วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
จูนสองขั้วขัดแย้งลงตัว จุดประกายโฉมหน้า รธน.ใหม่ทุกฝ่ายยอมรับ

จูนสองขั้วขัดแย้งลงตัว จุดประกายโฉมหน้า รธน.ใหม่ทุกฝ่ายยอมรับ

  • Share:

ฉายแววทูตสันถวไมตรีสมัยเป็น ส.ว. เมื่ออาสาเป็นตัวกลางเจรจากับกลุ่มนปช.ที่ชุมนุมใหญ่ในปี 53 หวังไม่ให้เกิดความสูญเสียเกิดขึ้น แต่ไม่สำเร็จ เพราะถูกรัฐบาลสั่งสลายการชุมนุมเสียก่อน

จากนี้ไปบทบาทของ พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช รู้จักกันดีในนาม “เสธ.อู้” สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) 1 ใน 36 กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ (กมธ.ยกร่าง รธน.) จะเป็นตัวเชื่อมแนวคิด 2 ขั้วการเมืองให้การปฏิรูปลงรอยเข้ารูปเป๊ะระดับไหน แกะรอยตามได้ในบทสัมภาษณ์ ทีมการเมือง ว่า...

...หลังจากมีข้อบังคับการประชุม สปช. ทั้งหมดจะเริ่มเข้าสู่โหมดปฏิรูป ทำงานเชิงรุกโดยไม่มีการตั้งคณะกรรมาธิการสามัญ (กมธ.) ที่เปิดให้เฉพาะ สปช.เท่านั้นที่เป็นได้

แต่ปรับเปลี่ยนเป็นตั้งคณะ กมธ.วิสามัญ 17 คณะ คณะละ 35 คน เพื่อเปิดโอกาสให้คนนอกที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญเข้ามาเป็น กมธ.วิสามัญ กมธ.แต่ละชุดสามารถตั้งคณะอนุ กมธ.ได้ตามความเหมาะสม

สปช. 250 คนสามารถเลือกลงได้คนละ 2 คณะ เพื่อทำงานหลักและทำงานรองได้และยังกำหนดตั้งคณะอนุ กมธ.วิสามัญชุดที่สำคัญต่อการปฏิรูปด้านต่างๆ

เช่น คณะอนุ กมธ.รับฟังความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมของประชาชน เพื่อรวบรวมข้อมูลทุกด้าน ส่งให้คณะ กมธ.ยกร่าง รธน. คณะอนุ กมธ.วิสามัญติดตามการยกร่าง รธน.

คณะอนุ กมธ.กำหนดทิศทางประเทศไทย ทำหน้าที่เขียนภาพประเทศไทยในอนาคตอีก 10-20 ปีในทุกมิติ ซึ่งจะเชิญสถาบันต่างๆเข้ามาร่วมเป็น กมธ. รวมระดมสมองสัก 2เดือน เหมือนเป็นการสร้างภาพให้ทุกคนเห็นเข็มทิศ เป็นไกด์ไลน์ในการปฏิรูปในแต่ละด้าน แล้วส่งให้ กมธ. 17 คณะ

และจะนัดประชุม สปช.สัก 2 วัน เพื่อรับฟังความคิดเห็นแต่ละด้านให้ตกผลึก ก่อนเสนอความเห็นหรือข้อเสนอแนะต่อ กมธ.ยกร่าง รธน.ภายใน 60 วันนับตั้งแต่ที่มีการประชุมสปช.ครั้งแรก เพื่อประโยชน์ในการจัดทำร่างรธน.

หลังจากนั้น สปช.จะส่งข้อมูลให้ กมธ.ยกร่าง รธน.เรื่อยๆ โดยมีการทำงานเชื่อมโยงผ่านคณะอนุ กมธ.วิสามัญติดตามการยกร่าง รธน. ซึ่งมีตัวแทนจาก กมธ. 17 คณะ

จะเสนอกรอบการยกร่าง รธน.ตามที่ตั้งใจไว้อย่างไรบ้าง พล.อ.เลิศรัตน์ บอกว่า ภาพที่คนมองผมคือเป็นคนกลางๆ มีวิธีคิดไม่สุดโต่ง ประนีประนอม อยากเห็นความสงบ จะใช้ความสามารถตรงนี้ที่รู้จักทุกคนทั้งสองขั้วการเมือง ก็จะไปกินข้าวกับคนเหล่านี้

จะนำข้อมูลที่ได้จากการร่าง รธน.ไปคุยว่า มีความรู้สึกอย่างไร ซึ่งเป็นเป้าประสงค์ของกมธ.ยกร่าง รธน. อยากให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย โฉมหน้า รธน.ฉบับใหม่อยากให้เกิดประโยชน์กับประชาชน มีความมั่นคงทางการเมือง ยึดความเป็นธรรมกับทุกกลุ่ม ทุกฝ่าย

อย่าเหมือน รธน.ปี 50 มีจุดอ่อนที่กำหนดให้มี 5-6 คนหน้าเดิมๆ เป็นกรรมการสรรหาบุคคลเข้าไปดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ส.ว.สรรหา ทำให้เกิดการสร้างพรรค สร้างพวกไม่ได้บุคคลที่มาจากหลายฝักหลายฝ่าย บ้านเมืองเลยตกอยู่ในสภาพพวกเขา พวกเรา

ที่พูดไม่ได้โจมตีองค์กรอิสระว่าไม่มีความเป็นธรรม ไม่ได้ว่ากรรมการสรรหาฯไม่ดี แต่ระบบการสรรหายังไม่ครอบคลุม โดยเฉพาะสังคมไทยมีวัฒนธรรมรักพวกรักพ้อง

เมื่อยังให้กระบวนการสรรหาเป็นเช่นนี้ ความเป็นธรรม สิทธิและความรู้สึกของคนมองได้ว่าไม่ได้เป็นธรรม ถือเป็นจุดตายของความขัดแย้ง ทำให้องค์กรอิสระ ส.ว.สรรหาทั้งหลายไม่เป็นที่ยอมรับจากทุกภาคส่วนในสังคม

ในใจอยากให้หาวิธีการสรรหาบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ โดยเปิดกว้างและยึดโยงกับประชาชนด้วยก็ดี แต่ยังไม่รู้ว่าจะใช้วิธีการแบบใดที่ทำให้ทุกฝ่ายยอมรับ ถ้าทุกฝ่ายไม่ยอมรับมันเดินไปไม่ได้

เป้าหมาย รธน.ฉบับใหม่ต้องการจำกัดนักการเมืองโดยตรง ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร พล.อ.เลิศรัตน์ บอกว่า เรื่องนี้ถูกกำหนดไว้ใน รธน.ฉบับปัจจุบัน มาตรา35 กำหนดให้วางกลไกที่มีประสิทธิภาพในการป้องกัน

และตรวจสอบไม่ให้ผู้เคยต้องคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายว่ากระทำทุจริตหรือประพฤติมิชอบ หรือเคยกระทำการทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริตหรือเที่ยงธรรม เข้าดำรงตำแหน่งทาง การเมืองอย่างเด็ดขาด

เป็นเรื่องที่ต้องทำตามตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ให้มากที่สุด ทำอย่างอื่นไม่ได้ เพราะคณะ กมธ.ยกร่าง รธน.ต้องทำตาม รธน.ฉบับปัจจุบัน

แต่ที่จะไปถึงขั้นกำจัดนัก การเมืองไม่ให้เข้าสู่วงการเมือง คงไม่ใช่เป้าหมาย ไม่เห็นด้วยที่จะไปกำจัดนักการเมืองไม่ให้เข้าสู่เวทีการเมือง

ยกเว้นนักการเมืองที่มีปัญหา หรือถูกกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งต้องมาดูว่ามีการกำหนดไว้มากน้อยอย่างไร เช่น กลุ่มนักการเมืองที่เว้นวรรคทางการเมือง จะพิจารณาให้เกิดความเป็นธรรมมากที่สุด ตามที่มีการพูดกันว่าคนเราไม่ควรจะให้ติดคุกสองครั้ง

นักการเมืองบ้านเลขที่ 111 และ 109 อยู่ในข่ายถูกตัดสิทธิทางการเมืองต่ออย่างไร พล.อ.เลิศรัตน์ บอกว่า ขอดูในรายละเอียดก่อน ผมไม่เห็นด้วยเท่าไหร่ที่ไปตัดสิทธินักการเมืองตามรัฐธรรมนูญปี 50 มาตรา237

ซึ่งมีนักการเมืองในพรรคโดนใบแดง ให้ถือว่าพรรคมีความผิดและผู้บริหารพรรคต้องถูกโทษแบนหมด ซึ่งเกิดจากการกระทำความผิดของคนคนเดียว

นักการเมืองที่เป็นต้นเหตุสมควรที่จะโดนลงโทษ แต่นักการเมืองที่ถูกตัดสิทธิการเมืองตลอดชีวิตจากการกระทำความผิดของคนอื่นทำผิด ดูแล้วมันมีทางออกได้ พยายามดูว่าจะมีทางออกอย่างไร

การเขียนกฎหมายให้มีบทลงโทษย้อนหลังสมควรหรือไม่ อาจจะเขียนว่า “ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปแทน” ถือว่ายังมีทางออกอยู่ เพราะเป้าหมายไม่ต้องการกีดกันนักการเมืองเข้ามาเล่นการเมือง ยกเว้นนักการเมืองที่สมควรถูกต้องห้ามเล่นการเมืองจริงๆ

การกำจัดขั้ว “ทักษิณ” ตามโจทย์ของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน มาตรา 35 ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร พล.อ.เลิศรัตน์ บอกว่า หากอาจารย์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นประธานคณะ กมธ.ยกร่าง รธน.จริง

ในฐานะที่รู้จักกันมานานกว่า 10 ปี อาจารย์เป็นนักวิชาการ เป็นนักกฎหมายมหาชน เป็นบุคคลที่ไม่ยึดติดกับประโยชน์ทางการเมือง ไม่เคยมักใหญ่ใฝ่สูงเล่นการเมือง

และมีเครดิตความเป็นนักกฎหมายมหาชนสูงมาก คงไม่ยอมเอาเครดิตเหล่านี้มาร่างรัฐธรรมนูญที่ทำให้ประเทศไทยถอยหลังในด้านความเป็นประชาธิปไตย คงไม่ยอมเสียชื่อมาร่างรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตยจนประชาชนยอมรับไม่ได้

เช่น รัฐธรรมนูญจะต้องแก้ไขได้ตามกาลเวลา อันนี้สำคัญมาก ส.ว.อาจจะต้องกำหนดให้มีการเลือกตั้งและถ่วงดุลโดยมาจากการแต่งตั้งเป็นการชั่วคราวว่าจะให้อยู่ได้กี่ปี หลังจากนั้นให้มีการเลือกตั้งทั้งหมด

บางมาตรา บางหมวดอาจต้องเขียนให้เกิดความสงบ ไม่ให้ เกิดการต่อสู้ แบ่งแยกจนเกินไป และควรเขียนรัฐธรรมนูญให้ชัดเจน ปิดช่อง โหว่ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาด

การสืบทอดอำนาจของ คสช.จะถูกกำหนดไว้ใน รธน.ฉบับใหม่ตามความพยายามของคนบางกลุ่ม ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร พล.อ.เลิศรัตน์ บอกว่า ไม่มีอยู่ในความคิดของ กมธ.ยกร่าง รธน.ที่จะให้ คสช.สืบทอด อำนาจ ไม่มีนโยบายมาแน่นอน

เพราะหัวใจของรัฐธรรมนูญต้องเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วน ถ้าร่าง รธน.ออกมาให้เฉพาะ คสช.ก็อยู่ไม่ได้

ทีมการเมือง ถามว่ามั่นใจระดับไหน รธน.ฉบับใหม่คลอดออกมาจะแก้ปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในประเทศได้ พล.อ.เลิศรัตน์ บอกว่า ต้องตีโจทย์ให้แตกเสียก่อนถึงการทำให้รัฐธรรมนูญเป็นที่ยอมรับของทุกภาคส่วน

ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญสูงสุดและต้องมีความเป็นประชาธิปไตยมากที่สุด จะไปยอมลดความเป็นประชาธิปไตยใน รธน.ฉบับใหม่มากๆ คงไม่เป็นที่ยอมรับของประชาชน

โดยเฉพาะการเลือกตั้งถือเป็นหัวใจอยู่ใน รธน.ฉบับใหม่ และจะต้องรักษาดีกรีความเป็นประชาธิปไตยไม่ให้น้อยไปกว่า รธน.ปี 40 และปี 50

ขอย้ำว่าโจทย์การยกร่าง รธน.ครั้งนี้ จะเขียนร่าง รธน.อย่างไรทุกคนก็รับได้ หากทุกฝ่ายได้รับความเป็นธรรม ทำให้รัฐธรรมนูญเป็นที่ยอมรับของทุกภาคส่วน

นี่คือคำตอบ.

ทีมการเมือง

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้