วันจันทร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
เปิดประตู"ไทย-แคนาดา"เชื่อมการค้าอาเซียนสู่นาฟตา

เปิดประตู"ไทย-แคนาดา"เชื่อมการค้าอาเซียนสู่นาฟตา

  • Share:

ชิงชัย-ภัทราวรรณ-ปิยะบุตร-พงษ์ศักดิ์

ภายหลังจากที่ได้เกิดคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา

หนึ่งในพันธกิจสำคัญที่ต้องเร่งทำคือการเร่งสร้างความเชื่อมั่น “ประเทศไทย” ให้กลับคืนมาโดยเร็ว

โดยเฉพาะในสายตาของต่างประเทศ ซึ่งรวมทั้งนักการค้านักลงทุน ยังคงรักษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศให้แน่นแฟ้นต่อไป

กระทรวงการต่างประเทศถือเป็นหนึ่งในกลไกหลักของพันธกิจนี้ โดยที่ผ่านมา ได้ดำเนินการในมาตรการต่างๆเพื่อให้ภาพพจน์ของประเทศไทยยังคงดูดีในสายตาของนานาประเทศ

รวมทั้งการร่วมมือกับภาคเอกชน ซึ่งมีหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยเป็นแกนหลักในการจัดคณะนักธุรกิจและข้าราชการร่วมเป็น “มิชชั่น” ในการเดินทางไปต่างประเทศเพื่อร่วมกันสร้างความเชื่อมั่นประเทศไทยให้กลับคืนมา

เริ่มตั้งแต่เมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา กระทรวงการต่างประเทศได้ร่วมกับหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยในการจัดทัพนักธุรกิจไทยไปยังประเทศอังกฤษ ซึ่งได้เพิ่มความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศให้แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น

โดยจากความสำเร็จของ “มิชชั่น” ที่อังกฤษ ล่าสุด เมื่อต้นเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา กระทรวงการต่างประเทศได้ร่วมกับภาคเอกชนไทย ซึ่งมีหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยจัด “มิชชั่น” ไปเชื่อมความสัมพันธ์การค้าการลงทุนที่ประเทศแคนาดา

ด้วยเหตุที่มิชชั่นของคณะนักธุรกิจไทยไปยังประเทศแคนาดาครั้งนี้ มีความน่าสนใจอย่างมาก เพราะช่วยจุดประกายการค้าการลงทุนใหม่ของสองประเทศ

“ทีมเศรษฐกิจ” จึงได้เปิดเวทีให้ผู้แทนทั้งจากหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย รวมทั้งกระทรวงการต่างประเทศที่มีส่วนใน “มิชชั่นแคนาดา” ได้มาถ่ายทอดความสำเร็จในการเดินทางครั้งนี้

พงษ์ศักดิ์ อัสสกุล
ประธานอาวุโสหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

การเดินทางไปยังประเทศแคนาดาของคณะภาครัฐและเอกชนไทยในครั้งนี้ถือเป็นการต่อยอดจากความสำเร็จในครั้งก่อนที่ได้ร่วมเดินทางไปอังกฤษ ภายหลังจากที่มี คสช.

การไปอังกฤษครั้งนั้นได้เห็นชัดว่าได้ช่วยสร้างภาพพจน์แก่ประเทศไทยให้ดีมากขึ้น ทั้งยังช่วยเพิ่มการค้าการลงทุนของสองประเทศ ที่สำคัญยังทำให้นักธุรกิจอังกฤษมีมุมมองต่อประเทศไทยที่ดีมากขึ้น

โดยได้เห็นชัดว่าการที่ได้กระทรวงการต่างประเทศเป็นแม่งาน ภายใต้ชื่อ “ทีมไทยแลนด์” ถือเป็นเรื่องที่ดีมาก ทำให้คณะนักธุรกิจไทยได้มีโอกาสพบปะและเจรจากับบรรดาผู้นำระดับสูงทั้งภาครัฐและภาคธุรกิจของอังกฤษ ซึ่งลำพังหากนักธุรกิจจัดคณะไปเองก็ไม่มีโอกาสได้พบปะบรรดาผู้นำภาคเอกชนและผู้บริหารระดับสูงของบริษัทชั้นนำในอังกฤษได้เป็นจำนวนมากเช่นนี้

ดังนั้น ทางหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยจึงมีความคิดร่วมกันกับกระทรวงการต่างประเทศว่าจะมี “มิชชั่น” ในลักษณะนี้อย่างต่อเนื่อง

การที่เลือกมายังแคนาดาต่อจากอังกฤษนั้น เพราะเล็งเห็นว่าแคนาดาเป็นเรื่องที่ค่อนข้างใหม่มากสำหรับนักธุรกิจไทยและแคนาดา เพราะแทบจะไม่มีการเชื่อมสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดในลักษณะนี้ เนื่องจากที่ตั้งของสองประเทศนี้อยู่กันไกลมาก

แต่จริงๆแล้วทั้งสองประเทศต่างมีจุดแข็งที่น่าจะช่วยเพิ่มพูนการค้าการลงทุนของแคนาดากับไทยให้มากขึ้น

นั่นคือ แคนาดามีขนาดประเทศที่ใหญ่โตมาก มีทรัพยากรธรรมชาติอย่างมากมาย มีจำนวนประชากรไม่มากนัก แต่ขณะเดียวกันก็เป็นประเทศที่เปิดกว้าง จึงมีคนต่างชาติมาอาศัยอยู่ในแคนาดามากกว่าครึ่งของจำนวนประชากรที่มีอยู่

เมื่อไปแคนาดาเราจะเห็นคนเอเชียอยู่กันเยอะ โดยเฉพาะคนจีน หลายเมืองมีป้ายภาษาจีนชัดเจน โดยเฉพาะที่แวนคูเวอร์ จึงเห็นว่าธุรกิจอะไรที่เกี่ยวข้องกับอาเซียน จะไปได้ดี โดยเฉพาะอาหารนั้นยังมีโอกาสอย่างมากที่ธุรกิจอาหารของไทยจะเข้าไปทำตลาดที่แคนาดาได้มาก ซึ่งขณะนี้ของไทยยังเข้าทำตลาดที่นี่น้อยมาก

อีกจุดแข็งหนึ่งของแคนาดาก็คือ แคนาดาเป็นสมาชิกในกลุ่มนาฟตา หรือ เขตการค้าเสรีอเมริกาเหนือ ซึ่งมีสหรัฐอเมริกา เม็กซิโก และแคนาดา เป็นสมาชิก

ดังนั้นหากเราเจาะแคนาดาได้ ก็เท่ากับมีโอกาสขยายตัวไปยังกลุ่มนาฟตาอีกด้วย

อีกจุดแข็งของแคนาดาก็คือมีความแข็งแกร่งด้านการเงินการธนาคาร เห็นได้จากกลุ่มโนวาสโกเทียของแคนาดาได้เข้ามาลงทุนในธนาคารธนชาต

ขณะที่ประเทศไทยนั้น แคนาดาได้เริ่มให้ความสำคัญมากขึ้น เพราะไทยเป็นสมาชิกประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ที่จะเริ่มในปีหน้า ซึ่งไทยมีทำเลที่ตั้งเหมาะสมในการเป็นศูนย์กลาง ขณะเดียวกันด้วยที่ตั้งเหมาะสมของไทยนั่นเอง ยังเป็นตัวเชื่อมระหว่างเอเชียตะวันออกและเอเชียใต้

สำหรับ “มิชชั่น” ไปแคนาดาครั้งนี้ จึงเป็นการดำเนินการเชิงรุกเพื่อแสวงหาลู่ทางการลงทุนและขยายความร่วมมือทางธุรกิจในแคนาดา รวมทั้งเป็นการดำเนินการเชิงรุกเพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อประเทศไทย และเน้นย้ำนโยบายของไทยในการสนับสนุนนักลงทุนจากต่างประเทศ

โดยคณะผู้แทนภาคธุรกิจของไทย อาทิ บริษัทมิตรผล ไบโอฟูเอล จำกัด บริษัทไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย โรงพยาบาลกล้วยน้ำไท บริษัทไทยเพรซิเดนท์ฟู้ดส์ จำกัด บริษัทซีเวลท์ โฟรเซ่น ฟู้ด จำกัด บริษัทแอ็ลไลด์ เมทัลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ธนาคารธนชาต บริษัท XPC-Cross Pacific Connection บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. และบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ เป็นต้น

คณะผู้แทนภาคเอกชนได้ไปยังนครโตรอนโตและนครแวนคูเวอร์ เพื่อสำรวจความเป็นไปได้ในการขยายความสัมพันธ์การค้าการลงทุนระหว่างไทยกับแคนาดา รวมทั้งได้พบหารือกับผู้แทนภาครัฐและเอกชนของทั้งสองนคร ซึ่งได้มีผู้นำภาคเอกชนของสองนครดังกล่าวมาร่วมพบปะเกือบ 200 บริษัทชั้นนำ

การเดินทางไปครั้งนี้ ทำให้ได้เห็นว่าทางนครโตรอนโตวางตัวเองเป็นเกตเวย์หรือประตูสู่นาฟตา ขณะที่นครแวนคูเวอร์ตั้งใจเป็นเกตเวย์ของแปซิฟิก เพราะความที่มีคนจากเอเชียมาอาศัยอยู่มาก

ขณะที่ทางไทยก็ตั้งใจฉายภาพให้แคนาดาเห็นว่าเราเป็นเกตเวย์สู่อาเซียน ยิ่งเออีซีจะเปิดปีหน้า ยิ่งจะทำให้ไทยมีความน่าสนใจมากขึ้น

ขณะเดียวกันไทยยังเป็นสมาชิกกรอบความร่วมมืออาเซียน +3 ซึ่งเป็นกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนกับประเทศนอกกลุ่ม 3 ประเทศ คือ จีน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น ทำให้ไทยจะเพิ่มความโดดเด่นที่น่าสนใจมากขึ้นในสายตาของนักธุรกิจแคนาดา

ดังนั้น การเดินทางไปแคนาดาครั้งนี้ถือว่ามีความสำเร็จที่น่าพึงพอใจ เพราะทำให้ทั้งสองประเทศมีมุมมองที่เข้าใจกันมากขึ้นและยังมีโอกาสต่อยอดการค้าการลงทุนได้อีกมาก

ชิงชัย หาญเจนลักษณ์
กรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

การเดินทางไปแคนาดาของภาคธุรกิจไทยได้มีโอกาสพบกับภาคธุรกิจของแคนาดา โดยเฉพาะในด้านพลังงาน ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านการเงินและบริการ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในจุดแข็งของภาคเอกชนแคนาดา

โดยปัจจุบันบริษัทต่างๆ ในด้านนี้ของแคนาดาได้แสดงความสนใจที่จะเข้ามาลงทุนในไทยและภูมิภาคอาเซียน โดยสภานักธุรกิจแคนาดาได้ประสงค์ที่จะเดินทางมาไทยเพื่อเข้าร่วมงานเสวนาทางธุรกิจแคนาดา-อาเซียน (Canada–ASEAN Business Forum) ที่กรุงเทพฯ ในปี 2558 ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญที่จะจัดให้ภาคธุรกิจของแคนาดาและอาเซียนได้พบหารือกัน

ขณะเดียวกันทางแคนาดายังมีความสนใจที่จะมาลงทุนโครงการรถไฟฟ้ารางเดี่ยว หรือโมโนเรล ซึ่งทางการไทยกำลังศึกษาในเรื่องนี้อยู่ โดยในเรื่องรถไฟฟ้าแบบโมโนเรลนั้น ภาคเอกชนของแคนาดามีความเชี่ยวชาญในเรื่องนี้อย่างมาก ดังนั้นหากทางการไทยมีความชัดเจนในโครงการนี้ ทางแคนาดาก็สนใจจะนำเสนอ

นอกจากนี้ แคนาดายังมีความสนใจจะเข้าร่วมลงทุนในด้านการศึกษาของไทยอีกด้วย

ปิยะบุตร ชลวิจารณ์
รองประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

สำหรับมิชชั่นแคนาดาครั้งนี้ถือเป็นเรื่องท้าทายอย่างมาก เพราะนอกจากระยะทางที่ค่อนข้างไกลของสองประเทศแล้ว ในข้อเท็จจริงคือเรารู้จักแคนาดาน้อยมาก เมื่อเทียบกับประเทศต่างๆ อย่างเช่น สหรัฐอเมริกา หลายประเทศในยุโรป และรวมทั้งญี่ปุ่น

ทั้งที่แคนาดาเป็นหนึ่งในสมาชิกของกลุ่มจี 8 ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำของโลก โดยเศรษฐกิจของประเทศในกลุ่มนี้รวมกันเกินกว่า 50% ของเศรษฐกิจโลก

อย่างไรก็ดี ในขณะนี้ได้มีการลงทุนในทั้งสองประเทศนี้อยู่ไม่น้อย อย่างเช่น บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. ได้เข้ามาลงทุนในแห่งออยล์ แซนด์ที่แคนาดา เพราะแคนาดามีแหล่งน้ำมันใหญ่ของโลกเป็นอันดับ 3 ขณะเดียวกันยังมีกลุ่มเอกชนไทยมาตั้งโรงเลื่อยที่แคนาดาเพื่อนำไม้เข้ามายังประเทศไทยเพื่อทำเฟอร์นิเจอร์ส่งออก ขณะที่กลุ่มโนวาสโกเทียของแคนาดามาลงทุนในธนาคารธนชาต และนกแอร์ได้ซื้อเครื่องบินของแคนาดา

โดยการที่ไปแคนาดาของคณะนักธุรกิจไทยและกระทรวงการต่างประเทศหนนี้ได้ช่วยเปิดมุมมองของนักธุรกิจสองประเทศเพิ่มมากขึ้น

การที่ทางคณะไทยได้ตั้งหัวข้อ “Why Thailand” ในการบรรยายสรุปให้แก่บรรดาคณะผู้นำภาคธุรกิจแคนาดาทั้งที่แวนคูเวอร์และโตรอนโต ปรากฏว่าได้ทำให้กลุ่มนักธุรกิจมีความเข้าใจประเทศไทยมากขึ้น

ทั้งยังเห็นความสำคัญของประเทศไทยที่ไม่ได้เพียงแค่การเป็นสมาชิกอาเซียน แต่ยังเป็นประตูเชื่อมโยงทั้งเอเชียตะวันออกและเอเชียใต้

ขณะเดียวกันในส่วนเรื่องสถานการณ์การเมืองในไทยในขณะนี้ ปรากฏว่านักธุรกิจในแคนาดาไม่ได้มีความห่วงกังวลสถานการณ์การเมืองของไทย และยังพร้อมที่จะลงทุนกับไทย รวมทั้งภาคธุรกิจแคนาดาเห็นว่าปัจจุบันไทยมีศักยภาพด้านเศรษฐกิจและการเมือง

โดยเฉพาะการมีสภาปฏิรูปแห่งชาติและการดำเนินการตามโรดแม็ปที่ได้นำเสนอไว้อย่างต่อเนื่อง

ภัทราวรรณ เวชชศาสตร์
รองอธิบดีกรมอเมริกาและแปซิฟิกใต้

สำหรับการจัดมิชชั่นไปยังแคนาดาของภาครัฐและเอกชนไทยระหว่างวันที่ 1-6 ต.ค.

ที่ผ่านมา เพราะเห็นว่ายังมีลู่ทางอีกมากในการเชื่อมความสัมพันธ์ของสองประเทศ เพราะขนาดเศรษฐกิจของแคนาดาใหญ่มาก มีศักยภาพที่แข็งแกร่ง ขณะที่ไทยก็มีความแข็งแกร่งในพื้นฐานเศรษฐกิจ แต่ปรากฏว่าในขณะนี้ทั้งสองประเทศยังมีความสัมพันธ์ทางการค้าการลงทุนน้อยมาก

ปัจจุบันไทยและแคนาดามีมูลค่าการค้าอยู่ที่ประมาณ 2,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยไทยนำเข้าจากแคนาดาประมาณ 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และไทยส่งออกไปแคนาดาประมาณ 1,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

จึงเห็นว่าทั้งประเทศไทยและแคนาดายังมีโอกาสมากในการเพิ่มมูลค่าทางการค้าและการลงทุนของทั้งสองประเทศ

โดยการไปครั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศได้เป็นแม่งานภายใต้ทีมไทยแลนด์ได้จัดให้นักธุรกิจไทยได้พบปะกับบรรดาผู้นำทั้งภาครัฐและเอกชนของแคนาดา

ทั้งนี้ จากการที่แคนาดามีการปกครองแบบสหพันธรัฐ ซึ่งแต่ละรัฐจะมีอำนาจอิสระในการบริหารจัดการภายในรัฐของตน ซึ่งแตกต่างจากระบบของสหรัฐอเมริกา ดังนั้นการไปเยือนนครแวนคูเวอร์และนครโตรอนโตซึ่งอยู่กันคนละรัฐ จึงได้ประโยชน์อย่างมาก

เพราะได้ช่วยเปิดมุมมองของนักธุรกิจของทั้งสองประเทศและยังได้มองเห็นลู่ทางเพิ่มการค้าการลงทุนของสองประเทศอีกด้วย

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการไปเยือนนครแวนคูเวอร์ได้ทำให้คณะนักธุรกิจเห็นภาพมากขึ้นว่าที่นี่มีชาวเอเชียอยู่มาก ถือเป็นเกตเวย์สู่แปซิฟิก แต่สินค้าไทยมายังที่นี่ยังน้อยมาก เช่นเดียวกันที่การลงทุนของไทยที่นี่ยังไม่มากนัก ทั้งที่ไทยมีโอกาสไม่น้อยในการเข้าไปขยายตลาดที่นครแวนคูเวอร์ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจอาหาร ธุรกิจเกี่ยวข้องกับสุขภาพ รวมทั้งธุรกิจสปา

ขณะที่ไทยได้ทำให้แคนาดาได้เห็นความสำคัญว่า “เราเป็นเกตเวย์ของอาเซียน!!!”.


ทีมเศรษฐกิจ

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้