วันจันทร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
รองโฆษกฯยัน รัฐลุยเปิดสัมปทานรอบ21 ชี้ ของใหม่ปท.ได้ประโยชน์ 72%

รองโฆษกฯยัน รัฐลุยเปิดสัมปทานรอบ21 ชี้ ของใหม่ปท.ได้ประโยชน์ 72%

  • Share:

รองโฆษกรัฐบาล ยัน เปิดสัมปทานรอบ 21 จำเป็นเพื่อประเทศ ชี้ ยิ่งนานประเทศเสี่ยงขาดแคลนพลังงาน แจงยิบ รับฟังเสียงปชช.ผ่านสปช. ภายใน ก.พ.ปีหน้า ชี้ประเทศได้ประโยชน์ 72% จากสัญญาใหม่และพร้อมยกเลิกทันทีหากเสียผลประโยชน์

วันที่ 5 พ.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แถลงข่าวชี้แจงข้อสงสัยต่อการเปิดสัมปทานสำรวจและผลิตปิโตรเลียม รอบที่ 21  โดยยืนยันว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี แสดงความห่วงใยต่อประเด็นนี้ เนื่องจากประชาชนมีข้อสงสัยว่า การเปิดสัมปทานครั้งนี้ประเทศไทยได้ประโยชน์คุ้มค่าหรือไม่ เหตุใดจึงรีบดำเนินการ และได้มีการฟังเสียงจากประชาชนหรือยัง ตลอดจนการดำเนินการจะทำลายสิ่งแวดล้อมหรือไม่

ทั้งนี้ สาเหตุในการให้สิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมครั้งที่ 21 เนื่องจากรัฐบาลต้องรับประกันต่อประชาชนทั้งประเทศว่า ในอีก 5 – 9 ปีข้างหน้าประเทศไทย จะยังมีพลังงานประเภทปิโตรเลียมจากทรัพยากรธรรมชาติในประเทศขึ้นมาใช้งาน เพื่อรองรับความต้องการของประชาชนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหากประวิงเวลาออกไปไทยจะสุ่มเสี่ยงต่อภาวะขาดแคลนพลังงาน ซึ่งจากข้อมูลปริมาณปิโตรเลียมในปัจจุบัน หากไม่มีการสำรวจและผลิตเพิ่มเติม ประเทศไทยจะมีปิโตรเลียมใช้อีกเพียง 7 ปีเท่านั้น นอกจากนี้ ยังมีประเด็นในเรื่องของความเชื่อมั่นของนักลงทุนอีกด้วย ซึ่งระยะเวลาที่ยังไม่มีข้อสรุปออกมาจะทำให้นักลงทุนขาดความมั่นใจ และอาจตกลงใจเลือกทำการสำรวจในประเทศอื่นก็ได้ แม้ว่าเรื่องนี้จะไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่ก็ถือเป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญ จะเห็นได้จาก ณ เวลานี้ทั้งที่หลายบริษัทแสดงท่าทีว่าสนใจ แต่ก็ยังไม่มีบริษัทใดมายื่นขอสิทธิ์กับการเชื้อเพลิงธรรมชาติเลย

พล.ต.สรรเสริญ กล่าวยืนยันว่า รัฐบาลพร้อมที่จะรับฟังเสียงของประชาชนอย่างเต็มที่ จะเห็นได้จากรัฐบาลถือว่า เรื่องพลังงานเป็นเรื่องสำคัญโดยได้ผลักดันเรื่องพลังงานให้เป็นวาระเร่งด่วน และขอให้สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ได้พิจารณาระดมความคิดจากทุกภาคส่วน เพื่อกำหนดแนวทางในการดำเนินงานซึ่งคาดว่า สปช.จะสามารถหาข้อสรุปในเบื้องต้นได้ในระยะเวลาก่อนถึงวันครบกำหนดการยื่นขอสิทธิ์ในการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมครั้งที่ 21 หรือ ก่อนวันที่ 18 ก.พ.58 ทั้งนี้เวที สปช.เต็มไปด้วยผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งก็มีผู้ที่เห็นต่างรวมอยู่ด้วย จึงทำให้มั่นใจว่าข้อสรุปที่ออกมาจะเป็นข้อสรุปในเบื้องต้นที่ผ่านการพิจารณาบนพื้นฐานของข้อมูลและข้อเท็จจริง

รองโฆษกรัฐบาล กล่าวด้วยว่า ขณะที่กรณีความห่วงใยในเรื่องผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมนั้น ก่อนที่ผู้รับสัมปทานจะเริ่มทำการสำรวจในพื้นที่จะต้องมีกระบวนการสอบถามและต้องได้รับการยินยอมจากพี่น้องประชาชนในพื้นที่ก่อน ตามหลักการทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม หรือ EIA ส่วนประเด็นเรื่องผลประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับจากการเปิดสัมปทานครั้งนี้นั้น ขอชี้แจงว่ารัฐบาลคำนึงถึงเหตุผลสำคัญ 3 ประการในการคัดเลือกบริษัทเข้ามารับสัมปทาน ได้แก่ 1.บริษัทที่ให้ประโยชน์ต่อประเทศสูงสุด 2.มาตรการในการดูแลผลกระทบสิ่งแวดล้อม และ 3.ขีดความสามารถที่จะทำจริงตามที่ได้ทำสัญญาไว้กับรัฐ โดยจะพิจารณาเงินทุน ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมา โดยในทุกขั้นตอนของการสำรวจและผลิต จะมีกระบวนการตรวจสอบตามข้อสัญญา หากบริษัทคู่สัญญาไม่ได้ปฏิบัติเป็นไปตามนั้น เราสามารถยกเลิกสัญญาได้ในทันทีเพื่อรักษาผลประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติ

พล.ต.สรรรเสริญ กล่าวอีกว่า สำหรับผลตอบแทนที่ประเทศไทยจะได้รับการดำเนินการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในครั้งนี้ ในอดีตที่ผ่านมา ผลตอบแทนที่ประเทศได้รับจะมาจาก 3 ส่วนหลัก คือ ค่าภาคหลวงปิโตรเลียม ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม และเงินผลประโยชน์ตอบแทนพิเศษ ซึ่งคิดเป็น 58% จากผลกำไรทั้งหมด โดยผู้รับสัมปทานจะได้รับผลตอบแทน 42% จากผลกำไรทั้งหมด แต่ในปัจจุบันสัญญาของเราได้เรียกรับผลประโยชน์ในลักษณะ Thailand 3+ ซึ่งเรียกรับเงินเพิ่มจากเดิมถึง 3 กรณี คือ 1.เงินสนับสนุนเพื่อการศึกษา พัฒนาชุมชนท้องถิ่น โดยในช่วงสำรวจไม่น้อยกว่า 1 ล้านบาทต่อปี และในช่วงผลิตไม่น้อยกว่า 2 ล้านบาทต่อปี 2.Signature bonus ลงนามในสัญญาที่จะเริ่มสำรวจจ่ายก่อนไม่น้อยกว่า 2 – 100 ล้านบาทต่อแปลง และ 3.Production bonus จ่ายเมื่อการผลิตสะสมที่ 10, 20 และ 30 ล้านบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ โดยแปลงบนบก 400 ล้านบาทต่อครั้ง และแปลงในทะเล 200 ล้านบาทต่อครั้ง

“เมื่อเริ่มต้นขุดเจาะแล้วจะต้องให้บริษัทของคนไทยร่วมประกอบกิจการอย่างน้อย 5% รวมทั้งใช้สินค้าและบริการจากคนไทยเป็นลำดับแรก อย่างไรก็ตามจากการประเมินของกระทรวงพลังงานประเทศไทยจะได้รับผลตอบแทนภายใต้สัญญา Thailand 3+ ประมาณ 72% จากผลกำไรทั้งหมด โดยรายได้หรือกำไรจะอยู่บนพื้นฐานความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย” พล.ต.สรรเสริญ ระบุ

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้