วันศุกร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
เสียงวอนจากแดนใต้ อย่าเรียกบ้านแม่ม่าย

เสียงวอนจากแดนใต้ อย่าเรียกบ้านแม่ม่าย

  • Share:

เหยื่อสถานการณ์ชายแดนใต้กว่า 100 หลังคาเรือน มารวมกันที่บ้านรอตันบาตู ตำบลกะลุวอ อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส

“สามีเป็น อส.อยู่อำเภอระแงะ ระหว่างกลับบ้านพักถูกยิงเสียชีวิต เหตุการณ์นั้นเกิดเมื่อปี พ.ศ.2551 ตอนนั้นลูกหนูอยู่ในท้อง 2 เดือน เวลานี้อายุ 6 ขวบแล้ว ลูกชายถามหาพ่อบ่อยๆ เจอทหารเขาก็เรียกพ่อ เขาบอกว่าอยากเป็นทหารเหมือนพ่อ” นางมารีเยาะห์บอกด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ แม้พยายามกลั้นน้ำตาไว้เพียงใด แต่ก็ไม่อาจหักห้ามไม่ให้ไหลออกมาได้

นางมารีเยาะห์ พิบอซู อายุ 39 ปี หนึ่งในสตรีที่เข้ามาอยู่ใน “โครงการหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงและฟาร์มตัวอย่าง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ” บ้านรอตันบาตู โครงการนี้เกิดเมื่อปี พ.ศ.2547 เปิดรับสตรีประสบเคราะห์กรรม เนื่องจากสามีทั้งเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ตำรวจ อส. เสียชีวิตระหว่างปฏิบัติหน้าที่

นางมารีเยาะห์บอกว่า เธอมาอยู่ตั้งแต่ลูกคลอดได้ 5 เดือน เพราะหลังจากสามีถูกผู้ก่อความไม่สงบยิงเสียชีวิต ครอบครัวก็เหมือนเรือขาดหางเสือ ไม่รู้ว่าจะแล่นไปทิศทางใด กลางมรสุมร้ายนั้น คล้ายมีหัตถ์เทพเจ้ายื่นมาให้เกาะ แล้วพาผ่านพ้นไป

เธอเล่าพลางปาดป้ายน้ำตาว่า “เรามาอยู่เพราะความเมตตาของพระองค์ท่าน”

แม้เธอจะพยายามเล่าเรื่องราวชีวิต แต่ดูเหมือนว่าก้อนสะอื้นได้แล่นขึ้นมาจุกอยู่ที่คอ กั้นเสียงที่จะระบายความอัดอั้นตันใจออกมา เธอจึงเลือกนั่งนิ่ง พยายามสงบสติอารมณ์อันพลุ่งพล่าน ลึกเข้าไปในจิตใจเธอนั้น ใครจะหยั่งรู้

ครู่หนึ่ง...เสียงของเธอถึงลอดออกมาได้อย่างแผ่วเบา เหมือนรำพึงว่า “สาเหตุมาจากไหน ใครเป็นคนทำหนูไม่รู้ รู้แต่ว่าแฟนหนูเป็นเจ้าหน้าที่รัฐถูกเขาฆ่าตาย เราไม่อยากให้เกิดขึ้นอย่างนี้ เราอยากให้บ้านภาคใต้เหมือนเดิม เกิดสันติภาพขึ้นมาเหมือนเดิม”

ภายในบริเวณพื้นที่กว่า 700 ไร่ของโครงการ แบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ ส่วนที่ 1 แบ่งปลูกบ้าน จัดสร้างเป็นหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง จำนวน 329 ไร่ โดยจัดสรรพื้นที่จำนวน 2 ไร่ต่อ 1 ครัวเรือน ส่วนที่ 2 จัดทำเป็นฟาร์มตัวอย่างประมาณกว่า 300 ไร่

วัตถุประสงค์ของโครงการนั้น มี 3 ประการคือ 1.เพื่อช่วยเหลือครอบครัวราษฎรที่ประสบเคราะห์กรรมจากการกระทำของผู้ก่อความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ 2.เพื่อสร้างงานให้ราษฎรมีอาชีพ มีรายได้และมีการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และ 3.เพื่อสร้างหลักประกันความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ให้แก่ครอบครัวผู้เสียชีวิตจากการกระทำของผู้ก่อความไม่สงบ เป็นการตอบแทนบุญคุณผู้เสียสละชีวิตในการปกป้องผืนแผ่นดินไทย

มองเข้าไปในพื้นที่ฟาร์ม นอกจากอาคาร โรงเรือนเลี้ยงสัตว์ไว้เป็นอาหารแล้ว ยังมีพื้นที่ปลูกข้าว พืชไร่ ไม้ผลต่างๆ ไว้มากมาย นอกจากเก็บผลยังประโยชน์ให้กับผู้ลงมือทำแล้ว ยังเป็นตัวอย่างของฟาร์ม และเป็นที่ฝึกทำการเกษตรด้วยการปฏิบัติจริงไปพร้อมๆกัน

ภายในอาคารฝึกอาชีพ มีอาคารผลิตเครื่องเซรามิกอยู่ 1 อาคาร

เดินเข้าไปพบนางสารีป๊ะ กือจิ อายุ 47 ปี บ้านเดิมอยู่อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส พร้อมเพื่อนๆ และครูฝึกสอนวิชาชีพนั่งอยู่เคียงข้าง แต่ละคนสายตาจ้องปลายเหล็กแหลมที่ตวัดสร้างลวดลายอย่างคล่องแคล่ว และสวยงาม ใกล้ๆมีผลงานดินปั้นรูปทรงต่างๆ ทั้งที่เสกสรรลวดลายแล้ว รอย้ายเข้าเตาอบ และรูปทรงที่ขึ้นรูปไว้ รอแกะลวดลาย

แต่ละลายบนพื้นรูปทรงแจกันที่เกิดจากน้ำมือของแต่ละคน ล้วนสวยงาม คล้ายเต้นไหว มีชีวิตชีวา ต่างจากชะตากรรมของเธอก่อนที่จะมาอยู่ในอาคารสร้างเซรามิกนี้อย่างสิ้นเชิง “สามีเป็นดาบตำรวจ ถูกยิงเสียชีวิตคาหน่วยเลือกตั้ง ส.ว. เมื่อปี 2549” นางสารีป๊ะบอก

สิ้นเสียงปืนและสิ้นชีวิตสามี แต่ชีวิตของเธอและลูกๆไม่ได้สิ้น สิ่งที่เธอหวั่นหวาดจะสิ้นคืออนาคตอันสดใสของลูกๆ “เมื่อก่อนอยู่บ้านพักตำรวจ หนูมีลูก 3 คน ทางอำเภอแจ้งว่ามีโครงการของพระองค์ท่าน จะเข้ามาอยู่ไหม เมื่อคิดถึงอนาคตลูกๆ แล้วก็มา”

มาแล้วก็พบว่า โครงการฯมีบ้านให้อยู่ มีอาชีพให้ทำมาหากิน ทำให้เธอสามารถเลี้ยงดูลูกได้อย่างไม่ฝืดเคือง รายได้แต่ละเดือนของเธอนั้น มาจากเงินช่วยเหลือจากรัฐ อย่างเงินสวัสดิการ เงินเยียวยาผู้ประสบเคราะห์กรรม เงินค่าพืชผักที่ปลูกไว้ และยังได้รับเงินค่าแรงจากทำเซรามิกด้วย

เธอบอกว่า คนที่อยู่ในโครงการสามารถฝึกอาชีพได้ ครูเชี่ยวชาญด้านต่างๆ เข้ามาฝึกอาชีพให้สตรีทุกคน ขึ้นอยู่กับว่าใครจะเลือกฝึกงานประเภทใด หนึ่งในอาชีพที่คนนิยมคือ การทำเซรามิก ซึ่งมีขั้นตอนต่างๆ อาทิ นวดดิน ขึ้นรูปทรง ลงลวดลาย และเข้าเตาอบออกมาเป็นผลิตภัณฑ์เซรามิกสวยงาม

ใกล้กายเธอ ครูสาวกำลังแนะวิธีการลงลวดลายให้กับคนเข้ามาฝึกใหม่อย่างขะมักเขม้น ส่วนสารีป๊ะนั้น เธอตวัดวาดเส้นสายได้รวดเร็ว สวยงาม สื่อนัยให้รู้ว่าผ่านการฝึกปรือมานานแล้ว เธอบอกว่ารายได้จากการทำเซรามิกเป็นรายวัน แม้จะไม่มาก แต่เมื่อรวมกับรายได้อื่นๆ ก็ดำรงชีพอยู่กับลูกๆได้

เมื่อถามถึงอนาคตของลูกๆ เธอตอบว่า ลูกทั้ง 3 คน ปัจจุบันเรียนอยู่ชั้น ม.4 ม.5 และ ม.6 แต่ละคนอยากเป็นตำรวจเหมือนพ่อ

ครั้นถามว่า ทำไมเลือกเข้ามาอยู่ในโครงการ เธอบอกว่า ไปอยู่ที่อื่นบางทีอาจจะสะดวกสบายกว่านี้ แต่ที่นี่ปลอดภัย มองไปทางไหนก็เห็นคนที่สภาพเหมือนๆกัน นั่นคือลูกทุกคนมีแม่ แต่ไม่มีพ่อ เรื่องนี้แม้จะเป็นเรื่องเศร้าใจ แต่ก็ทำให้คิดขึ้นมาได้ว่า มองไปที่ใครก็เหมือนๆกัน

กับเหตุการณ์ร้ายในจังหวัดชายแดนภาคใต้ สารีป๊ะรำพึงว่า “เมื่อไหร่จะจบเสียที ทำไมถึงไม่หยุดก็ไม่รู้ สาเหตุจะมาจากไหน อย่างไรเรื่องนี้ไม่ทราบเหมือนกัน แต่อยากให้จบเสียที”

และอีกอย่าง “ที่อยากบอกคือ อย่าเรียกหมู่บ้านเราว่า ‘บ้านแม่ม่าย’ ได้ไหม จะเรียกเป็นชื่ออะไรก็ได้ การใช้ชื่อนี้เหมือนมาซ้ำเติมพวกเรา ถ้าเขาไม่มาเป็นเหมือนเรา เขาก็ไม่รู้หรอกว่ามันเป็นอย่างไร”

ความจริงชื่อหมู่บ้านก็มีอย่างเป็นทางการแล้วคือ ‘โครงการหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงและฟาร์มตัวอย่าง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ’ การเรียกขานชื่อแสลงใจของคนอยู่อาศัย ไม่ว่าจะเกิดขึ้นด้วยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือต้องการสื่อนัยตรงก็ตาม ย่อมไม่เหมาะไม่งาม

เสียงสะท้อนออกมาจากความสะเทือนใจนี้ แม้จะดูเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ผู้เรียกขานคิดหรือไม่ว่า มันกดทับความรู้สึกของผู้ต้องชะตากรรมสาหัสเพียงใด.

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้