วันศุกร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
SUMI+ เปิดเคล็ดลับแห่งบุฟเฟ่ต์ปิ้งย่างนานาชาติ'

SUMI+ เปิดเคล็ดลับแห่งบุฟเฟ่ต์ปิ้งย่างนานาชาติ'

  • Share:

'คุณอาจจะเคยทานปิ้งย่างมาหลากหลาย แต่ SUMI+ ที่นี่ไม่เหมือนที่อื่นแน่นอน ทั้งวัตถุดิบที่เราคัดสรรมาอย่างดี และน้ำจิ้มสูตรเด็ดลับเฉพาะที่มีให้เลือกถึง 4 สูตรด้วยกัน' ชนน วังตาล หนุ่มหล่อไฟแรงเจ้าของแบรนด์เอ่ยด้วยท่าทางมั่นใจในท่าทีสงบนิ่ง

ย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 4-5 ปีก่อน จากร้านปิ้งย่างแนวญี่ปุ่นธรรมดาๆ 'SUMI YAKINIKU' ที่ยังไม่มีใครรู้จักมากนัก ได้ฝ่าฝันอุปสรรคและข้อผิดพลาดต่างๆ มากมาย พร้อมเก็บเกี่ยวประสบการณ์ เรียนรู้ และหยิบเอาข้อดีข้อเสียมาพัฒนา จนมาวันนี้สามารถเปลี่ยนภาพลักษณ์แบรนด์ให้เป็นสากลมากขึ้น โดยใช้ชื่อว่า 'SUMI SUMI ASIAN GRILL' และตีตลาดขึ้นมาสู่แบรนด์ติดอันดับที่ได้รับการยอมรับ และนิยมชมชอบมากขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนี้ยังขยับขยายความสำเร็จ และช่วงเวลาความสุขต่อไปอีกหลายสาขามากมาย และเปิดโอกาสธุรกิจด้านแฟรนไชส์เพื่อเป็นทางเลือกให้กับลูกค้ามากขึ้น ซึ่งไม่เพียงแต่ปากต่อปากที่ได้มาทานต่างกล่าวขานเรื่องความอร่อยและความเป็นกันเองเท่านั้น แต่คุณภาพอาหารยังสด ใหม่ อยู่ในราคาที่จับต้องได้อีกด้วย

ผู้บริหารรุ่นน้อง 'ชนน วังตาล' เจ้าของแบรนด์ SUMI+

ไทยรัฐออนไลน์ได้มีโอกาสเยี่ยมชมร้าน และสัมภาษณ์ 'ชนน วังตาล' เจ้าของแบรนด์มากความสามารถที่ใช้ความพยายามทั้งหมดในการพยุงแบรนด์ ทำความเข้าใจดีมานซ์ (Demand) ของผู้บริโภคมากขึ้น และวิเคราะห์ตลาดทางธุรกิจนำแบรนด์ก้าวกระโดดเติบโตขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว ภายในระยะเวลา 5 ปี เพื่อเป็นไอเดียใหม่ๆ ในการทำธุรกิจของใครหลายคน หรือแนะเป็นแนวทางสำหรับใครที่คิดจะเริ่มทำธุรกิจของตัวเอง บทสัมภาษณ์นี้รับรองว่าจะเปลี่ยนแนวความคิดทำธุรกิจของคุณรอบด้านมากขึ้น !

ผู้นำบริหารสองรุ่น : ปุ๊ - อัญชลี จงคดีกิจ และ ชนน วังตาล

เฟส 1 : ย้อนกลับไปในอดีตกาล … สตอรี่ที่มา !

"ย้อนกลับไปเมื่อ 5 ปีที่แล้ว อายุประมาณ 24-25 ปี ผมเป็นคนชอบกินบุฟเฟ่ต์ปิ้งย่างมาก ไปทานทุกร้านเลยแต่ไปกินแต่ละครั้งมันก็แพง ตังค์ก็ไม่ค่อยมีด้วย รู้สึกว่ามันไม่ค่อยคุ้มเท่าไหร่ ผมก็เลยใฝ่ฝันว่าสักวันหนึ่งถ้ามีร้านเป็นของตัวเองจะกินให้เปรมปรีดิ์เลย (หัวเราะ) จากจุดตรงนั้นผมก็เลยคิดจะเปิดร้านปิ้งย่างของตัวเองในราคาที่เท่ากัน (กับร้านอื่นๆ) แล้วออฟเฟอร์ของให้เยอะกว่า โดยไปเช่าที่อยู่ซอยสุขุมวิท 24 เป็นร้านเล็กๆ สไตล์ญี่ปุ่น ใกล้กับดิ เอ็มโพเรียม ชื่อว่า Sumi Yakiniku ให้ลูกค้ามาจ่ายแล้วทานอย่างคุ้มค่า"

Q : ธุรกิจราบรื่นเลยไหม ช่วงแรกๆ?

ก็…ไม่นะ(หัวเราะ) ตอนแรกที่ทำผมไม่รู้เรื่องอะไรเลย ทำเตายังไม่เป็นเลย ผมก็คอยดู ปรับแก้กันไปที่ละจุด ผมจำได้วันเปิดร้านวันแรกควันโขมงเต็มร้านเลย นึกว่าไฟไหม้ต้องปิดร้านซะแล้ว แต่โชคดีที่ได้ผู้ใหญ่เข้ามาช่วยดู คุณพ่อ คุณแม่เข้ามาประคับประคอง ให้กำลังใจกัน จนในที่สุดเราก็เปิดร้านได้

Q : ลูกค้าเยอะตามความคาดหวังไหม?

ลูกค้าก็เข้ามาเรื่อยๆ นะ ตอนแรกจ้างเพื่อนมากิน แล้วเขาชอบก็เลยพูดกันปากต่อปาก พอเปิดไปได้สักพักก็มีผู้บริหารของ SME มาทานแล้วเขาชอบเหมือนกัน เลยชวนไปออกรายการ SME ตีแตก ก็เลยได้ไปออก … แต่ตีไม่แตกนะ(หัวเราะ) แต่ร้านนี้เกือบแตกพอหลังจากที่ได้ไปออกรายการ เพราะคนเริ่มหันมาสนใจร้านมากขึ้น และจำได้ว่าร้านนี้เคยไปออกรายการนะ คนเขาก็ลองเข้ามาทานแล้วปรากฏว่าชอบ ก็เข้ามาทานเรื่อยๆ เพราะร้านผมคัดสรรอาหารคุณภาพเยี่ยมในราคาที่ถูก

แต่ถึงอย่างนั้นร้านก็ขาดทุนยับเยินนะ เพราะผมขายไปในราคาที่ถูก แต่สั่งของมาแพงมาก และตอนแรกก็ไม่รู้จะไปสั่งซื้อของจากไหน(ที่ซื้อแบบเหมาในราคาต้นทุนต่ำ) สุดท้ายผมก็รอดมาได้ และได้เรียนรู้อะไรหลายอย่างเยอะมาก

Q : นอกจากร้านขาดทุนแล้ว อุปสรรคอย่างอื่นล่ะ?

ด้านการโปรโมตร้าน ทำไม่ได้เพราะไม่มีทุน บัดเจ็ตไม่พอ การเข้าถึงสื่อในกรุงเทพฯ ถ้าไม่นับออนไลน์แพงมากเลย ทั้งสื่อวิทยุ โทรทัศน์ ซื้ออะไรไม่ได้สักอย่างเลย ผมเคยนั่งศึกษาสื่อฟรีก๊อบปี้อยู่เหมือนกัน แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ มันแพงมาก จะมีก็แต่ช่องออนไลน์อย่างเดียว

ผู้นำบริหารสองรุ่น : ปุ๊ - อัญชลี จงคดีกิจ และ ชนน วังตาล

Q : โปรโมตไม่ได้มากนัก มีโปรโมชั่นดึงดูดลูกค้าอย่างไรบ้าง ?

ตอนนั้นใช้ปากต่อปากอย่างเดียว ยังไม่มีโปรโมชั่นอะไรมากนัก ตอนนั้นทำเป็นเบียร์บุฟเฟ่ต์ก่อนเน้นมื้อเย็น แล้วก็คิดว่าในกลุ่มเพื่อนๆ ชอบกินปิ้งย่างแล้วชอบดื่มเบียร์ ก็เลยทำเป็นเบียร์บุฟเฟ่ต์ขึ้นมา ซึ่งก็ได้ฟีดแบ็กดีมากช่วงนั้น แต่มันดีสำหรับแค่ร้านเล็กๆ เพราะผมรู้สึกว่ากลุ่มที่ชอบดื่มเบียร์ไม่ได้มากขนาดนั้นในประเทศไทย และกลุ่มครอบครัวก็ไม่ได้ถูกใจในตัวนี้เลย ก็ค่อยๆ มานั่งนึกกันว่าเปลี่ยนจากเบียร์บุฟเฟ่ต์เป็นจานพิเศษแทน

ตอนนั้นเริ่มเอากั้งกระดานเข้ามาอยู่ในบุฟเฟ่ต์เพื่อดึงลูกค้า สักพักนึงทำไปก็มาเจอจุดตันอีกว่า โปรดักส์ได้มาถึงแค่จุดหนึ่งก็หาอะไรเพิ่มไม่ได้แล้ว ซึ่งจริงๆ แล้วโปรโมชั่นที่ง่ายที่สุดของเมืองไทยก็คือ 'การลดราคา' ช่วงหลังก็มาเน้นการบริหารต้นทุนมากขึ้น จัดซื้อในราคาที่เหมาะสม แล้วก็จัดส่วนลดเป็นกลุ่มมากกว่า เช่น โปรมา 4 จ่าย 3 ถ้าช่วงไหนกลางเดือนรู้สึกว่าเงินในกระเป๋าลูกค้าค่อนข้างน้อยแล้ว ผมก็ให้มา 3 คน จ่าย 2 คนก็ได้ ไม่ว่ากัน

Q : เริ่มวางแผนการตลาดไปในทิศทางไหน ?

ตอนแรกทำจริงๆ ไม่มีแผนเลย คือนึกว่าทำเพราะอยากทำก่อน แล้วก็ค่อยๆ มาศึกษาดู ตอนแรกไม่มีแบล็กกราวน์ทางการตลาดเลย คือเป็นนักลงทุนจริงๆ แล้วก็มาลองมาศึกษาดู เพราะมีเพื่อนหุ้นส่วนหลายคนช่วงแรกเขาพอมีความรู้ทางนี้ บ้านเขาทำคอนซูเม่อ โปรดักส์ (Consumer Products) ก็เลยมานั่งแชร์กัน ว่ามันมีช่องทางอะไรบ้างที่มันพอจะไปได้ในราคาที่ไม่สูงมาก ก็แน่นอนต้องเป็นออนไลน์อยู่แล้ว แต่ทีนี้ในรูปแบบออนไลน์ก็ค่อยๆ เรียนรู้มาว่าเมื่อก่อนมีแค่เฟซบุ๊ก ร้านเป็นบุฟเฟ่ต์ มันก็สามารถจะทำส่วนลดอะไรไม่ได้มาก เพราะว่าต้นทุนมันก็สูงอยู่แล้ว หลังๆ ก็พยายามเรียนรู้ว่าคัดเอาอะไรเข้ามาประกอบกับบุฟเฟ่ต์ หรือเอาของที่น่าสนใจมาประกอบกัน เพื่อที่จะเกิดโปรดักส์ที่มันยืดหยุ่นได้มากกว่า

ผู้นำบริหารสองรุ่น : ปุ๊ - อัญชลี จงคดีกิจ และ ชนน วังตาล

เฟส 2 : จุดเปลี่ยนภาพลักษณ์แบรนด์

Q : ธุรกิจเติบโตกว่าเมื่อก่อนเยอะไหม ?

จริงๆ ที่เร่งเติบโตขึ้นมา เพราะมีช่วงหนึ่งร้านมีทั้งหมด 7-8 สาขา แต่มันไปแบบไม่มีรากฐาน มันยืนไม่ได้เลยปิดตัวลง ผมก็ต้องมาเริ่มต้นนั่งคิดค้นหาตัวตนใหม่ ตอนที่เปิดเป็น Asian Grill แรกๆ เหมือนว่าเรียกทุนคืนมาได้ ตรงนี้ดีๆๆ ทำๆ แต่พอถึงเวลาจริงๆ ระบบหลังบ้านก็ไม่ดี ควบคุมต้นทุนก็ไม่ได้ คนที่ช่วยดูแลหน้าร้านก็ไม่พอ ออกมาคุณภาพไม่ได้ ก็ปิดไปตั้งสามสาขา … รู้สึกเสียดายมาก ถ้าผมไม่เร่งตอนนั้น ค่อยๆทำ แล้วโตตามขั้นตอนจะยั่งยืนกว่าเยอะเลย ตอนนี้ก็เลยระวังนิดนึงก่อนจะเปิด หรือทำอะไร อย่างศึกษาทำเลเมื่อก่อนบางทีไม่เคยได้ไปดูเลย แต่เดี๋ยวนี้ผมละเอียดกว่าเดิม 2-3 เดือนกว่าผมจะตัดสินใจ

Q : คู่แข่งทางธุรกิจล่ะ ?

เยอะมากเลย เมื่อก่อนไม่เยอะเลย ตอนที่ผมเริ่มไม่มีใครทำเลยนะ ก็จะมีร้านบุฟเฟ่ต์ที่ดังมาอยู่แล้ว และของผมน่าจะเป็นเวฟที่สอง ประมาณว่าเริ่มมีคนเข้ามาในตลาดนี้ ก็มีหลายคนที่เข้ามาก็เลิกกันไปหมดแล้ว ผมต้องแข่งขันด้านต้นทุน และความคุ้มค่าสำหรับลูกค้าจริงๆ ...

Q : ทำไมอยากเปลี่ยนภาพลักษณ์แบรนด์?

ผมอยากออกจากการเป็นอาหารญี่ปุ่น ก่อนหน้ามันติดภาพเพราะชื่อ ซูมิ ที่ดูเหมือนมันจะหลีกเลี่ยงกลายเป็นญี่ปุ่นไม่ได้แล้ว ผมคิดว่าไม่อยากให้ร้านเป็นยากินิคุแบบนี้แล้ว ผมอยากฉีกแนวออกมานิดหนึ่งให้มันกว้างมากขึ้นกับเมนูหลากหลายกว่าเดิม เลยเปลี่ยนชื่อแบรนด์เป็น SUMI เฉยๆ เสริมด้วยรสชาติเอเชียนต่างๆ เข้ามาหลายอย่างพอสมควร แต่พอทำตรงนี้ไปสักพักก็ยังรู้สึกไม่ลงตัวอยู่ดี จริงๆ มันยังสามารถดีได้กว่านี้ ผมก็เลยตัดสินใจว่าขออีกสักทีเถอะ เปลี่ยนชื่อแบรนด์อีกสักครั้งเป็น 'SUMI+' ซึ่งตอนนี้ผมคิดว่ามันเป็นตัวตนที่ค่อนข้างจะลงตัวที่สุดแล้ว เพื่อเป็นความหมายว่าทางร้านเอาวัตถุดิบหลากหลายมาผสมกัน

แอ๊คติ้งเท่ๆ ของสองผู้บริหาร

Q : ด้านคอนเซปต์ยังคงเดิมรึเปล่า?

ผมกำลังปรับเปลี่ยนสไตล์ของร้านไม่จำกัดอยู่กับสไตล์ญี่ปุ่นเพียงแบบเดียว ยึดหลักปรับให้เข้ากับลิ้นและความชอบของลูกค้าให้มากที่สุด รวมถึงเรื่องคุณภาพวัตถุดิบให้มีมาตรฐานมากขึ้น ลงลึกรายละเอียด ใส่ใจคัดสรรคุณภาพความสด ความสะอาดอย่างพิถีพิถันมากขึ้น

ผมตั้งใจหาวัตถุดิบหลากหลายมาจากทุกมุมโลกใหม่ๆ คัดสรรมาอย่างดีจริงๆ เพื่อลูกค้า อย่างเนื้อแทนที่จะเป็นเนื้อสไตล์ญี่ปุ่นอย่างเดียว ผมก็จะมีเนื้อสไตล์ฝรั่ง เนื้อสไตล์จีน หมักสไตล์จีนเยาวราชแบบแซ่บ เป็นปิ้งย่างนานาชาติ ผนวกกับน้ำจิ้มรสแซ่บสูตรลับเฉพาะของ(บ้าน) พี่ปุ๊มากว่า 40 ปี ที่มีถึง 4 รสชาติให้เลือกกัน อีกทั้งกลุ่มลูกค้าเป้าหมายเป็นคนไทย เพราะฉะนั้น ผมต้องการให้อาหารถูกปากลูกค้าคนไทยมากที่สุด

Q : ทำไมออกจากการเป็นร้านอาหารญี่ปุ่น?

คือมันค่อนข้างเยอะแล้วด้วย ส่วนหนึ่งผมมองว่าต้องการสร้างความแตกต่าง แล้วอีกส่วนหนึ่งมองว่าบางทีปิ้งย่าง มันไม่มีคนทำสไตล์ร้านที่มีแอร์แล้วแซ่บจริงๆ โดยส่วนตัวแล้วผมกับพี่ปุ๊ชอบแซ่บๆ กันทั้งคู่เลย ก็เลยอยากทำอะไรที่มันแตกต่าง ผมคิดว่ามีคนที่ชอบอาหารเหมือนกับผมและพี่ปุ๊เยอะพอสมควร อย่างน้อยๆ ก็คนที่ชอบทานอาหารอีสาน ถ้าทานปิ้งย่างพร้อมน้ำจิ้มรสแซ่บก็อร่อยดี

บรรยากาศในร้านดูอบอุ่น น่านั่งใช่ไหมล่ะ ... ><

Q : จุดขายสำหรับร้านคืออะไร ?

คือ 1. ความคุ้มค่า 2. น้ำจิ้มรสแซ่บ และ 3. อยากเน้นมากเลยว่าเราคือร้านที่เจ้าของไปดูแลจริงๆ คือผมไม่ได้นั่งเป็นผู้บริหาร แต่ผมก็ออกไปอยู่ในสาขาไปช่วยเสิร์ฟ ช่วยทำครัวเรื่อยเปื่อยด้วย

Q : บรรยากาศในร้านเปลี่ยนจากเดิมยังไงบ้าง?

ทางเราได้คิดไอเดียใหม่ นำไปสู่เทรนด์ใหม่ของร้านอาหารปิ้งย่างที่จะเป็นช่วงเวลาแห่งความสนุก และความอร่อยที่ครบครัน … ทุกร้าน ทุกสาขาผมตั้งใจบริหารแบบมืออาชีพ ให้เหมือนมีเจ้าของร้านจริงๆ เข้ามาดูแลลูกค้า ไม่ใช่มีแต่พนักงานมาบริหาร คืออยากให้เวลาลูกค้าเข้าไปทานแล้วรู้สึกมีความสุขเหมือนกันทุกสาขา เน้นดูแลกันเหมือนครอบครัว สร้างบรรยากาศเมื่อเข้าไปทานแล้วรู้สึกอบอุ่น เป็นกันเอง ให้ลูกค้ารับรู้ถึงความจริงใจ และความใส่ใจทุกรายละเอียดจากผู้บริหารถึงลูกค้าทุกคน

Q : ดีไซน์การตกแต่งร้านเป็นแนวไหน? ออกจากสไตล์ญี่ปุ่นทั้งหมดเลยรึเปล่า ?

ผมจะต้องออกจากภาพลักษณ์ญี่ปุ่นทั้งหมด ตอนนี้กำลังจะเปลี่ยนการตกแต่งร้านทั้งหมดไปเป็นตีมสไตล์โมเดิร์น เท่ๆ เพื่อที่มันจะได้ชัดเจนในตัวตน เป็นน่าตาของร้านเราเองเลย เมื่อเข้าไปในร้านจะสัมผัสได้ถึงบรรยากาศอันอบอุ่น เป็นกันเอง ร้านนี้สามารถยกโขยงมาทานได้ทั้งครอบครัว เลี้ยงฉลองสังสรรค์กับเพื่อน หรือมากันแบบเป็นคู่ก็ดี รับรองว่าจะได้ความประทับใจกลับไปอย่างแน่นอน

บรรยากาศสบายๆ ไม่แออัดแบบนี้ .. ช๊อบบ ชอบ !

Q : อยากให้คนภายนอกมองร้าน SUMI+ เป็นสไตล์ไหน ?

มองแบบเป็นปิ้งย่างทันสมัยและคุ้มค่า ไม่เป็นญี่ปุ่นแบบนานาชาติหรือมีกลิ่นอายญี่ปุ่นอยู่เลย อยากเป็นร้านที่ถูกปากคนไทยมากกว่า เอาความรู้สึกของร้านแบบฝรั่ง อย่างเช่น เกรฮาวด์ใส่เข้าไป หรือเก้าอี้อยากให้เป็นสไตล์เก้าอี้สระน้ำนั่งสบาย ไม่ใช่เก้าอี้ที่เป็นแถวเรียงกัน

Q : วางแผนกลุ่มลูกค้าแบบไหน ?

ตอนแรกๆ ตั้งใจว่าจะเป็น ยัง ออฟฟิศ (Young Office) แต่ตอนนี้เปลี่ยนเป็นกลุ่มครอบครัวแล้ว คือเน้นที่ครอบครัวเลย เพราะว่าร้านก็ไม่ได้ธีมทันสมัย หรือว่าเท่มาก เป็นร้านสบายๆ ไม่ได้ตกแต่งมากนัก ฉะนั้นลูกค้าก็จะมาเป็นครอบครัวลักษณะนี้ เป็นกลุ่มที่ผมพยายามจัดให้ในราคาที่ไม่สูงนะ แล้วก็มีโปรโมชั่นที่เมื่อมาเป็นกลุ่มเป็นครอบครัวจริงๆ ก็ได้ส่วนลดไป

Q : คุณแม่มีการให้คำปรึกษาอะไรบ้าง?

จะเป็นเรื่องการเงิน การธนาคาร แล้วก็เรื่องบริหารคน เพราะคุณแม่เป็นคนที่ค่อนข้างมีวินัยสูงมาก คุณแม่จะเน้นให้ผมมีวินัยในตนเองก่อนเสมอ ท่านจะแนะนำว่าผมต้องเป็นแบบอย่างของพนักงานทุกคน ถ้าคาดหวังปริมาณงานที่เยอะขึ้น ผมก็ต้องเป็นคนแรกที่มาทำงานในตอนเช้า คุณแม่จะเน้นอยู่ตลอดเลยว่าต้องลงดีเทลจริงๆ คือจะมาเป็นผู้บริหารที่จับเฉพาะของสวยงามไม่ได้ คืออย่างทุกวันนี้ตอนเช้าผมจะไปจัดของ ส่งของกับพวกพนักงานเลย ออกสาขาก็เข้าไปดูครัวว่าเลอะหรือเปล่า เป็นยังไงบ้าง ซึ่งถ้าก่อนหน้านี้ผมไม่ได้ทำแบบนี้ คือนั่งโต๊ะอย่างเดียว แล้วก็เรียกคนมาสั่งๆ ไม่ดีเลย แล้วตอนนี้แบบว่าผมไปแฮนด์ออนจริงๆ เสียเวลาบ้าง เหนื่อยบ้าง แต่ก็คิดถึงความสุขของลูกค้ามากขึ้น แล้วตัวเราเองก็สนุกไปด้วย

ผู้บริหารรุ่นพี่ : ปุ๊ - อัญชลี จงคดีกิจ กับมาดเท่ๆ ยียวนใจ ><

เฟส 3 : อาหารปิ้งย่างสไตล์ SUMI+ …. คือเลอเลิศอ่ะ !

Q : เล่าถึงวัตถุดิบหลากหลายที่คัดสรรจากทุกมุมโลกให้ฟังหน่อย?

วัตถุดิบที่ทางร้านคัดสรรมาเป็นอะไรที่จับต้องได้ คุณภาพเกรดเอ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหรืออาหารทะเลที่ทางร้านภูมิใจนำเสนอให้ลูกค้าได้ลองทาน อย่างชุดเริ่มต้นที่ทางร้านเสิร์ฟเริ่มต้นที่ 299 บาท รวมเครื่องดื่มและทุกอย่างเรียบร้อย ลูกค้าสามารถทานปลาแซลมอน เนื้อ (นอก) และซีฟู้ดได้ ซึ่งหลายๆ ร้านอาจจะไม่ได้เสนอในจุดนี้ (มีแค่หมูกับไก่) แต่ผมคิดว่าต้องการให้คนที่มาทานมีความสุขและคุ้มค่ากับอาหารจริงๆ อยากให้ทุกกลุ่มสัมผัสกับแซลมอนง่ายๆ ทางร้านก็เลยจัดหามาให้

ถ้าลูกค้าเพิ่มอีก 100 บาท จะเป็นชุด 399 บาท ลูกค้าจะได้ลิ้มรสกั้งกระดาน, หอยแมลงภู่นิวซีแลนด์ ทานไม่อั้น ซึ่งวัตถุดิบเหล่านี้ทางร้านก็ต้องสรรหาและคัดสรรมาอย่างดีจริงๆ ถ้าลูกค้าทานข้างนอกประมาณ 4-5 ตัว ราคาเป็นร้อย

พออัพราคาแม็กสุด 699 บาท ลูกค้าจะได้ทานเนื้อปลากิล ซาชิมิต่างๆ พวกกุ้งแม่น้ำก็จะเป็นตัวใหญ่ๆ สวยๆ มาเลย (ถ้าไปทานชาบูที่อื่นราคากิโลละ 1,200 บาท แต่ร้านนี้มาอยู่ในบุฟเฟ่ต์ราคาแค่ 699 บาทเท่านั้น) ซึ่งในราคานี้ถ้าลูกค้าที่มีกำลังซื้อนิดหนึ่งก็ได้ทานแล้ว

'วัตถุดิบหลากหลาย ไม่ใช่จะมีแค่ราคาที่คุ้มค่า แต่ลูกค้าสามารถจับต้องได้ และมีความสุขเมื่อได้ทานด้วย'

วัตถุดิบสดๆ คุณภาพพรีเมี่ยม จากทุกมุมโลกที่คุณไม่ควรพลาด !!

Q : วัตถุดิบนี้ยังคงใส่ใจในเรื่องสุขภาพของลูกค้าด้วย?

ใช่ครับ … นอกจากวัตถุดิบสุดคุ้มนี้แล้ว ทางร้านยังใส่ใจเรื่องสุขภาพของลูกค้ามากขึ้นด้วย ด้วยความที่ร้านเป็นบุฟเฟ่ต์ทำให้มีลูกค้ามาทานเยอะ ลูกค้าก็อาจไม่ได้คำนึงถึงสุขภาพมากเท่าไหร่นัก ทางร้านเลยได้มีการสร้างสรรค์ฟาร์มเห็ด และฟักทองแบบออร์แกนิคเอง ที่นี่มีฟาร์มที่ปลูกโดยเฉพาะเลย และมีการควบคุมคุณภาพว่าเป็นออร์แกนิคได้มาตรฐานอีกระดับหนึ่ง ทานเข้าไปแล้วช่วยลดกรดได้ดี นอกจากนี้สำหรับลูกค้าที่พาสัตว์เลี้ยงอย่างสุนัขเข้ามา ที่นี่ก็มีบริการรับฝากสุนัขให้ และมีที่วิ่งเล่นแถมให้ด้วย เพื่อให้ลูกค้าได้เพลิดเพลินกับมื้ออาหารอย่างเต็มที่ไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลัง หรือลูกค้าจะพาสุนัขมาเดิน วิ่งเล่น เปลี่ยนบรรยากาศย่อยอาหารหลังจากทานบุฟเฟ่ต์เสร็จก็ยังได้

Q : วางแผนมาตรฐานอาหารอย่างไรบ้าง ?

สมมติพวกผัก ผมพยายามหาออแกนิคให้มากที่สุดเท่าที่จะหาได้ อย่างเห็ดก็ปลูกเองแล้ว ฟักทองตอนนี้ไปคอนแทคฟาร์มเป็นไร่ ที่จริงๆ ก็เป็นที่ของครอบครัว ผมรู้ทุกขั้นตอนการปลูกเพราะไม่ยากเท่าไร (หัวเราะ) แต่ก็พยายามเน้นตัวที่รู้จริงๆ อยากพืชผักอื่นๆ ที่มันยากเกินไปก็ยังไม่ได้ปลูก ผมพยายามหาจากแหล่งที่มันโอเค เวลาซื้อมาทุกเช้าผมก็จะเช็กคุณภาพก่อน ถ้าพวกเนื้อวัวจะเน้นเป็นเนื้ออิมพอร์ตไม่ค่อยได้ใช้เนื้อไทย(อย่างเนื้อวัวออสเตรเลีย) เนื้ออิมพอร์ตโดยมากคุณภาพจะค่อนข้างเป๊ะอยู่แล้ว เพราะเมืองนอกมาตรฐานดี ส่วนพวกกุ้งถ้าไม่ซื้อจากบ่อ ก็ซื้อจากแพเลย มันจะมาเป็นกุ้งสดทุกวัน

Q : น้ำจิ้มสูตรเด็ด 4 รสชาติ มีอะไรบ้าง ?

อันนี้เป็นสูตรน้ำจิ้มจากบ้านพี่ปุ๊เองเลย ก็จะมี ...

1. น้ำจิ้มซีฟู้ดรสจัดจ้าน พิเศษไม่เหมือนที่อื่น ซึ่งถ้าปั่นละเอียดเกินไปก็ไม่อร่อย ปั่นหยาบเกินไปก็ไม่อร่อย (มีกระเทียม พริก มะนาว เติมความหอม)

2. น้ำจิ้มแจ่วผสมมะขามเปียก คือที่ไหนก็มีแจ่ว แต่แจ่วร้าน SUMI+ ต้องมีอะไรพิเศษ โดยเป็นแจ่วที่ผสมมะขามเปียก

3. น้ำจิ้มสุกี้ เป็นน้ำจิ้มเสริมขึ้นมา สามารถนำมาซดทานคู่กับปิ้งย่างกลมกล่อมเข้ากัน 

4. และน้ำจิ้มงา(คั่วงา) จะเน้นพวกงา และในส่วนของผลไม้ที่เป็นสูตรเฉพาะของทางร้านด้วย

น้ำจิ้ม 4 อย่างมีให้ลูกค้าเลือกกันหลากหลาย บางทีก็จิ้มทีเดียว 4 อย่างพร้อมกันเลยยังได้ ...

น้ำจิ้มรสแซ่บ 4 รสชาติ ให้เลือกสรร ... ว้าวว !

Q : วัตถุดิบของร้านที่ภูมิใจนำเสนอ … ไม่ลองไม่ได้แล้ว?

'กุ้งล็อบสเตอร์' วัตถุดิบพิเศษประจำร้าน วัตถุดิบนี้หลายที่ขายในราคาที่แพงมาก แต่มาขายที่นี่ในราคาตัวละ 219 บาท ทานได้ไม่จำกัด ถ้าเป็นบุฟเฟ่ต์ก็มีเหมือนกันขายในราคา 999 บาท ทานได้ไม่จำกัด หลายคนอาจจะไม่เชื่อว่าเป็นกุ้งล็อบสเตอร์จริงๆ เพราะทางร้านขายไปในราคาที่ถูกมาก แต่มันเป็นกุ้งล็อบสเตอร์จริงๆ (หัวเราะ) ลูกค้าที่สนใจไม่ต้องมาทานบุฟเฟ่ต์ก็ได้ แค่มาทานกุ้งล็อบสเตอร์ 1 ตัว แล้วกลับบ้านแบบฟินๆ

Q : ตอนนี้กระแสตอบรับเป็นอย่างไรบ้าง?

คือตอนนี้เราเน้น 'ล็อบสเตอร์' เป็นหลักเลย ผลตอบรับของล็อบสเตอร์ดีมากเลย ตอนแรกตั้งใจอยากทำเป็นบุฟเฟ่ต์ แต่พอคำนวณเรื่องแหล่งที่มาและจำนวนที่จะนำเข้ามาแล้ว มันยังไม่น่าจะเป็นไปได้ ตอนนี้ก็เลยมีบุฟเฟ่ต์บ้างแต่มีจำกัด ซึ่งผมคิดว่าอาจมีเป็นเดือน หรือฟิกขึ้นมาว่าเดือนหนึ่งประมาณสองสามร้อยท่าน อันนี้ก็ยังโอเค สำหรับที่ขายเป็นตัวที่ร้านก็ดีมากเลยด้วยเหนือความคาดหมาย เอาเข้ามาตอนแรกนึกว่าจะขายไม่ได้ ปรากฏว่าลูกค้าให้การตอบรับดีมาก (ยิ้มกว้างรับ)

Q : ด้านวัตถุดิบหลักรับ หรือนำเข้ามาจากไหน ?

แล้วแต่ประเภทเลย ก็ดูตามแต่ละโซนจะมีวัตถุดิบที่แข็งอ่อนไม่เหมือนกัน เช่น ซีฟู้ดก็จะต้องมาจากโซนอาเซียนนี่แหละ จริงๆ แล้วทางโซนพม่าแข็งมากเลย เช่น พวกปลาหมึก หอยหวาน ทางอันดามันจะดีที่สุด ส่วนพวกเนื้อวัวเกรดเอ คุณภาพเยี่ยมก็จะเป็นโซนทางออสเตรเลีย

Q : ใครเป็นคนคัดสรรคุณภาพนำเข้า?

ผมคัดเองและจัดซื้อเองด้วย เมื่อก่อนมีเชฟไปจัดซื้อให้ แต่ตอนนี้ไม่เอาแล้วทำเองดีกว่า จะได้เลือกซื้อเองจริงๆ เลยให้กับลูกค้า เรื่องเทสติ้งผมก็เป็นคนเทสต์เองหมดเลย

วัตถุดิบหลากหลาย มีให้เลือกทานแบบไม่รู้จบ !!

เฟส 4 : แนวโน้มธุรกิจในอนาคต …

Q : ตอนนี้ SUMI+ มีกี่สาขา ที่ไหนบ้าง ?

ตอนนี้มีประมาณ 8 สาขาด้วยกัน และแต่ละสาขาก็มีความแตกต่างกันไป อย่างในกรุงเทพฯ จะเน้นให้ลูกค้าทุกคนทานได้สะดวก ก็จะมีที่นี่สุขุมวิท 24 เรียกว่าเป็นฐานทัพของทางร้านเลย แล้วก็จะกระจายไปอยู่สามมุมเมืองที่แฟชั่นไอส์แลนด์, เดอะมอลล์ งามวงศ์วาน, ซีคอนสแควร์ ศรีนครินทร์ รวมทั้งอีกสองร้านที่มีรูปแบบแตกต่างกัน คล้ายกับ SUMI+ แต่มีปรับเปลี่ยนนิดหน่อยให้เหมาะกับทางโลเกชั่น คือร้านที่เสรีไทย ซอย 43 ชื่อ 'เดอะ สเตเดี้ยม' (ไม่ติดแอร์) ร้านหมูกระทะแบบพรีเมี่ยม ตกแต่งเป็นสไตล์สนามฟุตบอล แล้วก็มีทีวีจอใหญ่เปิดฟุตบอลตลอดเวลาที่มีไลฟ์แมตช์ อาหารก็จะอยู่ในราคาย่อมเยาว์นิดนึง เพราะว่าเราไม่ได้คิดค่าแอร์ (หัวเราะ) ส่วนอีกที่หนึ่งจะเป็นบุฟเฟ่ต์เกาหลี ชื่อ 'โซลวอน' อันนี้เป็นรายการใหม่ที่เพิ่งเริ่ม ซึ่งจริงๆ โซลวอนเริ่มมาสักพักหนึ่งล่ะ แต่ก็เพิ่งมารวมกันกับแบรนด์ SUMI+ โซลวอนจะเป็นร้านกลิ่นอายเกาหลีแท้ๆ จะมีอาหารเกาหลีเป็นจานๆ เสิร์ฟโดยไม่ได้คิดเงินเพิ่ม อยู่ที่ห้างซีคอนสแควร์ ศรีนครินทร์ เหมือนกัน

ส่วนที่ต่างจังหวัดตอนนี้มีอยู่สองที่คือ 1. 'หัวหิน' ที่มาเก็ต วินเลจ เหตุผลที่เลือกหัวหินเพราะว่าอยากไปที่เมืองท่องเที่ยวสักเมืองหนึ่ง ผมมองว่าศักยภาพมันดี เพื่อที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยว ชาวจีน ชาวฝรั่งไปใช้บริการเยอะพอสมควร และ 2. บิ๊กซี 'พิษณุโลก' เพราะมันเป็นสนามบิน มันเป็นเมืองของการขนส่งของภาคเหนือ ภาคกลาง ผมเลยคิดว่าเอาร้านไปลงตรงนั้นไว้ก่อน

SUMI+ มีหลากหลายสาขาให้เลือก ถ้าลูกค้าสะดวกร้านไหน หรือใกล้ร้านไหนก็สามารถเข้าไปทานได้เลย ไม่ต้องเดินทางไกลให้เหนื่อยและเสียเวลา !

'ต๊อกโป๊กกี้' โซลวอน ... เผ็ดร้อนได้ใจ !!
'ต้มยำราเมน' โซลวอน ... สีสันน่าลิ้มลองเป็นที่ซู๊ดดด

Q : โซลวอน กับ เดอะ สเตเดี้ยม นี่เหมาะกับผู้ชายแมนๆ หน่อยรึเปล่า ?

ถ้าสเตเดี้ยมจะเป็นร้านแนวผู้ชายนิดๆ แต่โซลวอนจะเหมาะกับครอบครัวด้วย กิมมิคของร้านจะเป็นตุ๊กตาหมีตัวใหญ่หน้าร้าน อาหารก็จะเป็นเกาหลีแท้ๆ เลย อย่างต๊อกป๊อกกี้, ข้าวยำต่างๆ … ต้องลองๆ

'บิบิมบับ' หรือ 'ข้าวยำเกาหลี' อุดมด้วยวิตามินจากเนื้อสัตว์ และผักนานาชนิด .. ประโยชน์เพี้ยบบ

Q : ทุกสาขาตีตลาดได้หมดรึยัง ?

ตอนนี้ผมมองว่าดีทั้ง 8 สาขา คือไม่มีสาขาที่อ่อนแอแล้ว ทุกสาขามีกำไรสามารถอยู่ได้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องเหมือนช่วงแรกๆ ที่เริ่มเปิด บางอันดี บางอันไม่ดี ก็ต้องมานั่งอุ้มๆ กันไป ตอนนี้เท่าที่มีในพอร์ตก็คิดว่าโอเคแล้ว

Q : ก้าวต่อไป SUMI+ กับการพัฒนา การเติบโตของแบรนด์อย่างไรบ้าง ?
แผนการภายในฮาล์ฟแรกของปีหน้า คือ ...

1. ผมตั้งใจว่าจะมีสาขาเพิ่มขึ้นอีก 2 สาขา ภายใต้ชื่อแบรนด์ SUMI อาจจะเป็นในรูปแบบของโซลวอนสาขาหนึ่ง ซึ่งตอนนี้กำลังคิดว่าจะขยายไปที่หัวหินแน่ๆ และ SUMI+ สาขาหนึ่ง ซึ่งยังไม่แน่ใจว่าโลเกชั่นจะเป็นที่ไหนเหมือนกัน แต่คิดว่าเป็นต่างจังหวัดไม่นครสวรรค์ ก็กำแพงเพชร หรือทางภาคเหนือตอนล่าง อย่างใดอย่างหนึ่ง

2. ตอนนี้ผมเริ่มศึกษา และเริ่มคุยในส่วนของแฟรนไชส์บ้างแล้ว และกำลังที่จะพัฒนาโมเดลให้มันยั่งยืนไปได้ เพราะไม่อยากที่จะขายแฟรนไชส์ให้คนซื้อไป ได้เงินหนึ่งก้อนแล้วจบกันที่ตรงนั้น แต่คุณภาพดูแลไม่ได้ ผมอยากขายแฟรนไชส์โดยมีข้อแม้ให้ซื้อวัตถุดิบจากทางร้านเรา ผมขอเป็นคนส่งวัตถุดิบเองเพื่อควบคุมคุณภาพ … ผมไม่อยากคิดเยอะ อยากหาคนไปด้วยกันได้ดีๆ ก้าวเติบโตไปพร้อมๆ กัน

และ 3. ตอนนี้ผมกำลังเตรียมการดูเรื่องธุรกิจต่อเนื่อง อย่างเวลาทำบุฟเฟ่ต์ ผมจะสั่งซื้อวัตถุดิบเข้ามาเยอะ มีการหมุนเวียนของวัตถุดิบเยอะ ผมเลยคิดว่าทางร้านสามารถเป็นซัพพลายเออร์ให้กับร้านอาหารที่ไม่มีสาขา หรือไม่มีกำลังในการซื้อสต๊อกของมากนัก รวมทั้งสามารถซัพพลายด้านบริการขนส่งอาหารถึงหน้าร้านได้

Q : จุดแข็ง และจุดอ่อนของร้าน มีอะไรบ้าง ?

จุดอ่อนที่ไม่ชอบเลยก็คือ การตกแต่งไม่สวยในสาขาที่ทำไปแล้ว เนื่องจากตอนแรกผมไม่ได้มองเรื่องการตกแต่งมากนัก ผมต้องการแต่ความคุ้มค่าของอาหาร ไม่อยากไปลงทุน ปรับแก้อย่างอื่นเยอะ แต่ว่า ณ จุดหนึ่งบางทีลูกค้าไม่ได้มองเฉพาะอาหารอย่างเดียว ลูกค้าต้องการบรรยากาศที่ดีพอสมควรในการรับประทานด้วย นี่ก็เป็นจุดอ่อนที่ต้องมาไล่แก้กันอยู่ตอนนี้

ถ้าจุดแข็งของร้านจะเป็นเรื่องการซื้อของได้ในราคาที่ถูก ทำให้ร้านผมเลยมีส่วนลดที่น่าจะลึกกว่าร้านอื่น อย่างร้านอื่นอาจจะทำได้แค่มา 4 คน จ่าย 3 คน แต่ร้านผมมา 3 คน จ่าย 2 คน ก็ยังพออยู่ได้ อยู่ได้แบบนิดหน่อย แต่อย่างในช่วงกินเจก็ยังพอไปได้...

ยิ่งคนเยอะ ยิ่งอบอุ่น !!

Q : ตั้งความหวังยอดขายอยู่ที่เท่าไหร่ ?

ปีนี้ช่วงต้นปีมันไม่ดีเลย แต่จริงๆ แล้วผมไม่ได้มีเป้าในใจของตัวเอง สำหรับปีหน้าคิดว่าน่าจะมีได้สัก 120 ล้าน

Q : คิดว่าการปรับรูปแบบแบรนด์ส่งผลให้ยอดขายขึ้นไหม ?

ต้องดูตลาดประกอบไปด้วย แต่ส่วนตัวผมมองว่าขึ้นนะ ไม่ได้ขึ้นด้วยการปรับรูปแบบอย่างเดียว แต่ขึ้นเพราะตลาดมันน่าจะฟื้นตัวด้วย ผมมองว่าดีมานด์ในประเทศน่าจะดีขึ้นนะ เพราะว่าถ้าสมมติว่ารัฐเบิกจ่ายเงินได้จริงออกมา คิวสี่แอบหวังว่าทุกอย่างจะเรียบร้อย และคิดว่ายอดขายน่าจะขึ้นไป อย่างน้อยๆ ในสาขาร้านเดิม อาจจะมีขึ้นสัก 10-15% โดยไม่ต้องไปกระตุ้นมันมาก … แค่ไหลไปกับตลาด

Q : ตั้งความหวังกับทุกสาขาอย่างไรบ้าง ทั้งการเติบโตของธุรกิจ และลูกค้า?

คืออยากเข้า MAI ภายใน 5 ปีให้ได้จริงๆ คือคุยกันไว้กับนายทุนแล้ว ตอนนี้มีนายทุนแล้วเรียบร้อย(หัวเราะ) พอดีแกเป็นคุณพ่อของเพื่อน แล้วบริษัทแกเพิ่งกำลังจะเข้าตลาดปีหน้า ดังนั้นแกประสบการณ์เพียบอยู่แล้วในการเอาบริษัทเข้าตลาด แกก็เลยมองว่าตรงนี้มันน่าจะพอเป็นไปได้ แกเลยบอกว่าเดี๋ยวพอแกเข้าเสร็จจะมาเป็นโค้ชให้ มาดันร้าน SUMI ให้ไปกัน...เป้าหมายสูงสุดจริงๆ คือเข้าตลาด
แต่ถ้าเป้าหมายในด้านลูกค้าคือ อยากหาอาหาร หรือของอร่อยๆ มาให้ลูกค้าทานเรื่อยๆ โดยอยากจะเลือกเองไปเรื่อยๆ ก่อนเลย คือไม่แพลนเลยที่จะให้คนอื่นมาเลือกอาหารให้ ตอนนี้พยายามเน้นปลาที่เป็นธรรมชาติ ผมอาจจะมีปลาที่เป็นปลาฟาร์มเหมือนกัน แต่โดยหลักแล้วผมจะดันแซลมอนที่เป็นแซลมอนธรรมชาติ ที่มาจากทางอะแลสกาและทางญี่ปุ่น

Q : ในมุมมองการตลาด ตอนนี้ยังมีอะไรควรใส่ใจเป็นพิเศษไหม ?

ผมคิดว่าช่วงนี้ลูกค้าความรู้ดีมากเลย ใส่ใจเรื่องผลิตภัณฑ์ และวัตถุดิบของร้านที่ออฟเฟอร์ไปจริงๆ แค่สมมติหาอะไรมาก็ไม่รู้มาอย่างหนึ่ง แล้วมาตั้งชื่อเก๋ๆ มันไม่ได้ เพราะว่าคนรู้จริงๆ เดี๋ยวนี้ข้อมูลในตลาดมันไวมาก ผมคิดว่าจะทำอะไรต้องเป็นของที่มีมูลค่าจริงๆ และเป็นแคมเปญที่ลูกค้าได้ประโยชน์จริงๆ ไม่อย่างนั้นคิดว่าไม่ได้ใจลูกค้า ถ้าจัดอะไรมายำง่ายๆ ตั้งชื่อสวยๆ ตั้งราคาแปลกๆ เท่าที่ลองมาไม่ได้ผลเลย

Q : ฝากร้านปิ้งย่าง SUMI+ หน่อย ?

ช่วงนี้อยากชวนให้มาลองกิน 'ล็อบสเตอร์' มากเลย มีทุกสาขา และคิดว่าจะมีได้ตลอดไป(หัวเราะ) ผมหามาในราคาที่คิดว่าหาที่อื่นไม่ได้แล้ว รวมถึงวัตถุดิบอื่นๆ ก็ราคาถูก คุณภาพดี น้ำจิ้มรสแซ่บ สามารถมาทานได้ทั้งครอบครัว

พนักงานให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น และเป็นกันเองสุดๆ

บทสัมภาษณ์นี้อาจทำให้หลายคนซี้ดซ้าด ท้องร้องเรียกน้ำย่อยกันเป็นทิวแถวแล้ว ถ้างั้นจะรอช้าอยู่ทำไม รีบหาร้านสาขาใกล้บ้านคุณแล้วไปลองชิมเองเลยดีกว่า ปิ้งย่างระดับพรีเมี่ยมสุดคุ้มที่รับประกันความสด ราคาถูก คุณภาพเกรดเอแบบนี้ บอกได้คำเดียวเลยว่า … ห้ามพลาด !!!

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้