ข่าว
100 year

ยุทธศาสตร์“ทักษิณ” อุดตันปฏิรูป

ทีมการเมือง2 พ.ย. 2557 05:00 น.
SHARE

ผ่าแก่นสถานการณ์ “เดินหน้า” โรดแม็ปอำนาจพิเศษ

วันเวลาล่วงไปไว

แผล็บๆเข้าสู่เดือนพฤศจิกายน ก่อนเดือนสุดท้ายสิ้นปี

ในขณะที่ปฏิทินงานตามโรดแม็ปของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ก็คืบหน้ามาถึงขั้นตอนเดินเครื่องสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.)

ตามกระบวนการสรรหาคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจำนวน 36 คน

เสร็จเรียบร้อยไปแล้วในสัดส่วนของ สปช.จำนวน20คน และในโควตาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)จำนวน 5 คน

ยังเหลือในสัดส่วนของ คสช.ส่งชื่อมา 5 คน กับโควตาของคณะรัฐมนตรีส่งชื่อมา 5 คน ที่จะได้คำตอบในการประชุมร่วมระหว่าง คสช.กับ ครม.ในวันที่ 4 พฤศจิกายน

รวมถึงประธานคณะกรรมาธิการยกร่างฯที่จะแต่งตั้งตรงโดย คสช.

ท่ามกลางบรรยากาศความวุ่นวาย รายการเบียดแย่ง โควตาเพื่อแทรกตัวเป็น 1 ใน “36 อรหันต์ทองคำ” ช่วงชิงเก้าอี้กันฝุ่นตลบอบอวล

มองแบบโลกสวยก็เป็นภาพสีสันของประชาธิปไตย

แสดงให้เห็นว่า สปช.ไม่ได้อยู่ในแถวที่คอยทำตามซิกสัญญาณเท่านั้น

แต่ก็อย่างว่านั่นแหละ โดยกระบวนตามโปรแกรมที่ล็อกไว้ในรัฐธรรมนูญจริงๆเลยมันก็แค่ “พิธีกรรม”โดยเงื่อนไขภายใต้อำนาจพิเศษก็เป็นที่เข้าใจได้

บทสรุปสุดท้ายมันก็ต้องขึ้นอยู่กับต้นขั้ว คสช.อยู่ดี

อยู่ที่ว่าจะ “ทุบโต๊ะ” กันช่วงไหนแค่นั้น

ในบรรยากาศที่เริ่มสัมผัสได้ถึงแรงเสียดทาน ปัจจัยแทรกซ้อนระหว่างเส้นทางไปสู่เป้าหมาย

ไล่ตั้งแต่การแถลงข่าวเปิดตัวสถาบันปฏิรูปประเทศไทย (สปท.) โดยทีมงานส่วนใหญ่เป็นเครือข่ายม็อบพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยอย่างนายสังศิต พิริยะรังสรรค์ นายสุริยะใส กตะศิลา ฯลฯ

เป็นหน่วยกดดัน ตามประกบเวทีปฏิรูปของ สปช.

ต่อเนื่องกับการเคลื่อนไหวของภาคประชาชน แนวร่วมม็อบพันธมิตรฯ กลุ่มเอ็นจีโอ เรียกร้องให้ คสช.และรัฐบาลยกเลิกการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมครั้งที่ 21 โดยให้รอการปฏิรูปก่อน

ตามปรากฏการณ์ติดพันที่ซัดกันมาแล้วหลายยก นัวเนียทั้งประเด็นการทลายผลประโยชน์การผูกขาดของขุมข่ายบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ไล่ไปถึงการต่อต้านโรงไฟฟ้าถ่านหิน

สะท้อนว่า ปมพลังงานคืออีกหนึ่งโจทย์ยากของการปฏิรูป

แต่นั่นไม่เท่ากับว่า ในขณะที่งานปฏิรูปเริ่มเดินเครื่อง พร้อมๆกับการก่อตัวของแรงเสียดทานที่ขยับตีคู่กันมา

ตามจังหวะที่สวนทางกันก็คือต้นทุนหน้าตัก

จากผลการสำรวจความนิยมของ คสช.ที่คะแนนลดลง จน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้าคสช.ยอมรับตามตรงว่า เสียกำลังใจ

โดยนัยสัญญาณ “จุดขาย” ท็อปบูตเริ่มสู้สินค้าเก่ายี่ห้อ “ทักษิณ” ไม่ได้

หรืออีกความหมายหนึ่งก็คือระดับความคาดหวังของประชาชนต่อการปฏิรูปเริ่มไม่ชัดเจน

โอกาสสำเร็จมากน้อยแค่ไหน

อย่างไรก็ตาม ในขณะที่ คสช.ฝ่ายคุมเกมอำนาจในเมืองไทยกำลังเจอสถานการณ์ยากขึ้นตามลำดับ ตัดฉากไปอีกด้านกลับอยู่ในสถานการณ์ผ่อนคลาย

อารมณ์สบายๆ ชิลๆ

อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร กับอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร พร้อมด้วยบุตรชาย ที่กำลังอยู่ในโปรแกรมเดินสายท่องเที่ยวไล่จากประเทศญี่ปุ่นต่อมาที่ประเทศจีน

มีความสุขกับการดูม้า อุ้มหมี ชมกำแพงเมืองจีนตามประสาลุง แม่ หลาน

ไม่ได้ส่ออาการท้าทายฝ่ายคุมเกมอำนาจแต่อย่างใด

แต่มองให้ลึกกว่านั้น “ทักษิณ–ยิ่งลักษณ์” กำลังใช้เหลี่ยมโคตรเซียนการตลาด

เดินยุทธศาสตร์สองเด้ง เลี้ยงกระแสกองหนุนที่เมืองไทย อีกนัยหนึ่งก็ได้เหลี่ยมเกมการทูตแสดงให้เห็นว่าทั้งจีนและญี่ปุ่นมหาอำนาจแห่งเอเชียเปิดพื้นที่อดีตผู้นำสองพี่น้องของไทย

เบิ้ลกลับแรงกดดันจากภายในเมืองไทยที่กำลังโดนต้อนเข้ามุมอับ

กับจังหวะที่นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้สั่งบรรจุวาระตามที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ส่งสำนวนถอดถอนอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ในความผิดฐานละเลยให้เกิดการทุจริตโครงการรับจำนำข้าว เป็นวาระพิเศษ ในวันที่ 12 พฤศจิกายนนี้

ตามรูปการณ์ที่หลายฝ่ายจับตาว่านี่คือ “จุดหักเห” สำคัญ

“ทักษิณ–ยิ่งลักษณ์” สองพี่น้องขยับในห้วงสถานการณ์คับขัน มันต้องมีนัยแฝงแน่

และโดยจังหวะก็ช่างบังเอิญพอดิบพอดี

กับโปรแกรมที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ในฐานะ “พี่ใหญ่บูรพาพยัคฆ์” ก็มีภารกิจเดินทางไปเยือนกรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่28– 31ตุลาคม

และก็ยิ่งบังเอิญเข้าไปใหญ่ เมื่ออดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ได้แจ้งขอเลื่อนกำหนดการเดินทางกลับประเทศไทยกับทาง คสช. ไปอีกระยะหนึ่ง จากเดิมมีกำหนดเดินทางกลับในวันที่ 26 ตุลาคม

ห้วงเวลาคาบเกี่ยวกัน

แน่นอนโดยความบังเอิญ 2 ช็อต มันก็เลยเข้าเค้าแบบที่มีกระแสลอยลม

พล.อ.ประวิตรแวบไปพบกับอดีตนายกฯทักษิณและอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ที่เมืองจีน

แอบเคลียร์ปัญหากันในที่ลับ

ข่าวลือมีน้ำหนักจน พล.อ.ประยุทธ์ต้องออกมาปฏิเสธด้วยท่าทีขึงขัง

“บ้า จะไปเกี่ยวกันได้อย่างไร จะไปคุยอะไร จะไปคุยกับเขาทำไม ไม่เจอหรอก ไปเจอกันไม่ได้อยู่แล้ว และเรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องห้าม เขารู้และมีวิจารณญาณ รู้ถึงความเหมาะสม เป็นผม ผมก็ไม่เจอ แม้จะบอกว่าเจอเพราะพักโรงแรมเดียวกัน ผมก็ไม่เจอ ผมเจอไม่ได้”

กระนั้นก็ดี พล.อ.ประยุทธ์เคลียร์ชัดขนาดนี้ ก็ใช่ว่าจะจบ

นั่นก็เพราะโดยเหตุแห่งการเชื่อมโยง มันก็ใช่จะไม่มีร่องรอยให้เห็น

เบื้องต้นเลยมีการตั้งข้อสังเกตว่า ที่ผ่านมาพ.ต.ท.ทักษิณไม่เคยเคลื่อนไหวหรือให้สัมภาษณ์โจมตี คสช.ดิสเครดิตฝ่ายยึดอำนาจ เหมือนเมื่อครั้งการตอบโต้กับ คมช.

สอดรับกับมุมที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง แกนนำพรรคเพื่อไทย ออกมาวิเคราะห์ฟันธงเลยว่า คสช.ยึดอำนาจรอบนี้ ช่วยให้อดีตนายกฯทักษิณแฮปปี้ที่สุด ได้กำไรมากกว่าใคร

เพราะช่วยแก้ปัญหาการเมืองในพรรคเพื่อไทยให้หลายๆเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นภาวะที่แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงกำลังเคลื่อนไหวจนกระทบกระทั่งกับรัฐบาลในตอนนั้น ปัญหาความวุ่นวายหลายอย่างในปลายรัฐบาลที่ทำอะไรลำบาก

ประเมินจากอาการ “ทักษิณ” แกะรอยตามมุมวิเคราะห์ของ “เฉลิม”

แต่ที่มีน้ำหนักมากจริงๆก็คือสถานะของ “ยิ่งลักษณ์”

ว่ากันตามปรากฏการณ์ตั้งแต่ก่อนมาประเทศจีนและญี่ปุ่น อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ขออนุญาตจาก คสช.ก็ได้รับอนุมัติอย่างไม่มีเงื่อนไข

เช่นเดียวกันอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์และอดีตนายกฯทักษิณก็ยอมยกเลิกโปรแกรมเดินทางไปทำบุญที่ประเทศอินเดียร่วมกับเครือญาติและทีมงานพรรคเพื่อไทยแต่โดยดี ด้วยเหตุไม่อยากให้ คสช.ไม่สบายใจเพราะถูกมองเป็นความเคลื่อนไหวทางการเมือง

เรื่องของเรื่องสายสัมพันธ์ของ “ยิ่งลักษณ์” กับขุนทหาร ถูกคอกันมาตั้งแต่สมัยเป็นนายกฯ

ความเกรงอกเกรงใจ อารมณ์ผูกพันนั้นมีแน่

สรุปโดยสถานการณ์ว่ากันตามท้องเรื่อง มันก็ไม่แปลกที่ความบังเอิญในคิวที่อดีตนายกฯทักษิณกับอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์พำนักอยู่ในเมืองจีนห้วงจังหวะเดียวกับ พล.อ.ประวิตร

จะถูก “มโน” ว่า มีการแอบ นัดพบกัน

ที่สำคัญจากกระแสข่าวลือได้พัฒนาการไปเป็นความเชื่อโดยสมบูรณ์

นั่นก็เพราะโลกแห่งความเป็นจริงมันยากจะปฏิเสธได้

ตราบใดที่ยุทธศาสตร์ “ทักษิณ” ในการต่อสู้เพื่อกรุยทางกลับบ้านอย่างเท่ๆยังคงเป็นเงื่อนไข “อุดตัน” ขวางการปฏิรูปประเทศไทย

โดยสถานการณ์ขัดแย้งรุนแรง วิกฤติความแตกแยกในประเทศไทยจะไม่จาง ถ้ายังไปกันคนละทางอย่างที่ผ่านมา 8–9 ปี

โอกาสไปสู่การปฏิรูปเป็นไปได้ยาก

ที่สำคัญสังเกตได้จากการรัฐประหารรอบนี้มีการเตรียมการมาอย่างดี มีระเบียบแบบแผนรองรับทุกขั้นตอนไม่มีแรงต้านจากขั้วอำนาจเก่าใหม่แต่อย่างใด

เหมือนกับยอมเปิดทางให้ทหารเข้ามาเคลียร์ให้จบๆกันไป

เพราะหากยังยื้อยุดฉุดกระชากกันอยู่ ประเทศชาติก็ติดล็อก ล่มจมด้วยกันทุกฝ่าย

และนั่นก็นำมาซึ่งโรดแม็ป คสช.ที่วางเป้าหมายสลายสีเสื้อเพื่อนำไปสู่ความปรองดองของคนในชาติ มันก็มีเหตุผลในการสร้างบรรยากาศไปสู่การปฏิรูป

ทั้งหมดทั้งปวงประเมินจากเงื่อนสถานการณ์ อย่างไรก็ต้องพึ่งแนวทางการเจรจาลับ

คิว “ฮั้ว” แก้ปม “อุดตัน” ต้องมีแน่

แต่โจทย์มันอยู่ที่ คสช.ก็ต้องประคองน้ำหนักให้ดีๆ

เพราะหากยอมเปิดทางให้ “นายใหญ่” ไปถึงสุดซอย แนวร่วมฝ่ายต้านระบอบ “ทักษิณ” ก็คงอาละวาด ฐานโดนหลอกให้เหนื่อยฟรี

ตรงกันข้าม ถ้าไล่บี้ “ทักษิณ” มากไป เครือข่ายเสื้อแดงและพรรคเพื่อไทยก็ต้องปักหลักสู้ตาย

เหนืออื่นใด ทุกฝ่ายทุกขั้วรู้กันอยู่แก่ใจ นี่คือโอกาสสุดท้ายแล้ว

ถ้า “อำนาจพิเศษ” ยังเอาไม่อยู่ ก็จบกัน.

ทีมการเมือง

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ยุทธศาสตร์ทักษิณอุดตันปฏิรูปวิเคราะห์การเมืองทีมการเมือง

ข่าวแนะนำ

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้