพาะความไม่สงบที่แสวงหาผลประโยชน์จากการชุมนุมที่บริสุทธิ์ใจ รัฐบาลไม่อยากให้เกิดขึ้น ซึ่งไม่ใช่ใช้มาตรา 44 ทันที แต่จะเริ่มจากเบาไปหาหนักตามกรอบกฎอัยการศึก และทำความเข้าใจกันก่อน แต่ถ้าต้องทำอะไรมากกว่านั้น ก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์อนาคต ทั้งนี้มุมมองที่ทำงานข่าวกรองมาก่อน ต้องติดตาม ประเมินลักษณะระมัดระวัง และสถานการณ์ขณะนี้ทุกการเคลื่อนไหวน่าเป็นห่วงหมด เชื่อมโยงหลายเรื่องได้รวมถึงสถาบันหลัก

“วรชัย” ปฏิเสธถูกทหารคุมตัว

วันเดียวกัน นายวรชัย เหมะ อดีต ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย และแกนนำ นปช. ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวถูกทหารเรียกตัวหลังนายกฯ และหัวหน้า คสช.ระบุว่าอาจใช้มาตรา 44 รัฐธรรมนูญชั่วคราว ปี 2557 จัดการกลุ่มการเมืองที่เคลื่อนไหวว่า ไม่เป็นความจริง ไม่ได้โดนเรียกตัว มีเพียงนายทหารยศ พ.อ.โทรศัพท์มาหา ขอให้หยุดพูดหยุดวิจารณ์หรือพูดให้เบาลง อย่าพูดลักษณะปลุกระดม ยืนยันไม่ได้คัดค้านรัฐบาลและไม่ได้ปลุกระดม เราก็ให้โอกาสทำงาน 1 ปี ตามโรดแม็ป
ที่กำหนดไว้

สนช. ส่อไม่รับสอย “สมศักดิ์-นิคม”

ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาถึงความเคลื่อนไหวของ สนช.ในการประชุมพิจารณาถอดถอนนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา และนายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา กรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่องที่มา ส.ว.โดยมิชอบ วันที่ 6 พ.ย.ว่า ที่ผ่านมา สนช.หลายสายแลกเปลี่ยนความเห็น ทั้งด้านข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงกรณีสำนวนถอดถอนนายสมศักดิ์และนายนิคม หลังจากไปศึกษาสำนวนถอดถอนดังกล่าวจาก ป.ป.ช. 4,000 หน้า ขณะนี้เสียงของ สนช.ส่วนใหญ่ได้แก่ สนช.สายทหาร สายข้าราชการ มีความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า ไม่ควรรับเรื่องการถอดถอนนายสมศักดิ์และนายนิคมไว้พิจารณา เนื่องจากเห็นว่าฐานความผิดตามรัฐธรรมนูญปี 50 ไม่มีผลบังคับใช้แล้ว จึงไม่มีประโยชน์ที่ สนช.จะรับเข้าสู่ขั้นตอนการพิจารณาถอดถอนต่อไป เพราะฐานความผิดยังไม่ชัดเจน นอกจากนี้ยังไม่อยากสร้างเงื่อนไขที่จะสร้างความขัดแย้ง ปลุกมวลชนระลอกใหม่ที่จะกระทบต่อการสร้างความปรองดองของรัฐบาล

บางส่วนลังเลเลี่ยงไปงดออกเสียง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ส่วน สนช.ที่อยากให้รับเรื่องไว้พิจารณา มีเพียงกลุ่มอดีต 40 ส.ว. เป็นหลัก ซึ่งมีน้อยกว่าเสียง สนช.ที่ไม่อยากให้รับเรื่องไว้พิจารณา อย่างไรก็ตามกลุ่มอดีต 40 ส.ว. ยังพยายามเดินสายล็อบบี้ สนช.บางส่วนขอให้รับเรื่องไว้พิจารณาก่อน เพื่อให้เข้าสู่กระบวนการถอดถอน แล้วให้เรียกคู่กรณีมาให้ข้อมูลต่อที่ประชุม สนช. จากนั้นจึงค่อยพิจารณาอีกครั้งว่าจะลงมติถอดถอนหรือไม่ ขณะเดียวกันยังมีกลุ่ม สนช.สายทหารบางส่วนที่ยังลังเลเรื่องข้อกฎหมายตามรัฐธรรมนูญปี 50 โดยเกรงว่าไม่ว่าจะลงมติรับหรือไม่รับเรื่องถอดถอน อาจจะมีปัญหาถูกฟ้องร้องตามมาภายหลังด้วย จึงมี สนช.สายทหารส่วนหนึ่งขอใช้สิทธิงดออกเสียงในการลงมติครั้งนี้

ของ้างมติวิปฯให้ประชุมเปิดเผย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรณีที่วิป สนช.จะเสนอญัตติต่อที่ประชุม สนช.ขอให้เป็นการประชุมลับ เพราะเกรงว่าเนื้อหาการอภิปรายอาจไปกระทบกับบุคคลภายนอก โดยเฉพาะผู้สนับสนุนแต่ละฝ่ายจนกลายเป็นแรงกระเพื่อมขึ้นในสังคมอีกนั้น ล่าสุดมี สนช.บางส่วนจะเสนอญัตติต่อที่ประชุม สนช.ขอให้มีการประชุมแบบเปิดเผย เนื่องจากเห็นว่าหากเป็นการประชุมลับ ไม่ว่าจะมีมติแนวทางใดจะถูกสังคมตั้งข้อสงสัยว่ามีการวิ่งเต้นล็อกผลการลงมติหรือไม่ เพราะไม่ประชุมแบบเปิดเผย อย่างไรก็ตามเสียง สนช.ส่วนใหญ่ยังอยากให้เป็นการประชุมลับมากกว่า

ก๊วน 40 ส.ว.อ้อมแอ้มคะแนนยังสูสี

นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ สนช. กล่าวว่า ในการประชุม สนช. วันที่ 6 พ.ย. คาดว่า จะมีการขอเลื่อนวาระการถอดถอนนายสมศักดิ์และนายนิคมมาพิจารณาเป็นวาระแรก เพราะถือเป็นเรื่องสำคัญ ส่วนตัวไม่เห็นด้วยที่จะให้มีการประชุมลับ และจะเสนอต่อที่ประชุมขอให้ประชุมแบบเปิดเผย อย่างไรก็ตาม เสียงของ สนช.ขณะนี้ยังมีความสูสีระหว่างฝ่ายที่อยากให้รับเรื่องไว้ก่อนและฝ่ายที่ไม่อยากให้รับเรื่องไว้ ซึ่งต้องรอฟังคำอภิปรายของสมาชิกในวันที่ 6 พ.ย. อีกครั้งก่อน ซึ่งจะมีผลกับการตัดสินใจลงมติของสมาชิก สนช.

“สมชาย” เสียงอ่อยรอลุ้นเสียงโหวต

นายสมชาย แสวงการ สมาชิก สนช. กล่าวว่าการพิจารณาเรื่องดังกล่าว สนช.ยังมีความเห็นแตก 2 ทางคือ 1.ฝ่ายแรกเห็นว่ารัฐธรรมนูญปี 50 ถูกยกเลิกแล้ว ไม่มีผลก็ไม่ควรรับไว้ 2.อีกฝ่ายเห็นว่าแม้รัฐธรรมนูญ 50 ถูกยกเลิก แต่ยังมีกฎหมาย ป.ป.ช. ที่เกิดจากรัฐธรรมนูญปี 40 และใช้กฎหมายนี้มาตั้งแต่ปี 42 ยังมีผลบังคับใช้อยู่ ซึ่งนายนิคม ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด 3 กระทง ขณะที่นายสมศักดิ์ถูกชี้มูล 6 กระทง ผิดถึง 5 กระทงและยึดโยงกับกฎหมาย ป.ป.ช.มาตรา 58 ทั้งนี้ ตนจะไม่ล็อบบี้หรือซาวเสียงในกลุ่มต่างๆแต่จะชี้แจงเหตุทั้งข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงต่อที่ประชุมว่าจะมีมติอย่างไร

ทีมทนาย “ปู” ยื่นคัดค้าน สนช.

เมื่อเวลา 14.00 น. ที่รัฐสภา นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย พร้อมนายเอนก คำชุ่ม และนายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง ทนายความผู้รับมอบอำนาจจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้รับผิดชอบคดีรับจำนำข้าว ยื่นหนังสือต่อนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)ผ่านนางวรารัตน์ อติแพทย์ รองเลขาธิการวุฒิสภา เพื่อคัดค้านไม่ให้ที่ประชุม สนช.นำสำนวนถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ เข้าสู่วาระการประชุม สนช.วันที่ 12 พ.ย. โดยนายเอนกกล่าวว่า ขอคัดค้านไม่ให้ สนช.นำสำนวนถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ เข้าที่ประชุม สนช. เนื่องจากรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 2557 ไม่ได้ระบุเรื่องการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตามกฎหมาย ป.ป.ช. อีกทั้งขั้นตอนการถอดถอน ประธาน สนช.ต้องส่งสำเนารายงานพร้อมเอกสารและความเห็น ป.ป.ช. ให้ สนช.ทุกคน รวมถึง น.ส.ยิ่งลักษณ์ แต่ขณะนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ยังไม่ได้รับเอกสารใดๆ จึงขอเลื่อนวันประชุมวันที่ 12 พ.ย. ออกไปเพื่อให้โอกาส น.ส.ยิ่งลักษณ์ตรวจสอบเอกสารและทำคำคัดค้าน

ผวาถูกดองตัดสิทธิการเมือง 5 ปี

นายเอนกกล่าวต่อว่า ขอความกรุณาประธานสนช.มีคำสั่งห้ามสมาชิก สนช. ให้ความเห็นวิพากษ์ วิจารณ์ต่อสาธารณะลักษณะที่ไม่เหมาะสม เพื่อความเป็นกลางเรื่องที่จะถอดถอน ทั้งนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์รู้สึกไม่สบายใจที่ต้องถูกพิจารณาถอดถอน เนื่องจากกระบวนการดังกล่าวนำไปสู่การจำกัดสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค หากถูกชี้มูลความผิดต้องถูกตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี ยืนยันว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่คิดประวิง เวลา สิ่งที่ดำเนินการไปเพื่อพิสูจน์ว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ปฏิบัติหน้าที่ครบถ้วน ไม่ได้ขาดตกบกพร่อง

โต้ทำเจ๊งจำนำข้าว 7 แสนล้าน

นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล อดีตรองนายกฯและ รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า จากกรณีที่มีการวิพากษ์ วิจารณ์ว่าโครงการจำนำข้าวของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ มีผลขาดทุนและมีภาระหนี้สิน 7 แสนล้านถึง 1 ล้านล้านบาท ต้องใช้เวลาชำระหนี้สินถึง 30 ปี ขอชี้แจงว่าไม่สอดคล้องความเป็นจริง ตั้งแต่ปี 2554 จนถึงช่วงสิ้นสุดรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ขายข้าวมูลค่ารวม 2.4 แสนล้านบาท ยังเหลือข้าวในโกดังอีกประมาณ 18 ล้านตัน มีข้าวพร้อมขาย 10% และข้าวต้องปรับปรุงขายได้อีก 80% หากขายข้าวคละเก่าปนใหม่ได้ประมาณ 15,000 บาทต่อตัน ถ้าขายข้าว 16.2 ล้านตัน (90% ของ 18 ล้านตัน) จะได้เงินประมาณ 2.43 แสนล้านบาท ยอดรายได้จะอยู่ที่ 4.8 แสนล้านบาท ส่วนรายจ่ายในปี 54-56 เป็นเงิน 6.8 แสนล้านบาท และมีข้าวนาปี 2556/2557 มูลค่า 1.8 แสนล้านบาท รวมรายจ่ายของโครงการทั้งสิ้น 8.6 แสนล้านบาท หักลบแล้วโครงการจึงมีรายได้น้อยกว่ารายจ่ายประมาณ 3.8 แสนล้านบาท ซึ่งกระทรวงการคลังรายงานที่ประชุม ครม.วันที่ 7 ม.ค.57 ว่า ณ วันที่ 31 ธ.ค.56 เหลือเงินกู้ค้างอยู่ 4.6 แสนล้านบาท ต่อมารัฐบาลปัจจุบันกู้เงินมาใช้อีก 9.4 หมื่นล้านบาท ภาระหนี้เงินกู้โครงการจำนำข้าวจึงเท่ากับ 6.35 แสนล้านบาท แต่ถ้าขายข้าวที่เหลือ 16.2 ล้านตัน คิดเป็นเงิน 2.43 ล้านบาท นำไปคืนเงินกู้จะเหลือภาระหนี้สินแค่ 3.11 แสนล้านบาท

“สมชาย” สวน สนช.ยังไม่เชิญชี้แจง

นายสมชาย แสวงการ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กล่าวถึงกรณีทีมทนาย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ยื่นหนังสือคัดค้านการพิจารณาถอดถอนต่อนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. ว่า ข้อบังคับการประชุม สนช.ข้อ 10 มีผลบังคับใช้แล้ว การงดเว้นเป็นเรื่องสมาชิก สนช. จะโหวตโดยเสียงข้างมาก ไม่ใช่เรื่องของคนอื่นและมาตรา 6 รัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 2557 บัญญัติให้ สนช.ทำหน้าที่ทั้ง ส.ส.และ ส.ว. คือแต่งตั้งบุคคลมาดำรงตำแหน่งและถอดถอน จะเลือกใช้แค่แต่งตั้งโดยไม่ถอดถอนได้อย่างไร ส่วนการอ้างว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์เพิ่งกลับมาจากต่างประเทศฟังไม่ขึ้น เพราะขั้นตอนนี้ไม่ใช่เชิญ น.ส.ยิ่งลักษณ์ มาวันที่ 12 พ.ย. สำหรับการแสดงความเห็นของ สนช.ในคดีจำนำข้าวเป็นการใช้สามัญสำนึก ซึ่งผลสรุปความเสียหายกว่า 7-8 แสนล้านบาท ถามว่าใครจะรับผิดชอบ

“อนุพงษ์” ปัดไม่มีหุ้น บ.รับอีเวนต์

เมื่อเวลา 10.50 น.ที่กรมประชาสัมพันธ์ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่มีกระแสข่าวเข้าไปเกี่ยวข้อง หรือมีผลประโยชน์ทับซ้อนกับบริษัทพฤกษาพรรณพัฒนา จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทรับเหมาก่อสร้างที่รับจัดอีเวนต์งานคืนความสุขว่า เมื่อพ้นจากตำแหน่งไปแล้ว มีความใฝ่ฝันอยากทำธุรกิจอะไรสักอย่างเท่าที่พอมีความรู้ ในกลุ่มเพื่อนสนิทร่วมกันลงทุนเปิดบริษัท แต่ไม่ได้ร่วมหุ้นด้วย เพราะไม่มีเงิน แต่ได้เข้าไปเป็นบอร์ดของบริษัทพฤกษา– พรรณพัฒนา และรับอาสาดูแลเรื่องก่อสร้างและการดำเนินการก่อสร้าง แต่เรื่องการตลาดหรือการระดมทุนต่างๆไม่ได้เข้าไปยุ่ง อย่างไรก็ตามขณะที่ดำเนินโครงการมีส่วนต้องไปยุ่งเกี่ยวกับสถาบันการเงิน ตนมาทราบทีหลัง ซึ่งได้เซ็นเอกสารไปแล้ว แต่ไม่รู้จักกับนายชาญชัย พาณิชยารมณ์ ที่จะไปมีบริษัทอื่นอีกหรือไม่ก็ไม่ทราบ ไม่เกี่ยวข้อง รู้จักเพียงผู้ถือหุ้นรายอื่น ซึ่งเป็นคน จ.นครปฐมเป็นหลัก

พร้อมไขก๊อกถ้าทำรัฐบาลเสียหาย

พล.อ.อนุพงษ์กล่าวว่า เมื่อทราบข่าวว่าต้องมาเป็นรัฐมนตรีจึงลาออกจากทุกส่วน เว้นแต่องค์กรสาธารณะ เช่น มูลนิธิ ส่วนบริษัทที่ประกอบการเพื่อแสวงหาผลกำไรลาออกหมด และได้แจ้งต่อ ป.ป.ช.ไว้ทั้งหมด ทั้งยังขอถอนตัวออกจากการเป็นผู้ค้ำประกัน แต่สถาบันการเงินยังไม่อนุมัติถอดชื่อตนออกจากเป็นผู้ค้ำประกันหรือรออยู่ แต่เรียนข้อมูลส่วนนี้ต่อ ป.ป.ช.หมดแล้วไปดูได้ ไม่ต้องไปหาที่อื่นเลย เป็นสิ่งดีที่มีคนดูแลนักการเมือง เพื่อทำให้สังคมเข้าใจ แต่ถ้าจะให้ดีจริงๆ ต้องลงให้เห็นถึงความเป็นจริงถ้าทุจริตมัวหมองต้องดำเนินการตามกฎหมายหรืออะไรก็แล้วแต่ แต่ถ้าไม่มีต้องให้ความเป็นธรรม เมื่อถามว่า ข่าวที่ออกมาเป็นการลดความน่าเชื่อถือของ ประชาชนหรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์กล่าวว่า ไม่เป็นไร ถ้าลงข่าวไปแล้วว่าเป็นอย่างนี้แล้วประชาชนยังไม่เชื่อถือตน ก็แสดงว่าตนไม่ค่อยมีความชอบธรรมเท่าไหร่ วันใดถ้าถึงขั้นอยู่ไปแล้วรัฐบาลจะเสียหาย งานจะทำไม่ได้จะลาออก ไม่ยึดติดอยู่แล้ว

“บิ๊กป้อม” เชื่อเอาอยู่แรงงานต่างด้าว

เมื่อเวลา 10.00 น.ที่กระทรวงแรงงงาน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม เดินทางมามอบนโยบายของรัฐบาลให้กับผู้บริหารและเยี่ยมชมนิทรรศการผลงานของกระทรวงแรงงาน โดยมี พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.แรงงาน และนายนคร ศิลปอาชา ปลัดกระทรวงแรงงาน ให้การต้อนรับ จากนั้น พล.อ.ประวิตรให้สัมภาษณ์ว่า เชื่อมั่นว่ากระทรวงแรงงานจะยกระดับฝีมือแรงงานได้ และควบคุมแรงงานต่างประเทศได้อย่างดี จนเป็นความมั่นคงของประเทศ ส่วนการเปิดจดทะเบียนแรงงานต่างด้าว ซึ่งเสร็จสิ้นไปทำให้มีแรงงานต่างด้าวรวมกว่า 1.5 ล้านคน ถือว่ามีจำนวนมากแล้ว ส่วนจะเปิดให้จดทะเบียนแรงงานต่างด้าวรอบใหม่หรือไม่ต้องรอดูการประเมินก่อน

ยกทีมบินกรุยทาง “บิ๊กตู่” เยือนญี่ปุ่น

ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า วันที่ 6 พ.ย. พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม พร้อมด้วยนายดอน ปรมัตถ์วินัย รมช.ต่างประเทศ และนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ คสช.เดินทางไปประเทศญี่ปุ่นอย่างไม่เป็นทางการ เพื่อเจรจาความร่วมมือการค้าการลงทุน ชี้แจงทำความเข้าใจสถานการณ์ในไทย ทั้งนี้เป็นการทำงานต่อเนื่องตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช.มอบหมาย หลังประสบความสำเร็จในการเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยจีนสั่งซื้อข้าวไทยปี 57 จำนวน 7 แสนตัน และปี 58 ตกลงซื้อข้าวไทย จำนวน 2 ล้านตัน รวมถึงให้ความสนใจร่วมลงทุนโครงการรถไฟความเร็วสูง เส้นหนองคาย-นครราชสีมา-มาบตาพุด

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้