วันศุกร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
2เดือนรู้ผลสอย‘ปู’

2เดือนรู้ผลสอย‘ปู’

  • Share:

‘พรเพชร’คาด-ไม่นาน ดัน‘มานิจ’รองปธ.ร่าง วันชัยเล็งสกัดรื้อรธน.

วิป สนช.ขีดเส้น 1 สัปดาห์ปิดจ๊อบคลอด 17 กมธ.ชงพิมพ์เขียว ร่าง รธน.-ปฏิรูปประเทศ “วันชัย” แย้มวางกลไกเข้มสกัดพวกจ้องรื้อ รธน.ตามอำเภอใจ “ทัศนา” คุมทีมเปิดรับสมัคร กมธ.วิสามัญ สปช. 1 คนเป็น กมธ.ได้ 2 คณะ จำกัด ปธ.กมธ.นั่งได้เก้าอี้เดียว “ไพบูลย์” ทวงโควตาสายตรง สปช.ดัน “มานิจ” จองรอง ปธ.กมธ.ยกร่าง รธน.คนที่ 1 วิป สนช.

นัด 4 พ.ย. หารือ ปธ.ศาลฎีกาท้วงมติตั้ง “เมธี” นั่ง กต.ผู้ทรงคุณวุฒิ “หมอเจตน์” อ้างระเบียบ กต.คดียังไม่ถึงที่สุด ไม่เข้าข่ายขัดคุณสมบัติ สนช.เสียงแตกคดีถอดถอน “สมศักดิ์-นิคม” ก๊วนสายทหารอุบไต๋เลี่ยงถูกด่า “นพดล” ลั่นยึด ก.ม.ไม่มีการล็อบบี้ชี้นำ “อกนิษฐ์” หวั่นไม่รับเรื่องเจอข้อหาละเว้นฯ “ธานี” เบรกตัวโก่งไร้ ก.ม.รองรับ เดินหน้า ต่อไม่ได้ พท.ขู่ สนช.อย่าเสี่ยงติดคุกตอนแก่ “ปู” ย่องเงียบบินกลับไทยก่อนกำหนด

การแต่งตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญใกล้เสร็จสมบูรณ์ รอเพียงการสรรหา กมธ.ยกร่างฯในสัดส่วนของคณะรัฐมนตรี (ครม.) และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ล่าสุดสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เร่งจัดตั้ง กมธ.วิสามัญ 17 คณะให้แล้วเสร็จภายใน 1 สัปดาห์ เพื่อเริ่มนับหนึ่งการปฏิรูปประเทศอย่างจริงจัง

“เทียนฉาย” ให้อิสระ สปช.ถกตั้ง กมธ.

เมื่อวันที่ 2 พ.ย. นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กล่าวถึงการประชุม สปช.เพื่อพิจารณาร่างข้อบังคับการประชุม สปช. ที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างข้อบังคับการประชุม สปช. พิจารณาเสร็จแล้วในวันที่ 3 พ.ย.ก่อนตั้งกรรมาธิการวิสามัญ 17 คณะรวบรวมความเห็นและข้อเสนอต่อ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญว่า ขึ้นอยู่กับมติที่ประชุมว่าจะให้มีการพิจารณา 3 วาระรวดตามข้อเสนอของวิป สปช.หรือไม่ หรือจะตั้งคณะ กมธ.ไปพิจารณาก่อนนำกลับเข้า สปช.อีกครั้ง ให้สมาชิกพิจารณากันเอง ไม่ทราบว่าจะมีสมาชิกขออภิปรายกันมากน้อยแค่ไหน ส่วนรายชื่อ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญในสัดส่วนของคณะรัฐมนตรี (ครม.) และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีกำหนดต้องเสร็จวันที่ 4 พ.ย. แต่ไม่มีข้อบังคับว่าต้องส่งชื่อภายในเวลาใด จะเป็นใครบ้างไม่ทราบ ต้องถาม พล.อ.ประยุทธ์ นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. และนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองประธาน สปช.คนที่ 1 เองยังไม่รู้ว่าจะเป็นประธาน กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่ โดยหลังการแต่งตั้งประธาน กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญและ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ประธาน สปช.จะเป็นผู้ลงนามแต่งตั้งได้เลย ไม่ต้องมีการโปรดเกล้าฯ และหลังการแต่งตั้งสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ทันที

เครื่องร้อน 1 สัปดาห์เร่งปิดจ๊อบ

นายวันชัย สอนศิริ สมาชิก สปช.ในฐานะโฆษกวิป สปช.ชั่วคราว กล่าวถึงการประชุม สปช.ครั้งที่ 5 ในวันที่ 3-4 พ.ย.ว่า การประชุมวันที่ 3 พ.ย. จะพิจารณาร่างข้อบังคับการประชุม สปช. พ.ศ. ...ตามที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างข้อบังคับพิจารณาแล้วเสร็จ อาจใช้เวลาทั้งวันพิจารณาให้แล้วเสร็จ ส่วนวันที่ 4 พ.ย. ที่ประชุม สปช.จะตั้งคณะกรรมการจัดสรรคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ในแต่ละคณะ โดยให้ น.ส.ทัศนา บุญทอง รองประธาน สปช.คนที่ 2 เป็นประธานและให้สมาชิก สปช.กรอกใบสมัครเป็น กมธ.ในคณะที่สนใจ 1 คนสามารถเป็น กมธ.ได้ 2 คณะ แต่หากเป็นประธาน กมธ.จะนั่งได้แค่คณะเดียว คาดว่าการจัดสรรจะใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์ การตั้งคณะกรรมาธิการครั้งนี้จะเป็นแบบวิสามัญทั้งหมด เพื่อให้มีคนนอกเข้ามาร่วมทำงานด้วย จะได้กว้างขวางมากขึ้น การจัดทำข้อเสนอแนะของ สปช.ต่อคณะ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ วิป สปช.กำลังคิดว่าจะใช้วิธีการใด อาจจะให้ กมธ.แต่ละคณะประชุมแล้วให้ตัวแทนมาอภิปรายในสภา เพื่อไม่ให้มีจำนวนผู้อภิปรายมากเกินไป เพราะการประชุมจะยืดเยื้อ ยืนยันว่า สปช.ทุกคนกระตือรือร้น เร่งรีบให้ผลงานออกมาโดยเร็ว

วางกลไกสกัดรื้อ รธน.ตามอำเภอใจ

นายวันชัยกล่าวถึงกรณีกระแสข่าวว่าการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะกำหนดให้การแก้รัฐธรรมนูญทำไม่ได้หรือทำได้ยากว่า การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ พวกเราพยายามทำให้ดีที่สุด การแก้ไขรัฐธรรมนูญหากทำได้ยากถือเป็นเรื่องดี รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวกำหนดไว้ในมาตรา 35 (9) ว่า กลไกที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันมิให้มีการทำลายหลักการสำคัญที่รัฐธรรมนูญจะได้วางไว้ คือการพยายามวางกลไกไม่ให้แก้ได้ตามอำเภอใจ ทำลายหลักการสำคัญของรัฐธรรมนูญอย่างในอดีตที่มีการแก้ไข จนเป็นประเด็นของความขัดแย้ง หรือไปลดอำนาจบางองค์กร ดังนั้น กมธ.ยกร่างฯต้องเขียนให้ชัดเจน ขึ้นอยู่กับ กมธ.ยกร่างฯว่าจะทำอย่างไรในเรื่องนี้

“ไพบูลย์” แนะ 2 แนวทางหารือ

นายไพบูลย์ นิติตะวัน สปช.ด้านการเมือง และ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวว่าประชุม สปช.วันที่ 3 พ.ย.เพื่อพิจารณาร่างข้อบังคับการประชุมฯวาระที่ 1 มีแนวโน้มว่าจะมีสมาชิก สปช.ขอแปรญัตติจำนวนมาก โดยเฉพาะหมวด 4 กมธ.ยกร่างข้อบังคับฯบัญญัติให้ตั้ง กมธ.วิสามัญประจำสภาขึ้น 17 คณะ อยากให้ตั้ง กมธ.มากกว่านี้ คาดว่าจะไม่เสร็จสิ้นภายใน 2 วัน เพราะมีผู้อภิปรายเป็นจำนวนมาก อาจจะใช้วิธีพิจารณา 2 วิธี คือ 1.พิจารณาวาระที่ 1 เสร็จรับหลักการและให้เสนอขอแปรญัตติ และพิจารณาวาระที่ 2-3 ในสัปดาห์หน้า ส่วนวิธีที่ 2 คือรับหลักการวาระ 1 เสร็จสิ้นให้ถือว่าเป็น กมธ.เต็มสภาฯ แล้วสภาฯมาพิจารณาแก้ไขทีละมาตรา ทั้ง 2 แนวทาง ขึ้นอยู่กับที่ประชุมว่าจะใช้วิธีไหน โดยประธาน สปช.อาจจะหารือที่ประชุมว่าจะจำกัดจำนวนผู้อภิปราย หรือจำกัดเวลา ซึ่งควรให้สมาชิกอภิปรายคนละ 5 นาที หรือถ้ามีผู้อภิปรายจำนวนมากควรใช้วิธีจับสลาก

ดัน “มานิจ” จองโควตารอง ปธ.คนที่ 1

นายไพบูลย์กล่าวต่อว่า สำหรับรายชื่อ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ในสัดส่วนของ ครม. 5 คนกับ คสช. 6 คน ขณะนี้รายชื่อยังได้ไม่ครบ แต่ต้องได้รายชื่อก่อนเวลา 12.00 น.วันที่ 4 พ.ย. ให้ครบทั้ง 36 คน เพื่อเปิดประชุม กมธ.ยกร่างฯนัดแรกวันที่ 5 พ.ย. ต่อไปได้ ในวันที่ 4 พ.ย.ต้องมีการแต่งตั้งประธานและรองประธาน กมธ.ยกร่างฯ ขึ้นอยู่กับที่ประชุมจะเห็นว่าตำแหน่งรองประธานฯจะมีกี่คน ส่วนตัวเห็นว่าบุคคลที่เหมาะสมจะเป็นรองประธาน กมธ.ยกร่างฯคนที่ 1 คือนายมานิจ สุขสมจิตร สปช.ด้านสื่อสารมวลชน เนื่องจากรองประธาน กมธ.ยกร่างฯคนที่ 1 ควรเป็นบุคคลที่มา สปช. รวมถึงนายมานิจมีความอาวุโสสูงสุด เป็นนักกฎหมายที่เคยทำงาน เป็น กมธ.ยกร่างฯมาก่อน

“เสธ.อู้” เห็นพ้องตั้ง กมธ.3 วาระรวด

พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช สปช.ด้านพลังงาน ในฐานะประธาน กมธ.ยกร่างข้อบังคับการประชุม สปช. กล่าวว่า ทราบว่ามติวิป สปช.ชั่วคราว จะให้ตั้ง กมธ.ฯเต็มสภาฯพิจารณาให้แล้วเสร็จ 3 วาระรวด หากที่ประชุมเห็นด้วยคงเป็นไปตามนั้น เนื้อหาในร่างข้อบังคับฯ กมธ.ยกร่างตามความเห็นของสมาชิกที่เสนอมาหลายทาง ดังนั้นเมื่อเป็นไปตามความต้องการของสมาชิกคงจะใช้เวลาพิจารณาไม่นาน คาดว่าจะเสร็จภายในวันที่ 3 พ.ย.

คสช.-ครม.แยกเฟ้นทีมร่าง รธน.

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ให้สัมภาษณ์ถึงการประชุมร่วมระหว่าง คสช.กับ ครม.วันที่ 4 พ.ย. เพื่อเสนอชื่อบุคคลเข้าไปเป็น กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญว่า คงจะคุยกัน ต้องถามความสมัครใจและดูประวัติด้วย ที่ผ่านมาได้ดูประวัติมาบ้าง แต่จะคุยกันเป็นเรื่องเป็นราวในวันที่ 3 จากนั้นช่วงเช้าวันที่ 4 พ.ย.จะมีการประชุม คสช.ก่อนพอ คสช.ได้ชื่อคนเป็น กมธ.ยกร่างฯ รวมถึงตัวประธาน กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ จากนั้นจะเป็นการประชุมร่วม คสช.กับ ครม.เพื่อพิจารณาเรื่องอื่นๆ แล้วถึงจะประชุม ครม.เพื่อคัดเลือก กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ โดย คสช.จะออกไป เมื่อได้ชื่อแล้ว คสช.และ ครม.จะเสนอแยกกัน ส่งไปที่นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธาน สปช. เมื่อประธาน สปช.ออกเป็นประกาศถือว่าเรียบร้อย ไม่ต้องนำชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ และเรียกประชุมได้เลยทราบว่ามีการนัดประชุมวันที่ 5 พ.ย.เพื่อตั้งรองประธาน กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ หรือผู้ที่มีหน้าที่อื่นๆ รวมถึงวิธีทำงาน แต่ยังไม่ถือว่าเป็นการนับหนึ่งใน 120 วันที่ กมธ.ยกร่างฯต้องยกร่างรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จ เพราะยังอยู่ในระยะเวลา 60 วัน ที่ สปช.ต้องเสนอกรอบมาให้ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ นับจากการประชุม สปช.นัดแรกเมื่อวันที่ 21 ต.ค.

จับตา“นครินทร์–สุจิต” มาแรง

ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า ความคืบหน้าการเสนอชื่อบุคคลเป็น กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญในสัดส่วนของ คสช.และ ครม.ที่จะสรุปในวันที่ 4 พ.ย. ส่วนใหญ่เป็นนักวิชาการและนักกฎหมายชื่อดัง อาทิ นายสุจิต บุญบงการ อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) นายสุรพล นิติไกรพจน์ อดีตอธิการบดี มธ. ซึ่งถูกทาบทามแล้ว อยู่ที่นายสุรพลว่าจะตอบรับหรือไม่ ส่วนพวกที่ยังต้องลุ้น ได้แก่ นายพรชัย ตระกูลวรานนท์ รองอธิการบดี มธ. นายสมบูรณ์ สุข– สำราญ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รวมถึงนายบรรเจิด สิงคะเนติ คณบดีคณะนิติศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ที่มีเสียงคัดค้านจากบางฝ่าย นอกจากนี้ อาจมีการดึงสมาชิกสนช.และ สปช.บางคนที่ไม่ได้รับคัดเลือกเป็น กมธ.ยกร่างฯ เข้ามาด้วย ในส่วนของ สปช.คาดว่าอาจดึงนายนันทวัฒน์ บรมานันท์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นายวรรณชัย บุญบำรุง กรรมการร่างกฎหมายประจำสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ขณะที่ สนช.อาจดึงนายชูเกียรติ รัตนชัย–ชาญ อดีตเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาที่ยอมหลีก ทางให้นายดิสทัต โหตระกิตย์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ตอนคัดเลือก กมธ.ยกร่างฯ สัดส่วน สนช.

“กาญจนรัตน์-วุฒิสาร” ชิงดำเลขาฯ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากได้ 36 กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญแล้ว จะมีการแต่งตั้งรองประธาน กมธ. เลขานุการ กมธ.และโฆษก กมธ. โดยเฉพาะตำแหน่งเลขานุการ กมธ.ถูกจับตาว่าขณะนี้เป็นการชิงดำกันระหว่างนางกาญจนรัตน์ ลีวิโรจน์ กับนายวุฒิสาร ตันไชย ทั้งคู่เป็นอดีต กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญปี 50 โดยนางกาญจนรัตน์เป็นรุ่นน้องของนายบวรศักดิ์ ที่คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเคยช่วยนายบวรศักดิ์ยกร่างรัฐธรรมนูญตอนปี 40 ในยุคที่นายบวรศักดิ์เป็นเลขานุการ กมธ.มาแล้ว ส่วนนายวุฒิสารทำงานร่วมกับนายบวรศักดิ์ที่สถาบันพระปกเกล้า โดยเป็นรองเลขาธิการและมีข่าวว่าจ่อจะขึ้นเป็นเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้าแทนนายบวรศักดิ์ปลายปีนี้ นางกาญจนรัตน์เก่ง แต่พูดไม่เก่ง คนรู้จักน้อย ขณะที่นายวุฒิสารดูจะเด่นกว่าในมิติทางการเมือง มีเครือข่ายจำนวนมาก เก่งเรื่องการประสานงาน แต่หากนายวุฒิสารได้รับการแต่งตั้งเป็นเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้าปลายปีนี้ จะทำให้ มีปัญหาเรื่องเวลาการทำงาน ซึ่งอาจไม่เหมาะสมนัก

นักวิชาการค้านห้ามแก้ รธน.

ด้านนายยุทธพร อิสรชัย คณบดีรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช กล่าวว่า การแก้รัฐธรรมนูญไม่ควรกำหนดว่าทำได้ยากหรือทำไม่ได้ บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญที่ผ่านมาระบุว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องมาจากกระบวนการพิเศษ ต้องมาจากเสียงข้างมากในสภา ปกติจะแก้ไขได้ยากอยู่แล้ว การแก้ได้หรือไม่ได้ไม่ใช่เรื่องที่น่ากังวลเราควรกังวลกับการฉีกรัฐธรรมนูญที่ส่วนใหญ่มาจากรัฐประหารมากกว่า ควรทำให้รัฐธรรมนูญมีความต่อเนื่องไม่ถูกฉีกโดยการรัฐประหารอีก เพราะเราไม่รู้ว่าในอนาคตใครจะเข้ามาเป็นรัฐบาล อำนาจการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นอำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติ ดังนั้นควรกำหนดวิธีการแก้ไขให้เป็นไปตามหลักสากลจะดีกว่า อาจจะเป็นการทำประชามติ หรือฟังเสียงส่วนใหญ่จากประชาชน จากรายชื่อ กมธ.ยกร่างฯที่ได้รับการเลือกจาก สนช.และ สปช.เห็นแล้วน่าสนใจ สปช.มีจุดยืนและความเป็นตัวของตัวเอง จุดแข็งคือมีคนหน้าใหม่ไม่ได้มีชื่อเสียงเข้ามา แต่จุดอ่อนคือไม่มีบุคคลภายนอกเข้ามา คิดว่าควรให้มีบุคคลภายนอกเข้ามาบ้างเพื่อ ความหลากหลาย ภาพรวมเห็นว่าควรให้คะแนน กมธ.ยกร่างฯในสัดส่วนของ สปช.และ สนช. 6 เต็ม 10 คะแนน แต่ต้องรอดูผลงาน

วิป สนช.เชื่อไร้ปัญหา “เมธี” นั่ง ก.ต.

วันเดียวกัน นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ สนช.ในฐานะวิป สนช. กล่าวถึงกรณีนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. จะนำเรื่องกรณีที่นายดิเรก อิงคนันท์ ประธานศาลฎีกา ทำหนังสือทักท้วงมติ สนช.ระบุมีกลุ่มทนายความทักท้วงการแต่งตั้งนายเมธี ครองแก้ว เป็นกรรมการตุลาการ (ก.ต.) ผู้ทรงคุณวุฒิ เนื่องจากมีกรณีถูกฟ้องเป็นจำเลยคดีอาญาในศาลหลายคดี เข้าหารือในที่ประชุม สนช.ว่า ที่ประชุมวิป สนช.จะนำเรื่องดังกล่าวมาหารือกันในวันที่ 4 พ.ย. คงต้องดูก่อนว่าเรื่องการทักท้วงการแต่งตั้งนายเมธีเป็นเรื่องเก่าหรือเรื่องใหม่ หากเป็นเรื่องเก่าคงไม่มีปัญหาอะไร เพราะในช่วงที่กรรมาธิการเพื่อพิจารณาเสนอรายชื่อบุคคลที่เห็นสมควรเป็นกรรมการศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิ ที่มีนายกล้านรงค์ จันทิก สนช.เป็นประธานกรรมาธิการฯ เคยเรียกนายเมธีมาซักถามเรื่องที่ถูกร้องเรียน ซึ่งนายเมธีก็ชี้แจงได้เคลียร์จนได้รับเลือกเป็น ก.ต.ผู้ทรงคุณวุฒิ ขณะเดียวกันตามระเบียบของ ก.ต.ยังระบุว่า การขัดคุณสมบัติ ก.ต.ผู้ทรงคุณวุฒิต้องเป็นคดีที่ถึงที่สุด มีการตัดสินลงโทษแล้ว แต่ขณะนี้เรื่องแค่อยู่ในชั้นศาล ยังไม่ถือว่าขัดคุณสมบัติอะไร จึงไม่น่าจะมีปัญหาถึงขั้นทบทวนรายชื่อใหม่

แจงยังไม่เข้าข่ายขัดคุณสมบัติ

นพ.เจตน์กล่าวว่า อย่างไรก็ตามที่ประชุมวิป สนช.ขอดูหนังสือที่ร้องเรียนนายเมธีก่อนว่า เป็นประเด็น เก่าหรือประเด็นใหม่ เท่าที่ดูคิดว่าเป็นเรื่องเก่าที่นายเมธีเคยชี้แจงมาแล้วในชั้นกรรมาธิการฯ แต่หากเป็นเรื่องใหม่ วิป สนช.ต้องพูดคุยหาทางออกว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป แต่คิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาเช่นกัน เพราะระเบียบ ก.ต.ระบุว่าการขัดคุณสมบัติต้องเป็นคดีถึงที่สุด แต่กรณีนายเมธีนั้น คดียังไม่ถึงที่สุด แต่อย่างน้อยวิป สนช.คงต้องพูดคุยกันไว้ก่อน เพราะคนที่จะเข้าไปเป็น ก.ต.ผู้ทรงคุณวุฒิควรไม่มีมลทิน ไม่มีตำหนิเกี่ยวกับเรื่องความยุติธรรม

เลือกคนผิดฝ่ายการเมืองรับผิดชอบ

ด้านนายสราวุธ เบญจกุล รองเลขาธิการสำนัก งานศาลยุติธรรม กล่าวว่า หนังสือที่นายดิเรก อิงค-นันท์ ประธานศาลฎีกาส่งไปยังนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช.เป็นหนังสือแจ้งทราบข้อมูลเรื่องที่มีผู้ยื่นคัดค้านการเลือกนายเมธีเป็นผู้แทนฝ่ายการเมือง มาปฏิบัติหน้าที่ ก.ต.ผู้ทรงคุณวุฒิ สนช.จะปฏิบัติอย่างไรเป็นอำนาจหน้าที่ สนช.ตามกฎหมาย ไม่ว่าจะในสถานการณ์การเมืองปกติที่มีสภาผู้แทนราษฎร หรือในสถานการณ์การเมืองเปลี่ยนผ่านมี สนช.ปฏิบัติหน้าที่แทนสภาฯ ศาลยุติธรรมไม่มีอำนาจยับยั้ง ไม่รับบุคคลที่ฝ่ายการเมืองเลือกมาเป็น ก.ต.ผู้ทรงคุณวุฒิ แต่หากฝ่ายการเมืองเลือกผู้ที่ขาดคุณสมบัติมา เป็นความรับผิดชอบในส่วนของฝ่ายการเมือง

นายนิวัติ แก้วล้วน เลขาธิการสภาทนายความ กล่าวว่า ไม่ทราบว่ากลุ่มทนายความที่ยื่นหนังสือคัดค้านนายเมธีเป็นกลุ่มไหน นโยบายสภาทนายความไม่มีการคัดค้านใครเป็นรายบุคคล คาดว่ากลุ่มทนาย ความดังกล่าวน่าจะเป็นกลุ่มอื่นๆ และอาจเคลื่อนไหวในลักษณะสมาคมซึ่งมีอยู่มาก

“นพดล” อุบไต๋ถอดถอน “สมศักดิ์—นิคม”

อีกเรื่อง พล.อ.นพดล อินทปัญญา สนช. กล่าวถึงกรณีที่ประชุม สนช.จะพิจารณาเรื่องการถอดถอนนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา และนายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา กรณีแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่องที่มา ส.ว.โดยมิชอบ ในวันที่ 6 พ.ย.ว่า ได้ศึกษาสำนวนถอดถอนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) 4,000 หน้าเสร็จเรียบร้อยแล้ว และมีคำตอบอยู่ในใจแล้วว่าเป็นอย่างไร แต่ขอไม่บอก แต่บอกได้เพียงว่าจะยึดกฎหมายเป็นหลัก ไม่ขอพูดมาก ถ้าพูดไปแล้ว จะหาว่าเป็นการชี้นำ เดี๋ยวโดนถล่มอีก ขอให้เป็นสิทธิของ สนช.สายทหาร และ สนช.คนอื่นๆในการลงมติดีกว่า ไม่มีการล็อบบี้ ผู้สื่อข่าวถามว่า ยังยืนยันในคำตอบเดิมที่เคยพูดว่า สนช.ไม่สามารถรับเรื่องไว้พิจารณาได้ เพราะรัฐธรรมนูญปี 50 ไม่มีผลบังคับใช้แล้วหรือไม่ พล.อ.นพดลตอบว่า ไม่ขอตอบ พูดไปก็ไม่ดี มีแต่ติดลบ บอกได้แค่ว่าจะยึดหลักกฎหมาย ทำตามหน้าที่ให้ดีที่สุด

“เจตน์” ให้รับเรื่องถอดถอนไว้ก่อน

ด้าน นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ สนช. กล่าวว่า การประชุม สนช.วันที่ 6 พ.ย.จะมีการพิจารณาว่าจะรับเรื่องสำนวนถอดถอนนายสมศักดิ์และนายนิคมตามที่ ป.ป.ช.ส่งเรื่องมาเข้าสู่กระบวนการพิจารณาถอดถอนของ สนช.หรือไม่ ส่วนตัวเห็นว่า สนช.มีอำนาจรับเรื่องดังกล่าวไว้พิจารณาได้ แม้รัฐธรรมนูญปี 50 ไม่มีผลบังคับใช้แล้ว แต่สำนวนที่ ป.ป.ช.ส่งมาให้ สนช. ใช้อำนาจตามมาตรา 58 พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ซึ่งลอกมาตรา 270 ของรัฐธรรมนูญ เรื่องการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมาเขียนใส่ไว้ มีอำนาจรับเรื่อง
ถอดถอนกรณีนี้ได้ หลังจากนั้น สนช.จึงค่อยไปพิจารณาในขั้นตอนกระบวนการไต่สวนว่ารัฐธรรมนูญปี 50 ที่ถูกยกเลิกไปแล้ว ยังมีผลบังคับใช้อยู่หรือไม่ แต่เบื้องต้นควรรับเรื่องไว้พิจารณาก่อน

ลั่นยึด ก.ม.เมิน กปปส.ขู่ปลุกม็อบ

เมื่อถามว่า นายถาวร เสนเนียม แกนนำ กปปส.ระบุว่า หาก สนช.ไม่รับเรื่องถอดถอนนายสมศักดิ์และนายนิคมไว้พิจารณา อาจมีปัญหาเผชิญหน้ากับมวลมหาประชาชน นพ.เจตน์ตอบว่า ถือเป็นเรื่องปกติ ไม่ว่า สนช.จะมีมติอย่างไรออกมา ย่อมมีปัญหากับมวลชนทั้งสองฝ่าย แต่ สนช.ต้องพิจารณาทุกอย่างไปตามข้อกฎหมาย จะไปหวั่นไหวตามแรงกดดันไม่ได้ สนช.จะใช้แรงกดดันมาตัดสินไม่ได้

ห่วงไม่รับโดนละเว้นปฏิบัติหน้าที่

พล.อ.อกนิษฐ์ หมื่นสวัสดิ์ สนช. กล่าวว่า กรณีที่ สนช.จะลงมติว่า จะรับเรื่องถอดถอนนายสมศักดิ์ และนายนิคมไว้พิจารณาหรือไม่ ในวันที่ 6 พ.ย. ยังเป็นเรื่องที่มีการถกเถียงกันอยู่มาก เสียง สนช.ยังแตกเป็น 2 ฝ่ายคือ 1.ฝ่ายที่เห็นว่า สนช.มีอำนาจถอดถอนได้ให้รับเรื่องไว้ เนื่องจากเป็นการดำเนินการตามที่ ป.ป.ช.ส่งเรื่องมา 2.ฝ่ายที่เห็นว่าไม่มีอำนาจถอดถอน ไม่ควรรับเรื่องไว้ เพราะรัฐธรรมนูญปี 50 ไม่มีผลบังคับใช้แล้ว แม้กระทั่งทีมกฎหมายของตนยังมีความเห็นไม่ตรงกันเลย ดังนั้น คงต้องไปดูว่าที่ประชุม สนช.ในวันที่ 6 พ.ย.จะลงมติกันอย่างไร แต่ส่วนตัวเห็นว่าหากไม่รับเรื่องไว้พิจารณาอาจจะโดนข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ได้ เพราะรัฐธรรมนูญชั่วคราว มาตรา 6 ระบุให้ สนช.ทำหน้าที่เป็น ส.ส.และ ส.ว. ขณะที่มาตรา 5 ยังระบุว่าหากเรื่องใดที่ไม่ได้มีระบุไว้ในตัวกฎหมาย ให้ยึดตามธรรมเนียมประเพณีปฏิบัติ ดังนั้นเมื่อ ป.ป.ช.ส่งเรื่องมาให้ ก็ต้องรับไว้พิจารณาก่อน เพราะมีการเปิดช่องให้รับเรื่องไว้พิจารณาได้ แต่หลังจากที่รับเรื่องไว้แล้ว ค่อยไปพิจารณาอีกครั้งในขั้นตอนการถอดถอนว่า เมื่อฐานความผิดตามรัฐธรรมนูญปี 50 ไม่มีผลบังคับใช้แล้ว จะลงมติเอาผิดได้หรือไม่

“ธานี” เหยียบเบรกรับเรื่องไม่ได้

ขณะที่นายธานี อ่อนละเอียด สนช. กล่าวว่า เห็นด้วยกับที่นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช.ระบุว่า กรณีการถอดถอนนายสมศักดิ์และนายนิคม หากฐานความผิดไม่อยู่แล้ว ยากที่จะดำเนินการตามข้อบังคับ ซึ่งหลักกฎหมายทั่วโลกระบุว่าเมื่อไม่มีกฎหมายก็ไม่มีโทษ ดังนั้นกรณีนี้เมื่อฐานความผิดตามรัฐธรรมนูญปี 50 ไม่อยู่แล้ว จึงยากที่จะดำเนินการตามข้อบังคับเรื่องการถอดถอน แม้จะมีอำนาจถอดถอน แต่เมื่อไม่มีกฎหมายแล้ว จะไปพิจารณาต่อคงไม่ได้ ถือเป็นอุบัติเหตุทางการกระทำความผิด หลักการดังกล่าวอาจจะส่งผลต่อการพิจารณาคดีถอดถอนของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ถูกกล่าวหาเรื่องการทำความผิดตามรัฐธรรมนูญปี 50 ซึ่งเป็นข้อกล่าวหาเดียวกับกรณีนายสมศักดิ์และนายนิคม อย่างไรก็ตาม คดีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ยังมีการกระทำผิดตามกฎหมายฉบับอื่นร่วมด้วยคือ พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดินที่ยังคงอยู่ ซึ่งยังใช้บังคับได้ตามกฎหมาย

“พรเพชร” คาด 2 เดือนรู้ผลสอย “ปู”

นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช.กล่าวถึงการพิจารณาถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ฐานละเลยไม่สั่งยับยั้งความเสียหายในโครงการรับจำนำข้าว ที่จะเริ่มต้นกระบวนการถอดถอนในวันที่ 12 พ.ย.ว่า ขณะนี้เป็นเพียงการรับเรื่องไว้พิจารณา จากนั้นในขั้นตอนไต่สวนของที่ประชุม สนช.จะนำพยานหลักฐานต่างๆมาพูดคุยกัน รวมทั้งเชิญ น.ส.ยิ่งลักษณ์ และ ป.ป.ช.มาชี้แจง ซึ่ง สนช.จะได้ข้อยุติเร็วหรือช้า ขึ้นอยู่กับว่าจะมีการขอเลื่อนชี้แจง หรือขอสืบพยานหลักฐานเพิ่มเติมหรือไม่ แต่ขึ้นอยู่กับที่ประชุม สนช.จะอนุญาตหรือไม่ ถ้าไม่มีปัญหาการขอเลื่อนชี้แจง คงพิจารณาเสร็จได้ในเวลาไม่นาน คาดว่าภายในเวลา 2 เดือนน่าจะได้ข้อสรุปว่าจะถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้หรือไม่ เมื่อถามว่า ที่ประชุม สนช.ต้องรอฟังข้อสรุปของคณะทำงานร่วมระหว่างอัยการสูงสุดกับ ป.ป.ช.ที่จะกำลังพิจารณาเรื่องสำนวนคดีอาญาของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ในคดีรับจำนำข้าวก่อนหรือไม่ นายพรเพชรตอบว่า ขึ้นอยู่กับที่ประชุม สนช.เห็นว่ามีความจำเป็นต้องรอหรือไม่ หากเห็นว่าเป็นข้อมูลสำคัญเชื่อมโยงกันคงต้องรอ

“นิคม” พร้อมแจงทุกดอกสู้คดี

ด้านนายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา กล่าวถึงกรณี สนช.เตรียมพิจารณาการถอดถอนนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา และนายนิคม ไวยรัชพานิช กรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่มา ส.ว.ไม่ชอบ วันที่ 6 พ.ย.ว่า ขึ้นอยู่กับ สนช.จะมีมติอย่างไร แต่เตรียมพร้อมจะชี้แจง และต่อสู้เรื่องกฎหมายอยู่แล้วว่า เป็นการดำเนินการโดยยึดหลักกฎหมาย ซึ่งใช้ในการบริหารบ้านเมือง เพราะสมาชิกรัฐสภามีอำนาจเสนอแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ ตามบทบัญญัติอยู่แล้ว ในฐานะประธานจะห้ามไม่ให้ดำเนินการได้อย่างไร เมื่อถามว่า หาก สนช.ยังเดินหน้ากระบวนการถอดถอนจะต่อสู้อย่างไร นายนิคมตอบว่า หนทางสุดท้าย คือการเรียกหาความยุติธรรม เมื่อไม่มีหนทางใดแล้ว ต้องอาศัยกระบวนการศาลยุติธรรม ขอความเป็นธรรม เชื่อว่า สนช.ฝ่ายข้าราชการ และทหารจะใช้หลักพิจารณาไปตามตัวบทกฎหมาย ไม่ลงมติตามแรงกดดันใคร แต่อาจมีบางกลุ่มไม่กี่คนต้องการให้ถอดถอน

สวนหมัด กปปส.ระวังเจอม็อบต้าน

เมื่อถามว่า กลุ่ม กปปส.ระบุว่า หาก สนช.ไม่ถอดถอนนายนิคม และนายสมศักดิ์ จะต้องเผชิญหน้ากับมวลมหาประชาชน ถือเป็นการกดดัน สนช.หรือไม่ นายนิคมตอบว่า สนช.จะยึดแรงกดดันหรือกฎหมาย เรื่องนี้มีคนพยายามออกมากดดันแต่ขอถามกลับว่า หากมีคนอีกกลุ่มหนึ่งออกมากดดันบ้างแล้ว บ้านเมืองจะเกิดความวุ่นวายอีก จะทำอย่างไร ไม่อยากให้เหตุการณ์แบบนั้นเกิดขึ้น

“วรงค์” ย้ำ “ยิ่งลักษณ์” หนีผิดไม่พ้น

นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการที่คนของพรรคเพื่อไทยและทนายความของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ระบุว่าเรื่องการถอดถอนทำไม่ได้ เพราะ น.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่เคยนั่งเป็นประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กนข.) ทราบว่า สนช.จะหารือเรื่องนี้วันที่ 12 พ.ย. สังคมโลกและสังคมไทยรู้เรื่องนโยบายของรัฐบาลยิ่งลักษณ์แล้ว ชัดเจนตั้งแต่การใช้หาเสียง แถลงต่อรัฐสภาและนำมาปฏิบัติ ทั้งที่หลายฝ่ายเตือนถึงความเสียหายความหละหลวม เปิดช่องโกงแต่ยังทำ ที่สำคัญการแต่งตั้งคนมาคุมโครงการนี้ล้วนมาจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ทั้งสิ้น จะปฏิเสธความรับผิดชอบในฐานะผู้นำพรรคและผู้นำรัฐบาลที่ใช้นโยบายนี้ได้อย่างไร

“เรืองไกร” เตือน สนช.เสี่ยงติดคุก

ขณะที่นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ คณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่ สนช.นัดพิจารณาสำนวนถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ในโครงการรับจำนำข้าวว่า ต้องถามกลับไปยัง สนช.ว่ากล้าจะเสี่ยงติดคุกกันหรือไม่ สนช.ไม่มีอำนาจถอดถอนเพราะไม่มีกฎหมายรองรับ แต่หาก สนช.ยังตะแบง ดื้อแพ่งจะเดินหน้าถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ หากถือพวกมากลากไป ระวังคดีอาญากันไว้ด้วย โดยเฉพาะนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช.ที่บรรจุเรื่องเป็นวาระการพิจารณา เนื่องจากรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวปี 57 ไม่ได้ให้อำนาจ สนช.ถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ต้องไม่ลืมว่ารัฐธรรมนูญปี 2550 ถูกฉีกทิ้งไปแล้ว ขณะที่คำร้องยื่นถอดถอนของ ป.ป.ช.ก็มิชอบด้วยกฎหมายมาตั้งแต่ต้น ที่สำคัญ ป.ป.ช.ชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ ต้องไม่ลืมว่า ป.ป.ช.หลายคน เช่น นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธาน ป.ป.ช. หรือนายภักดี โพธิศิริ กรรมการ ป.ป.ช. เป็นต้น ยังไม่ได้รับการโปรดเกล้าฯ อยากฝากเตือนบรรดานายทหารที่เข้าไปนั่งเป็น สนช.เกินครึ่ง ตรวจสอบความไม่ชอบมาพากลในประเด็นเหล่านี้ไว้ให้ดีๆ อย่าหลงไปติดกับดักของพวกกลุ่มการเมืองเก่า โดยเฉพาะพวกกลุ่ม 40 ส.ว. ไม่เช่นนั้นจะเข้าข่ายเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดด้วย

นปช.ซัดดื้อ—บ้านเมืองลุกเป็นไฟ

นายวรชัย เหมะ อดีต ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย แกนนำ นปช. กล่าวถึงกรณีที่นายถาวร เสนเนียม แกนนำ กปปส. ออกมาเรียกร้องให้ สนช.ถอดถอนนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานสภาฯ นายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา ไม่เช่นนั้น กปปส.จะออกมาเคลื่อนไหว ว่า เป็นการข่มขู่เหมือนนักเลงอันธพาลรูปแบบเดิมๆ ถ้า สนช.ทำตามเท่ากับสมรู้ร่วมคิด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.ก็ถือว่าร่วมด้วย ในฐานะที่เลือก สนช.เข้ามา ขณะนี้ยังมีกฎอัยการศึกอยู่ จะไม่ใช้หรืออย่างไร ถ้า กปปส.ออกมา เราต้องออกมาบ้างเหมือนกัน จะนั่งรอให้เขาเอามีดมาปาดคอได้อย่างไร ถ้าเป็นแบบนั้นวุ่นวายแน่ ทุกอย่างจะพังหมด เศรษฐกิจ ความปรองดองที่ คสช.พยายามจะทำ จะวนไปสู่เหตุการณ์ก่อนปฏิวัติ และซ้ำรอยปฏิวัติ 2549 ที่ไม่ช่วยแก้ปัญหาแต่ซ้ำเติมปัญหาให้หนักกว่าเดิม ไม่ได้สร้างความเป็นธรรม แต่มุ่งไล่ล่าทำลายล้าง ขจัดฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

“ปู” ย่องเงียบกลับไทยถึงบ้านแล้ว

สำหรับความเคลื่อนไหวของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ขออนุญาต คสช.พาบุตรชายคือ ด.ช.ศุภเสกข์ อมรฉัตร หรือน้องไปก์ เดินทางไปท่องเที่ยวพักผ่อนที่ประเทศญี่ปุ่นและสาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ 19 ต.ค.-3 พ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงเช้าวันที่ 2 พ.ย. น.ส.ยิ่งลักษณ์และน้องไปก์ เดินทางกลับถึงประเทศไทยก่อนกำหนด โดยไม่มีการแจ้งกำหนดการต่อสื่อมวลชน ทั้งนี้ ก่อนเดินทางกลับเข้าบ้านที่ซอยโยธินพัฒนา 3 ทั้งคู่แวะรับประทานส้มตำแถวย่านลาดพร้าว โดยมีประชาชนเข้ามาขอถ่ายภาพด้วย

ขณะที่ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร (อุ๊งอิ๊ง) บุตรสาว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้โพสต์ภาพผ่านทางอินสตาแกรม ระหว่างที่อยู่กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ฮ่องกง พร้อมข้อความ “So happy to see” และโพสต์ภาพ พ.ต.ท.ทักษิณ แพ็กกระเป๋าเดินทาง โดยระบุว่า “แพ็กเองจัดเอง”

ทั้งนี้ การเดินทางไปญี่ปุ่นและสาธารณรัฐประชาชนจีนของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นการเดินทางออกนอกประเทศครั้งที่ 2 ภายหลัง คสช.ยึดอำนาจและตลอดการเดินทางมี พ.ต.ท.ทักษิณร่วมเดินทางไปด้วย ขณะที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กำลังเตรียมพิจารณาวาระการถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ในคดีละเลยไม่ยับยั้งความเสียหายในโครงการรับจำนำข้าววันที่ 12 พ.ย.นี้

โพลจี้ รบ.เร่งแก้ ศก.—คสช.โปร่งใส

วันเดียวกัน สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นของประชาชนเรื่อง “คสช.และรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในสายตาประชาชน” ระหว่างวันที่ 27 ต.ค.-1 พ.ย. โดยเมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนต่อการทำงานของ คสช.พบว่า ร้อยละ 80.43 เห็นว่าการทำงานของ คสช.เด็ดขาด ตั้งใจให้ประชาชนอยู่ดีกินดี ร้อยละ 66.56 มองว่ามีนโยบายการทำงานเน้นแก้ปัญหาสังคม สำหรับผลงานเด่นของ คสช.ที่ประชาชนพึงพอใจ ร้อยละ 76.85 ระบุเข้ามายุติความขัดแย้งและทำให้บ้านเมืองสงบมากขึ้น ขณะที่ผลงานเด่นของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ร้อยละ 73.91 เห็นว่ามีนโยบายสนับสนุนช่วยเหลือเกษตรกร พยุงราคาข้าว ทั้งนี้ ร้อยละ 43.64 มีความคาดหวังกับ คสช.กับรัฐบาลพอๆกัน เพราะบ้านเมืองต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย โดยสิ่งที่ประชาชนอยากฝาก คสช.ร้อยละ 77.05 ขอให้ทำงานอย่างโปร่งใส ยุติธรรม รับฟังคำแนะนำ เสียงวิพากษ์วิจารณ์ ส่วนสิ่งที่อยากฝากบอกรัฐบาลร้อยละ 82.42 ให้เร่งแก้ไขปัญหาสำคัญของประเทศ กระตุ้นเศรษฐกิจ

ไม่เชื่อข่าว “ประวิตร” พบ “ทักษิณ”

ด้านมาสเตอร์โพล ชมรมนักวิจัยไทยเพื่อความสุขชุมชน สำรวจความเห็นแกนนำชุมชน 601 ชุมชน เรื่อง “ความเป็นผู้นำของ พล.อ.ประยุทธ์กับความเบื่อหน่ายและความหวังทางการเมืองของแกนนำชุมชน” ตั้งแต่วันที่ 30 ต.ค.-1 พ.ย. พบว่า คะแนนด้านความเป็นผู้นำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ 9.09 จาก 10 คะแนน รองลงมาคือคะแนนความสำเร็จในการลดความรุนแรงทางการเมือง ได้ 8.98 คะแนน ขณะที่ความเชื่อมั่นในการนำพาประเทศให้ผ่านพ้นวิกฤติด้านต่างๆ แบ่งเป็นด้านการเมือง ได้ 8.79 คะแนน ด้านสังคมได้ 8.67 คะแนน และด้านเศรษฐกิจ ได้ 8.54 คะแนน สำหรับกรณีข่าว พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหมพบ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯจริงหรือไม่ ร้อยละ 97.2 ระบุว่าไม่เชื่อว่าเป็นความจริง นอกจากนี้แกนนำชุมชนร้อยละ 95.5 เห็นว่านักการเมืองควรหยุดการเคลื่อนไหวไปอีกระยะหนึ่ง เพื่อให้รัฐบาลทำงานก่อน อย่างไรก็ตาม แกนนำชุมชน ร้อยละ 82.9 รู้สึกเบื่อหน่ายต่อเรื่องการเมือง

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้