วันจันทร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
‘บิ๊กตู่’เด็ดขาด ม็อบกดดันสอย‘ปู’

‘บิ๊กตู่’เด็ดขาด ม็อบกดดันสอย‘ปู’

  • Share:

ลั่นถ้าป่วนใช้ก.ม.กำราบ ว้ากสื่องดลงข่าวทักษิณ จิ้มเลือก11อรหันต์วันนี้

“บิ๊กตู่” อารมณ์ขึ้น หงุดหงิดม็อบก่อหวอดต้าน สนช.สอย “ปู-ขุนค้อน-นิคม” ลั่นป่วนเมื่อไหร่งัดไม้แข็งกำราบ ขู่บางครั้งจำเป็นต้องใช้อำนาจก็จะทำ ชี้ไม่ได้ห้าม แต่ไม่ชอบมากดดันวอนอย่าซ้ำเติมประเทศอีกเลย ว้ากสื่อเสนอทำไมภาพ-ข่าว “ทักษิณ” โชว์ภารกิจต่างแดน “บิ๊กป้อม” กร้าวรับไม่ได้จะมีม็อบออกมาสร้างความแตกแยก ฮึ่มคิดได้แต่ห้ามทำ “ทนายปู” งัด 7 ข้ออ้างง้างเกมสอย สนช.สายทหารมาแนวสมานฉันท์ เล็งโหวตงดออกเสียงสำนวนสอย “ประยุทธ์” พูดเอง 11 อรหันต์ กมธ.ยกร่าง รธน.สาย ครม.-คสช.ได้ตัวครบแล้ว

จากกรณีที่กลุ่มการเมือง 2 ฝ่ายออกมาเคลื่อนไหวกดดันสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) เกี่ยวกับวาระพิจารณาถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา และนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภานั้น

“บิ๊กตู่” ฮึ่มม็อบต้าน สนช.สอย “ปู”

เมื่อเวลา 11.20 น. วันที่ 3 พ.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. กล่าวถึงกรณีที่กลุ่มการเมือง 2 ฝ่ายออกมาเคลื่อนไหวกดดันสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในการพิจารณาถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีต นายกรัฐมนตรี นายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา และนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภาว่า ตอนเชิญมาคุยก็รู้เรื่อง แต่พอออกไปก็ไปพูด เดี๋ยวคงต้องหามาตรการถ้าแสดงออกแล้วทำให้เกิดปัญหา ฝ่ายความมั่นคงกำลังพิจารณาไม่อยากไปจำกัดอะไร แต่ขอร้องช่วยลดแรงกดดันบ้าง เพราะไม่เช่นนั้นก็เดินไปไหนไม่ได้

เตือนอย่ามาก่อหวอดกดดัน–ข่มขู่

เมื่อถามว่า ทั้ง 2 ฝ่ายขู่จะนำม็อบออกมากดดัน สนช. พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ผิดกฎหมายทั้งหมด ทุกคนต้องก้าวพ้นกับดักประเทศ โดยเฉพาะกับคำว่ากับดักประชาธิปไตย ปัญหาเดิมปล่อยให้กระบวนการทางกฎหมายว่าไป คนผิดต้องว่าไปตามผิด การชุมนุม ไม่ได้ห้าม แต่อย่าใช้ม็อบมากดดันกัน มันก็เหมือนเก่า ตนก็ต้องออกมาใช้กฎหมายอยู่ดี อย่ามาพูดจาข่มขู่ ประชาชน ประเทศชาติ จะอยู่ตรงไหน ถามเขาบ้างหรือเปล่า หรือสื่ออยากมีเรื่องเขียนข่าวทุกวัน บ้านเมืองกำลังเดินหน้าไปได้ด้วยดี ทุกวันนี้พยายามแก้เพื่อคนส่วนใหญ่ และไม่ลืมประโยชน์คนส่วนน้อย ไม่ใช่นึกถึงแต่คนที่ชื่นชอบ คนที่เห็นต่างก็ต้องฟังเขาด้วย แต่ถ้าทุกคนยังตั้งหลักว่า จะต้องเอาแพ้เอาชนะกันด้วยเรื่องเดิมๆ ก็คงไม่ใช่ ให้มีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งก่อน ค่อยมาว่ากัน

ลั่นป่วนเมื่อไหร่ต้องใช้ ก.ม.กำราบ

ต่อข้อถามว่า เป็นเพราะช่วงหลังหัวหน้า คสช.ใจดีหรือเปล่า ถึงจะมีการชุมนุม พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ไม่ใช่ใจดี ว่าไปตามสถานการณ์ บางครั้งก็จำเป็นต้องใช้อำนาจในทางสร้างสรรค์ แต่ถ้าจำเป็นก็ต้องจำเป็น เมื่อถามว่า มาวันนี้ไม่ได้หวั่นไหวการเคลื่อนไหวทางการเมืองใช่หรือไม่ นายกฯ ตอบว่าอย่าใช้คำว่าไม่หวั่นเลย แต่ใช้คำว่าเตรียมการดีกว่า เมื่อถามว่า ประเด็นถอดถอนจะกลายเป็นประเด็นเปราะบางสำหรับรัฐบาลหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่าไม่ใช่รัฐบาล แต่กฎหมายว่าอย่างไรก็ต้องว่าตามนั้น ตามระเบียบข้อบังคับต่างๆ ไม่เช่นนั้นปัญหาก็เกิดอีก ถ้าไม่พอใจก็ร้องทุกข์กล่าวโทษได้

ขอร้องหยุดซ้ำเติม ปท.กันได้แล้ว

“ผมพยายามพูดกับสื่ออย่างใจเย็นที่สุดแล้ว ผมรู้ว่าผมเป็นคนที่ค่อนข้างโมโหเร็ว วันนี้เย็นลงไปเยอะแล้ว เพราะผมมองประเทศชาติเป็นหลัก เห็นใจผมหน่อย เห็นใจคนไทย เห็นใจประเทศไทยด้วย อย่าซ้ำเติมกันอีกเลย ประเทศไทยถอยหลังมามากแล้ว ผมขอร้อง ทุกประเทศเขามีมาตรการหมดแล้ว มีแต่ประเทศไทยที่ยังคุมไม่ได้ เพราะทุกคนต่างคิดว่า เสรีภาพสื่อ เสรีภาพประชาชน แต่หากเสรีภาพไปละเมิดสิทธิและความขัดแย้งของผู้อื่นก็ไม่สมควร อย่าให้ต้องใช้กฎหมายทุกอัน อย่าให้ต้องใช้อำนาจ อย่าให้ต้องใช้กำลังกันเลย ประเทศไทยถอยหลังไปเรื่อยๆ เราจะอยู่อย่างไร ขอบคุณแรงใจที่สนับสนุน ใครที่สนับสนุนน้อย หรือไม่สนับสนุนเลย ขอให้เข้าใจเราบ้าง ฟังเราพูดบ้าง ถ้าเอาความเกลียดชัง เอาผลประโยชน์ ก็จะมีปัญหาตลอด คนไทยมีปัญหาเรื่องเดียว หวังดีทุกคน เก่งทุกคน แต่คุยกันไม่ค่อยได้” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

วอนสื่อเลิกลงข่าว “ทักษิณ”

ผู้สื่อข่าวถามว่า แต่ตอนนี้มีการเสนอข่าวการเคลื่อนไหวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ก็อย่าไปเสนอซิ คนผิดกฎหมายก็อย่าไปเสนอภาพคนผิดกฎหมายก็จบแล้ว เสนอทำไม อะไรที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรมขอสื่อลดนำเสนอ พอนำเสนอก็มีคนนำมาเปรียบเทียบเรื่องนี้เรื่องนั้นว่าทำไมรัฐบาลไม่ทำ ถ้าท่านไม่ เสนอข่าวก็เบาลงไปแล้ว ทางโซเชียลที่เขียนในทางไม่ดีก็ติดตามอยู่ ถ้าเขียนในทางสร้างสรรค์ก็ไม่ได้ปิดกั้น อะไรรับได้ก็รับได้ อะไรที่เขียนเสียหายมันไม่ได้ อย่างน้อยมันละเมิดสิทธิมนุษยชน สิทธิส่วนบุคคล เมื่อถามว่า โหรวารินทร์ทำนายรัฐบาลจะอยู่ถึง 3 ปี พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ก็ไปตามโหร ตนไม่รู้

“บิ๊กป้อม” รับไม่ได้กระทบมั่นคง

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณีที่กลุ่มการเมืองเริ่มออกมาเคลื่อนไหวและให้สัมภาษณ์ทางการเมืองอย่างต่อเนื่องว่า สัมภาษณ์ก็สัมภาษณ์ไป แต่อย่าทำให้เกิดความแตกแยกในสังคม อย่าทำให้เกิดความไม่มั่นคงของรัฐเพราะตนรับไม่ได้ แบบนั้นต้องมีการพูดคุยกัน ผู้สื่อข่าวถามว่า บางคนออกมาขู่เรื่องที่ สนช. จะรับเรื่องถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประวิตรตอบว่า จะขู่ก็ขู่ไป การปฏิบัติก็ต้องปฏิบัติ เราทำทุกอย่างด้วยความเป็นธรรม ขณะนี้รัฐบาลกำลังแก้ไขปัญหาความยากจน ไม่ให้เกิดความเหลื่อมล้ำภายในประเทศ จะสร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นให้ได้ นายกฯท่านทำทุกอย่างเหนื่อยจะแย่อยู่แล้ว

ห้ามเด็ดขาดสร้างความแตกแยก

เมื่อถามว่า ฝ่ายการเมืองที่เห็นต่างเริ่มออกมาเคลื่อนไหวถือว่าผิดปกติหรือไม่ พล.อ.ประวิตร ตอบว่า เป็นธรรมดา คิดได้แต่ทำไม่ได้ ทุกคนอยากคิดอะไรคิดไป แต่อย่าทำให้เกิดความแตกแยกในสังคม ตอนนี้รัฐบาลต้องการทำงาน ต้องการสร้างความมั่นคงของรัฐให้ได้ เมื่อถามว่าวันนี้ยังมั่นใจหรือไม่ว่าประชาชนส่วนใหญ่สนับสนุนรัฐบาล พล.อ.ประวิตรตอบว่า มั่นใจ เพราะตามโพลเป็นอย่างนั้น ต่อข้อถามว่า มีแนวโน้มหรือไม่ที่รัฐบาลจะประกาศใช้กฎอัยการศึกยาวออกไป พล.อ.ประวิตรตอบว่า ดูเองแล้วกันว่าควรจะมีไว้หรือไม่ นักข่าวก็รู้ เมื่อถามว่าขณะนี้บางพื้นที่ที่ทอดกฐินมีการเขียนชื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในตาลปัตร สามารถทำได้หรือไม่ พล.อ.ประวิตรตอบว่า ต้องให้เจ้าหน้าที่ไปดู เพราะไม่ทราบเรื่องนี้

“พรเพชร” ดอดคุยกับนายกฯ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 09.45 น. ที่ห้องรับรองตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้เข้าหารือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ก่อนเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการอำนวยการจัดงานเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในโอกาสฉลองพระชนมายุ 5 รอบ 2 เมษายน 2558 ที่ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นประธาน และนายพรเพชรเข้าร่วมประชุมด้วย ประมาณ 20 นาที จากนั้นเวลา 11.10 น. นายพรเพชรให้สัมภาษณ์ว่า ไม่ได้เป็นการหารือเพื่อขอ พล.อ.ประยุทธ์ในฐานะหัวหน้า คสช.ช่วยดูแลความสงบช่วงพิจารณาถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในคดีโครงการรับจำนำข้าว และนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา และ นายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา กรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่องที่มา ส.ว.โดยมิชอบ ที่ประกาศจะออกมาเคลื่อนไหว กดดันแต่อย่างใด มาร่วมประชุมจัดงานเฉลิมพระเกียรติเท่านั้น

ยังไม่ขอกำลัง จนท.คุ้มกันรัฐสภา

นายพรเพชรกล่าวว่า การเคลื่อนไหวของกลุ่มต่างๆ ไม่ได้กดดันการทำหน้าที่ สนช.แต่อย่างใด เพราะรู้ดีว่าต้องพิจารณาไปตามหลักความถูกต้อง หลักความยุติธรรม จะให้ถูกใจใครทุกคนคงไม่ได้ และไม่มีอะไรฝากถึงกลุ่มคนเหล่านี้ ยืนยันว่า สนช.หนักแน่น ทำงานเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ หากทำให้เกิดความไม่พอใจกับบางฝ่ายต้องขออภัย คงทำให้ถูกใจทุกคนไม่ได้ เมื่อถามว่า วิป สนช.บางคนระบุว่า อาจพิจารณาแค่รับเรื่องไว้พิจารณาก่อน แล้วค่อยพิจารณาตามกฎหมาย ประธาน สนช.กล่าวว่า เป็นความเห็นวิปบางคนเท่านั้น ถือเป็นสิทธิเพราะการทำงาน สนช.เป็นอิสระ ส่วนตนแล้วแต่ที่ประชุมสนช.เมื่อถามว่า สนช.ยืนยันหรือไม่ คสช.ไม่สามารถสั่งถอดถอนใครได้ นายพรเพชรตอบว่า ยังไม่เคยสั่ง ไม่จำเป็นต้องสั่งด้วย เมื่อถามว่า กังวลหรือไม่การถอดถอนจะกลายมาเป็นปมทางการเมืองอีก นายพรเพชรตอบว่า นั่นเป็นประเด็นที่หนังสือพิมพ์พูดกัน ตนยังไม่เคยพูด เมื่อถามว่า วันที่ประชุมต้องประสานเจ้าหน้าที่รักษาความสงบบริเวณรัฐสภาหรือไม่ นายพรเพชรตอบว่า ยังไม่ได้พิจารณา

“สมชาย” อ้าง ม.64 บี้ สนช.ต้องสอย

นายสมชาย แสวงการ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กล่าวว่า ส่วนตัวเห็นว่าน่าจะข้ามขั้นตอนเรื่องการพิจารณาว่าจะรับหรือไม่รับดำเนินการได้แล้ว เพราะตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 64 บัญญัติไว้ว่า “เมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติว่า ข้อกล่าวหาที่มาจากการเข้าชื่อร้องขอเพื่อให้วุฒิสภามีมติให้ถอดถอนผู้ถูกกล่าวหาออกจากตำแหน่งมีมูล และได้รายงานไปยังประธานวุฒิสภาตามมาตรา 56 (1) แล้ว ให้ประธาน วุฒิสภาจัดให้มีการประชุมวุฒิสภาเพื่อพิจารณามีมติโดยเร็ว” แสดงว่า สนช.ซึ่งทำหน้าที่วุฒิสภาตามที่รัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 57กำหนดในมาตรา 5 และ 6ก็ต้องพิจารณาเป็นอย่างอื่นไม่ได้ นอกจากรับไว้ พิจารณาเท่านั้น

รอวัดใจประธานฯ ลุยถก 6 พ.ย.

นายสมชายกล่าวต่อว่า ในการประชุม สนช. ครั้งที่ผ่านมา ได้มีการยกเว้นข้อบังคับการประชุมที่กำหนดให้ต้องบรรจุเรื่องที่ ป.ป.ช.ส่งมาไว้ในวาระการประชุมภายใน 30 วันไปแล้ว ดังนั้น จึงขึ้นอยู่กับนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช.จะพิจารณาว่า จะบรรจุเรื่องนี้ไว้ในวาระเมื่อไหร่ ซึ่งหวังว่าจะนำ เข้าสู่ระเบียบวาระการประชุมในวันที่ 6 พ.ย.นี้ จากนั้นก็จะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาถอดถอนซึ่งมีกรอบเวลานับจากวันที่มีการบรรจุไว้ในวาระการประชุม 45 วัน ส่วนจะถอดถอนได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับมติที่ประชุมซึ่งจะต้องได้เสียง 132 เสียงขึ้นไป หรือสามในห้าของจำนวน สนช.ทั้งหมด

จี้ คสช.ใช้อำนาจพิเศษฟัน อสส.

นายสมชายกล่าวต่อว่า ทราบข่าววงในว่าการพิจารณาร่วมกันในคณะทำงานร่วมระหว่าง ป.ป.ช.กับอัยการสูงสุด (อสส.) ในวันที่ 7 พ.ย. อสส.อาจจะมีคำสั่งไม่ฟ้องโดยอ้างความไม่สมบูรณ์ของสำนวนในประเด็นเดิมๆที่เคยอ้างไว้ ป.ป.ช.จึงควรฟ้องเอง และ คสช.ควรใช้อำนาจพิเศษจัดการกับอัยการด้วย เพราะความเสียหายมหาศาลไม่ใช่แค่ 7 แสนล้านแต่ไม่ต่ำกว่า 1 ล้านล้านบาท ยังไม่รวมถึงผลกระทบที่เกิดกับอุตสาหกรรมข้าวทั้งระบบ ถ้าอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องก็ต้องตอบคำถามสังคมว่าความเสียหายมากขนาดนี้แต่ไม่ดำเนินคดีจะเป็นทนายแผ่นดินได้อย่างไร

“นรนิติ” ปวดหัวเอา รธน.50 มาอ้าง

นายนรนิติ เศรษฐบุตร สมาชิก สนช. กล่าวว่า การที่ สนช. พิจารณาเรื่องนี้ ประธานการประชุมก็ต้องเปิดให้สมาชิกอภิปรายอย่างเต็มที่ ส่วนจะมีมติรับหรือไม่รับพิจารณานั้น ก็ต้องดูฐานความผิด โดยหากรับมาพิจารณาก็ต้องพิจารณาว่านายสมศักดิ์และนายนิคมมีความผิดตามรัฐธรรมนูญ หรือผิดตามกฎหมายอื่น ทั้งนี้ หากที่ประชุมมีมติรับเรื่องพิจารณาและเห็นว่ามีความผิดตามรัฐธรรมนูญ ก็ยอมรับว่าเป็นเรื่องที่ปวดหัว เพราะรัฐธรรมนูญปี 2550 ถูกยกเลิกไปแล้ว

ทนาย “ปู” งัด 7 ข้อง้างเกมสอย

นายพิชิต ชื่นบาน คณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย และที่ปรึกษากฎหมาย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี แถลงว่า ทีมทนายความและคณะทำงานได้ประชุมร่วมกันจนได้ข้อยุติที่จะนำเสนอต่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เพื่อจัดทำเป็น “คำคัดค้านคำสั่งประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เรื่องนำสำนวนคดีถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ เข้าวาระการประชุม สนช. นัดพิเศษในวันที่ 12 พ.ย.2557” โดยมีประเด็นข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่จะคัดค้านดังนี้ 1.หลักการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ คดีถอดถอนมีผลเป็นการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้ จะกระทำมิได้หากรัฐธรรมนูญมิได้กำหนดให้อำนาจไว้ 2.รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 มิได้กำหนดให้อำนาจ “เรื่องการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต” 3.ข้อบังคับการประชุม สนช. พ.ศ.2557 เฉพาะหมวด 10 ว่าด้วยการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรม และหลักการตรากฎหมายในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข รวมทั้งไม่เป็นไปตามพันธกรณีระหว่างประเทศ (GENERAL WILL)

อ้างความเป็นนายกฯสิ้นสุดลงแล้ว

นายพิชิตกล่าวว่า 4.ข้อบังคับการประชุม สนช. เฉพาะหมวดที่ 10 ว่าด้วยการถอดถอน และการให้บุคคลพ้นจากตำแหน่ง ในส่วนที่ 1 การถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต เป็นการขัดหรือล้างประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) มาตรา 5 5.ประธาน สนช. หรือวิป สนช. ไม่อาจเลือกปฏิบัติ ในการเลือกฐานความผิด ดำเนินคดีถอดถอนให้ผิดไปจากมติ ป.ป.ช.ที่ชี้มูลความผิดต่ออดีตนายกรัฐมนตรี ตามรายงานที่เสนอต่อ สนช. มิฉะนั้นจะถือเป็นการกระทำที่ขัดต่อหลักนิติธรรม และรัฐธรรมนูญมาตรา 5 เสียเอง 6.จะอ้างบทบัญญัติกฎหมายที่ไม่มี “บทบังคับโทษ” มาเป็นเหตุถอดถอนไม่ได้ 7.ความเป็นนายกรัฐมนตรีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้สิ้นสุดลงแล้ว จึงไม่ใช่ผู้ดำรงตำแหน่งตามมาตรา 58 ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบแห่งชาติ พ.ศ.2542

สนช.จ่อไม่รับสอย “ขุนค้อน–นิคม”

ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาว่า ความเคลื่อนไหวของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่เตรียมพิจารณาสำนวนถอดถอนนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา และนายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา กรณีแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี 2550 ที่สำนักงาน ป.ป.ช.ส่งสำนวนให้ สนช.พิจารณานั้น ปรากฏว่าขณะนี้ สนช.ส่วนใหญ่ได้ศึกษาสำนวนดังกล่าวแล้ว ทำให้มีคำตอบอยู่ในใจ ซึ่งขณะนี้มี 2 แนวทาง คือ 1.ที่ประชุม สนช. มีมติรับเรื่องดังกล่าวไว้พิจารณา และ 2.มีมติไม่รับเรื่องดังกล่าว ซึ่งความเห็นแนวทางที่ 2 นั้นเห็นว่าขณะนี้ไม่มีความผิดเหลืออยู่ เพราะรัฐธรรมนูญปี 2550 ที่ ป.ป.ช.ใช้อ้างฐานความผิด ถูกยกเลิกไปแล้วจึงเห็นตรงกันว่าข้อกฎหมายไม่สามารถทำอะไรได้ ส่วนการที่ สนช.บางส่วนเกรงว่าหากไม่รับไว้พิจารณาจะถูกฟ้องร้องฐานละเว้นปฏิบัติหน้าที่นั้น ไม่มีใครสนใจเรื่องนี้ เนื่องจากเป็นการใช้สิทธิโดยสุจริตใจจึงไม่มี สนช. คนใดกังวล อีกทั้ง สนช.บางคนก็มองเรื่องบรรยากาศของบ้านเมืองที่เข้าสู่การปรองดอง

ทหารสายกลางเล็งงดออกเสียง

ผู้สื่อข่าวรายงานต่อว่า สนช.หลายคนให้ความ เห็นว่าคดีนี้ตัดสินใจยากกว่าการถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในคดีทุจริต โครงการรับจำนำข้าว ที่ ป.ป.ช.อ้างฐานความผิดตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย ป.ป.ช. และ พ.ร.บ. บริหารราชการแผ่นดินฯ ส่วนการลงมติถอดถอนของ สนช. ในเรื่องดังกล่าวที่ต้องใช้เสียงสมาชิก สนช. 3 ใน 5 คือจำนวน 132 เสียงขึ้นไปนั้น ทำให้มีการประเมินว่าเป็นไปได้ยากที่เสียงของสมาชิก สนช. จะเพียงพอต่อการถอดถอนได้ อีกทั้งการพิจารณาเรื่องนี้วันที่ 6 พ.ย. หากมีการลงมติรับหรือไม่รับเรื่องดังกล่าวไว้พิจารณา สนช.สายทหารมีความเคลื่อนไหวโดยจะงดออกเสียง รวมทั้งหากเรื่องเข้าสู่กระบวนการถอดถอนและลงมติถอดถอนหรือไม่ สายทหารก็จะงดออกเสียงเช่นกัน

“เทียนฉาย” รับพระบรมราชโองการฯ

อีกด้านหนึ่ง เมื่อเวลา 08.00 น. ที่รัฐสภา สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จัดพิธีรับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งนายเทียนฉาย กีระนันทน์ เป็นประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นรองประธาน สปช.คนที่หนึ่ง และ น.ส.ทัศนา บุญทอง เป็นรองประธาน สปช.คนที่สอง โดยมีนายจเร พันธุ์เปรื่อง เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการ สนช. เป็นผู้อัญเชิญพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ไปวางไว้บนพานโต๊ะหมู่ในห้องพิธี

จากนั้นในเวลา 08.04 น. ประธาน สปช.และ รองประธาน สปช. ทั้ง 2 คน ทำพิธีรับพระราชโองการโปรดเกล้าฯและได้สักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 7 พระสยามเทวาธิราช พระเสื้อเมือง พระทรงเมือง และพระภูมิเจ้าที่ ประจำรัฐสภา

“พรเพชร” มายินดี—พร้อมหนุน

ต่อมา เวลา 09.00 น. นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มอบดอกไม้แสดงความยินดีแก่นายเทียนฉาย นายบวรศักดิ์ และ น.ส.ทัศนาในโอกาสได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นประธาน สปช. รองประธาน สปช. คนที่ 1 และ 2 ที่ห้องรับรอง 1 อาคารรัฐสภา โดยนายพรเพชรกล่าวว่า สนช.พร้อมทำงานสนับสนุน สปช.ทั้งการพิจารณาให้ความเห็นชอบกฎหมาย และส่วนที่เป็นหน้าที่ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด หาก สปช.มีปัญหาติดขัดก็สามารถประสานการทำงานร่วมกันได้

ครบแล้ว 11 กมธ.รธน.สาย ครม.—คสช.

ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช.กล่าวถึงกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญในสัดส่วนของ ครม.กับ คสช.ว่า ได้แล้ว เตรียมไว้แล้ว วันที่ 4 พ.ย.จะประชุมร่วมกันคัดเลือกให้มันอยู่ในจำนวน ครม. 5 คน คสช. 5 คน และประธาน 1 คน รวมทั้งหมด 11 คน เมื่อถามว่าเป็นคนนอกหรือคนใน พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า เป็นคนในประเทศ ใจเย็นๆ เมื่อถามว่า รายชื่อที่ออกมาจะเป็นที่ยอมรับหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า ต้องฝากพวกเรา เพราะทุกคนต้องให้เกียรติซึ่งกันและกัน อย่าเพิ่งไปติตั้งแต่ยังไม่ทำอะไรกัน การยอมรับ ไม่ยอมรับ ยังไงมันก็ต้องมีคนไม่ยอมรับ วันนี้เพราะคนเราหลากหลาย และไม่ได้ไปจำกัดความคิดเห็นต่างอะไรทั้งสิ้น ตนต้องการให้มันเดินหน้าไปให้ได้ การจัดทำรัฐธรรมนูญมันต้องหารือกัน มันต้องผ่านคนตั้งหลายคน คงมุ่งเน้นอะไรไปอย่างเดียวไม่ได้ ต้องเอาประเทศชาติเป็นหลัก ว่าจะเดินหน้ากันไปอย่างไรในอนาคต

“บิ๊กตู่” มั่นใจแจงที่มรดกถูกต้อง

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวถึงกรณีการนำเสนอข่าวการขายที่ดินมรดกที่ได้แจ้งบัญชีทรัพย์สินต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ว่า ปล่อยเถอะ ว่ากันไป เพราะตนได้ดำเนินการทุกอย่างตามกฎหมายแล้ว และถ้าตนไม่มั่นใจคงไม่เสนอบัญชีทรัพย์สิน และตอนนี้ได้เสนอไปแล้ว ขึ้นอยู่กับ ป.ป.ช. ตนให้ความร่วมมือทุกอย่างแล้ว ก็ไปดู ให้ความเป็นธรรมกับทุกคนด้วย

“โทนี แบลร์” ดอดพบ “บิ๊กตู่”

เมื่อเวลา 16.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช. พร้อมด้วย พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.ต่างประเทศ ให้การต้อนรับนายโทนี แบลร์ อดีตนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร ที่ขอพบเป็นการส่วนตัว เพื่อติดตามสถานการณ์ในไทย โดยใช้เวลาหารือประมาณ 1 ชั่วโมง

จากนั้น ร.อ.นพ.ยงยุทธ มัยลาภ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า พล.อ.ประยุทธ์ได้อธิบายถึงสถานการณ์ที่รัฐบาลกำลังดำเนินการปฏิรูป สร้างความปรองดอง แก้ปัญหาความขัดแย้งที่มีมานานกว่า 10 ปี เพื่อให้มีประชาธิปไตยที่ยั่งยืน แต่ขณะนี้ต้องแก้ไขปัญหาติดขัด ทั้งทางด้านกติกาทางกฎหมาย เศรษฐกิจ การบริหารราชการแผ่นดิน ความขัดแย้งของประชาชน ขณะนี้ระบบบริหารราชการแผ่นดินเป็นไปตามปกติแล้ว รัฐบาลและ คสช.สามารถผลักดันกลไกการทำงานของข้าราชการได้อย่างเต็มที่ และจัดทำงบประมาณปี 58 ได้อย่างเรียบร้อย ส่วนการปฏิรูป 11 ด้านรัฐบาลมีเวลาจำกัด จึงต้องเน้นรักษา ความสงบ

แนะมุ่งเลือกตั้งขยันแจงชาวโลก

ร.อ.นพ.ยงยุทธกล่าวว่า ด้านนายโทนี แบลร์ได้ขอบคุณฝ่ายไทยตอบรับการมาเยือนของตนในช่วงเวลาอันสั้นเป็นอย่างดี และเข้าใจปัญหาที่ไทย เผชิญอยู่ เพราะเคยศึกษาปัญหาของไทยพบว่ามีการแตกแยก สลับซับซ้อนไม่เหมือนที่อื่น โดยเชื่อว่าประชาคมโลกอยากให้ไทยเดินหน้าการเลือกตั้งในปี 58 และยึดมั่นในหลักสิทธิมนุษยชน ขอฝากให้ไทยแก้ไขอุปสรรคทางเศรษฐกิจ และพยายามคืนสู่ประชาธิปไตย อยากให้รัฐบาลไทยชี้แจงนานาประเทศถึงขั้นตอนที่กำลังดำเนินการอยู่ โดยเน้นถึงสถานการณ์ที่มีความสลับซับซ้อนเพื่อให้เกิดความเข้าใจในเวทีสากล และนำไปสู่ขั้นตอนต่อไปในการปฏิรูปประเทศ และควรผลักดันให้เศรษฐกิจเดินหน้า ซึ่งเชื่อว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันมีศักยภาพที่จะทำได้

พท.-ปชป.ยอดสมาชิกวูบ

นายภุชงค์ นุตราวงศ์ เลขาธิการ กกต. เปิดเผยถึงการดำเนินการของพรรคการเมืองว่า ปัจจุบันพรรคการเมืองที่ยังดำเนินการอยู่มี 74 พรรค โดยไตรมาสที่ 3 ระหว่างเดือน ก.ค.-ก.ย.2557 ที่ผ่านมา มีพรรคการเมืองแจ้งจำนวนสมาชิกพรรคการเมืองที่ลดลง จำนวน 31 พรรค รวม 253 ราย โดยพรรคการเมืองที่มีจำนวนสมาชิกลดลง 5 ลำดับแรก ได้แก่ พรรคเพื่อไทย ลดลง 52 ราย พรรคมหาชนลดลง 48 ราย พรรคประชาธิปัตย์ ลดลง 43 ราย พรรคภูมิใจไทยลดลง 22 ราย และพรรคชาติพัฒนา ลดลง 11 ราย ส่งผลให้พรรคการเมืองทั่วประเทศปัจจุบันมีจำนวน 5,141,553 ราย

“เมธี” ยันไม่เคยเป็นจำเลยคดีอาญา

นายเมธี ครองแก้ว คณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) ผู้ทรงคุณวุฒิ เปิดเผยภายหลังร่วมประชุม ก.ต.ว่า ในที่ประชุม ก.ต.วันนี้ตนได้ชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีที่มีกลุ่มทนายความ 18 คน ยื่นคัดค้านตนดำรงตำแหน่ง ก.ต.ผู้ทรงคุณวุฒิ เนื่องจากมีคุณสมบัติต้องห้ามถูกฟ้องเป็นจำเลยคดีอาญานั้น คดีที่ถูกฟ้องร้องเป็นคดีที่สมัยตนยังดำรงตำแหน่งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นการฟ้องร้องเกี่ยวกับการทำหน้าที่ของ ป.ป.ช.และเป็นการฟ้องร้อง ป.ป.ช.ทั้งคณะไม่ใช่ฟ้องแค่ตนเพียงคนเดียว ส่วนคดีความหลักที่ถูกฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเมื่อประมาณ 3-4 ปีที่แล้ว ศาลยังไม่ได้ประทับรับฟ้องแต่อย่างใด จึงกล่าวได้ว่าคดีความที่ถูกฟ้องร้องส่วนตัวนั้นตนยังไม่เคยตกเป็นจำเลย ส่วนกรณีที่ประธานศาลฎีกาทำหนังสือไปยังนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) นั้น ประธานศาลฎีกาไม่ได้แสดงความเห็นคัดค้าน เพียงแต่ชี้แจงให้ประธาน สนช.ทราบว่ามีกลุ่มทนายความคัดค้านเท่านั้น

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้