วันพุธที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
2 พระราชวัง...อลังการ หงส์เหนือมังกร...

2 พระราชวัง...อลังการ หงส์เหนือมังกร...

  • Share:

บรรยากาศหน้าพระราชวังต้องห้าม

"หงส์เหนือมังกร” นอกจากเป็นชื่อละครแล้ว ยังเป็นคำเปรียบเปรยให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของสตรีเพศในยุคที่สังคมยังคงเห็นผู้ชายเป็นช้างเท้าหน้าและผู้หญิงเป็นช้างเท้าหลัง

ไปปักกิ่งคราวนี้ มีโอกาสแวะเวียนไปเที่ยวชม “พระราชวังอวี้เหอหยวน” หรือพระราชวังฤดูร้อน ซึ่งมีเรื่องราวเกี่ยวพันมากมายกับพระนางซูสีไทเฮา ที่จัดได้ว่าเป็นราชินีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งราชวงศ์ชิง ที่ถือว่าเป็นราชวงศ์สุดท้ายของจีน

ชื่อ “อวี้เหอหยวน” ก็เป็นชื่อที่พระนางซูสีไทเฮาทรงตั้งขึ้น มีความหมายว่า อุทยานเพื่อพลานามัยที่สมดุล หรือผสานกลมกลืนกัน

กิเลน..สัตว์ผู้ผดุงความยุติธรรม

หน้าพระราชวังมีกิเลนตัวใหญ่นั่งเฝ้าอยู่ กิเลนนี้ ความเชื่อของคนจีนบอกว่าเป็นสัตว์ที่มีความยุติธรรม ตรงไปตรงมา ใครที่ทำการค้าไม่ควรไปถ่ายรูปกับกิเลน เพราะการค้าขายต้องมีเทคนิควิธีการที่บางทีก็อาจจะไม่ตรงไปตรงมาก็ได้

บรรยากาศทะเลสาบคุนหมิง

ดูภายนอกอาจไม่เห็นความยิ่งใหญ่ของพระราชวังนี้ แต่เมื่อเดินลึกเข้าไปเรื่อยๆ จะสัมผัสได้ถึงความร่มรื่น ร่มเย็น โดยเฉพาะความเย็นที่มาจากทะเลสาบคุนหมิง ซึ่งเป็นทะเลสาบขนาดใหญ่จำลองแบบมาจากทะเลสาบซีหูที่เมืองหางโจว

ความพิเศษของทะเลสาบนี้คือ เป็นทะเลสาบที่ขุดขึ้นใหม่ด้วยแรงคนล้วนๆ หลังจากขุดแล้วก็นำดินขึ้นไปถมทับเป็นภูเขาอยู่ด้านหลัง เพื่อให้เป็นฮวงจุ้ยหรือทะเลที่ดี ตามบัญชาของเฉียนหลงฮ่องเต้

ทิวทัศน์รอบทะเลสาบคุนหมิง

ตามประวัติบอกว่าพระราชวังแห่งนี้ สร้างขึ้นมานานกว่า 800 ปี ใช้เป็นที่ประทับของกษัตริย์ในช่วงฤดูร้อน ซึ่งรวมถึงพระนางซูสีไทเฮาด้วย ถือเป็นอุทยานที่ใหญ่และงดงามที่สุดของประเทศจีน

รอบทะเลสาบมีระเบียงยาวรูปโค้งเลียบไปตามทะเลสาบสำหรับเดินชมความงดงาม เรียกว่า ระเบียงกตัญญู ยาวถึง 777 เมตร เป็นระเบียงที่ยาวที่สุดในโลก บนหลังคามีภาพจิตรกรรมเกี่ยวกับเทพนิยายของจีนหลายเรื่อง ที่มีคุณค่าทั้งทางประวัติศาสตร์และวรรณคดี

บ้านหลี่กุงกุง..ขันทีคนโปรดของพระนางซูสีไทเฮา

นอกจากทะเลสาบแล้ว จุดที่น่าสนใจอีกจุดในพระราชวังนี้ คือ บ้านพักขันทีคนสนิทของพระนางซูสีไทเฮา ที่ชื่อ หลี่เหลียนยิง หรือ หลี่กุงกุง ที่ว่ากันว่า เป็นขันทีที่มีอิทธิพลต่อความคิดและการตัดสินใจของพระนางซูสีไทเฮามากที่สุด เรียกว่าคอยเพ็ดทูลทุกเรื่อง

ภายในพระราชวังยังมีโรงมหรสพ หรือ โรงงิ้ว “น้องหยก” ไกด์สาวชาวไทลื้อ จากสิบสองปันนา ที่ผันตัวเองมาเป็นมัคคุเทศก์ในกรุงปักกิ่ง บอกว่า พระนางซูสีไทเฮานั้นโปรดการทอดพระเนตรงิ้วมาก และตัวแสดงที่คัดเลือกมาแสดงงิ้วที่นี่ก็จะมีเฉพาะคนสวยและหล่อเท่านั้น ถึงขนาดที่มีเรื่องซุบซิบนินทากันในวังว่า หากพระองค์โปรดพระเอกงิ้วคนใดแล้ว ก็จะให้หลี่กุงกุง นำพระเอกงิ้วคนนั้นไปเข้าเฝ้าเป็นกรณีพิเศษ เพื่อปูนบำเหน็จรางวัล และ.........

จุดๆๆๆนี้ไม่มีบันทึกในพระราชพงศาวดารหรือประวัติศาสตร์ ละไว้ในฐานที่เข้าใจ

หงส์เหนือมังกร..ในพระราชวังอวี้เหอหยวน

ส่วนวลี หงส์เหนือมังกรนั้นนอกจากเป็นเรื่องราวของพระนางบูเช็คเทียนแล้ว ยังมีจุดที่พระนางซูสีไทเฮาเองก็วางสัญลักษณ์อย่างที่ว่าไว้ที่วังฤดูร้อนนี้ด้วย โดยเฉพาะรูปปั้นที่ตั้งอยู่หน้าตำหนักใหญ่ ที่โดยปกติหากเป็นที่ประทับของกษัตริย์แล้ว จะมีมังกรตั้งอยู่ตรงกลาง แต่สำหรับที่นี่ พระนางซูสีไทเฮาโปรดให้ตั้งรูปหงส์ไว้ตรง กลางและมีมังกรอยู่ด้านข้าง มังกร เปรียบเหมือนกษัตริย์ ขณะที่ หงส์ เปรียบเหมือนมเหสีคู่บัลลังก์ของกษัตริย์

ภาพมุมสูงพระราชวังกู้กง

ชมพระราชวังฤดูร้อนในช่วงเช้าแล้ว ช่วงบ่ายเราก็ไปต่อกันที่ “พระราชวังกู้กง” หรือพระราชวังต้องห้าม ซึ่งถือว่าเป็นไฮไลต์ของการเที่ยวชมมหานครปักกิ่ง ใครที่เคยดูหนังเรื่อง “จักรพรรดิโลกไม่ลืม” ซึ่งเป็นเรื่องราวของ “ปูยีฮ่องเต้” จักรพรรดิองค์สุดท้ายของจีนที่ขึ้นครองราชย์ตั้งแต่อายุ 3 ขวบ คงได้เห็นความอลังการของพระราชวังแห่งนี้มาแล้ว เพราะเป็นภาพยนตร์เพียงเรื่องเดียวเท่านั้นที่ได้มีโอกาสเข้าไปถ่ายทำภายในพระราชวังกู้กง

สิงโตยักษ์หน้าวังกู้กง

พระราชวังต้องห้าม นอกจากจะเป็นพระราชวังที่ยิ่งใหญ่แล้ว ยังเป็นพระราชวังขนาดใหญ่ที่คงสภาพสมบูรณ์ที่สุดของโลก ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกตั้งแต่ พ.ศ.1987

ตัวพระราชวังตั้งอยู่ใจกลางของกรุงปักกิ่ง เป็นพระราชวังหลวงมาตั้งแต่สมัยกลางราชวงศ์หมิงจนถึงราชวงศ์ชิง ภายในมีอาคารถึง 800 หลัง มีห้องทั้งหมด 9,999 ห้อง มีพระที่นั่ง 75 องค์ หอพระสมุด และห้องต่างๆอีกมาก รวมทั้งยังมีสวน ลานกว้าง ทางเดินเชื่อมกันโดยตลอด มีคูและกำแพงที่สูงถึง 11 เมตรล้อมรอบ พระราชวังแห่งนี้ใช้ระยะก่อสร้างถึง 14 ปี ตั้งแต่ พ.ศ.1949 จนถึง พ.ศ.1963

ตำหนักน้อยใหญ่ในวังกู้กง

เรื่องเล่าจากมัคคุเทศก์สาว บอกว่า ภายในวังนี้นอกจากเป็นที่อยู่ของกษัตริย์ ขันที ข้าราชการชั้นสูงแล้ว ยังมีห้องสำหรับสนมของฮ่องเต้อีกจำนวน 3,000 คน นางกำนัลอีก 6,000 คน ซึ่งที่เรียกว่าพระราชวังต้องห้าม ก็เพราะหากใครเข้ามาถวายตัวเป็นสนมหรือข้ารับใช้ของฮ่องเต้แล้ว จะไม่มีวันได้ออกจากพระราชวังนี้อีก ต้องอาศัยอยู่ในนครต้องห้ามตลอดชีวิต เพื่อความสำราญของจักรพรรดิ

ความสำราญที่ว่านอกจากการเสพสุขต่างๆแล้ว เรื่องอย่างว่าก็มิได้ขาด มีเรื่องบันทึกไว้ว่า การเสพสมของฮ่องเต้นั้น สำหรับราชวงศ์ชิงจะใช้วิธีหยิบป้ายชื่อขึ้นมา จับได้ชื่อสนมคนไหน ขันทีก็จะไปนำตัวห่อผ้าสีแดง ปิดตา แล้วพามาไว้ในห้องซึ่งจะเปลี่ยนไปตลอดทุกคืน ส่วนถ้าเป็นราชวงศ์หมิง จะใช้การเลือกจากรูปเขียนที่จิตรกรในวังเขียนรูปนางสนมมาให้ฮ่องเต้เลือก ซึ่งก็มีการให้ใต้โต๊ะคนเขียนรูปให้เขียนรูปสวยๆดึงดูดใจฮ่องเต้ แต่พอเห็นตัวจริงกลับไม่สวยเหมือนในรูป มาถึงราชวงศ์ชิงจึงใช้วิธีหยิบป้ายชื่อแทน

หอคอยภายในพระราชวังฤดูร้อน

ฮ่องเต้จะมีเวลาปฏิบัติภารกิจเพียงแค่ 45 นาที เท่านั้น เมื่อเสร็จกิจแล้วจะไอ 3 ครั้งเป็นสัญญาณให้ขันทีรู้ แต่ถ้านานเกินไปขันทีก็จะมาเคาะประตู 3 ครั้ง เพื่อเตือนให้รู้ว่าหมดเวลาแล้ว ตามกฎฮ่องเต้จะไม่ประทับค้างคืนกับสนมเด็ดขาด ป้องกันการทำร้าย หรือลอบปลงพระชนม์

ไปเที่ยวพระราชวัง ไฉนเลยไปซอกแซกความลับของฮ่องเต้มาเปิดเผย แต่ก็อย่างว่า เที่ยววังแบบธรรมดาก็ไม่สนุก

ต้องมีเรื่องแบบนี้บ้าง...วังถึงจะน่าเที่ยว...!!!

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้