วันศุกร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
อุตสาหกรรมไมซ์ไทย นำมรดกถิ่นไทยสู่โลก

อุตสาหกรรมไมซ์ไทย นำมรดกถิ่นไทยสู่โลก

  • Share:

เรียวนิ้วนางหลียะบรรจงสานกระเป๋าเตยปาหนันอย่างคล่องแคล่ว

ลวดลายล้วนเป็นภูมิปัญญา อันเป็นเอกลักษณ์ของชาวบ้านหมู่ 2 ตำบลเกาะกลาง อำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ มรดกหัตถศิลป์เหล่านี้ เก่าก่อนทำกันตามมีตามเกิด ต่อมาโครงการพระราชดำริเข้าไปช่วยพัฒนารูปแบบให้เกิดการสร้างสรรค์อย่างเป็นระบบ จนเกิดผลิตภัณฑ์พื้นบ้านอันสวยงาม

หัตถศิลป์จากเตยปาหนัน พืชพื้นถิ่นของชาวเกาะกลาง ตัวอย่างเช่น กระเป๋าถือ ซองสมุดบันทึก หมอน เสื่อ กล่องใส่บุหรี่และอีกมากมาย

“ลูกๆแยกย้ายกันไปทำงานหมดแล้ว ยังเหลืออีกคนหนึ่งที่สนใจ และทำได้” นางหลียะ อ่อนนวล บอก

ตำบลเกาะกลางมีมรดกภูมิปัญญาบรรพชนอื่นๆอีก ไม่ว่าจะเป็นการทอผ้า การประกอบอาหาร การทำขนม อย่างขนมข้าวเหนียวต้มใบมะพร้าว รสชาติทั้งมัน หวานนิดๆ เจือเค็มน้อยๆ แต่เสน่ห์ที่ต้องตาต้องใจคนถิ่นอื่นคือ ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากเตยปาหนัน

ผลิตภัณฑ์เตยปาหนันสืบไปมิเพียงอวดสายตาชาวไทยเท่านั้น หากจะอวดสายตาชาวโลกพร้อมๆกับภูมิปัญญาท้องถิ่นอื่นๆในประเทศไทย เพราะสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (สสปน.) ร่วมกับมูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริและสายการบินหลายสาย จัดโครงการ “ลัดฟ้าประชุมเมืองไทย...อิ่มใจตามรอยพระราชดำริ” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้คู่ขนานการประชุมท่ามกลางกลิ่นอายภูมิปัญญาไทย

นางศุภวรรณ ตีระรัตน์ ผู้อำนวยการฝ่ายงานแสดงสินค้านานาชาติ หนึ่งในฟันเฟืองขับเคลื่อนบอกว่า การประชุมไม่ว่าจะเป็นเรื่องบริษัทและเพื่อเป็นรางวัล หรือการสัมมนาใหญ่ๆ รายการประชุมในเมืองไทยปกติมีอยู่แล้ว เราเพียงแต่เพิ่มกิจกรรมเข้าไปให้ผู้เข้ามาประชุมได้เห็น ได้สัมผัสภูมิปัญญาชาวบ้าน กลิ่นอายท้องถิ่น ก็จะทำให้การประชุมมีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น “แทนที่เราจะไปดูจุดอื่นๆ เราก็เลือกที่จะใช้ตามรอยพระราชดำริ เพื่อที่จะจุดประกายในเรื่องของนโยบายภาครัฐด้วย และตอบสนองในโครงการพระราชดำริด้วย ที่ผ่านๆมาที่เราทำไปแล้วก็ได้ผลตอบรับเป็นอย่างดี”

พร้อมยืนยันว่า “มีคนเอารูตติ้งต่างๆเข้ามาใส่การประชุม ทำให้เดี๋ยวนี้เทรนด์ของการประชุมโลกเปลี่ยนไป จะประชุมเพื่อเอาประโยชน์ให้กับบริษัทอย่างเดียวไม่พอแล้ว ต้องเสริมด้วยความรับผิดชอบทางสังคมบวกเข้าไป เราทำโครงการนี้ หวังช่วยกระตุ้นให้คนเราตระหนักคุณค่าในโครงการพระราชดำริ”

เพราะว่า “โครงการราชดำริทุกโครงการช่วยเหลือชุมชน เราเป็นหน่วยงานภาครัฐ ได้ประสานงานกับหลายชุมชนและสายการบิน นอกจากคนที่จะจัดการประชุมในเมืองไทยแล้ว ยังจะขยายไปต่างประเทศด้วย”

อุตสาหกรรมไมซ์ (M-I-C-E) ประกอบด้วยธุรกิจการจัดการประชุม (Meeting) การท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัล (Incentive Travel) การประชุมนานาชาติ (Convention) และงานแสดงนิทรรศการนานาชาติ (Exhibition) ซึ่งปัจจุบันในประเทศไทยมีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว และมีแนวโน้มที่จะขยายตัวอย่างต่อเนื่อง

การเติบโตของอุตสาหกรรมไมซ์ในประเทศไทย นางศุภวรรณ บอกว่า อุตสาหกรรมไมซ์เป็นอุตสาหกรรมภาคบริการ ปัจจัยการเติบโตส่วนหนึ่งมาจากภาคท่องเที่ยว เพียงแต่ไมซ์เป็นเรื่องที่นักธุรกิจเข้ามาจัดการประชุม ธุรกิจแขนงนี้มีการแข่งขันสูงมากโดยเฉพาะในกลุ่มประเทศเอเชีย

“สองสามปีที่ผ่านมารวมทั้งอนาคต เศรษฐกิจเอเชียบูมขึ้นมาค่อนข้างเยอะมาก ดังนั้นเมื่อเศรษฐกิจเติบโตมันก็มีเรื่องการค้า การลงทุน คนที่พร้อมจะลงทุนก็จะจัดหัวข้อเข้ามาจัดการประชุม ในภูมิภาคนี้ประเทศไทยถือว่าเป็นประเทศกลุ่มอาเซียนที่เรามีทำเลที่ตั้งที่ใกล้ หรือเป็นประเทศที่ผ่านไปสู่กลุ่มลุ่มแม่น้ำโขง ถือว่าอยู่ในจุดยุทธศาสตร์สำคัญ อาจเพราะว่าบริษัทยักษ์ใหญ่อาจจะยังไม่กล้าไปลงทุนหรือจัดงานแถบนั้น ก็ใช้ประเทศไทยเป็นฐาน เพราะฉะนั้น ปัจจัยที่เสริมให้ธุรกิจไมซ์เติบโตมีทั้งเรื่องเศรษฐกิจ และภาพรวมของอุตสาหกรรมต่างๆ”

ประเทศที่พร้อมรองรับธุรกิจไมซ์ ในอาเซียน ในประเทศกลุ่มภูมิภาคเอเชียและอาเซียน “ถ้าดูในภาพลักษณ์แล้ว หลายคนอาจจะคิดว่าสิงคโปร์มาเป็นอันดับต้นๆ แต่จริงๆแล้วไม่ใช่ ไม่ว่าการจัดการประชุม การสัมมนา การแสดงสินค้านานาชาติ ไทยเราเป็นผู้นำอันดับหนึ่ง”

ดูจากจำนวนงาน “เรามากกว่าสิงคโปร์ แต่ด้วยภาพลักษณ์ของภาคธุรกิจ คนมักมองประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางสำหรับการท่องเที่ยว คนข้างนอกมองอย่างนั้นมากกว่า จริงๆแล้วภาพลักษณ์ด้านธุรกิจของเราก็มี การเชื่อมโยงด้วยการเดินทางไปในภูมิภาคโดยผ่านประเทศไทย มีความเป็นไปได้สูง ตอนนี้มีประชาคมอาเซียนกำลังเข้ามา โครงการต่าง ๆ โดยเฉพาะการเสริมให้เกิดการเชื่อมโยงทางด้านการเดินทาง และระบบพื้นฐานด้านการเดินทางมีความสำคัญมาก ในการที่จะทำให้อุตสาหกรรมไมซ์ได้มีการเติบโต”

ห้องประชุมและศูนย์ประชุมของไทย มีความพร้อมแค่ไหน อย่างไร

“เราพร้อมในเมืองสำคัญๆ ไม่ใช่ทุกจังหวัด ปัจจุบันบางจังหวัดเราแต่งตั้งให้เป็นเมืองแห่งการประชุม ทั้งหมดมีอยู่ 5 จังหวัดคือ กรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ ภูเก็ต พัทยา-ชลบุรี และขอนแก่น ในจำนวน 5 เมืองที่กล่าว แม้จะเป็นเมืองท่องเที่ยว แต่เขาเห็นแล้วว่านักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพในการเดินทาง คือพวกที่เข้ามาจัดการประชุม ล้วนสร้างรายได้ให้เขามากกว่านักเดินทางทั่วไป”

ดังนั้น “แต่ละที่กำลังเพิ่มศักยภาพของบุคลากรและความพร้อมของการประชุมให้มากขึ้น หน่วยงานของเราเองก็พร้อมส่งเสริม เรากำลังสร้างเมนูสแตนดาร์ด สร้างมาตรฐานให้กับสถานที่จัดงานทั้งหลาย ได้รับมาตรฐานโลก สร้างบุคลากรที่ความสามารถรองรับธุรกิจนี้
ในระดับนานาชาติได้”

มูลค่าอุตสาหกรรมไมซ์ในบ้านเรา “ระยะสองปีหลังมานี้ เมื่อบ้านเมืองสงบมีการเจริญเติบโตประมาณ 10-15 เปอร์เซ็นต์ มูลค่าประมาณกว่า 90,000 ล้าน เราคิดจากค่าใช้จ่ายต่อหัวต่อคนและต่อครั้งการเข้ามาประชุม จะเห็นได้ว่าเติบโตมากในช่วงนี้ สำหรับในช่วงที่บ้านเมืองมีปัญหาจะลดลง บางงานไม่ยกเลิก แต่ขอเลื่อนเวลาจัดงานออกไป แสดงว่า เขาให้ความมั่นใจว่าประเทศไทยเป็นฐานในเรื่องนี้จริงๆ”

รายได้ 90,000 ล้านจากอุตสาหกรรมไมซ์นั้น ตัวเลขนี้มาจากค่าใช้จ่าย ทั้งที่พัก ที่ประชุม การท่องเที่ยวที่อยู่ในโปรแกรมการประชุม และการจับจ่ายซื้อของ เฉลี่ยแล้วคนที่เข้ามาประชุมจะจ่ายประมาณกว่า 90,000 บาทต่อคน ถ้าเป็นกลุ่มท่องเที่ยวที่เป็นรางวัลประมาณกว่า 70,000 บาทต่อคน แต่ในกลุ่มที่บริษัทให้เงินมาจัดงานสัมมนาใช้จ่ายประมาณ 80,000 บาทต่อคน และกลุ่มแสดงสินค้าใช้จ่ายประมาณ 120,000 บาทต่อคน

พร้อมกับการเจริญเติบโตของอุตสาหกรรมไมซ์ การนำโครงการพระราชดำริเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของรายการประชุม เท่ากับได้นำชาวโลกมาเป็นภูมิปัญญาดั้งเดิมของไทย

หนึ่งในนั้นมีผลิตภัณฑ์เตยปาหนันของนางหลียะด้วย.

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้