วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
“เดลฟีน อาร์โนลท์” สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งวงการแฟชั่นโลก

“เดลฟีน อาร์โนลท์” สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งวงการแฟชั่นโลก

  • Share:

เดลฟีน อาร์โนลท์

ขึ้นทำเนียบกลายเป็นสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งของวงการแฟชั่นโลกไปแล้ว สำหรับ “เดลฟีน อาร์โนลท์” ลูกสาวคนโตของเจ้าพ่อกลุ่มธุรกิจแฟชั่นแบรนด์เนม LVMH “แบร์นาร์ด อาร์โนลท์” มหาเศรษฐีร่ำรวยที่สุดเป็นอันดับ 18 ของโลก ซึ่งมีสินทรัพย์ในครอบครองมากกว่า 36,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยถูกวางตัวให้เป็นผู้สืบทอดอาณาจักรธุรกิจสินค้าแบรนด์หรูหลายหมื่นล้านที่ทรงอิทธิพลที่สุดของโลก ด้วยวัยเพียง 39 ปี เพราะฉายแววความเป็นนางสิงห์อย่างโดดเด่นน่าจับตามอง

ซินดี้ เชอร์แมน


หลังผ่านการพิสูจน์ฝีไม้ลายมือมาอย่างเต็มที่ นับตั้งแต่เข้ามาร่วมงานกับเครือ LVMH เมื่อปี 2000 โดยโชว์ผลงานท็อปฟอร์มจากการรั้งตำแหน่งรองกรรมการผู้จัดการแบรนด์คริสเตียน ดิออร์ ในที่สุด “เดลฟีน อาร์โนลท์” ก็ได้รับความไว้วางใจจากบิดาให้ก้าวขึ้นเป็นรองประธานกรรมการของแบรนด์หลุยส์ วิตตอง เมื่อปี 2013 กุมบังเหียนเป็นผู้บริหารเบอร์สองรองจากบิดา กำหนดทิศทางการปรับกลยุทธ์การตลาดทั่วโลก โดยประเดิมผลงานแรกด้วยการก่อตั้ง รางวัล LVMH Prize เพื่อเฟ้นหาดีไซเนอร์ดาวรุ่งดวงใหม่จากนานาประเทศมาประดับวงการแฟชั่นแบรนด์เนม ตามมาด้วยโปรเจกต์ยิ่งใหญ่ส่งท้ายปี 2014 คือ “Celebrating Monogram” เพื่อเฉลิมฉลองความเป็นตำนานของลวดลายโมโนแกรม ซึ่งถือกำเนิดขึ้นตั้งแต่ปี 1896 จนกลายเป็นไอคอนของหลุยส์ วิตตอง ที่อยู่คู่วัฒนธรรมโลกมาจนถึงปัจจุบัน งานนี้ ได้มีการเชื้อเชิญ 6 นักออกแบบชื่อดังระดับไอคอนของโลก ที่ขึ้นชื่อว่าคิดนอกกรอบ และไม่มีวันจะมารวมตัวกันง่ายๆ มาร่วมสร้างสรรค์กระเป๋าถือ และกระเป๋าเดินทาง ด้วยแรงบันดาลใจจากเสน่ห์ของลวดลายโมโนแกรม นำขบวนโดย คริสติยอง ลูบูแตง, ซินดี้ เชอร์แมน, แฟรงค์ เกห์รี่, คาร์ล ลาเกอร์เฟลด์, มาร์ค นิวสัน และ เรอิ คาวาคุโบ

พิเศษสุดๆคือ นายหญิงคนใหม่แห่งหลุยส์ วิตตอง “เดลฟีน อาร์โนลท์” ได้เปิดโอกาสให้ทีมข่าวสตรีไทยรัฐ สัมภาษณ์เจาะลึกแบบเอ็กซ์คลูซีฟ เพื่อบอกเล่าถึงเบื้องหลังการสร้างปรากฏการณ์ใหม่ที่เรียกเสียงฮือฮาให้กับอุตสาหกรรมแฟชั่นทั่วโลก

แฟรงค์ เกห์รี่


ยากไหมคะ กว่าจะดึงศิลปินดังระดับโลกทั้ง 6 คน มารวมตัวกันสร้างสรรค์โปรเจกต์ใหญ่ให้ “หลุยส์ วิตตอง”

ฉันเป็นคนริเริ่มโปรเจกต์นี้ แต่ “นิโกลาส์ เฌสกิแยร์” ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์คนใหม่ของหลุยส์ วิตตอง ได้เข้ามามีส่วนสำคัญในการเลือกสรรศิลปินที่จะมาร่วมสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ เราทำงานร่วมกันด้วยความรู้สึกตื่นเต้น และเต็มเปี่ยมไปด้วยความกระตือรือร้น การตัดสินใจเลือกศิลปินที่มีชื่อเสียงในด้านต่างๆจากหลากหลายวงการก็เพื่อสะท้อนให้เห็นตัวตนของแบรนด์หลุยส์วิตตอง ที่มีความหลากหลายอยู่ในทุกมิติของโลกแฟชั่น สิ่งที่เรามองหาคือ ศิลปินชื่อดังที่มีความสามารถในระดับ “น่าอัศจรรย์” ต้องเป็นศิลปินที่มีผลงานโดดเด่นในแต่ละแขนง และสร้างสรรค์ผลงานด้วยสมองและสองมือของตนเองจริงๆ ฉันคิดว่ามันน่าสนใจและน่าสนุกมาก ที่จะได้เห็นลายโมโนแกรมถูกตีความใหม่ ผ่านสายตาอันเฉียบคมของพวกเขา และถ่ายทอดออกมาเป็นมุมมองที่แปลกใหม่ ศิลปินเหล่านี้คืออัจฉริยะของนักออกแบบ และสร้างสรรค์ผลงานที่มีอิทธิพลอย่างมากต่อโลก บางคนเคยร่วมงานกับกลุ่ม LVMH มาแล้ว เช่น “คาร์ล ลาเกอร์เฟลด์” เป็นผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์แบรนด์ Fendi และ “แฟรงค์ เกห์รี่” เป็นผู้ออกแบบ“ฟงดาซิญง หลุยส์ วิตตอง” (Fondation Louis Vuitton) ขณะที่ “ซินดี้ เชอร์แมน” สนิทสนมคุ้นเคยกับ “นิโกลาส์”

คาร์ล ลาเกอร์เฟลด์

“หลุยส์ วิตตอง” ให้อิสระกับศิลปินมากน้อยแค่ไหน

เราต้องการแสดงความเคารพต่อความคิดสร้างสรรค์ และจินตนาการของศิลปินทุกคน จึงให้อิสระพวกเขาอย่างเต็มที่ในการสร้างสรรค์ผลงาน กฎเกณฑ์เดียวที่เรากำหนดคือ การใช้ลวดลายโมโนแกรมเป็นแรงบันดาลใจ ภายใต้โปรเจกต์นี้ ทีมงานของเราต้องประชุมกับศิลปินเหล่านี้หลายสิบครั้ง กระทั่งมองเห็นจักรวาลทางความคิดของพวกเขา ซึ่งนั่นทำให้อิสระของการออกแบบขยายออกไปกว้างไกลอย่างไม่มีขอบเขต แต่ละคนก็มีวิธีทำงานที่ต่างกันไปอย่างสิ้นเชิง เช่น “คาร์ล ลาเกอร์เฟลด์” ถนัดภาพสเกตช์มือ ขณะที่ “แฟรงค์ เกห์รี่” มักจะมาพร้อมกับโมเดลกระดาษที่ใกล้เคียงของจริงมาก รายละเอียดเล็กๆน้อยๆและขั้นตอนการผลิตที่สลับซับซ้อน มีความสำคัญยิ่งต่อศิลปินเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็น เข็มหมุด, ซิป หรือแม้แต่การออกแบบตะเข็บด้านใน ล้วนแต่ถูกดีไซน์ขึ้นเฉพาะเจาะจงเพื่อรองรับไอเดียสร้างสรรค์ของพวกเขา

มาร์ค นิวสัน


ในฐานะทายาทรุ่นใหม่ของตระกูลอาร์โนลท์ ลายโมโนแกรมมีความหมายผูกพันกับคุณอย่างไร

เป็นสัญลักษณ์แสดงออกถึงเอกลักษณ์เฉพาะตัว ขณะเดียวกัน ก็เป็นตัวแทนของความร่วมสมัยเหนือกาลเวลา สำหรับฉันแล้ว “ลายโมโนแกรม” เปรียบเหมือนแบบฝึกหัดบทแรกที่คุณต้องทำความเข้าใจเพื่อเริ่มต้นเข้าสู่โลกแห่งความหรูหรา และเป็นสัญลักษณ์แห่งวัฒนธรรมของโลกแฟชั่น

ผลงานชิ้นไหนของศิลปินท่านใด คือชิ้นที่โดนใจมากที่สุด

(หัวเราะ) ใครจะเป็นคนตัดสิน และชื่นชมความสามารถของศิลปินทั้ง 6 คน ได้ดีไปกว่าลูกค้าและแฟนๆของหลุยส์ วิตตอง ฉันชื่นชมยกย่องในความสามารถของศิลปินทุกคนเป็นอย่างมาก พวกเขามีจินตนาการความคิดสร้างสรรค์ที่ไร้ขอบเขต เช่น ผลงานของ “คริสติยอง ลูบูแตง” ที่ได้ไอเดียจากกระเป๋าแคดดี้จ่ายตลาดของชาวปารีส และการใช้แล็กเกอร์สีแดงเพื่อสะท้อนดีเอ็นเอของลูบูแตง ด้าน “ซินดี้ เชอร์แมน” เนรมิตกระเป๋าทรังก์ให้เป็นหีบเดินทางของเจ้าหญิงซาอุดีอาระเบีย ที่เต็มไปด้วยประโยชน์ใช้สอยของช่องใส่ของมากมายสารพัดนึก ส่วน “คาร์ล ลาเกอร์เฟลด์” ได้ไอเดียจากการต่อยมวย ซึ่งเป็นกีฬาใหม่มาแรง จึงลงทุนออกแบบกระเป๋าเดินทางขนาดยักษ์ที่มีกระสอบทรายอยู่ข้างใน พร้อมอุปกรณ์ชกมวยครบครัน โดยสามารถดัดแปลงเป็นตู้เสื้อผ้าเคลื่อนที่ขนาดย่อม ขณะที่ “แฟรงค์ เกห์รี่” เล่นกับรูปทรงบิดเบี้ยวเหนือจริงของกระเป๋า ที่เกิดจากสัญชาตญาณล้วนๆเพื่อท้าทายขนบความคิดเก่าๆ

คริสติยอง ลูบูแตง


เหตุใดจึงเลือกจัดงานฉลองเปิดตัวโปรเจกต์นี้ที่นิวยอร์ก แทนที่จะเป็นกรุงปารีส ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของหลุยส์ วิตตอง

เรามีโชว์ของเราที่ปารีส เราเป็นแบรนด์สัญชาติฝรั่งเศส และเป็นหนึ่งในแบรนด์โดดเด่นที่สุดในยุคปัจจุบัน เรามีความภูมิใจที่ได้ร่วมงานกับ “นิโกลาส์ เฌสกิแยร์” ซึ่งเป็นศิลปินนักออกแบบชาวฝรั่งเศสที่โด่ดเด่นที่สุด แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือ ฉันต้องการทำให้โปรเจกต์นี้มีความยิ่งใหญ่ในระดับนานาชาติ ไม่ติดกับความเป็นฝรั่งเศส เพื่อสะท้อนการทำงานของเราที่เกิดขึ้นภายใต้ความร่วมมือกับศิลปินหลากหลายเชื้อชาติ เราจึงเลือกจัดงานเปิดตัวที่นิวยอร์ก วันที่ 7 พ.ย.นี้

เรอิ คาวาคุโบ


คาดหวังว่าโปรเจกต์นี้จะได้รับการตอบรับอย่างท่วมท้นขนาดไหน

ฉันทุ่มเทใส่ใจและให้ความสำคัญกับโปรเจกต์นี้มาก เพราะถือเป็นสัญลักษณ์การเฉลิมฉลองความยิ่งใหญ่ของหลุยส์ วิตตอง ผ่านเอกลักษณ์เหนือกาลเวลาของ “ลายโมโนแกรม” ศิลปินทุกคนที่มาร่วมโปรเจกต์นี้ล้วนมีความอัจฉริยะอย่างแท้จริง พวกเขามีความพิเศษในตัวเอง และเป็นมือดีที่สุดของแต่ละวงการ เป็นคนที่ใช้ความคิดและสองมือในการทำงาน ฉันคิดว่ามันน่าสนใจมาก ที่จะได้มุมมองใหม่ต่อลายโมโนแกรมที่แตกต่างกันออกไป และการได้เห็นความนึกคิดของพวกเขาก็สร้างแรงบันดาลใจให้พวกเราอย่างมาก ถือเป็นโปรเจกต์ใหญ่ที่ท้าทายขนบความคลาสสิกแบบดั้งเดิมได้อย่างน่ายกย่อง.


ทีมข่าวหน้าสตรี

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้