วันอังคารที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
‘กล้านรงค์’ยัน ไม่หมกเม็ดตั้ง‘เมธี’

‘กล้านรงค์’ยัน ไม่หมกเม็ดตั้ง‘เมธี’

  • Share:

‘กต.ทรงคุณวุฒิ’ สปช.ดัน17กมธ. เดินหน้าปฏิรูป!

สปช.เร่งดันร่างข้อบังคับเข้าที่ประชุม ตั้ง 17 กมธ.เดินหน้าปฏิรูปให้สัมฤทธิผล กำหนดโหวตรัฐธรรมนูญต้องทำเปิดเผย วิปฯเชื่อ 2 เดือนได้เห็นรูปเห็นร่างพิมพ์เขียวแน่ “เสธ.อู้” วางหมากรัฐบาลชุดใหม่เดินตามที่ คสช.- สปช.ขีดเส้นไว้ “หลวงพี่เทพ” สั่งแกนนำ กปปส.หยุดเคลื่อนไหว สนช.ร้อนก้น “พรเพชร” รับ ปธ.ศาลฎีกาส่งหนังสือท้วงมติตั้ง “เมธี ครองแก้ว” เป็นกต.ผู้ทรงคุณวุฒิ ยังมึนเพราะเป็นกรณีแรกจ่อส่งเผือกร้อนให้วิป สนช. เล็งรื้อข้อมูลช่วงประชุมลับ “กล้านรงค์” ลั่นไม่มีหมกเม็ด ถ้าผิดพลาด สนช.ต้องรับผิดชอบทั้งวง ปธ.สนช.ขอสมาชิกตีปมรัฐธรรมนูญ 50 ให้แตก ไม่สน กปปส.ขู่ปลุกม็อบกดดัน ย้ำยึดหลักกฎหมาย ส่วนคดี “ปู” ต้องให้ที่ประชุมตัดสิน สายทหารเปิดช่องปรองดองดูที่หลักรัฐศาสตร์ “ปนัดดา” ปัดผลสอบคุณภาพข้าวเกมการเมือง

สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เร่งเดินหน้าภารกิจชาติ ดันร่างข้อบังคับการประชุม เพื่อตั้งกรรมาธิการวิสามัญ 17 คณะรวบรวมความเห็นและข้อเสนอให้กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ วิป สปช.เชื่อ 2 เดือนได้เห็นรูปเห็นร่างพิมพ์เขียวปฏิรูปแน่

สปช.ร่างข้อบังคับการประชุม

ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาว่า นายจเร พันธุ์เปรื่อง เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ออกหนังสือนัดประชุม สปช. วันที่ 3-4 พ.ย. โดยมีวาระรับทราบพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งประธาน สปช.และรองประธาน สปช. และวาระพิจารณาเรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาร่างข้อบังคับการประชุม สปช. ที่มี พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช เป็นประธานพิจารณาเสร็จแล้ว โดยกำหนดให้มีทั้งหมด 8 หมวด 143 ข้อ โดยในหมวด 6 เป็นเรื่องการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งแบ่งเป็นส่วนที่ 1 คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ ส่วนที่ 2 การพิจารณาและให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ

ตั้ง 17 กมธ.ดันปฏิรูปให้สัมฤทธิ์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะที่หมวด 4 กำหนดให้ตั้งกรรมาธิการวิสามัญประจำสภาจำนวน 17 คณะ อาทิ กรรมาธิการปฏิรูปการเมือง กรรมาธิการปฏิรูปบริหารราชการแผ่นดิน กรรมาธิการปฏิรูปด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม กรรมาธิการปฏิรูปด้านการปกครองท้องถิ่น กรรมาธิการปฏิรูปด้านพลังงาน กรรมาธิการปฏิรูปด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ ซึ่งแต่ละคณะมีอำนาจหน้าที่ศึกษาวิเคราะห์จัดทำแนวทางข้อเสนอแนะเพื่อการปฏิรูปแต่ละด้านให้สัมฤทธิผล นอกจากนี้ข้อบังคับข้อที่ 44 ยังกำหนดให้มีกรรมาธิการวิสามัญอีก 5 คณะ คือ 1.กรรมาธิการติดตามและให้ข้อเสนอแนะการยกร่างรัฐธรรมนูญ 2.กรรมาธิการจัดทำวิสัยทัศน์และรูปแบบอนาคตประเทศไทย 3.กรรมาธิการรับฟังความเห็นและการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยให้พิจารณาจัดตั้งคณะอนุกรรมาธิการรับฟังความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมของประชาชนประจำภาค หรือจังหวัดตามความเหมาะสม 4.กรรมาธิการประชาสัมพันธ์เพื่อการปฏิรูป และ 5.กรรมาธิการจัดทำหมายเหตุและเจตนารมณ์ในการปฏิรูป

โหวตรัฐธรรมนูญต้องทำเปิดเผย

ทั้งนี้ ในหมวด 6 ข้อบังคับที่ 118 กำหนดว่าเมื่อคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ จัดทำร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้ว ให้รายงานต่อประธาน สปช.เพื่อบรรจุเข้าระเบียบวาระการประชุมเป็นเรื่องด่วนเพื่อให้ความเห็นให้แล้วเสร็จภายใน 10 วันนับแต่ได้รับร่างรัฐธรรมนูญ ส่วนข้อ 119 กำหนดให้กรรมาธิการยกร่างฯเสนอร่างรัฐธรรมนูญต่อสภาภายใน 60 วัน ข้อ 120 วรรค 3 กำหนดให้การออกคะแนนเสียงให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบรัฐธรรมนูญ ให้ใช้วิธีเรียกชื่อลงคะแนนโดยเปิดเผยและต้องมีคะแนนเห็นชอบมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิก

เชื่อ 2 เดือนเห็นรูปเห็นร่างแน่

นายวันชัย สอนศิริ สปช. และโฆษกวิป สปช.ชั่วคราว กล่าวว่า หลังจากมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งประธานและรองประธาน สปช.แล้ว คาดว่าการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญทั้ง 17 คณะน่าจะใช้เวลาไม่เกิน 1 สัปดาห์ จากนั้นจะเริ่มนับหนึ่งในการปฏิรูปประเทศอย่างเป็นทางการจริงจัง แต่เรื่องใดที่แต่ละด้านสามารถทำได้ก่อนต้องทำเลย ไม่ต้องรอกระบวนการข้างต้น เชื่อว่าไม่เกิน 2 เดือนจะเห็นรูปร่างในการปฏิรูปประเทศแน่นอน แต่ถ้าไม่เห็นผลงานทำไม่สำเร็จ ถือว่าเสียของ ส่วนการเลือกกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญในสัดส่วน สปช. 20 คน เท่าที่พูดคุยกันในวิป สปช. เห็นว่าครบถ้วนทุกด้านครอบคลุมในทุกมิติ ได้คนที่มีความรู้ความสามารถ และเป็นการเลือกโดยอิสระของสมาชิก ในภาพรวมวิป สปช.มีความพอใจ

นายไพบูลย์ นิติตะวัน สปช. และกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า หลังได้รายชื่อกรรมาธิการยกร่างฯในสัดส่วนของ ครม.และ คสช. วันที่ 4 พ.ย.แล้ว คาดว่าวันที่ 5 พ.ย.น่าจะเรียกประชุมกรรมาธิการฯนัดแรกได้ เพื่อวางกรอบการทำงาน รวมถึงการเลือกตำแหน่งต่างๆ

“ทัศนา” ชี้ 3 พ.ย.ได้เห็นทิศทาง สปช.

น.ส.ทัศนา บุญทอง ว่าที่รองประธาน สปช. และรองประธานวิป สปช.ชั่วคราว กล่าวว่า คาดว่าการประชุม สปช.วันที่ 3 พ.ย. จะได้ทิศทางและรูปแบบของการจัดทำข้อเสนอแนะและความเห็นต่อกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ตามที่รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวกำหนดต้องทำให้แล้วเสร็จภายใน 60 วันนับตั้งแต่การประชุมนัดแรก เบื้องต้นวิป สปช.หารือว่าจะใช้บทบาทกรรมาธิการวิสามัญ ระดมความคิดเห็นทั้งจากสมาชิกและประชาชนภายนอก เพื่อให้เกิดความรอบด้าน และนำข้อมูลจากองค์กรหรือคณะบุคคลศึกษาที่รับฟังความเห็นมาแล้ว มาร่วมวิเคราะห์และประมวลผล เพื่อนำเสนอต่อกรรมาธิการยกร่างฯต่อไป

วางหมากรัฐบาลใหม่เดินตามกลไก

ด้าน พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช สปช.และกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวถึงแนวทางที่จะทำให้รัฐบาลชุดใหม่ภายหลังได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เดินหน้าสานต่องานปฏิรูปประเทศว่า สปช.จะเสนอกฎหมายจำนวนหนึ่ง เพื่อให้รัฐบาลและ สนช.ดำเนินการให้เป็นรูปธรรมทันที ขณะนี้ คสช.และ สนช.ดำเนินการออกกฎหมายปฏิรูปในด้านต่างๆไปพอสมควร เช่น กฎหมายภาษี และในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะเขียนผูกมัดไว้เป็นกลไกว่าใครก็ตามที่มาเป็นรัฐบาลต้องดำเนินการตาม สปช.ให้มากที่สุด โดยกำหนดให้มีองค์กรที่มีความเข้มแข็งเป็นที่ยอมรับ ทำหน้าที่ปฏิรูปประเทศในระยะกลางและระยะยาวต่อไป

มั่นใจ “บิ๊กตู่” ไม่อยู่ในอำนาจยาว

เมื่อถามว่า มั่นใจได้ระดับไหนเมื่อมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะป้องกันการปฏิวัติได้ พล.อ.เลิศรัตน์ตอบว่า ไม่มีอะไรป้องกันการปฏิวัติได้ เพราะไม่รู้ว่าใครจะมาเป็นนักการเมือง เรื่องตัวบุคคลสำคัญที่สุด เราไม่สามารถปฏิรูปหัวใจของนักการเมืองได้ เป็นเรื่องยากที่สุด นักการเมืองเมื่ออยู่ในอำนาจ ความคิดก็เปลี่ยนแปลงไป อาจหลงระเริง ถือเป็นเรื่องของจิตใจนักการเมือง ถ้านักการเมืองดีก็ไม่มีทางปฏิวัติ แต่ถ้านักการเมืองแสวงหาผลประโยชน์ มีอำนาจล้นฟ้าเมื่อไรก็ไม่แน่ อาจมีการแทรกแซงทางการเมืองอีก ความจริงทหารในอดีตหรือปัจจุบันไม่อยากปฏิวัติ พล.อ.ประยุทธ์ก็อยากเกษียณตำแหน่ง ผบ.ทบ.แบบสบายๆ มีความสุขมากกว่าเยอะ แต่เมื่อสถานการณ์สุดท้ายแล้วมันต้องทำ แต่ถามว่าท่านมีความสุขไหม ไม่มีแน่นอน และคิดว่าคงไม่อยากอยู่ในอำนาจต่อ ถ้าท่านสามารถคืนอำนาจให้นักการเมืองที่เข้ามาดูแลประเทศได้อย่างที่ทุกคนคาดหวัง ทหารก็จะไปแน่นอน

พ.คนไทยดักคอตั้งธงบีบ “ทักษิณ”

นายอุเทน ชาติภิญโญ หัวหน้าพรรคคนไทย กล่าวว่า เมื่อ สปช.ไม่เปิดโอกาสให้คนนอกเป็นกรรมาธิการยกร่างฯ ก็ควรเปิดรับฟังแนวคิดจากทุกภาคส่วน เพราะกรรมาธิการฯหรือ สปช.ไม่ได้เก่งหรือรู้ดีไปเสียทุกเรื่อง ที่สำคัญเมื่อรับฟังแล้วต้องกลั่นกรองนำไปปฏิบัติ ไม่ใช่แค่เปิดเวทีรับฟังพอเป็นพิธี สุดท้ายยึดตัวเองเป็นที่ตั้งหรือทำตามธงที่ตั้งไว้ โดยเฉพาะการยกร่างรัฐธรรมนูญให้ครอบคลุม 10 ประเด็น ตามที่รัฐธรรมนูญชั่วคราวมาตรา 35 กำหนดไว้ เหมือนมีการตั้งธงเอาไว้เพื่อป้องกัน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ เข้ามาเล่นการเมือง บางข้อบางกลไกอาจสร้างความแตกแยกมากกว่าการปรองดอง ยิ่งหากได้กรรมาธิการฯที่ไม่มีวิสัยทัศน์ไปออกกติกาบีบ พ.ต.ท.ทักษิณ และเอื้อให้ คสช.บางคนสืบทอดอำนาจ เชื่อมั่นว่าเมื่อมีการเลือกตั้ง พ.ต.ท.ทักษิณจะหาเสียงง่ายมาก ในที่สุด พ.ต.ท.ทักษิณจะกลับมามีอำนาจอีก นายอุเทนกล่าว

ติดเครื่องจัดเวทีคู่ขนาน สปช.

นายอุเทนกล่าวว่า ขณะนี้มีบุคคลและผู้แทนองค์กรเสนอแนวทางปฏิรูปผ่านทางเว็บไซต์และแฟนเพจเฟซบุ๊ก khonthaireset เข้ามาต่อเนื่อง จะรวบรวมไว้เป็นแนวทางเสนอต่อคณะกรรมาธิการยกร่างฯ สปช. หรือ คสช.ในช่องทางใดคงต้องพิจารณาอีกที เพราะยังไม่เห็นรูปแบบของเวทีการเปิดรับฟังความคิดเห็น ทั้งในส่วนของ สปช.หรือของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ถ้าไม่เปิดทางกลุ่มพร้อมจะเปิดเวทีเอง เพื่อผลักดันแนวคิดเรื่องการปฏิรูปประเทศต่อสาธารณะต่อไป

ซัดองค์กรอิสระ-สนช.ทำเกินหน้าที่

นายปลอดประสพ สุรัสวดี รักษาการรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า คำพูดของนายกฯในรายการ “คืนความสุขให้คนในชาติ” ว่าเสรีภาพต้องมีขีดจำกัดนั้น ต้องมองเป็น 2 มิติ คือ 1.รัฐธรรมนูญสากลจะรับรองสิทธิและเสรีภาพพื้นฐานของประชาชนเท่าเทียมกัน 2.ประชาชนต้องมีสิทธิและเสรีภาพที่เท่าเทียมกัน ไม่ใช่อยากจะด่าใครก็ทำ อยากจะปฏิวัติก็ทำ ต้องมีสิทธิเท่าที่จะไม่ไปรุกรานเสรีภาพของผู้อื่น แต่องค์กรอิสระหลายองค์กรใช้เสรีภาพของตัวเองเกินขอบเขต บางอย่างไม่ใช่หน้าที่ ไม่ใช่สิทธิของตัวเองก็ไปตีความเรื่อยเปื่อย สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ไม่มีรัฐธรรมนูญก็ไปบอกว่าข้อบังคับออกได้ ถือว่าใช้สิทธิเกินหน้าที่ ซึ่งการเลือกตั้งเป็นเรื่องสำคัญที่พิสูจน์ความเท่าเทียมอย่างแท้จริง หากรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ยอมรับว่าประชาชนเป็นผู้กำหนดทิศทางของประเทศ ทุกอย่างจะไม่มีปัญหา ทุกคนยอมรับได้ แต่หากรัฐธรรมนูญออกมาบิดเบี้ยว เลือกที่รักมักที่ชัง มุ่งที่จะกำจัดกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แบบนี้ไม่ใช่รัฐธรรมนูญที่ถาวรและเป็นมาตรฐาน

ปชป.เดือดร้อนแทน “บวรศักดิ์”

นายราเมศ รัตนะเชวง คณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวตอบโต้นาย ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. และอดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย ที่กล่าวพาดพิงนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองประธาน สปช. ซึ่งถูกคาดหมายว่าจะเป็นประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และคนอาจเรียก “รัฐธรรมนูญฉบับไอ้ปื้ด” ว่า นายณัฐวุฒิคงกลัวรัฐธรรมนูญฉบับถาวรที่อยู่ระหว่างดำเนินการ แต่เหตุที่ต้องรื้อบ้านทั้งหลังเพื่อสร้างใหม่ เพราะบ้านที่อยู่มา 7 ปี โดนเผาราพณาสูร ดังนั้น จะสร้างใหม่โดยผู้รับเหมารายเดิมหรือรายใหม่ไม่ใช่สาระสำคัญเท่ากับการได้บ้านใหม่ที่แข็งแรงกว่าเดิม และถ้านายบวรศักดิ์ซึ่งเป็นอาจารย์ของตนเป็นประธานกรรมาธิการยกร่างฯจริง รับประกันว่าไม่มีการชักเปอร์เซ็นต์จากผลประโยชน์ประเทศแน่ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะเป็นกติกาสูงสุดที่นำพาประเทศไปสู่ประชาธิปไตย สร้างความสามัคคีปรองดองให้เราอยู่ร่วมกันได้อย่างเป็นธรรมและเสมอภาคเท่าเทียม

กปปส.หนุนสุดลิ่มชุดยกร่างฯ

ด้านนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ โฆษก กปปส. กล่าวว่า กรรมาธิการยกร่างฯทุกคนที่ได้รับเลือก ล้วนมีความรู้ความสามารถ ทำหน้าที่ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ และยังมีโควตาจาก คสช.และรัฐบาลอีก จึงเชื่อว่าจะสรรหาคนที่มีประสบการณ์ความรู้ด้านกฎหมายการร่างรัฐธรรมนูญมาเพิ่มในส่วนที่เห็นว่าขาดได้ ส่วนที่รัฐบาลอยากให้คู่ขัดแย้งร่วมพูดคุยถึงแนวทางปฏิรูปประเทศนั้น กปปส.ไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้งกับใครโดยเฉพาะกับกลุ่ม นปช. กปปส.ไม่สนใจตัวบุคคล ใครเข้าร่วมทำให้เกิดการปฏิรูปเราก็ยินดี และแม้จะไม่มีตัวแทน กปปส.เข้าร่วม เราก็พร้อมสนับสนุน เพราะเน้นที่ผลงานมากกว่า จากนี้ไป กปปส.จะเริ่มตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะแนวทางการปฏิรูปประเทศ

“พระสุเทพ” สั่งแกนนำสงบนิ่ง

นายเอกนัฏกล่าวต่อว่า วันที่ 31 ต.ค.ที่ผ่านมา ถือเป็นวันครบรอบ 1 ปีการชุมนุมของ กปปส. เห็นว่าการชุมนุมที่ผ่านมาประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้ สามารถปลุกจิตสำนึกคนไทยให้ต่อต้านเผด็จการทางรัฐสภา รณรงค์การปฏิรูปประเทศจนเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง คสช.เข้ามาบริหารประเทศ กปปส.จึงขอหยุดความเคลื่อนไหวทางการเมืองไว้ก่อน ซึ่งพระสุเทพ ปภากโร (นายสุเทพ เทือกสุบรรณ) บอกให้แกนนำทุกคนปล่อยวางสถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้ และขอให้แกนนำให้ความร่วมมือกับรัฐบาลและ คสช. เดินหน้าปฏิรูปประเทศ ส่วนพระสุเทพจะบวชต่อไปให้ครบ 204 วันตามจำนวนที่ กปปส.ชุมนุม ซึ่งจะครบกำหนดประมาณต้นเดือน ก.พ.2558 แต่จะลาสิกขาหรือไม่นั้นขึ้น อยู่กับการตัดสินใจของพระสุเทพ

“พรเพชร” รับศาลฎีกาท้วงตั้ง “เมธี”

วันเดียวกัน นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กล่าวถึงกรณีนายดิเรก อิงคนินันท์ ประธานศาลฎีกา ส่งหนังสือท้วงติงมติ สนช.โดยกลุ่มทนายความคัดค้านการแต่งตั้งนายเมธี ครองแก้ว อดีตกรรมการ ป.ป.ช. เป็นกรรมการตุลาการ (กต.) ผู้ทรงคุณวุฒิ เนื่องจากมีคุณสมบัติต้องห้าม กรณีถูกฟ้องเป็นจำเลยในคดีอาญาว่า เพิ่งได้รับหนังสือจากประธานศาลฎีกาเมื่อช่วงเย็นวันที่ 31 ต.ค. จะนำเรื่องดังกล่าวแจ้งให้วิป สนช.และที่ประชุม สนช.ทราบต่อไป คงต้องกำชับที่ประชุมให้เพิ่มความระมัดระวังในการรับฟังข้อมูลต่างๆให้มากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่ทราบว่าขั้นตอนทางธุรการได้มีการส่งเรื่องนี้ออกไปจาก สนช.แล้วหรือยัง

ยังมึนขอหารือกับวิป สนช.ก่อน

นายพรเพชรกล่าวว่า ยังไม่ได้อ่านรายละเอียดที่ประธานศาลฎีกาส่งมา ขอดูรายละเอียดให้ชัดเจนก่อนว่าเป็นการขาดคุณสมบัติหรือผิดจริยธรรม หากพบว่าขาดคุณสมบัติจริงถือเป็นเรื่องใหญ่ ต้องหารือกับวิป สนช.ว่าจะหาทางออกกันอย่างไรต่อไป ขณะนี้ยังไม่ทราบว่าต้องมีการทบทวนรายชื่อใหม่หรือไม่ เพราะเป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน อย่างไรก็ตามเชื่อว่าคงหาทางออกเรื่องนี้ได้ เมื่อถามว่าในการประชุมลับของ สนช.เพื่อลงมติเลือกนายเมธีเป็น กต.ผู้ทรงคุณวุฒิ มีการตรวจสอบข้อมูลประวัตินายเมธีอย่างละเอียดหรือไม่ นายพรเพชรตอบว่า คงต้องไปขอดูข้อมูลในรายงานการประชุมลับก่อน ยังไม่สามารถตอบได้

“กล้านรงค์” ยันไม่มีปกปิดข้อมูล

นายกล้านรงค์ จันทิก สนช. และประธานกรรมาธิการพิจารณาเสนอรายชื่อบุคคลที่สมควรเป็น กต.ผู้ทรงคุณวุฒิ กล่าวว่า ตนเป็นเพียงประธานกรรมาธิการฯเท่านั้น ไม่ได้ลงคะแนนด้วยซ้ำ เรื่องนี้เป็นเรื่องของคณะกรรมาธิการฯจะพิจารณาคุณสมบัติ ตนไม่เคยล็อบบี้ โดยที่ประชุมพิจารณาคุณสมบัติและเลือกกันเอง ตนเป็นคนชี้แจงข้อเท็จจริงเท่านั้น และเอกสารที่ชี้แจงก็ส่งให้ สนช.ทุกคนทราบ ไม่มีการปกปิดข้อเท็จจริง มีการตรวจสอบข้อมูลจากหน่วยงานกว่า 35-36 แห่ง ขอยืนยันความบริสุทธิ์ในการทำงาน ตนเป็นประธานฯ เป็นกลางต้องทำตามหน้าที่ ไม่เคยคิดช่วยใคร เมื่อถามว่ามี สนช.ระบุให้แสดงความรับผิดชอบ นายกล้านรงค์ย้อนถามว่า “รับผิดชอบลาออกเหรอ ผมทำตามหน้าที่ ในเอกสารลับแจกหมดทุกอย่าง รับรู้ข้อเท็จจริงทั้งหมด โดยนายเมธีคะแนนมาเป็นที่ 1”

รอวิปฯ เคาะตั้ง กก.สอบจริยธรรม

พล.อ.อกนิษฐ์ หมื่นสวัสดิ์ สนช. และวิป สนช. กล่าวว่า ที่ผ่านมามีการตกลงกันว่าจะให้วิป สนช. ทำหน้าที่คณะกรรมการจริยธรรมในการตรวจสอบประเด็นปัญหาต่างๆของ สนช. แต่กรณีนายกล้านรงค์ วิป สนช.ยังไม่ทราบเรื่อง ต้องรอการประชุมวิป สนช.วันที่ 4 พ.ย.นี้ ว่าจะมีการหารือถึงเรื่องนี้หรือไม่

“เมธี” แจงฝีมือกลุ่มทนายคู่กรณี

นายเมธี ครองแก้ว ก.ต.ผู้ทรงคุณวุฒิ กล่าวว่า ยังไม่ได้เห็นหนังสือคัดค้านดังกล่าว เข้าใจว่าทนายความ 18 คนที่ยื่นคัดค้านตน เป็นกลุ่มทนายความของบุคคลที่ตนเคยชี้มูลความผิด สมัยดำรงตำแหน่งใน ป.ป.ช. ย้อนกลับมาฟ้องตนเกี่ยวกับเรื่องการปฏิบัติหน้าที่ โดยฟ้องในหลายศาล ทั้งศาลอาญา และศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง การฟ้องทั้งหมดไม่มีเรื่องส่วนตัว และไม่ใช่ตนโดนฟ้องคดีคนเดียว แต่ ป.ป.ช.ที่ชี้มูลความผิดก็โดนฟ้องด้วยกันหลายคน ซึ่งข้อมูลที่ตนโดนฟ้องคดีนั้นในชั้นการพิจารณาของ สนช. ได้แจ้งไปตั้งแต่แรก และมีการรับทราบข้อมูลแล้ว ก่อนที่ประชุมจะมีมติลงคะแนนลับ หลังจากนี้จะทำหนังสือชี้แจงไปยังประธานศาลฎีกาให้รับทราบข้อเท็จจริงอีกครั้งหนึ่ง

ไฟเขียวไทย-เขมรทำกินพื้นที่ทับซ้อน

อีกเรื่องหนึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวผ่านรายการพิเศษทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทยถึงผลการเยือนกัมพูชาว่า ได้หารือกับสมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ถึงปัญหาการลักลอบตัดไม้พะยูงจนนำไปสู่เหตุปะทะกันตามชายแดน โดยยืนยันว่าไม่เคยสั่งการให้เจ้าหน้าที่ไทยใช้กำลังกับผู้ไม่มีอาวุธ เว้นแต่คนเหล่านั้นใช้อาวุธตอบโต้ เชื่อว่าปัญหาดังกล่าวเกิดจากกลุ่มนายทุนที่ทำเป็นขบวนการ โดยจะให้หน่วยงานด้านความมั่นคงประสานความร่วมมือแลกเปลี่ยนข้อมูลกับคณะกรรมการร่วม 2 ประเทศ เพื่อทำลายเครือข่ายเหล่านี้ต่อไป นอกจากนี้ยังเห็นพ้องกันให้ประชาชนทั้งไทยและกัมพูชาเข้าทำกินในพื้นที่หลักเขตแดนที่ 43 ที่ยังไม่ได้ข้อสรุป ซึ่งจะจัดให้มีการประชุมร่วมระหว่างผู้ว่าราชการจังหวัดบริเวณชายแดนที่ติดกันอีกครั้ง หลังจากหยุดไปเพราะปัญหาความไม่เข้าใจกันที่ผ่านมา

รบ.เร่งตั้งโทรโข่ง 20 กระทรวง

ร.อ.นพ.ยงยุทธ มัยลาภ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์เซ็นคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการโฆษกกระทรวง พร้อมสั่งการให้ 20 กระทรวงตั้งโฆษกเพื่อประชาสัมพันธ์ผลงานรัฐบาลให้เสร็จโดยเร็ว ซึ่งเตรียมการมาระยะหนึ่งแล้วแต่ไม่คืบหน้า จะได้เห็นการนำเสนอผลงานแต่ละกระทรวงเป็นรูปธรรมมากขึ้น ทิศทางการนำเสนอไปในแนว ทางเดียวกัน มีคณะทำงานโฆษกกระทรวงรวบรวมผลงาน และเป็นหัวแรงนำเสนอข้อมูลออกไปโดยตรง เป็นการทำงานเสริมนายกฯที่ให้ข้อมูลในภาพรวมอยู่แล้ว ขณะนี้ข้อมูลเข้ามาที่สำนักนายกรัฐมนตรีล่าช้า ถ้ามีโฆษกกระทรวงเชื่อมโยงจะเป็นการดี บุคคลที่จะมาทำหน้าที่ตรงนี้จะประสานผู้บังคับบัญชาโดยตรง

ปัดผลสอบข้าวเกมการเมือง

ขณะที่ ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการตรวจสอบปริมาณคุณภาพข้าวคงเหลือของรัฐ กล่าวว่า การเปิดเผยผลสอบสต๊อกข้าวในโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล ไม่เกี่ยวกับการที่ สนช.จะพิจารณาคำร้องถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 12 พ.ย. แต่อย่างใด แต่เป็นการตรวจสอบเพื่อให้เกิดการระบายข้าวได้เร็วขึ้น และส่งออกได้มาตรฐาน เป็นที่เชื่อมั่นตลาดที่สั่งซื้อ ยืนยันไม่เกี่ยวกับการเมืองแน่นอน เรื่องนี้ปลัดกระทรวงพาณิชย์จะตอบได้ชัดเจน เมื่อถามว่านายยรรยง พวงราช อดีต รมช.พาณิชย์ ระบุว่าผลการตรวจข้าวดังกล่าวเป็นข้อสรุปที่ผิดพลาดคลาดเคลื่อน ม.ล.ปนัดดาตอบว่า ไม่อยู่ในวิสัยจะพูดอะไรแล้ว การตรวจสอบตรงนี้ถือว่าจบภารกิจตน รายงานตัวเลขทั้งหมดอยู่ในมือนายกรัฐมนตรีและกระทรวงพาณิชย์แล้ว ตอนนี้เพียงแต่รอให้ผลตรวจดีเอ็นเอแล้วเสร็จ ซึ่งใกล้จะเสร็จแล้ว และการตรวจสอบจากห้องแล็บมีมาตรฐานทางวิชาการอยู่แล้ว

ตีปม รธน.50 ให้ขาดก่อนถอดถอน

ด้านนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. กล่าวว่า การประชุม สนช.วันที่ 6 พ.ย. เพื่อพิจารณาการรับเรื่องถอดถอนนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา และนายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา กรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่องที่มา ส.ว.โดยมิชอบ คาดว่าที่ประชุมน่าจะมีคำตอบเป็นที่ยุติได้ว่าจะรับเรื่องไว้พิจารณาหรือไม่ หลังจากสมาชิกไปศึกษาสำนวนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กว่า 4,000 หน้าเรียบร้อยแล้ว สิ่งที่ต้องพิจารณาอย่างมากคือเรื่องฐานความผิดตามรัฐธรรมนูญปี 50 ตามที่ ป.ป.ช.ส่งมานั้นยังคงมีอยู่หรือไม่ ถ้ายังคงมีอยู่ก็จะเดินหน้าเข้าสู่กระบวนการถอดถอนต่อไป แต่ถ้าฐานความผิดไม่อยู่แล้ว สนช.ก็ไม่ควรรับเรื่องเข้ามาพิจารณา

เมิน กปปส.กดดันย้ำยึดหลักกฎหมาย

นายพรเพชรกล่าวว่า ส่วนที่นายถาวร เสนเนียม แกนนำ กปปส. ระบุว่า หาก สนช.ไม่รับเรื่องถอดถอนนายสมศักดิ์และนายนิคมไว้พิจารณา จะเผชิญหน้ากับมวลมหาประชาชนนั้น ไม่รู้สึกกดดัน และเชื่อว่าที่ประชุม สนช.คงไม่กดดันเช่นกัน ทุกคนมีอิสระทางความคิด และไม่ว่า สนช.จะมีมติอย่างไรย่อมมีทั้งคนพอใจและไม่พอใจจากทั้ง 2 ฝ่าย สนช.ต้องยึดหลักข้อกฎหมาย ไม่ปฏิเสธที่ สนช.มีอำนาจถอดถอนตามรัฐธรรมนูญชั่วคราวมาตรา 5 และ 6 ตามที่นายถาวรระบุ แต่ต้องดูฐานความผิดด้วยว่ายังมีผลบังคับใช้อยู่หรือไม่ ถ้าความผิดถูกยกเลิกไปแล้วก็ทำอะไรไม่ได้ ซึ่งที่ประชุม สนช.ต้องมาหารือกันประเด็นนี้ว่าความผิดยังคงมีอยู่หรือไม่

คดี “ปู” ต้องให้ที่ประชุมตัดสิน

นายพรเพชรกล่าวอีกว่า ส่วนการถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในโครงการรับจำนำข้าว ตามสำนวนของ ป.ป.ช.นั้น นอกจากจะระบุถึงฐานความผิดตามรัฐธรรมนูญปี 50 แล้ว ยังระบุฐานความผิดตาม พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน และ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริตมาตรา 58 ประกอบด้วย ซึ่งกฎหมายทั้ง 2 ฉบับยังคงมีอยู่ไม่สามารถยกเลิกได้ จึงต้องรับเรื่องไว้พิจารณา แต่ไม่ได้หมายความว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์มีความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่จนทำให้เกิดความเสียหายในโครงการรับจำนำข้าวแล้ว ต้องให้ที่ประชุม สนช.ใช้ดุลพินิจไต่สวน โดยเชิญคู่กรณีทั้ง 2 ฝ่ายมาชี้แจงต่อที่ประชุม สนช. ก่อนลงมติตัดสินอีกครั้ง

เปิดช่องปรองดองดูหลักรัฐศาสตร์

พล.อ.อกนิษฐ์ หมื่นสวัสดิ์ สนช. และวิป สนช. กล่าวว่า การพิจารณาว่าจะรับคำร้องถอดถอนนายสมศักดิ์และนายนิคมหรือไม่ ยืนยันว่า สนช.ไม่มีการล็อบบี้เสียงกันแน่นอน เพราะสมาชิกมีเวลาศึกษาข้อมูลข้อเท็จจริงแล้ว สนช.บางคนอาจไตร่ตรองข้อเท็จจริงตามหลักนิติศาสตร์ แต่บางคนอาจคำนึงหลักทางรัฐศาสตร์ว่าด้วยความปรองดองประกอบการพิจารณาด้วย

“ครูหยุย” ออกตัวรับสำนวนถอดถอน

นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ สนช. และวิป สนช. กล่าวว่า ที่ประชุมคงเปิดให้ สนช.อภิปรายกันเต็มที่ แล้วจึงลงมติชี้ขาดแบบฟรีโหวต ให้อิสระสมาชิกตัดสินใจ ไม่มีการล็อบบี้ ส่วนตัวจะลงมติรับเรื่องดังกล่าวไว้พิจารณา เพราะเห็นว่าเป็นการดำเนินการตามขั้นตอนที่ ป.ป.ช.ส่งมา จึงต้องรับเรื่องไว้ก่อน แล้วค่อยมาพิจารณาเรื่องฐานความผิดตามรัฐธรรมนูญปี 50 ว่ายังมีผลบังคับใช้อยู่หรือไม่ ส่วนที่นายถาวร ขู่ปลุกม็อบกดดันนั้น การจะรับเรื่องไว้พิจารณาหรือไม่ต้องดูจากข้อเท็จจริงข้อกฎหมาย สนช.ไม่กังวลอะไร ทราบดีว่าหากรับเรื่องไว้พิจารณามวลชนฝ่ายนายสมศักดิ์และนายนิคมก็ไม่พอใจ หรือหากไม่รับเรื่องไว้มวลชนฝ่าย กปปส.ก็ไม่พอใจ แต่ สนช.ทำทุกอย่างตามหน้าที่ ต้องยึดกฎหมายเป็นหลัก ขณะนี้ยังไม่ทราบว่า สนช.จะลงมติเรื่องดังกล่าวไปในทิศทางใด

“วรงค์” จวก “เหวง” จับแพะชนแกะ

นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า กรณี นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำ นปช. และอดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย เรียกร้อง คสช.ให้แทรกแซง สนช. ที่จะบรรจุวาระถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ โดยอ้างเหตุผลกรรมการร่วมอัยการสูงสุด (อสส.) ชี้ว่าสำนวนของ ป.ป.ช.ยังมีความไม่สมบูรณ์นั้น เป็นการจับแพะชนแกะ เพราะเรื่องที่อ้างถึง อสส.เป็นคดีอาญา ยังอยู่ในขั้นตอนพิจารณาของคณะกรรมการร่วม ป.ป.ช.กับ อสส. ซึ่งทราบว่าจะหาบทสรุปได้วันที่ 7 พ.ย. จากนั้นต้องส่งให้ศาลฎีกา เรื่องนี้ต้องจบลงด้วยการติดคุก ส่วนเรื่องที่ สนช.จะพิจารณาคำร้องถอดถอนในวันที่ 12 พ.ย.นั้น เป็นคดีการเมือง ต้องแยกส่วนกันไม่เกี่ยวกับ อสส. ทราบว่า สนช.จะใช้เวลาไม่เกิน 25 วัน ถ้า สนช.มีมติถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ก็จะถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง ดังนั้นประชาชนที่รับข่าวสารต้องตามให้ทันข้อมูล ไม่เช่นนั้นอาจสับสนหรือเข้าใจคลาดเคลื่อนได้

ขืนยังไล่ล่าคงหาความสงบสุขยาก

นายก่อแก้ว พิกุลทอง แกนนำ นปช. กล่าวว่า เป็นห่วงสถานการณ์บ้านเมืองเพราะไม่มีท่าทีที่จะนำไปสู่การปรองดองอย่างที่ คสช.ตั้งใจ ดูจากปรากฏการณ์กลุ่มการเมืองตั้งหน้าตั้งตาทำลายล้าง อย่างกรณีถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นตัวอย่างที่น่าเป็นห่วง ซึ่งอาจนำไปสู่ความขัดแย้งตามมา คงหาความสงบสุขยาก การที่คนของพรรคประชาธิปัตย์ขู่ว่าจะปลุกม็อบขึ้นมาอีกครั้ง เป็นการพยายามยืมมือทำให้ คสช. และ สนช.เป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อดำเนินการกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์เท่านั้น หากเทียบกับกรณีสมัยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกฯ ใช้อำนาจรัฐสั่งสลายการชุมนุมจนมีคนเสียชีวิตกว่า 100 คน เป็นการใช้อำนาจเกินกว่าเหตุ ใครควรจะถูกถอดถอนมากกว่ากัน จึงอยากฝากว่าอย่าเป็นเครื่องมือให้ใคร ตนไม่เป็นห่วงม็อบคนรวย แต่ห่วงม็อบประชาชนมากกว่าที่เขารอดูอยู่เงียบๆ ที่เขานิ่งไม่ใช่ไม่รู้สึก ซึ่งเชื่อว่าหลังร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะมีความขัดแย้งรุนแรงตามมาอย่างแน่นอน เพราะดูจากโฉมหน้ากรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญแล้ว จะเห็นว่ามีทิศทางค่อนข้างชัดที่จะร่างรัฐธรรมนูญไม่เป็นประชาธิปไตย

“นริศ” โต้ “ปลอด” ร้องเพราะห่วง

อีกเรื่อง นายนริศ ขำนุรักษ์ อดีต ส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ตามที่นายปลอดประสพ สุรัสวดี อดีตรองนายกรัฐมนตรี กล่าวพาดพิงพรรคประชาธิปัตย์และนายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนภายหลังศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษายกฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ อดีตนายกฯและผู้เกี่ยวข้องกรณีออกแผนแม่บทในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 3.5 แสนล้านบาทนั้น พรรคทำตามหน้าที่ ที่ต้องตรวจสอบร้องเรื่องนี้เพราะการบริหารจัดการน้ำของประเทศมีความสำคัญ และถือเป็นปัญหาใหญ่ที่ต้องเตรียมการแก้ไข และห่วงว่าหากโครงการนี้ล่วงเลยจากขั้นแผนแม่บทไปสู่การดำเนินโครงการ อาจเกิดการกระทำผิดกฎหมาย และใช้เงินไม่คุ้มค่า อาจเกิดผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและประชาชน เพียงหวังได้กู้เงินหรือได้ใช้จ่ายเงินเท่านั้น คนไทยคงไม่ตำหนิที่ทักท้วงเรื่องนี้

เด็ก ปชป.จี้ “บิ๊กตู่” แก้หนี้นอกระบบ

นายเรวัติ อารีรอบ อดีต ส.ส.ภูเก็ต พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ได้ทำหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ เรื่องขอความอนุเคราะห์เร่งแก้ไขปัญหาหนี้สินประชาชน ทั้งหนี้ในระบบและนอกระบบ ในภาวะเศรษฐกิจที่ค่าใช้จ่ายราคาสินค้าอุปโภคบริโภคทวีราคาสูงขึ้น สวนกระแสราคาสินค้าการเกษตรตกต่ำเกือบทุกชนิด และราคาพลังงานน้ำมันและก๊าซไม่มีท่าทีจะลดลง ประชาชนส่วนใหญ่เข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุนในระบบที่รัฐจัดสนับสนุน จึงต้องพึ่งพาเงินกู้นอกระบบจนเป็นปัญหาสังคม และถูกคุกคามจากแก๊งทวงหนี้ จึงขอให้นายกฯสั่งการหรือให้นโยบายหน่วยงานรัฐแก้ไขนำหนี้นอกระบบเข้าสู่ระบบ ซึ่งจะเป็นการคืนความสุขให้ประชาชนที่ยั่งยืนอีกทางหนึ่ง

นักเศรษฐศาสตร์ขอเลิกอัยการศึก

อีกเรื่อง กรุงเทพโพลเปิดผลสำรวจความเห็น นักเศรษฐศาสตร์จากองค์กรชั้นนำ 28 แห่ง 64 คน เรื่อง “ความเห็นนักเศรษฐศาสตร์ต่อการเปลี่ยนกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อของ ธปท.” โดยร้อยละ 78.1 เห็นด้วยกับข้อเสนอของผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศ ไทย (ธปท.) ให้เปลี่ยนการใช้เป้าหมายเงินเฟ้อ (Inflation Targeting) จากกรอบเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core Inflation) ไปใช้กรอบเป้าหมายเงินเฟ้อทั่วไป (Headline Inflation) ในปี 2558 ทั้งนี้นักเศรษฐศาสตร์ยังเสนอแนะวิธีแก้ปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำแก่รัฐบาล ดังนี้ อันดับ 1 เร่งเบิกจ่ายงบประมาณ โดยเฉพาะการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่มีแผนลงทุนที่ชัดเจนอยู่แล้ว อันดับ 2 ยกเลิกกฎอัยการศึก ส่งเสริมการท่องเที่ยว ซึ่งจะช่วยให้เศรษฐกิจหมุนเวียนดีขึ้น และอันดับ 3 สร้างงาน ลดรายจ่ายให้กับประชาชน เพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร

“แม้ว–ปู” ทัวร์ชมเมืองสิบสองปันนา

สำหรับความเคลื่อนไหวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ และ ด.ช.ศุภเสกข์ อมรฉัตร หรือน้องไปก์ ล่าสุด น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้โพสต์ภาพและข้อความลงเฟซบุ๊ก Yingluck Shinawatra ขณะอยู่มณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน ว่า “วันนี้แวะมาวัดและชมหมู่บ้านไทยลื้อของเมืองสิบสองปันนา มณฑลยูนนาน หรือเมืองเชียงรุ้งของจีน ที่นี่มีวัฒนธรรมและรากฐานภาษาที่คล้ายกับล้านนา พูดไทยลื้อใช้ภาษาเหนือ มีกาแล ข้าวเหนียวไก่ย่าง อาหารเหมือนบ้านเรา ทำให้รู้สึกว่าอยู่ที่ประเทศไทย พูดเหมือนที่เชียงใหม่ไม่ต้องใช้ล่ามแปล มีอยู่ 5 เชียงที่พูดเหมือนกันแบบนี้คือ เชียงใหม่ เชียงราย เชียงรุ้งคือที่นี่ เชียงทอง หลวงพระบางของลาว และเชียงตุงของเมียนมาร์ สิบสองปันนาเป็นเมืองที่ปลูกยางและใบชามาก มีใบชาที่ขึ้นชื่อของเมืองนี้เรียกว่า “ชาผู่เออร์” และยังเป็นเมืองที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมมีวัดมากกว่า 500 วัด หากใครมีโอกาสอย่าลืมแวะมาเที่ยวนะคะ เพราะห่างจาก จ.เชียงใหม่ เพียง 50 นาทีเท่านั้นหากเดินทางโดยเครื่องบิน”

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้