วันอังคารที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ครม.อู้ฟู่ 6 พันล้าน บิ๊กตู่ ‘128’ พท.ไล่บี้-ปม 540 ล.

ครม.อู้ฟู่ 6 พันล้าน บิ๊กตู่ ‘128’ พท.ไล่บี้-ปม 540 ล.

  • Share:

ให้แจกแจงขายที่ดิน‘มรดกพ่อ’ ปชป.ขู่ไม่สอย‘ปู’ กปปส.คืนชีพ ศาลยกฟ้อง‘เมกะน้ำ’3.5แสนล.

เปิดเซฟ ครม. “ประยุทธ์ 1” รวยสุด “หม่อมอุ๋ย” มีเป็นฟ่อน 1.4 พัน ล. เหลือเชื่อกรุ “บิ๊ก ณรงค์” มีไม่ถึง 7 ล. “บิ๊กตู่กับเมีย” ท้วมๆ 128 ล. ร่อนเอกสารแจงมรดกพ่อ 540 ล.ยกให้น้อง-ลูกแบ่งกัน “ดาว์พงษ์” งัดมาโชว์เกือบ 94 ล. พร้อมเก๋งปอร์เช่ราคา 7.5 ล. อีกคัน รวมมหาสมบัติ 33 รมต.มีรวมกันกว่า 6 พัน ล. “ประชาธิปัตย์” ขู่ สนช.เมินโหวตสอย “ปู” คดีข้าวอาจเจอม็อบนกหวีดคืนชีพ นายกฯลั่นข้าวหายต้องมีคนรับผิดชอบ “บิ๊กตู่” ปลื้มเยือนเขมรสัมพันธ์ดีมาก ลุยตั้งทีมไทย-เขมรคุยแหล่งก๊าซมหึมาตามแนวพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล ศาล ปค.ยกฟ้องคดีเมกะนํ้า 3.5 แสนล้านยุค “ปู” ชี้ความผิดอาญาเป็นเรื่องนอกเหนืออำนาจ

คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้เปิดเผยบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินรัฐมนตรีในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กรณีเข้ารับตำแหน่ง เมื่อวันที่ 4 กันยายน จำนวน 33 ราย รวม 35 ตำแหน่ง

ป.ป.ช.เปิดเซฟ ครม. “ประยุทธ์ 1”

เมื่อเวลา 08.30 น. ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จ.นนทบุรี สำนักงาน ป.ป.ช.เปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของ ครม.รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กรณีเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 4 ก.ย.57 จำนวน 33 คน มีบัญชีทรัพย์สินที่น่าสนใจคือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีทรัพย์สิน 102,317,152 บาท ประกอบด้วยเงินฝาก 58,967,022 บาท เงินลงทุน 23,072,380 บาท ที่ดิน จ.เพชรบุรี และ จ.เชียงใหม่ มูลค่า 2,284,750 บาท โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง 2 ล้านบาท ยานพาหนะ 4 คัน รวมมูลค่า 11.8 ล้านบาท ทรัพย์สินอื่น 4,193,000 บาท มีของสะสมเป็นนาฬิกาหรูยี่ห้อดัง จำนวน 9 เรือน เช่น โรเล็กซ์ ปาเต๊กฟิลิปส์ ปืนพก ปืนยาวลูกกรด ปืนลูกซอง จำนวน 9 กระบอก และแหวนทองคำ สร้อยคอทองคำ ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ยังมีหนี้สินที่เป็นการกู้เงินจากธนาคารออมสิน สาขาสวนจิตรลดา ซึ่งกู้ร่วมกับคู่สมรสคนละ 327,372 บาท

“บิ๊กตู่-เมีย” โชว์กรุ 128 ล้าน

ขณะที่นางนราพร จันทร์โอชา คู่สมรส มีทรัพย์สิน 26,347,382 บาท ประกอบด้วย เงินฝาก 7,977,382 บาท ที่ดิน 5,350,000 บาท โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง 2 ล้านบาท ยานพาหนะ 3.5 ล้านบาท ทรัพย์สินอื่น 7,520,000 บาท รวมแล้ว พล.อ.ประยุทธ์และคู่สมรสมีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 128,009,790 บาท ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์และคู่สมรสไม่ยอมโชว์รูปบ้านและรูปทรัพย์สินมีค่าอื่นๆในบัญชีทรัพย์สินที่เปิดเผยต่อสาธารณชน โดยแจ้งเพียงมูลค่าทรัพย์สินอย่างเดียวเท่านั้น เนื่องจากเกรงเรื่องความปลอดภัยในทรัพย์สิน

เงินมรดก 540 ล้านยกให้น้อง-ลูก

ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ได้ยื่นเอกสารหนังสือการซื้อขายที่ดินต่อ ป.ป.ช. ซึ่งการเป็นการซื้อขายที่ดิน 9 โฉนด ย่านบางบอน กทม. ระหว่าง พ.อ.ประพัฒน์ จันทร์โอชา บิดา ขายให้กับบริษัท 69 พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด เป็นจำนวนเงิน 600 ล้านบาท ซึ่งมีการทำหนังสือ สัญญาซื้อขายเมื่อวันที่ 9 พ.ค.56 ต่อมา พ.อ.ประพัฒน์ได้โอนเงินจำนวน 540 ล้านบาท เข้าบัญชีธนาคารให้แก่ พล.อ.ประยุทธ์ เมื่อวันที่ 10 พ.ค.56 ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ได้แจ้งต่อ ป.ป.ช.ว่า ได้นำเงินจำนวนดังกล่าวคืนเป็น เงินกองกลางให้พ่อและน้อง จำนวน 267,999,594 บาท และมอบให้ลูก 198,500,000 บาท รวม 466,499,594 บาท

“2 หม่อม” รวยสุดระดับพันล้าน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับรัฐมนตรีที่รวยที่สุดใน ครม.ได้แก่ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี มีทรัพย์สิน 1,378,394,902 บาท โดยเป็นทรัพย์สินในส่วนเงินลงทุนถึง 831.3 ล้านบาท รองลงมาได้แก่ ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มีทรัพย์สิน 1,315,332,228 บาท โดยทรัพย์สินส่วนใหญ่เป็นที่ดิน มีมูลค่าถึง 1,152,124,750 บาท และนายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา รมว.เกษตรและสหกรณ์ มีทรัพย์สิน 830,523,789 บาท โดยนางวัฒนพร พึ่งบุญ ณ อยุธยา คู่สมรส มีของสะสมเป็นแหวนเพชร-ทอง จำนวน 408 วง มูลค่า 276 ล้านบาท ตุ้มหูเพชรทอง จำนวน 227 คู่ มูลค่า 63 ล้านบาท และสร้อยคอเพชร-ทอง จำนวน 61 เส้น มูลค่า 59 ล้านบาท

เหลือเชื่อ “บิ๊กณรงค์” มีไม่ถึง 7 ล.

ส่วน ครม.ที่จนที่สุดคือ พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย รมว.ศึกษาธิการ มีทรัพย์สิน 6,948,378 บาท อย่างไรก็ตาม พล.ร.อ.ณรงค์ได้แจ้งสถานภาพสมรสต่อ ป.ป.ช. แต่ไม่มีการแจ้งบัญชีทรัพย์สินของนางอัชรา พิพัฒนาศัย คู่สมรส ให้ ป.ป.ช.ทราบ

“บิ๊กป้อม” 87 ล.-“บิ๊กป๊อก” 37 ล.

ขณะที่บรรดานายทหารใน ครม.อาทิ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม มีทรัพย์สิน 87,373,757 บาท โดยเป็นเงินฝากในบัญชีธนาคาร 11 บัญชี ถึง 53.1 ล้านบาท ขณะที่ทรัพย์สินที่เหลือเป็นจำพวกเงินลงทุน โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง ที่ดิน ยานพาหนะ พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.ต่างประเทศ และคู่สมรส มีทรัพย์สิน 186,033,607 บาท พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย และคู่สมรส มีทรัพย์สิน 37,790,130 บาท ส่วนใหญ่เป็นเงินฝากในบัญชีธนาคาร ที่ดิน โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง โดยนางกุลยา เผ่าจินดา คู่สมรส มีของสะสมจำพวกเครื่องประดับ เช่น แหวนเพชร สร้อยข้อมือเพชร ต่างหูเพชร นาฬิกาโรเล็กซ์ รวม 11 รายการ มูลค่า 9.3 ล้านบาท พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม และคู่สมรส มีทรัพย์สิน 54,634,679 บาท โดยมีของสะสมเป็นพระเลี่ยมทอง แหวนทองคำ นาฬิกา

“ดาว์พงษ์” อวดปอร์เช่ 7.5 ล.

พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รมว.คมนาคมและคู่สมรส มีทรัพย์สิน 25,455,772 บาท พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และคู่สมรส มีทรัพย์สิน 93,959,333 บาท ทั้งนี้ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้แจ้งต่อ ป.ป.ช.ด้วยว่า มีรถยนต์ PORCHE 1 คัน รุ่นปี 2013 มูลค่า 7.5 ล้านบาทด้วย พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.พาณิชย์ และคู่สมรส มีทรัพย์สิน 33,280,755 บาท พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รมช.ศึกษาธิการ และคู่สมรส มีทรัพย์สิน 16,830,032 บาท พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รมว.การพัฒนาสังคมฯ และคู่สมรส มีทรัพย์สิน 78,989,028 บาท พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม และคู่สมรส มีทรัพย์สิน 51,789,420 บาท พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.แรงงาน และคู่สมรส มีทรัพย์สินทั้งสิ้น 26,128,345 บาท

“วิษณุ-ลุงหมาย” ท้วมๆ ร้อยกว่า ล.

ด้านทรัพย์สินของ ครม.คนอื่น อาทิ นายยงยุทธ ยุทธวงศ์ รองนายกรัฐมนตรี มีทรัพย์สิน 88,674,649 บาท นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี และ คู่สมรส มีทรัพย์สิน 116,847,346 บาท นายสมหมาย ภาษี รมว.คลัง และคู่สมรส มีทรัพย์สิน 113,437,743 บาท ในจำนวนนี้มีทรัพย์สินเป็นห้องชุดโครงการอันดามันบีชคอนโดมิเนียม จ.ภูเก็ต จำนวน 2 ยูนิต มูลค่า 43 ล้านบาท และ 20 ล้านบาท ตามลำดับรวมมูลค่า 63 ล้านบาท นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และคู่สมรส มีทรัพย์สิน 21,568,860 บาท นายดอน ปรมัตถ์วินัย รมช.ต่างประเทศ และคู่สมรส มีทรัพย์สิน 138,127,316 บาท นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา และคู่สมรส มีทรัพย์สิน 305,195,196 บาท

รวมสมบัติ ครม.มีกว่า 6 พัน ล.

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมช.คมนาคม มีทรัพย์สิน 23,639,580 บาท นายพรชัย รุจิประภา รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และคู่สมรส มีทรัพย์สิน 108,989,207 บาท นายณรงค์ชัย อัครเศรณี รมว.พลังงาน และคู่สมรส มีทรัพย์สิน 283,710,881 บาท นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมช.พาณิชย์ และคู่สมรส มีทรัพย์สิน 29,429,846 บาท นายสุธี มากบุญ รมช.มหาดไทย และคู่สมรส มีทรัพย์สิน 61,893,427 บาท นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รมว.วัฒนธรรม มีทรัพย์สิน 27,509,509 บาท นายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รมว.วิทยาศาสตร์ มีทรัพย์สิน 68,436,865 บาท นายกฤษณพงศ์ กีรติกร รมช.ศึกษาธิการ มีทรัพย์สิน 55,162,201 บาท นายรัชตะ รัชตะนาวิน รมว.สาธารณสุข และคู่สมรส มีทรัพย์สิน 140,239,300 บาท นพ.สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ รมช.สาธารณสุขและคู่สมรส มีทรัพย์สิน 38,980,221 บาท นายจักรมณฑ์ ผาสุกวนิช รมว.อุตสาหกรรม และคู่สมรส มีทรัพย์สิน 51,736,008 บาท

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับทรัพย์สินรวมของ ครม.รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จำนวน 33 คน มีจำนวนทั้งสิ้น 6,025,052,109 บาท หากคิดเฉพาะ ครม.ที่เป็นนายทหารระดับนายพล จำนวน 12 คน มีทรัพย์สินรวม 748,233,998 บาท

พท.บี้ “ประยุทธ์” เคลียร์เงินมรดก

นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สมาชิกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 128 ล้านบาทว่า รายการที่เป็นเงินฝาก 58 ล้านบาทเศษ มีดอกเบี้ยสูงถึง 14 ล้านบาท ซึ่งไม่สอดคล้องกัน จึงตั้งข้อสังเกตว่า เหตุที่ดอกเบี้ยสูงถึงขนาดนั้น น่า จะเป็นดอกเบี้ยที่ได้จากเงินขายที่ของบิดา และเงินที่ให้กับลูก 198 ล้านบาท ด้วยหรือไม่ ทั้งนี้วงเงิน ที่ได้จากการขายที่และมีการแบ่งกันในครอบครัว ยังเขียนไม่ชัดเจนว่าเป็นที่บริเวณใด เนื้อที่เท่าไหร่ และขายได้เท่าไหร่ ที่เห็นผ่านสื่อก็มาจากการให้สัมภาษณ์ของ พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา ผู้ช่วย ผบ.ทบ. ที่ระบุว่าขายที่ได้ประมาณ 400 ล้านเท่านั้น และ พล.อ.ปรีชา กับ พล.อ.ประยุทธ์ ก็ควรจะได้รับเงินดังกล่าวเท่าๆกัน ประมาณคนละ 100 ล้าน เพราะมีพี่น้อง 4 คน จึงร้องขอให้ พล.อ.ประยุทธ์ออกมาพูดชี้แจงและแสดงหลักฐาน เช่นสัญญาซื้อขายที่ดินให้ชัดเจน ว่าที่ที่ขายได้มีพื้นที่เท่าไหร่ และเป็นที่ที่ไหน ทำให้นักการเมืองและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ได้เห็นเป็นตัวอย่างของความโปร่งใส

นายกฯไม่ดุ-ไม่กลัวคนตรวจสอบ

ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงการแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อ ป.ป.ช.ว่า ได้มีการเปิดเผยต่อสาธารณะแล้ว เมื่อถามว่าการแจ้งบัญชีส่วนหนึ่งแจ้งว่ามีหนี้สินเปิดเผยได้หรือไม่ว่าเป็นหนี้สินที่เกิดจากอะไรนำไปลงทุนอะไร พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า จำรายละเอียดไม่ได้ แต่น่าจะเป็นเรื่องการนำไปซื้อกองทุนต่างๆ ตนไม่ใช่นักธุรกิจไม่อยากให้ถามอย่างนี้เลย แต่ก็สามารถตรวจสอบได้ ตนไม่ได้กลัวอะไรอยู่แล้ว ความจริงตนควรจะไปตอบกับฝ่ายกฎหมายมากกว่า ต้องขอบคุณทุกๆคนยืนยันว่าตนจะทำให้ดีที่สุด ไม่ได้มีเจตนาอะไรทั้งสิ้น ก็ขอให้ลดปัญหาลงไปบ้าง

ปชป.ขู่ไม่สอย “ปู” จะปลุกม็อบ

ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายถาวร เสนเนียม อดีต ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ อดีตแกนนำ กปปส. แถลงว่า วันนี้ถือเป็นวันครบรอบ 1 ปีการชุมนุมของมวลมหาประชาชนเพื่อเรียกร้องให้มีการปฏิรูปประเทศจากนักการเมืองที่ทุจริตคอร์รัปชันและระบบเผด็จการรัฐสภา หนึ่งในข้อเรียกร้องคือ การถอดถอนนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภาและนายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา รวมถึง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่ง ป.ป.ช.ส่งเรื่องไปยัง สนช. เพื่อพิจารณาถอดถอน แต่สมาชิก สนช.กลับมีแนวความคิดแตกออกเป็น 2 ส่วน สำหรับการถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ที่ สนช.นัดพิจารณาในวันที่ 12 พ.ย.ยืนยันว่า สนช.มีอำนาจถอดถอนตามกฎหมาย ป.ป.ช.ได้ และเป็นหน้าที่หลัก ซึ่งหาก สนช.ไม่รับเรื่องถอดถอนนายสมศักดิ์และนายนิคมไว้พิจารณาโดยอ้างว่าไม่มีอำนาจ ก็อาจเผชิญหน้ากับมวลมหาประชาชนแน่ โดยตนจะยื่นเรื่องร้องต่อ ป.ป.ช.เพื่อดำเนินการถอดถอน สนช.ต่อไป

วิป สนช.แจงขั้นตอนไต่สวนคู่กรณี

นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในฐานะกรรมาธิการวิสามัญกิจการ สนช. (วิป สนช.) กล่าวถึงการประชุม สนช. ในวันที่ 6 พ.ย. เพื่อพิจารณาเรื่องถอดถอนนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา และนายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา ว่าเป็นการประชุมเพื่อพิจารณาว่าจะรับหรือไม่รับเรื่องดังกล่าวไว้พิจารณา หากที่ประชุมมีมติรับเรื่องไว้ก็ต้องพิจารณาตามกระบวนการ โดยตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาเพื่อ เชิญผู้ถูกกล่าวหา และ ป.ป.ช.ซึ่งเป็นผู้กล่าวหามาตอบข้อซักถาม คาดว่าจะใช้เวลาอย่างช้าที่สุดไม่เกิน 45 วัน จากนั้นจะนำกลับเข้าสู่การพิจารณาในที่ประชุมใหญ่ เพื่อลงมติถอดถอนหรือไม่ต่อไป แต่หากไม่รับเรื่องก็ตกไป และถือเป็นอันสิ้นสุดกระบวนการ

“ประยุทธ์” ลั่นข้าวล่องหนมีคนผิด

เมื่อเวลา 15.40 น. ที่ท่าอากาศยาน 2 กองบิน 6 (บน.6) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ คสช. ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าในการตรวจสอบสต๊อกข้าวในโครงการรับจำนำข้าวว่า พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.พาณิชย์ ได้ออกมาแถลงข่าวแล้ว ไม่อยากพูดซ้ำ เพราะตัวเลขจะผิด เท่าที่จำได้ ทุกวันมีตัวเลขเยอะมาก มันอาจจะเคลื่อนนิดหน่อย แต่ตัวเลขเท่าที่กระทรวงพาณิชย์พูดนั้นใกล้เคียงกับตน อย่าเอาผิดเอาถูกตรงนั้นเลย แต่ต้องไปดูว่าขั้นตอนต่อไปจะทำอย่างไรดีกว่า

เมื่อถามว่า ความเสียหายที่ผ่านมาในเรื่องข้าวต้องหาผู้รับผิดชอบหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า คำถามและคำตอบอยู่ในตัวมันเองแล้ว เมื่อมีความเสียหายก็ต้องมีผู้รับผิดชอบ อย่างเช่นมีของหายเมื่อมีคนหยิบไป ก็ต้องรับผิดชอบ

จวกแก๊งปล่อยข่าวทุบ “แม้ว—ปู”

นายวรชัย เหมะ อดีต ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย แกนนำ นปช.กล่าวว่า ช่วงนี้เกิดข่าวแปลกๆ เกินเลยความเป็นจริงหลายเรื่อง เช่น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ รวมทั้ง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ถูกทางการจีนจับตัว ทั้งที่ความจริงไม่มี ทางการจีนต้อนรับขับสู้อย่างดี เพราะมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน เช่นเดียวกับเรื่องข้าวที่จู่ๆ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ก็ออกมาแถลงตัวเลขข้าวเสียหายเพิ่มเติมจากวันที่ 1 ส.ค.ที่ผ่านมา แบบไม่น่าเชื่อ จาก 10 เปอร์เซ็นต์เพิ่มเป็น 70 เปอร์เซ็นต์ แบบนี้ก็แสดงว่าข้าวเสียหายในยุค พล.อ.ประยุทธ์มากกว่า แต่น่าจะมีความพยายามโยนไปที่รัฐบาลชุดก่อน ที่องค์กรอิสระ และฝ่ายนิติบัญญัติกำลังจ้องเล่นงานเรื่องนี้อยู่ ต้องการจะถอด ถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ออกจากเส้นทางการเมืองให้ได้

เอียนหน้าเก่าพาเหรดเป็น กมธ.รธน.

นายวรชัยกล่าวว่า สำหรับการร่างรัฐธรรมนูญคราวนี้ก็เห็นชัดเจนแล้วว่าเป็นทีมเดิมหน้าเดิม นำโดยแกนหลัก 3 คน คือ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองประธาน สปช. และตัวเต็งประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ และนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ที่ปรึกษา คสช. รัฐธรรมนูญปี 50 ก็เขียนวันนี้จะมาเขียนใหม่ แต่คาดว่าจะเป็นไปในลักษณะเข้มข้นกว่าเดิม จ้องจัดการนักการเมืองหนักข้อขึ้น ตามแนวทางรัฐธรรมนูญชั่วคราวที่เขียนกันก่อนหน้านี้ ส่วนกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่เลือกกันเข้ามาอีกกว่า 30 คน ส่วนใหญ่ก็เป็นแค่ร่างทรง แต่มีพวก ส.ส.ร.เก่า และกลุ่ม 40 ส.ว.ที่จ้องจะจัดการนักการเมืองอีกฝ่ายหนึ่งอยู่ด้วย อย่างไรก็ตามหากเขียนรัฐธรรมนูญกันออกมาแบบสุดโต่ง ประชาชนไม่ยอมรับ บ้านเมืองอาจเกิดความวุ่นวายขึ้นมาอีก นั่นเท่ากับว่าปฏิวัติเสียของ คสช.ล้มเหลว

“ปู-แม้ว” ไหว้กระดูกบรรพบุรุษ

สำหรับความเคลื่อนไหวของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงเช้า วันที่ 31 ต.ค. น.ส.ยิ่งลักษณ์ พร้อมด้วย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และ ด.ช.ศุภเสกข์ อมรฉัตร หรือน้องไปก์ ขึ้นเครื่องบินส่วนตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ออกจากกรุงปักกิ่งไปยังมณฑลกวางโจว และได้โพสต์ภาพผ่านทางเฟซบุ๊ก Yingluck Shinawatra ในขณะไปเคารพหลุมฝังศพบรรพบุรุษที่เมืองเหมยเซี่ยน มณฑลกวางโจวและโพสต์ข้อความว่า “วันนี้เดินทางมาเพื่อเคารพหลุมฝังศพบรรพบุรุษที่เรียกว่ายายทวด และไปดูบ้านที่แม่เคยอยู่ตอนช่วงอายุ 9 ถึง 13 ขวบ ตอนตามคุณตามาอยู่ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ก่อนอพยพไปอยู่ที่ฮ่องกงและนั่งเรือจากฮ่องกงเพื่อมายังประเทศไทย ยังได้มีโอกาสพบญาติที่ยังเหลืออยู่ในรุ่นหลานรุ่นเดียวกับดิฉันและพี่ชาย ท่านทักษิณได้ใช้เวลาในการสืบหาสถานที่นี้ตั้งแต่ก่อนที่ท่านเป็นนายกฯ จากคำบอกเล่าแม่และท่านเคยเดินทางมาแล้วครั้งหนึ่งสมัยที่มาเยือนเมืองจีนตอนเป็นนายกรัฐมนตรี ที่สำคัญมาครั้งนี้มีข่าวดีได้ไปเคารพหลุมฝังศพและบ้านที่เคยอยู่ของสายพ่อซึ่งมีอายุเกือบ 300 ปี ต้องขอขอบคุณฝ่ายทางการจีน ช่วยสืบหาให้จนพบต้นกำเนิดบรรพบุรุษสายทางพ่อด้วย เป็นเรื่องแปลกที่บรรพบุรุษสายพ่อและแม่ มาจากมณฑลเดียวกัน อยู่ห่างกันเดินทางไปเพียง 3 ชั่วโมง หากเดินทางโดยรถยนต์”

ก.ม.6 ฉ.ค้างเติ่ง—รมต.เลื่อนแจง

เมื่อเวลา 10.00 น. ที่รัฐสภามีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) โดยมีนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม โดยนายพรเพชรได้แจ้งต่อที่ประชุมว่า เนื่องจากรัฐมนตรีที่ชี้แจงร่างกฎหมายติดภารกิจสำคัญจึงขอเลื่อนการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ออกไป 6 ฉบับ ประกอบด้วย 1.ร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่...) พ.ศ. .... (แก้ไขความผิดเกี่ยวกับเพศ) 2.ร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่...) พ.ศ. .... (กําหนดนิยามคําว่า “เจ้าพนักงาน”) 3. ร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมพระราชกําหนดนิติบุคคลเฉพาะกิจเพื่อการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ พ.ศ.2540 พ.ศ. .... 4.ร่าง พ.ร.บ.ธุรกิจสถาบันการเงิน (ฉบับที่...) พ.ศ. .... 5.ร่าง พ.ร.บ.กองทุนพัฒนาระบบสถาบันการเงินเฉพาะกิจ พ.ศ. .... 6.ร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง พ.ศ. ....

นายกฯปลื้มสัมพันธ์เขมรดีมาก

สำหรับภารกิจเยือนราชอาณาจักรกัมพูชาของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 09.00 น. พล.อ.ประยุทธ์ เดินทางไปวางพวงมาลา ที่วิมานเอกราช และเคารพสถูปพระบาทสมเด็จพระนโรดม สีหนุ พระวรราชบิดาแห่งกัมพูชา ที่พระบรมมหาราชวัง จากนั้นไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติกัมพูชา และเยี่ยมชม AEC Business Support Center ที่สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงพนมเปญ

กระทั่งเวลา 12.00 น. พล.อ.ประยุทธ์ไปรับประทานอาหารกลางวันร่วมกับสมาคมนักธุรกิจไทยในกัมพูชา และทีมประเทศไทย โดย พล.อ.ประยุทธ์กล่าวตอนหนึ่งว่า รัฐบาลมีนโยบายมุ่งส่งเสริมภาคธุรกิจไทยในต่างประเทศ โดยเฉพาะในประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งการแสวงหาขยายช่องทางการค้าการลงทุน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น ภาครัฐพร้อมให้การสนับสนุนธุรกิจไทยในกัมพูชาได้อย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตาม กัมพูชาพร้อมที่จะเปิดรับความร่วมมือในรูปแบบใหม่ๆ และจะปรับปรุงกฎระเบียบทางการค้าการลงทุนภายในอย่างต่อเนื่อง

ตั้งทีมคุยแหล่งก๊าซพื้นที่ทับซ้อน

จากนั้นเวลา 15.30 น. พล.อ.ประยุทธ์เดินทางกลับมาถึงประเทศไทยที่ท่าอากาศยาน ทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) โดย พล.อ.ประยุทธ์ให้สัมภาษณ์ว่า สิ่งที่หารือกันคือไทย-กัมพูชา จะมีอนาคตและผลประโยชน์ร่วมกัน สร้างความเข้มแข็งทุกด้าน ตนประทับใจในการต้อนรับให้เกียรติจากฝ่ายกัมพูชาอย่างดียิ่ง โดยตนมีความสัมพันธ์กับสมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชาตั้งแต่เป็น ผบ.ทบ.และระหว่างที่เข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระบรมนาถ นโรดม สีหมุนี กษัตริย์แห่งราชอาณาจักรกัมพูชา โดยตนได้กล่าวถวายถึงพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงพระราชทานอภัยโทษแก่คนไทย นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีกัมพูชาได้แสดงความมั่นใจต่อเสถียรภาพของรัฐบาลไทยในความปลอดภัย และยินดีให้ความร่วมมือทุกเรื่องที่เป็นผลประโยชน์ร่วมกัน ส่วนเรื่องพลังงานได้พูดกันว่าจะดูแลอย่างไร ซึ่ง 2 ประเทศได้ตั้งคณะทำงานมาพูดคุยกัน ไม่มีการคุยส่วนตัว ขึ้นอยู่กับว่าจะสามารถตกลงกันได้หรือไม่

รัฐบาลจัดเฉลิมพระเกียรติ “รักพ่อ”

ต่อมาเวลา 20.15 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช.กล่าวในรายการคืนความสุขให้คนในชาติ ทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทยว่า รัฐบาลได้เตรียมจัดงานเนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 87 พรรษา ในวันที่ 5 ธ.ค.นี้ เป็นงานเฉลิมพระเกียรติ “รักพ่อ” โดยขอเชิญชวนพี่น้องชาวไทยร่วมกิจกรรมทุกแห่งที่จะจัดขึ้นทั่วประเทศ โดยในกรุงเทพฯจะจัดงานที่สนามหลวงและถนนราชดำเนินกลาง ระหว่างวันที่ 30 พ.ย.—6 ธ.ค.นี้ ซึ่งมีการจัดเผยแพร่พระราชกรณียกิจ พระอัจฉริยภาพ พระเกียรติคุณและโครงการพระราชดำริตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และกิจกรรมวัฒนธรรมท้องถิ่น และจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของดี 77 จังหวัด ทั้งนี้ การแสดงออกถึงความจงรักภักดีสามารถทำในรูปแบบต่างๆ ตนขอชื่นชมนายสอิ้ง หาญประโคน วัย 63 ปี ชาวจังหวัดแพร่ ที่ได้วิ่งและเดินเท้าจากบ้านเกิดมาที่โรงพยาบาลศิริราช เพื่อถวายความจงรักภักดีแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัว และถวายพระพรขอให้ทรงหายจากพระอาการประชวร

ย้ำยังมีแก๊งแอบอ้าง คสช.หากิน

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวถึงความคืบหน้าการปฏิรูปประเทศทั้ง 11 ด้านว่า ขอขอบคุณประธาน สปช. สมาชิก สปช. ได้เห็นความตั้งใจในการทำงานเพื่อประเทศ การทำงานต้องอดทนเสียสละ ตนรู้ว่าเป็นเรื่องยากที่จะปฏิรูปท่ามกลางความขัดแย้ง โดยยังคงมีบางคนบางพวก มุ่งแต่จะรักษาผลประโยชน์ตนเอง ประกอบกับการทุจริตผิดกฎหมาย ไม่โปร่งใส เรื่องเหล่านี้เรากำลังนำเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม อย่างไรก็ตาม วันนี้ คสช.และรัฐบาลจะกำหนดมาตรการอะไรมีปัญหาหมด ปัญหาซ้ำซ้อน ต้องมาระแวงการทุจริตกันอีก ข้าราชการดีก็หวาดผวาไม่กล้าทำอะไร กลัวจะถูกกล่าวหา ส่วนผู้ที่ทุจริตก็ยังจ้องจะทำผิดตลอดเวลา เป็นกลุ่มประโยชน์แอบอ้าง คสช.อ้างรัฐบาล อ้างความใกล้ชิดคนโน้นคนนี้ สังคมต้องช่วยกันเฝ้าระวัง

แนะ สปช.ออกแบบ ปชต.แบบไทย

นายกฯกล่าวด้วยว่า สิ่งที่สำคัญคือการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่ค่อนข้างมีปัญหา ต้องสร้างให้อยู่ร่วมกันอย่างสันติ เรามัวแต่พูดถึงคำว่า สิทธิ เสรีภาพ หรือประชาธิปไตยจนไร้ขีดจำกัด ต้องสร้างความเข้าใจด้วยว่า ถ้าให้รู้จักแต่สิทธิ เสรีภาพ แต่ไม่คำนึงถึงหน้าที่ ไม่รู้จักผลประโยชน์ชาติ ก็จะเป็นแบบนี้อยู่ต่อไป ถ้าไม่สอนให้คนเคารพกฎหมาย ต่อให้เรามีกี่คณะทำงาน หรือกรรมาธิการร่างรัฐ-ธรรมนูญออกมา สปช.ออกแบบร่างรัฐธรรมนูญกันอย่างไรก็ไม่สำเร็จ เพราะทุกคนจะรู้สึกว่าถูกบังคับ ไม่ยอม ก็เป็นอันตราย เพราะฉะนั้นเราน่าจะออกแบบให้เป็นประชาธิปไตยที่เหมาะสมกับคนไทย สอนให้มีสติ จะคิดจะเชื่ออะไรให้อยู่บนพื้นฐานข้อเท็จจริงและความมีเหตุผล อย่าให้เขาใช้ความยากจน ความเหลื่อมล้ำมาเป็นเครื่องมือในทางด้านการเมืองอีกต่อไป

ศาล ปค.ยกฟ้องคดีเมกะน้ำ “รบ.ปู”

อีกเรื่องหนึ่ง ศาลปกครองสูงสุด มีคำพิพากษากลับคำพิพากษาศาลปกครองชั้นต้น ยกฟ้องในคดีที่สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนกับพวกรวม 45 คน ฟ้องนายกรัฐมนตรี คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ คณะกรรมการนโยบายน้ำ และอุทกภัยแห่งชาติ คณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย เป็นผู้ถูกฟ้องที่ 1-4 กับในการออกแผนแม่บทในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำเพื่อการออกแบบก่อสร้างระบบบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืนและระบบแก้ไขปัญหาอุทกภัยของประเทศมูลค่า 3.5 แสนล้านบาท 9 แผนงาน โดยเห็นว่าการดำเนินการดังกล่าวของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ไม่เข้าข่ายผิดกฎหมาย เนื่องจากยังเป็นเพียงแผนงานที่จะทำในอนาคต หลายโครงการยังเป็นเพียงกรอบความคิด จึงไม่มีลักษณะที่อาจมีผลกระทบต่อส่วนได้เสียสำคัญของประชาชนที่รัฐธรรมนูญฉบับปี 50 มาตรา 57 วรรค 2 และ มาตรา 67 วรรค 2 กำหนดให้รัฐต้องจัดทำกระบวนการรับฟังความคิดเห็นประชาชนอย่างทั่วถึง ก่อนดำเนินโครงการแต่อย่างใด

ชี้รัฐให้เอกชนทำประชาพิจารณ์ไม่ผิด

คำพิพากษาระบุอีกว่า แม้จะเล็งเห็นได้ในเบื้องต้นว่า หากมีการกำหนดโครงการหรือกิจกรรมตามที่ระบุไว้ในแผนแม่บทฯได้อย่างเป็นรูปธรรมชัดเจน บางโครงการบางกิจกรรม น่าจะมีผลกระทบคุณภาพสิ่งแวดล้อม สุขภาพอนามัยของประชาชนซึ่งถ้าหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องไม่ดำเนินการไปตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด ก็เป็นเรื่องที่ผู้เดือดร้อนเสียหายจะไปฟ้องศาลให้เพิกถอนเป็นรายโครงการไป ส่วนที่มีการฟ้องว่าหน่วยงานรัฐให้คู่สัญญาเป็นผู้จัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นประชาชน อาจมีการเบี่ยงเบนผลการรับฟังความคิดเห็นประชาชน ทำให้เกิดความไม่น่าเชื่อถือ ศาลเห็นว่า การให้เอกชนดำเนินการดังกล่าวย่อมอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยงานรัฐที่เป็นคู่สัญญาอยู่แล้ว หากมีข้อบกพร่อง ไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ หน่วยงานของรัฐที่กำกับดูแล ก็ต้องให้เอกชนกลับไปทำให้ครบถ้วน จึงจะเซ็นตรวจรับงานและเบิกจ่ายค่าจ้างทำงาน ดังนั้นการให้เอกชนเป็นผู้ดำเนินการรับฟังความคิดเห็นประชาชนภายใต้การควบคุมของหน่วยงานรัฐไม่ได้เป็นเหตุชวนให้เกิดความลังเลสงสัยว่าผลการศึกษาและการจัดให้กระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนไม่น่าเชื่อถือ

ขัด ม.157 ไม่อยู่ในอำนาจตัดสิน

สำหรับที่ฟ้องว่ารัฐใช้วิธีการประมูลในลักษณะเหมาเบ็ดเสร็จ คือผู้รับจ้าง ผู้ประมูลได้ต้องรับโครงการไปจัดการทั้งระบบ เป็นการกระทำไม่ชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่าการที่รัฐกำหนดจะใช้วิธีการใดในการดำเนินโครงการ เป็นดุลพินิจภายในโดยแท้ของฝ่ายบริหาร และไม่ว่าจะเลือกใช้วิธีใด ก็ไม่เป็นเหตุให้แผนบริหารจัดการน้ำไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่อย่างใด ขณะที่ประเด็นที่อ้างว่าการดำเนินโครงการของรัฐในเรื่องนี้ เข้าข่ายผิดกฎหมายอาญา มาตรา 157 และส่อทุจริตต่อหน้าที่ตาม พ.ร.บ.ป.ป.ช.นั้น ศาลเห็นว่า เป็นเรื่องนอกเหนืออำนาจหน้าที่ของศาล และไม่ได้มีการฟ้องตั้งแต่ในศาลชั้นต้น จึงไม่รับพิจารณาในประเด็นนี้

“ศรีสุวรรณ” เสียใจคำพิพากษา

นายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน กล่าวว่า เสียใจกับผลคำพิพากษาที่ออกมา แต่ภาคประชาชนยังคงทำหน้าที่ตรวจสอบโครงการและนโยบายของรัฐ ที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบกับประชาชนต่อไป โดยแม้โครงการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท จะถูกยกเลิกไปแล้ว โดยรัฐบาลปัจจุบัน แต่รัฐบาลโดย พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.พาณิชย์ เป็นผู้รับผิดชอบ ก็ได้มีการจัดทำแผนป้องกันน้ำท่วม น้ำแล้ง และน้ำเน่าเสีย ซึ่งก็ต้องถือว่าเป็นยุทธศาสตร์ในการบริหารจัดการน้ำเช่นกัน โดยขณะนี้มีการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือแล้ว แต่ไม่ครบทุกจังหวัด ทางสมาคมจึงทำหนังสือท้วงติงไปถึง พล.อ.ฉัตรชัยเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ว่าอยากให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างรอบด้าน ซึ่งถือว่าเป็นการตั้งข้อพิพาทของสมาคมแล้ว หากไม่มีการดำเนินการ สมาคมก็จะฟ้องร้องต่อศาล

กปปส.บวชหมู่ม็อบครบ 1 ปี

ที่วัดสวนโมกขพลาราม อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี กลุ่ม กปปส.กว่า 500 คน นำโดยนายสาทิตย์ วงค์หนองเตย นายกษิต ภิรมย์ นางอัญชลี ไพรรีรัก นายชัย ราชวัตร นายพุทธิพงศ์ ปุณณกันต์ นายอิสสระ สมชัย นายชุมพล จุลใส นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ และอีกหลายคนรวมทั้ง พล.ต.ต.เดชา บุตรน้ำเพชร รรท.ผบช.ภ.8 เดินทางร่วมวันครบรอบ 1 ปี การชุมนุมของกลุ่ม กปปส. โดยทางกลุ่มได้จัดพิธีทางศาสนาระหว่างวันที่ 29-31 ต.ค. ที่วัดสวนโมกขพลารามพร้อมจัดอุปสมบทหมู่ รุ่นแรก 136 รูป ภายใต้ชื่อโครงการ “บวชพระเพื่อปฏิบัติธรรมถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระเจ้าอยู่หัว” และเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้กับผู้ที่เสียชีวิตจากการชุมนุมของ กปปส. ที่เกิดขึ้นในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ขณะเดียวกันพระสุเทพ ปภากโร ได้ปาฐกถาธรรมพิเศษให้แก่ผู้ที่เข้าร่วมโครงการนี้

“หลวงพี่เทพ” ขึ้นเทศน์รำลึก

พระสุเทพ ปภากโร กล่าวในตอนหนึ่งว่า “ย้อนไปเมื่อวันที่ 31 ตุลาคมของปีที่แล้ว มวลมหาประชาชนได้ไปต่อสู้อย่างสันติ วันนี้ครบรอบ 1 ปีให้จดจำไว้เป็นอุทาหรณ์เพื่อสอนลูกหลานว่าหัวใจที่ยิ่งใหญ่วีรชนเหล่านั้นเป็นสิ่งที่น่าสรรเสริญแม้ว่าทุกคนญาติพี่น้องเพื่อนพ้องจะเสียใจแต่ต้องอดกลั้นไว้ด้วยขันติธรรมเป็นเลิศ คนหลายคนอาจจะมองไม่เห็นความดี แต่อาตมาจะขอเป็นตัวแทนของมวลมหาประชาชนประกาศให้รู้ว่านี่คือ มนุษย์ผู้มีใจอันประเสริฐ มีขันติธรรม และนี่แหละที่ทำให้มวลมหาประชาชนยุติลงด้วยความใสสะอาด อาตมาเป็นหนึ่งในแกนนำ พร้อมแกนนำทั้งหลาย พร้อมใจกันชวนมวลมหาประชาชนให้พร้อมทำใจ ยุติและปล่อยวาง โดยเวลาหลังจากนี้จะรณรงค์ให้ชาวไทยหันมาปฏิบัติธรรม” พระสุเทพกล่าว

นปช.วางหรีดไว้อาลัย “นวมทอง”

วันเดียวกัน กลุ่มเสื้อแดงมีการนัดหมายรวมตัวที่สดมภ์อนุสรณ์นายนวมทอง ไพรวัลย์ ใต้สะพานลอย หน้าสำนักงานหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ถนนวิภาวดี เพื่อร่วมกิจกรรมไว้อาลัยให้กับวันครบรอบ 8 ปีการเสียชีวิตของนายนวมทองที่คัดค้านการรัฐประหารโดยขับรถแท็กซี่พุ่งชนรถถัง ก่อนจะตัดสินใจแขวนคอตายใต้สะพานลอยดังกล่าว แต่ปรากฏว่ามีทหารจากกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.น.2 นำกำลังตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบกว่า 200 นาย เข้าตรึงพื้นที่ โดยนำคำสั่ง คสช. ที่สั่งห้ามการชุมนุมมาติด นำรถตู้ รถห้องคุมขังเคลื่อนที่ และแผงเหล็กกั้นล้อมใต้สะพานลอย ทำให้บรรยากาศเงียบเหงา แม้แต่ภรรยาและญาตินายนวมทอง ยังได้รับอนุญาตให้เข้าวางดอกไม้เคารพผู้ตายเท่านั้น จากนั้นก็ถูกถ่ายภาพเพื่อทำประวัติ อย่างไรก็ตาม ในช่วงสาย นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. นางธิดา ถาวรเศรษฐ นพ.เหวง โตจิราการ นายยศวริศ ชูกล่อม หรือเจ๋ง ดอกจิก เดินทางมาขอวางพวงหรีดไว้อาลัย เจ้าหน้าที่จึงผ่อนผันให้เข้าไปได้ทีละคน และให้รีบเดินออกจากพื้นที่ทันที

ทนายชายชุดดำร้องดีเอสไอ

ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) นายวิญญัติ ชาติมนตรี เลขาธิการกลุ่มนักกฎหมายอาสาเพื่อสิทธิมนุษยชน หรือ กนส.เดินทางเข้ายื่นหนังสือถึงนางสุวณา สุวรรณจูฑะ อธิบดีดีเอสไอ ร้องขอความเป็นธรรม คดีการจับกุมชายชุดดำเมื่อ 10 เม.ย.53 โดยมี พ.ต.ต.วรนันท์ ศรีล้ำ ผอ.ศูนย์บริหารคดีพิเศษ ดีเอสไอ รับหนังสือ นายวิญญัติกล่าวว่า ผู้ต้องหาทั้ง 5 ราย คือนายกิตติศักดิ์ สุ่มศรี นายปรีชา อยู่เย็น นายรณฤทธิ์ สริชา นายชำนาญ ถาคีฉาย และนายปุณิกา หรือชูศรี เห็นว่าการสอบสวนที่ผ่านมาของหน่วยงานหนึ่งไม่ให้ความเป็นธรรม และข้องใจในชั้นสอบสวน จึงร้องเรียนมาที่ กนส.ว่าถูกบังคับให้รับสารภาพ ขอให้มีการสอบสวนใหม่ เพราะเห็นว่ากองปราบปรามไม่มีอำนาจในการสอบสวน และการสอบสวนเกิดจากการบังคับผู้ต้องหาให้รับสารภาพ

พ.ต.ต.วรนันท์กล่าวว่า ศูนย์บริหารคดีพิเศษจะพิจารณาว่าเรื่องนี้เป็นหน้าที่ของหน่วยงานใดและจะรีบนำเสนออธิบดี ส่วนการอ้างว่าถูกทำร้าย พนักงานสอบสวนจะตรวจสอบให้เกิดความกระจ่าง

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้