วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ทำอย่างไรเมื่อหิมะไม่มาตามนัด

ทำอย่างไรเมื่อหิมะไม่มาตามนัด

  • Share:

สามชั่วรุ่นมาแล้วที่ครอบครัวดีเนอร์ทำไร่บนที่ดินขนาด 26 ตารางกิโลเมตร (16,250 ไร่) ผืนเดิมในหุบเขา เซนทรัลแวลลีย์ ย้อนหลังไปในช่วงทศวรรษ 1920 พวกเขาปลูกข้าวบาร์เลย์กับอัลฟัลฟาเพื่อเลี้ยงล่อ ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการก่อร่างสร้างนครลอสแอนเจลิส ต่อมาในทศวรรษ 1930 เมื่อจักรกลเข้ามาแทนที่แรงงานสัตว์ พวกเขาก็หันไปปลูกฝ้ายเพื่อทำเป็นวัสดุเสริมแรงยางรถยนต์

ทุกวันนี้ ขณะที่แคลิฟอร์เนียดิ้นรนต่อสู้กับภัยแล้งต่อเนื่องมาเป็นปีที่สามแล้ว จอห์น ดีเนอร์ กลับคิดต่างจากเกษตรกรส่วนใหญ่ในแถบนี้ เขาไม่เชื่อเรื่องการสร้างเขื่อนเพิ่ม การลดข้อจำกัดทางสิ่งแวดล้อมลง (โดยเฉพาะการอนุรักษ์แหล่งน้ำเพื่อเหตุผลทางนิเวศวิทยา) หรือมาตรการอื่นใดที่เกษตรกรในพื้นที่อ้างว่าจะช่วยบรรเทาความยากลำบากทางเศรษฐกิจของพวกเขาได้ สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่เป็นทางออกระยะสั้น ดีเนอร์บอกพร้อมกับยักไหล่ “ปัญหาที่แท้จริง” เขาเสริม “คือเรามีน้ำไม่พอในระบบครับ”

เรื่องราวของเซนทรัลแวลลีย์ในแคลิฟอร์เนียไม่เพียงสะท้อนภาพดินแดนแถบตะวันตกเกือบทั้งหมดของสหรัฐฯ แต่ยังรวมถึงทะเลทรายอื่นๆ ทั่วโลกซึ่งมีคนอาศัยอยู่ ที่ผ่านมาเราปรับเปลี่ยนพื้นที่แห้งแล้งที่สุดในรัฐแคลิฟอร์เนีย เนวาดา และแอริโซนา เพื่อสนองความทะเยอทะยานของเรา และเราสามารถเพิกเฉยต่อข้อจำกัดทางธรรมชาติของภูมิภาคเหล่านี้กันมาได้หลายขวบปี แต่ปัจจุบันจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น ผนวกกับสภาพภูมิอากาศที่กำลังเปลี่ยนแปลง ทำให้ข้อจำกัดเหล่านั้นสำแดงตัวอย่างชัดเจนชนิดไม่เคยปรากฏมาก่อน

ทะเลสาบโอโรวิลล์ รัฐแคลิฟอร์เนีย

กระนั้น เซนทรัลแวลลีย์ ก็ยังเป็นสวรรค์ทางการเกษตรในหลายแง่มุม ดินที่นี่อุดมสมบูรณ์ อากาศก็อบอุ่น พืชผลมากกว่า 300 ชนิดล้วนเจริญงอกงามบนก้นหุบเขาอันราบเรียบและกว้างใหญ่ไพศาล อัลมอนด์ มะกอก และวอลนัตเกือบทั้งหมดที่ปลูกในสหรัฐฯ ล้วนมาจากเซนทรัลแวลลีย์

ทว่าแม้จะอุดมสมบูรณ์เพียงใด หน้าตาของหุบเขาแห่งนี้ช่างห่างไกลจากสวรรค์ลิบลับ และในปีที่แห้งแล้งเช่นปีนี้ ปัญหาในพื้นที่ยิ่งปรากฏให้เห็นเด่นชัดจนน่าท้อใจ

ในหุบเขาแห่งนี้ สายฝนเป็นเพียงโชคที่นานๆ ทีฟ้าจะประทานมาให้สักครั้ง เกษตรกรในพื้นที่ต้องพึ่งพาแหล่งน้ำสองแหล่งที่เชื่อมโยงกันมาช้านาน ชาวไร่จำนวนมากใช้แหล่งน้ำบนผิวดินจากแม่น้ำแซนวาคีนและแซคราเมนโตตามสิทธิการใช้น้ำที่มีการแบ่งสันปันส่วนกันมาตั้งแต่ศตวรรษที่สิบเก้า โดยลำเลียงสู่เรือกสวนไร่นาทางเครือข่ายท่อและคูคลองอันซับซ้อน เกษตรกรส่วนใหญ่สูบน้ำบาดาลมาใช้เสริมกับน้ำที่จ่ายมาตามท่อเหล่านี้ และในบริเวณแห้งแล้งที่สุดของหุบเขา ชั้นหินอุ้มน้ำถูกสูบขึ้นมาใช้มากถึงขนาดที่ว่าเรือกสวนไร่นาบางแห่งทรุดตัวลงถึงราว 10 เมตร

การทำไร่บนผืนดินแห่งนี้ต้องใช้เงินก้อนโต ไหนจะต้องซื้อหาอุปกรณ์ผันน้ำมายังไร่นา สำรองเงินไว้ใช้ในปีที่แห้งแล้ง และจ่ายเป็นค่าโสหุ้ยสารพัดสำหรับการต่อสู้เรียกร้องทั้งทางกฎหมายและทางการเมืองเพื่อแย่งชิงน้ำ เกษตรกรส่วนใหญ่ในเซนทรัลแวลลีย์ได้กำไรหรือขาดทุนกันอย่างหนัก พวกเขาเพาะปลูกบนเนื้อที่หลายตารางกิโลเมตร และขายพืชผลได้คราวละหลายล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

พื้นที่เพาะปลูกใกล้เมืองอเวนัล รัฐแคลิฟอร์เนีย

ปัจจุบันเดิมพันดังกล่าวยิ่งสุ่มเสี่ยงมากขึ้น ในภูมิภาคแถบตะวันตกของสหรัฐฯ น้ำส่วนใหญ่มากับพายุฤดูหนาวซึ่งพัดเข้ามาจากมหาสมุทรแปซิฟิก และส่งผลให้เกิดหิมะตกบนยอดเขา ทุ่งหิมะบนเทือกเขาเหล่านี้ทำหน้าที่เสมือนหอคอยเก็บน้ำของดินแดนแถบนี้ ตลอดศตวรรษที่ผ่านมา ผู้คนในภูมิภาคสร้างเขื่อนหลายร้อยเขื่อนเพื่อกักเก็บน้ำจากหิมะละลายเอาไว้เมื่อมันไหลลงมาเอ่อท้นแม่น้ำในฤดูใบไม้ผลิ ทุกวันนี้ แม่น้ำสายหลักส่วนใหญ่ในดินแดนแถบตะวันตกล้วนเปลี่ยนแปลงไปเพราะระบบเขื่อน คูคลอง และท่อส่งน้ำอันซับซ้อน แทบทุกปีแม่น้ำโคโลราโดไม่มีโอกาสได้ไหลไปถึงปากแม่น้ำในอ่าวแคลิฟอร์เนีย และดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำที่เคยอุดมสมบูรณ์ก็กลับกลายเป็นเพียงที่ลุ่มราบชายเลนกว้างใหญ่ไพศาล ประชากรปลาแซลมอนและปลาอื่นๆ ลดจำนวนลงหรือไม่ก็สูญสิ้นไป

กระนั้น ระบบจัดการน้ำเหล่านี้ก็ให้กำเนิดและหล่อเลี้ยงเมืองอย่างฟีนิกซ์ ลาสเวกัส ลอสแอนเจลิส และเดนเวอร์ เปลี่ยนพื้นที่ที่ไม่สามารถอยู่อาศัยให้กลายเป็นอาศัยอยู่ได้ และช่วยให้การเพาะปลูกในภูมิภาคอย่าง เซนทรัลแวลลีย์กลายเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ นักวิทยาศาสตร์ทำนายว่า พื้นที่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของสหรัฐฯจะมีปริมาณหยาดน้ำฟ้าลดลง แต่จะไปเพิ่มขึ้นในแถบตะวันตกเฉียงเหนือ ทว่าพวกเขายังไม่มั่นใจนักเกี่ยวกับปริมาณ หยาดน้ำฟ้าในเซนทรัลแวลลีย์ซึ่งอาจลดลง เพิ่มขึ้น หรือแปรปรวนไม่เป็นไปตามช่วงเวลาหรือฤดูกาลที่เคยเป็นมา

โชคชะตาไม่ได้ขึ้นอยู่กับปริมาณหยาดน้ำฟ้าที่ตกลงมาเป็นหลัก แต่ที่สำคัญกว่าคือ หยาดน้ำฟ้าจะตกลงมาในรูปหิมะมากเท่าใด และหิมะนั้นจะคงอยู่บนเทือกเขานานแค่ไหน แม้จะเผชิญฤดูหนาวรุนแรงเป็นช่วงๆ แต่ทุ่งหิมะในแถบตะวันตกก็ยังมีปริมาณลดลงตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา มิหนำซ้ำนักวิจัยผู้เชี่ยวชาญเรื่องนี้ยังคาดการณ์ว่า แนวโน้มจะยิ่งลดลงอย่างรวดเร็วขึ้นด้วย

“แล้วก็เป็นจริงเสมอที่ระหว่างขวบปีอันแห้งแล้ง ผู้คนมักลืมเลือนขวบปีอันอุดมสมบูรณ์” จอห์น สไตน์เบ็ก เขียนไว้ในผลงานมหากาพย์ของเขาเมื่อปี 1952 เรื่อง อีสต์ออฟอีเดน (East of Eden) ซึ่งเป็นเรื่องราวโศกนาฏกรรมของครอบครัวหนึ่งในหุบเขาซาลีนัสช่วงต้นศตวรรษที่ยี่สิบ “และระหว่างขวบปีที่น้ำท่าอุดมสมบูรณ์ พวกเขาก็หลงลืมความทรงจำของขวบปีอันแห้งแล้งจนหมดสิ้น”

ความเป็นคนลืมง่ายเช่นนี้แทบจะฝังอยู่ในสายเลือดของผู้คนในแถบตะวันตก แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นเช่นนั้นเสมอไป หากต้องการหลักฐานยืนยัน ก็ลองดูตัวอย่างจากออสเตรเลียซึ่งเป็นดินแดนที่มีความคล้ายคลึงกับแคลิฟอร์เนียและภูมิภาคตะวันตกของสหรัฐฯเป็นอย่างยิ่ง

ทั้งแคลิฟอร์เนียและออสเตรเลียประกอบด้วยภูมิภาคใจกลางเป็นเขตทะเลทราย และมีแนวชายฝั่งที่อากาศอบอุ่นเป็นที่ตั้งของชุมชนเมือง ทั้งสองแห่งต้องพึ่งพาระบบประปาที่ซับซ้อนเพื่อขนส่งน้ำ

เขื่อนไรย์แพตช์บนแม่น้ำฮัมโบลต์ รัฐเนวาดา

ภัยแล้งครั้งใหญ่ของออสเตรเลียที่เรียกว่า “บิ๊กดราย” (Big Dry) กินเวลายาวนานถึงสิบปีนับจากราวต้นศตวรรษนี้ ในระยะแรกๆ ก็นำไปสู่การโต้เถียงทางการเมืองแบบเดียวกับที่เกิดขึ้นในแคลิฟอร์เนียเมื่อไม่นานมานี้ แต่หลังจากเวลาผ่านไปหลายปี บรรดานักการเมือง รวมทั้งตัวเกษตรกรเอง ก็ยอมเสี่ยงที่จะเปลี่ยนแปลงชนิดหน้ามือเป็นหลังมือ ออสเตรเลียลดการใช้น้ำในเขตเมืองลงได้โดยทุ่มเงินลงทุนนับพันล้านดอลลาร์สหรัฐไปกับการอนุรักษ์ การศึกษา และการปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้ ตลอดจนการบริหารจัดการน้ำ ที่สำคัญที่สุดคือ ออสเตรเลียเริ่มปฏิรูประบบจัดสรรน้ำแบบเก่าซึ่งคล้ายกับของแคลิฟอร์เนีย หลังผ่านไปไม่นานพวกเขาก็บริหารจัดการน้ำได้อย่างสร้างสรรค์และมีประสิทธิภาพมากขึ้น ปริมาณการใช้น้ำโดยรวมลดลง ยิ่งไปกว่านั้นปริมาณการใช้น้ำทั้งในเมืองเล็กและเมืองใหญ่ยังอยู่ในระดับต่ำกว่าสมัยก่อนเกิดภัยแล้ง

กระนั้น หลังจากการสูบน้ำบาดาลขึ้นมาใช้อย่างไม่ยั่งยืนและไร้การควบคุมติดต่อกันนานหลายทศวรรษในแคลิฟอร์เนีย หน่วยงานระดับภูมิภาคบางแห่งก็เริ่มออกข้อบังคับเพื่อปกป้องแหล่งน้ำใต้ดิน นครลอสแอนเจลิสและเมืองใหญ่อื่นๆ ลุกขึ้นมาปรับปรุงประสิทธิภาพในการบริหารจัดการน้ำอย่างขนานใหญ่

เรื่องราวของน้ำในดินแดนแถบตะวันตกของสหรัฐฯยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ยังคงเป็นเรื่องราวว่าด้วยความทะเยอทะยานและการมองโลกในแง่ดี แต่ภัยแล้งในแคลิฟอร์เนีย ณ เวลานี้ และที่จะตามมาอีกหลายระลอกในอนาคต อาจบังคับให้เกิดประวัติศาสตร์หน้าใหม่

เรื่อง มิเชลล์ ไนฮัส ภาพถ่าย ปีเตอร์ เอสสิก นิตยสารเนชั่นแนลจีโอกราฟฟิก

เนชั่นแนลจีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้