วันศุกร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
เจาะสัญญาณอันตราย สื่ออาเซียนเสี่ยงภัยเพิ่ม

เจาะสัญญาณอันตราย สื่ออาเซียนเสี่ยงภัยเพิ่ม

  • Share:

กดดัน–นักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชนชุมนุมกันที่นครย่างกุ้งของเมียนมาร์ เพื่อเรียกร้องให้กองทัพไต่สวนข้อเท็จจริงกรณีนายออง จอว์ นาย หรือที่รู้จักในนาม “โค พาร์ จี” ผู้สื่อข่าวอิสระชาวเมียนมาร์ เสียชีวิตอย่างมีเงื่อนงำหลังถูกทหารควบคุมตัวขณะเข้าไปรายงานสถานการณ์ไม่สงบที่รัฐคะฉิ่น ทางเหนือของเมียนมาร์ เมื่อ 26 ต.ค. (รอยเตอร์)

ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา “กระแสลมแห่งความเปลี่ยนแปลง” ดูจะพัดโชยในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นับตั้งแต่เมียนมาร์เริ่มเปิดตัวเองสู่โลกภายนอก และอดีตรัฐบาลทหารยอมถอดเครื่องแบบพร้อมประกาศตัวว่าจะเป็นผู้นำการปฏิรูปการปกครองไปสู่ระบอบที่ “ฟังเสียงประชาชน” มากขึ้น รวมถึงหลายประเทศมีการจัดการเลือกตั้งและมีรัฐบาลขึ้นมาบริหารประเทศด้วยมติเอกฉันท์ เรื่อยมาจนถึงชัยชนะของนายโจโก วิโดโด ประธานาธิบดีอินโดนีเซียคนแรกที่ได้รับเลือกมาดำรงตำแหน่งสำคัญทั้งที่ไม่มีประวัติใดเกี่ยวโยงกับ “ขั้วอำนาจเก่าในกองทัพ” ซึ่งเพิ่งผ่านพ้นไปหมาดๆ ทำให้ดูเหมือนว่าการพัฒนาทางการเมืองในภูมิภาคจะมุ่งหน้าสู่ทิศทางที่เปิดกว้างมากขึ้น

แต่โล่งอกโล่งใจกันได้ไม่นาน กระแสลมแห่งความเปลี่ยนแปลงก็หวนคืนสู่ทิศทางเดิมๆ!!

โดยเฉพาะสถานการณ์ในเมียนมาร์ กัมพูชา เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย รวมถึงไทย ซึ่งการแสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์ผู้มีอำนาจในสังคมกลายเป็น “สิ่งต้องห้าม” ทั้งยัง “เป็นภัย” ต่อผู้ที่ตั้งคำถามสวนกระแส ซึ่งกลุ่มคนที่ตกอยู่ในภาวะเสี่ยงภัยส่วนหนึ่งรวมถึง “สื่อมวลชน” ในแต่ละประเทศด้วย

แต่สถานการณ์ที่รุนแรงที่สุดเห็นจะได้แก่ “ฟิลิปปินส์” ซึ่งเคยเกิดเหตุสังหารหมู่นักข่าวและเจ้าหน้าที่ด้านสื่อ รวม 58 ราย ที่ จ.มากินดาเนา ตอนใต้ของฟิลิปปินส์ เมื่อเดือน พ.ย.2552 ถือเป็นคดีสะเทือนขวัญทั่วโลก แต่แม้ว่าจะมีหลักฐานมากมาย ที่เชื่อมโยงว่าลูกชายอดีตผู้ว่าการจังหวัดเป็นผู้อยู่เบื้องหลังโศกนาฏกรรมดังกล่าว แต่เจ้าหน้าที่รัฐกลับมิอาจนำตัวผู้กระทำความผิดมารับโทษได้ และพยานอย่างน้อย 3 รายไม่ได้รับการคุ้มครองใดๆ จากรัฐบาล จนทำให้พวกเขาถูกลอบสังหาร และหลังจากนั้นยังมีสื่อฟิลิปปินส์ถูกฆาตกรรมเพิ่มอีก 33 ราย โดยที่ตำรวจก็ไม่อาจจับตัวผู้ก่อเหตุมาลงโทษ ได้เลยสักรายเช่นกัน

นอกจากนี้ เหตุการณ์สังหารหมู่สื่อมวลชนที่มากินดาเนากำลังจะครบรอบปีที่ 5 ในวันที่ 23 พ.ย.ที่จะถึง ขณะที่สถิติรวมผู้สื่อข่าวที่เสียชีวิตในฟิลิปปินส์มีจำนวนกว่า 171 ราย นับตั้งแต่ พ.ศ. 2529 เป็นต้นมา ถือเป็นสถิติที่สูงที่สุดในภูมิภาค ส่วน “อิรัก” เป็นประเทศมีผู้สื่อข่าวเสียชีวิตมากที่สุดในโลก แต่ก็มีนัยสำคัญบางประการแตกต่างจากการเสียชีวิตของสื่อฟิลิปปินส์ เพราะสื่อมวลชนที่เสียชีวิตในอิรักส่วนใหญ่เกิดจากถูกลูกหลงขณะปฏิบัติหน้าที่รายงานข่าวการต่อสู้หรือเหตุปะทะกันของกลุ่มติดอาวุธ แต่การเสียชีวิตของสื่อในฟิลิปปินส์มากกว่าครึ่งเกิดจากการ “ฆาตกรรม” ซึ่งพุ่งเป้าโจมตีผู้สื่อข่าวโดยตรง อันเป็นผลจากการรายงานข่าวที่อาจขัดแย้งกับกลุ่มอิทธิพลในท้องถิ่น

ด้วยเหตุนี้ สหภาพแรงงานสื่อมวลชนแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (South East Asian Journalists Union : SEAJU) ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อ 17 มิ.ย.2556 จากการรวมตัวกันขององค์กรตัวแทนสื่อมวลชนในภูมิภาค พร้อมด้วยสมาพันธ์ผู้สื่อข่าวระหว่างประเทศ (International Federation of Journalists) ได้ร่วมกันจัดการประชุมสถานการณ์ด้านสื่อมวลชน ระหว่างวันที่ 28-29 ต.ค. ที่เมืองมะละกา รัฐมะละกา มาเลเซีย โดยมีตัวแทนจากกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งกัมพูชา ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ติมอร์ เลสเต และไทย รวมถึงตัวแทนองค์กรในประเทศ พันธมิตรอย่างออสเตรเลียเข้าร่วมอย่างพร้อมหน้า

ขังคุก–ศาลใน จ.ปาปัวตะวันออกของอินโดนีเซีย ตัดสินลงโทษจำคุก 2 เดือนครึ่งแก่ น.ส.วาลองทีน บูร์ราต์ (ซ้าย) และนายโตมาส์ ด็องดัวส์ (ขวา) ผู้สื่อข่าวโทรทัศน์ชาวฝรั่งเศส ฐานลักลอบเข้าไปรายงานข่าวใน จ.ปาปัวฯ (เอพี)

ที่ประชุมมีมติผลักดันให้เกิดความร่วมมือรณรงค์ เพื่อยุติการทำร้ายและคุกคามสื่อมวลชนในภูมิภาค โดยจะเป็นการรับไม้ต่อจากสหประชาชาติซึ่งได้ประกาศ อย่างเป็นทางการให้วันที่ 2 พ.ย.ของทุกปีเป็นวันต่อต้านการละเว้นการลงโทษผู้กระทำผิดต่อสื่อมวลชน (International Day to End Impunity for Crimes) ซึ่งเริ่มตั้งแต่ปี 2557 เป็นต้นไป โดยเป้าหมายของวันนี้มีขึ้นเพื่อกดดันไม่ให้มีการปล่อยผู้ลงมือหรือผู้บงการการฆาตกรรมสื่อมวลชน “ลอย นวล” รวมถึงผู้ก่อเหตุคุกคามและทำร้ายผู้สื่อข่าวที่ยังไม่ได้รับโทษด้วย

แต่แม้องค์กรสื่อระหว่างประเทศจะพยายามร่วมมือกัน แต่สถานการณ์ด้านสื่อในประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังถือว่าน่าเป็นห่วง โดยที่เมียนมาร์ ผู้สื่อข่าวและบรรณาธิการ 5 รายถูกจับกุมและลงโทษจำคุกเป็นเวลานานนับสิบปีเพราะรายงานข่าวเปิดโปงการบุกรุกที่ดินของเจ้าหน้าที่กองทัพ รวมถึงผู้สื่อข่าวอิสระ “ออง จอว์ นาย” ซึ่งเสียชีวิตอย่างมีเงื่อนงำหลังถูกเจ้าหน้าที่ทหารควบคุมตัวขณะเข้าไปปฏิบัติหน้าที่รายงานสถานการณ์ไม่สงบในรัฐคะฉิ่น ทางเหนือของเมียนมาร์ช่วงเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา

ส่วนกรณีของกัมพูชา รัฐบาลฟ้องร้องผู้สื่อข่าวที่วิพากษ์วิจารณ์นโยบายรัฐบาลด้วยข้อหา “ก่อให้เกิดความแตกตื่นในสังคม” นับตั้งแต่เกิดการชุมนุมประท้วงต่อต้านผลการเลือกตั้งใหญ่ตั้งแต่ปี 2556 เป็นต้นมา และรัฐบาลยังปิดโอกาสสื่อมวลชนไม่ให้มีส่วนร่วมในการพิจารณากฎหมายสื่อตามที่เคยให้คำมั่นสัญญาไว้ว่าจะมีการปฏิรูปให้ตัวบทกฎหมายมีความทันสมัยและเป็นธรรมกับผู้สื่อข่าวมากขึ้น

ด้านรัฐบาลเวียดนามและมาเลเซียพุ่งเป้าจับกุมและควบคุมบล็อกเกอร์โทษฐานเผยแพร่ข้อมูลปลุกระดมให้มีการต่อต้านรัฐบาล ส่วนกรณีของไทยซึ่งมีการขอความร่วมมือสื่อทุกประเภทมิให้นำเสนอข้อมูลที่ก่อความไม่สบายใจให้กับ “ท่านผู้นำ” ก็ได้รับการกล่าวถึงอย่างเป็นห่วงเป็นใยในการประชุมครั้งนี้ไม่แพ้กัน ขณะที่เมื่อ 26 ต.ค.ที่ผ่านมา ศาลอินโดนีเซียเพิ่งสั่งจำคุกผู้สื่อข่าวชาวฝรั่งเศส 2 ราย ซึ่งเข้าไปรายงานข่าวเหตุการณ์ไม่สงบและผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากกลุ่มทุนใน จ.ปาปัวฯ ของอินโดนีเซีย โดยศาลระบุว่า ผู้สื่อข่าวทั้งสองรายลักลอบเข้าไปในพื้นที่โดยไม่ขออนุญาตจากเจ้าหน้าที่รัฐบาล ซึ่งทั้งหมดถือว่าเป็นการคุกคามสื่ออย่างเป็นระบบทั้งสิ้น.

ตติกานต์ เดชชพงศ

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้