วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ถ้า “คนรวย” ใจบุญ อย่าห่วงปัญหา “ช่องว่าง”

ถ้า “คนรวย” ใจบุญ อย่าห่วงปัญหา “ช่องว่าง”

โดย ซูม
6 พ.ย. 2557 05:00 น.
  • Share:

เมื่อวันที่ผมไปลอยเรือชมวัดต่างๆในงานเทศกาล “สายน้ำแห่งวัฒนธรรม 2557” เสาร์ที่แล้วได้มีโอกาสสอบถามแหล่งข่าวใกล้ชิดว่า สปอนเซอร์หลักที่ทุ่มเงินสนับสนุนงานนี้มีใครบ้าง

คำตอบที่ได้รับก็คือ ทุกๆภาคเอกชนเกือบ 20 เจ้า ล้วนมีส่วนในการเจียดจ่ายงบประมาณมาช่วยงานมากบ้างน้อยบ้าง...หรือที่ไม่จ่ายเป็นตัวเงินก็ให้เป็น บริการ ต่างๆ ซึ่งก็ทำให้คณะกรรมการจัดงานสามารถประหยัดเงินสดที่จะต้องจ่ายลงได้จำนวนมาก

ส่วนเจ้ามือใหญ่ก็เป็นอย่างที่คาดไว้คือ ไทยเบฟ หรือเครื่องดื่ม ตราช้าง ที่ควักทุนเพื่อการนี้ถึง 40 ล้านบาท

โดยเฉพาะการใช้จ่ายเพื่อสนับสนุนกิจกรรมที่จัดขึ้นตามวัดสำคัญๆ ทั้ง 4 วัด ไม่ว่าจะเป็นค่าประดับประดาไฟฟ้า ค่ากิจกรรมการแสดง ค่าหนังกลางแปลง ค่างิ้ว ฯลฯ เป็นต้น

ผมฟังแล้วก็กลับไปนึกถึงวิถีการอยู่ร่วมกันของสังคมในประเทศพัฒนาสูงสุดของโลกประเทศหนึ่ง

สหรัฐอเมริกา หรือเมืองลุงแซมที่เรารู้จักกันดีนี่แหละครับ

ผมเคยเขียนแล้วว่า ช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนของสหรัฐฯยังคงถ่างกว้างขึ้นเรื่อยๆ ล่าสุดคนยากจนสหรัฐฯก็ยังมีสูงถึง 45 ล้านคน

ถามว่าเมื่อช่องว่างถ่างขึ้นเรื่อยๆเช่นนี้ ที่โน่นมีปัญหาสังคมไหม? มีความขัดแย้งไหม? มีความเคียดแค้นชิงชังจากคนยากจนบ้างไหม?

คำตอบก็คือมีอยู่บ้าง แต่จะเกิดขึ้นเป็นหย่อมๆ เป็นจุดๆ มีการประท้วงหรือมีการใช้ความรุนแรงในบางพื้นที่เท่านั้น

ทว่าในภาพรวม บอกได้เลยว่าสหรัฐฯยังเอาอยู่ และสถานการณ์ที่รุนแรงสุดๆหรือรุนแรงมาก เช่น การก่อจลาจลวุ่นวายทั้งบ้านทั้งเมือง หรือการลุกฮือขึ้นมาเพื่อจะโค่นล้มระบอบทุนนิยมยังไม่มี...

เหตุเพราะสหรัฐฯเขามีระบบในการดูแลคนจนให้พอมีชีวิตอยู่ได้มีบ้านอยู่อาศัย มีเครื่องนุ่งห่มกันหนาว และดูแลเวลาเจ็บไข้ได้ป่วย

มีระบบแจกแสตมป์แลกอาหาร มีระบบประกันสังคมช่วยคนตกงาน และมีระบบธนาคารอาหาร หรือ Food Bank คอยช่วยคนจนที่ไม่มีกินให้ได้มีกินโดยไม่อดตาย ฯลฯ

เงินที่ใช้เพื่อการนี้ ส่วนใหญ่มาจากงบของรัฐบาล แต่ก็ไม่น้อยเลยที่มาจากการบริจาคของเศรษฐีและคนร่ำรวยเหลือกินเหลือใช้ ทั้งบริจาคตรงและบริจาคผ่านมูลนิธิการกุศลที่เขาจัดตั้งขึ้น

โดยเฉพาะคนรวยๆระดับอัครมหาเศรษฐีนั้น เขาควักจ่ายเพื่อการกุศลปีละมากๆ ไม่ว่าจะเป็น วอร์เรน บัฟเฟต์ ไม่ว่าจะเป็น บิลล์ เกตส์ และภรรยา หรือแม้แต่ นาย จอร์จ โซรอส ที่เราเคยได้ยินฉายาว่า “พ่อมดการเงิน” ฟังดูเหมือนคนโหดร้ายก็ยังควักจ่ายเพื่อการกุศลปีละ 300 กว่าล้านเหรียญ คิดเป็นเงินไทยก็ปีละเกือบ 10,000 ล้านบาท

ตัวเลขล่าสุดบอกว่า อัครมหาเศรษฐีสหรัฐฯจะจ่ายเงินประมาณร้อยละ 10 ของรายได้แต่ละปีของพวกเขาเพื่อการกุศลต่างๆ นี่แหละครับที่ทำให้สังคมที่มีช่องว่างไม่น้อยเลยอย่างสหรัฐอเมริกายังคงอยู่ได้อย่างสงบสุขในภาพรวมในทุกวันนี้

ผมคิดว่าสูตรนี้น่าจะเป็นสูตรที่ดีที่ประเทศไทยของเราจะนำมาใช้ต่อไป...คือการขอร้องหรือชักชวนคนรวยในบ้านเราให้หันมาบริจาคหรือทำอะไรก็ได้ที่เป็นการช่วยเหลือคนจนมากขึ้น

ที่แล้วมาเราก็ทำกันอยู่พอสมควร แต่จะต้องทำมากกว่านี้ครับ

ถ้าไม่จ่ายเพื่อการกุศล ก็จ่ายอย่างไทยเบฟฯนี่แหละ คือควักออกมาเลย 40 ล้านบาท ช่วยจัดงานที่จะเป็นประโยชน์ยิ่งต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศไทย ซึ่งจะมีผลต่อการจ้างงานและเพิ่มรายได้คนไทยในอนาคต

ผมเชื่อที่คุณ โทมัส พิคเก็ตตี้ เขียนไว้ในหนังสือขายดีระดับโลก “Capital in The Twenty-First Century” ครับว่า หากโลกยังเดินหน้าในระบอบทุนนิยม “ช่องว่าง” ก็จะมากขึ้นเรื่อยๆ

แต่โลกนี้ก็คงยากที่จะไปสู่ระบบอื่นๆ และยังต้องเดินหน้าในระบบทุนนิยมต่อไป

ทางแก้หรือทางผ่อนปรนปัญหาช่องว่างจึงอยู่ที่คนรวยของโลกและของประเทศต่างๆที่จะต้องควักเงินออกมาเพื่อใช้จ่ายช่วยเหลือคนจนในทางใดทางหนึ่งดังตัวอย่างข้างต้น

คำว่าประเทศต่างๆที่ว่านี้ รวมถึงประเทศไทยเราด้วยนะครับ...

ถ้าคนรวยของเรายังเห็นแก่ตัว ยังไม่รู้หน้าที่ ยังไม่รู้สำนึก...ผมไม่อยากใช้คำนี้เลย แต่ก็คงต้องใช้ครับ ว่าอนาคตข้างหน้าของประเทศไทยจะตกอยู่ในภาวะ “อันตราย”.

“ซูม”

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้